เป็นที่ฮือฮา และน่ายินดีมากกับการเปิดตัวคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พัก ‘มิชลิน ไกด์ กรุงเทพฯ’ หรือ MICHELIN Guide Bangkok เล่มแรก โดยมีร้านอาหารผ่านการคัดเลือกรวมทั้งสิ้น 98 ร้าน คู่มือเล่มนี้สะท้อนให้เห็นภาพของกรุงเทพฯ ในแง่มุมของความเป็นเมืองแห่งอาหารนานาชาติที่ยังคงรักษารากเหง้าและอัตลักษณ์ของอาหารไทยเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนจากทั่วโลก เราเชื่อว่ายังมีหลายคนที่ยังไม่รู้ประวัติเรื่องราวว่า “มิชลิน ไกด์” คืออะไร เป็นอะไรกับยางมิชลิน แล้วดาวได้มาอย่างไร มีมาตรฐานอะไรวัดในการให้ดาวในแต่ละร้าน เราจึงขอสรุปให้ฟังสั้น ๆ ง่าย ๆ ประดับความรู้ก่อนไปชิมของอร่อย ๆ กัน ยางมิชลิน VS. มิชลินไกด์ เชื่อว่าเราต้องรู้จักบริษัทยางมิชลิน ผู้ผลิตยางรถยนต์ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างดี แต่บางคนอาจสงสัยว่าแล้วมันเกี่ยวอย่างไร กับมิชลินไกด์เล่มแดงนี้ ประวัติความเป็นมาเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1900 ด้วยไอเดียบรรเจิดของสองพี่น้อง Édouard และ André Michelin ผู้ก่อตั้งบริษัทยางมิชลิน สัญชาติฝรั่งเศส ที่อยากส่งเสริมให้ผู้คนหันมาสนใจการใช้รถยนต์ให้มากขึ้น และยังจะส่งผลดีต่อแบรนด์ของเขาด้วย จากแนวคิดนี้จึงทำให้เกิด “The Michelin Guide” (มิชลินไกด์) เล่มนี้ขึ้นมา โดยการตีพิมพ์มิชลินไกด์เล่มแรกของเขาได้ทำการตีพิมพ์ถึง 35,000
หลังจากหายไปนาน THE REAL SLIM SHADY ก็กลับมาฝากผลงานชิ้นใหม่อีกครั้ง ในยุคที่ RAPPER 2017 ต่างเปลี่ยนคำจำกัดความของการ RAP ไปอย่างสิ้นเชิง จากการพูดถึงสภาพสังคมแบบที่ OLD SCHOOL RAPPER ทำกันตั้งแต่สมัย 60s ปัจจุบันกลายเป็นเพลงอวดรวยของ CELEBRITY วัยรุ่น ที่แม้แต่ฝรั่งยังฟังไม่รู้เรื่อง การกลับมาครั้งนี้ของ EMINEM จึงเป็นสิ่งที่หลายคนเฝ้ารอ และ ‘UNTOUCHABLE’ single ใหม่ ที่จะอยู่ในอัลบั้ม Revival เตรียมปล่อยออกมาในอีกไม่นาน ก็ได้ระบายสภาพสังคมในปัจจุบันได้อย่างสะใจ ‘UNTOUCHABLE’ พูดถึงเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของสัมคมอเมริกัน มีการพูดถึงเรื่อง White Privilege ที่แม้แต่ในยุค 2017 คำว่า RACISM ก็ยังคงอยู่ในกลุ่มคนผิวสี แม้สื่อหรือปากนักการเมืองจะพ่นแต่เรื่องความเสมอภาค แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงกระทำรุนแรง ใช้อาวุธ ยิงกันถึงขั้นเสียชีวิตทั้งเด็ก ผู้หญิง คนแก่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ EM มองว่าเกินกว่าเหตุ และคนผิวขาว ก็ดูจะมีสิทธิพิเศษมากมาย เป็นที่มาของชื่อเพลง UNTOUCHABLE
เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 AUDI TT COUPE GENERATION ที่ 3 รถ 2 ประตูในช่วงกลางอายุขัย ก็มีภาพระหว่างทดลองขับบนถนนเผยออกมาให้เห็น เหมือนเป็นสัญญาณว่าอีกไม่นานน่าจะปล่อยรุ่น FACELIFT ออกมา แต่ถ้าใครกำลังอยากได้ AUDI TT อยู่แล้ว บอกเลยว่าไม่ต้องรอก็ได้ เพราะโดยรวมดูแล้วไม่แตกต่างกันมากนัก AUDI TT COUPE FACELIFT ที่ถูกจับภาพระหว่างวิ่งทดสอบได้นั้น มีจุดสังเกตที่เห็นได้ชัดคือ กันชนหน้า – หลัง ดีไซน์ใหม่ ที่เพิ่มความเป็นสปอร์ตมากขึ้น เข้ากับกระจังหน้าที่เปลี่ยนจากแนวขวางของเดิม ให้เป็นแบบรังผึ้ง (honeycomb mesh grille design) เหมือนเอาชุดแต่งของ AUDI TT RS มาติดตั้งเป็นมาตรฐานให้รุ่นธรรมดา เพราะสังเกตได้จากปลายท่อคู่ที่เป็นทรงเดิม อีกจุดที่หลายคนคาดว่าน่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็คือรายละเอียดในโคมไฟหน้า โคมไฟท้าย ลวดลายล้อรุ่นใหม่ และการตกแต่งภายในที่อาจจะเพิ่มลูกเล่นนิดหน่อย โดยเฉพาะระบบ INFOTAINMENT และวัสดุตกแต่งให้ดูสปอร์ตขึ้นรับกับภายนอก แต่ไม่รู้ว่าเมื่อ AUDI THAILAND
อยู่ในปาร์ตี้ เพลงดีกำลังเพลิน สาวมองกำลังดี มีโอกาสทักทายกำลังจะได้จับมือกัน แต่ติดปัญหาแค่นิดเดียว คือมือที่ถือเบียร์เปียกจนสาวร้องยี้ น้ำหยดแหมะเสื้อกางเกงเป็นดวง ทุกอย่างกำลังดี แต่ติดปัญหาแค่นี้ ทำให้พลาดโอกาสดี ๆ ไปเฉยเลย หรืออยู่ในปาร์ตี้ที่คนเยอะมากจนไม่มีที่วางเบียร์ ต้องถือตลอดคืนจนมือเปื่อย เมื่อยไปทั้งคืน จะให้วางพื้นก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะกลายเป็นคนไม่รักษาความสะอาด จะเต้นกังนัมสไตล์ต้องใช้สองมือ ก็ทำไม่ได้ เพราะเบียร์จะหกเอา ด้วย INSIGHT ที่เข้าใจผู้ชายเป็นอย่างมาก เราอยากขอแนะนำ ITEM สุดคูล ‘THE BEVBUCKLE BELT” เข็มขัดที่ไม่ถึงกับอัจฉริยะมากเท่าไหร่ แต่ก็ใช้วางเบียร์ได้ สบายมือไปทั้งคืน “LIFE’S TOO SHORT TO HOLD YOUR OWN DRINK” สโลแกนเด่นชัด เข้าใจง่าย ของ BEVBUCKLE BELT เข็มขัดหัวใหญ่สไตล์คลาสสิค เหมาะสมกับลูกผู้ชายแบบ เต๋า สมชาย เข็มกลัด สามารถกางห่วงสำหรับวางและประคองเบียร์ได้สบาย ๆ นิ่งอยู่ตัวทุกการเคลื่อนไหว จะเต้นโยกบน ส่ายล่าง
MAZDA MX-5 MIATA รถยนต์ ROADSTER 2 ประตู น้ำหนักเบา ที่เป็นเสมือน ICONIC CAR ของ ROADSTER ทุกสถาบันมาตั้งแต่ GENERATION แรกตั้งแต่ปี 1989 กับรหัส NA ที่ทุกวันนี้เราก็ยังเห็นวิ่งอยู่บทถนนไม่ขาดสาย แม้ความแรงจะสู้ใครไม่ได้ ความหรูก็ไม่ได้เด่นอะไร แต่ความมีเสน่ห์เฉพาะตัวของมัน ทำให้คนทั้งโลกอยากมีมันจอดอยู่ในโรงรถอย่างน้อยหนึ่งคัน ล่าสุด MAZDA ทำให้คนประเทศอื่นต้องอิจฉาคนอังกฤษ ด้วยการเปิดตัวรุ่นพิเศษ Z-SPORT ซึ่งเป็น SPECIAL EDITION ประจำ MX-5 อยู่แล้ว คราวนี้จำกัดจำนวนไว้เพียงแค่ 300 คันสำหรับขายในประเทศอังกฤษเท่านั้น น่าเสียดายที่ความพิเศษของ MX-5 Z-SPORT ไม่ได้อัพเกรดเครื่องยนต์ให้แรงกว่าเดิมเลย ยังคงใช้เครื่องยนต์ 2.0-liter 160 แรงม้า แรงบิด 200Nm ทำเวลา 0-100km/h ภายใน 7.3 วินาที เหมือนเดิมเป๊ะ แต่ที่เพิ่มเติมคือการจัดเต็มอุปกรณ์และชุดแต่งรอบคันให้หล่อยิ่งขึ้น
ปรับตัวไม่ทันก็ต้องตาย คือสัจธรรมของโลกธุรกิจ เพราะในทุกวันนี้พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันที่เรามีอินเทอร์เน็ต โซเชี่ยลมีเดีย ทุกอย่างเคลื่อนตัวไปอย่างรวดเร็ว จนทำให้ธุรกิจบางอย่างที่ปรับตัวไม่ทันก็ต้องปิดตัวลง แต่ไม่ใช่กับ Asics แบรนด์รองเท้ากีฬาสัญชาติญี่ปุ่นที่มีอายุกว่า 70 ปี นับว่าเป็นอีกแบรนด์เก่าแก่ที่กำลังพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองให้ตามทันความต้องการของผู้บริโภค อย่างที่เราทราบกันดีว่า Asics โด่งดังอย่างมากในเรื่องของรองเท้าวิ่ง เพราะกว่า 30% ของนักวิ่งที่ลงแข่งขันในรายการ NYC มาราธอนต่างสวมใส่รองเท้าดังกล่าว แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เพียงพอต่อภาพรวมของทั้งบริษัท เพราะเราต้องไม่ลืมว่าภายใต้หลังคา Asics ยังประกอบไปด้วย Asics Tiger และ Onitsuka Tiger ที่มีความเป็นไลฟ์สไตล์แฟชั่นมากกว่าแบรนด์กีฬา ซึ่งเริ่มได้รับความนิยมน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก ทำให้ CEO ของแบรนด์ Gene McCarthy ต้องวางกลยุทธ์ใหม่โดยการดึง fitness fashion เข้ามาไว้ด้วยกันพร้อมทำการ relaunch แบรนด์ในทิศทางใหม่ เนื่องจากพวกเขารู้สึกว่าเจตนารมณ์ของแบรนด์ผิดแปลกไปจากความตั้งใจเดิมของผู้ก่อตั้ง น้อยคนนักที่จะรู้ว่าแท้จริงแล้ว Asics เริ่มก่อตั้งหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนาย Kihachiro Onitsuka ที่ต้องการจะสร้างสรรค์รองเท้ากีฬาให้กับเด็ก ๆ ญี่ปุ่นได้รู้จักกับการออกกำลังกายทุกประเภท ไม่ใช่เฉพาะกีฬาวิ่ง ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า
สองหัวดีกว่าหัวเดียว น่าจะเป็นเทรนด์สำเร็จที่เราเห็นได้ชัดในการสร้างแบรนด์ประจำปีนี้ การ COLLABORATION กันระหว่างแบรนด์ประเภทเดียวกัน แบรนด์ต่าง CATEGORY กัน ที่เขย่าโลกมากที่สุด ต้องยกให้ LOUIS x SUPREME ที่เขย่าวงการแฟชั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทั้งคู่ WIN-WIN ไปด้วยกัน หรือจะเป็นการร่วมงานระหว่างแบรนด์กับศิลปิน ที่ช่วยทำให้สินค้ามีเรื่องราวที่น่าสนใจขึ้น อย่าง ADIDAS x KANYE WEST สร้างลัทธิ YEEZY CRAZY ในหมู่วัยรุ่น MASS หรือ ALEXANDER WANG ที่เน้นจับกลุ่ม HIGH-FASHION STREETWEAR ถ้าให้เรานับนิ้วว่าปีที่ผ่านมามีการ COLLABORATION กี่ครั้ง คงจะเยอะเกินนับไหว ไม่ใช่แค่ในต่างประเทศ บ้านเราเองก็มีเทรนด์การ COLLABORATION มากขึ้น แต่จะเน้นไปที่การจับมือกับ ARTIST มากกว่าการข้ามแบรนด์ ที่เห็นตัวอย่างชัดเจนก็มี CHANG LIMITED EDITION เป็นผู้นำการ COLLABORATION ของไทยไปในช่วงปลายปีที่แล้ว โดยการจับมือกับ ALEX TROCHUT,
เนื่องจากประเทศของเราในทุกวันนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวดราม่า ชวนให้ปวดหัวอยู่ตลอดเวลา คอนเทนต์ sneakers of the week ก็อยากจะหาแง่มุมตลกขบขันในรูปแบบของแฟชั่นรองเท้ามาฝากกันเพื่อผ่อนคลายสมองจากเสพความหนัก ๆ มาตลอดทั้งสัปดาห์ ซึ่งในสัปดาห์นี้เราขอหยิบประเด็นรองเท้า sneakers ของท่านผู้นำในแต่ละประเทศกันดีกว่า ว่ามีผู้นำประเทศที่ให้ความสนใจในเรื่องของสไตล์ เนื่องจากเรามักจะคุ้นภาพนักการเมืองส่วนใหญ่ผูกไท ใส่สูท รองเท้าหนัง จนเราแอบเผลอคิดว่าพวกเขาให้ความสนใจกับเรื่องของสไตล์กันบ้างหรือเปล่า Albanian ถือเป็นเรื่องฮือฮาอยู่พอสมควรเมื่อนายกรัฐมนตรี Edi Rama ของประเทศอัลเบเนีย ได้แต่งกายแบบไฮบริดระหว่างฟอร์มอล และสตรีทแวร์ขณะ เดินทางไปพบประธานาธิบดีของประเทศฝรั่งเศส โดยท่านได้สวมชุดสูทร่วมกับรองเท้าผ้าใบอย่าง adidas original superstar ซึ่งเนี่ยไม่ใช่ครั้งแรกที่ Edi Rama สวมใส่ sneakers ออกสื่อเพราะท่านเป็นหนึ่งในผู้นำน้อยคนนักที่จะนิยมสวมใส่รองเท้าผ้าใบมากกว่ารองเท้าหนังเหมือนกับท่านผู้นำประเทศอื่น ๆ Russia Dmitry Medvedev ท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศรัสเซียในปัจจุบัน ซึ่งต้องขอบอกว่าท่านเป็นนักสะสม sneakerhead ตัวเป้งเลยก็ว่า เพราะท่านเคยสวมใส่รองเท้า raf simon รุ่น ozweegos ขณะให้สัมภาษณ์กับสื่อ หรือแม้แต่ตอนที่ไปออกกำลังกายกับประธานาธิบดี Vladimir Putin ท่านก็ยังสวมใส่ Nike
เกิดมาเป็นผู้ชายทั้งที เชื่อว่าทุกคนคงจะหนีไม่พ้นการโดนตบกระบาลกันมาอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่ามันเป็นวิธีการหรือวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่จำความได้ก็คือ ไม่ไปตบกระบาลเขา ก็โดนเขาตบกระบาลมาตลอด แต่อย่างที่เคยได้ยินกัน การตบกระบาลเพียงเบา ๆ อาจจะทำให้เซลล์สมองตายไปหลายล้านตัวเลยทีเดียว มันจึงทำให้เราเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ขนาดโดนตบกระบาลเบา ๆ เซลล์ยังตายไปล้าน แล้วพวกที่โดนต่อยโดนกระทืบแบบเต็มข้อล่ะสมองจะมีอะไรเหลือรอดอยู่บ้าง? เราจึงได้ลองคิดทฤษฎีความน่าจะเป็นชิ้นหนึ่งขึ้นมา จากสมองที่เซลล์ถูกทำลายไปหลายล้านตอนสมัยเด็กว่า หรือทุกวันนี้ที่เรานั่งบื้อ ๆ อยู่เพราะโดนตบโดนต่อยมาหนักเกินไปหรือเปล่า? เพราะพวกเด็กเรียนฉลาดหัวที่สอบได้ลำดับต้น ๆ ของห้องส่วนใหญ่ มันไม่ค่อยจะเล่นอะไรที่เสี่ยงต่อการโดนตบกระบาลมากนัก เซลล์สมองมันเลยอยู่รอดไปจนได้ดิบได้ดีกลายเป็นหมอ เป็นนักวิจัยหรือไปทำอาชีพอะไรที่มันดูฉลาด ๆ กัน เมื่อความสงสัยมันคาใจ เราจึงไม่สามารถปล่อยมันทิ้งเอาไว้เฉย ๆ ได้ รีบทำการค้นหากันในทันที และในที่สุดเราก็พบข้อเท็จจริงที่จะบอกเราว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นกันสมองของคนเราบ้าง ถ้าหากคุณโดนมือ และเท้าสาวเข้าไปให้แบบเต็ม ๆ’ วันนี้ใครก็ตามที่รู้สึกว่าทำไมโตมาแล้วรู้สึกบื้อ ๆ บ๊อง ๆ ลองนึกกันดูให้ดีว่าช่วงเวลาในวัยเด็กของคุณนั้น คุณเป็นคนที่โดนตบ โดนต่อย โดนตีที่หัวบ่อยแค่ไหน ถ้าคำตอบคือ บ๊อยบ่อยล่ะก็ ขอแนะนำให้อ่านบทความนี้สักหนึ่งที เผื่อมันอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับความบื้อในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้ A punch to the head


