อย่างที่หลายคนรู้กันดีว่า ชีวิตนั้นไม่ได้มีแค่ด้านเดียว ยิ่งเป็นวิถีชีวิตของ Urban Men ที่ดำรงอยู่ท่ามกลางการผสมผสานของรูปแบบทางสังคมและวัฒนธรรมในเมืองใหญ่อันหลากหลาย รวมถึงการมีเป้าหมายในชีวิตที่ท้าทาย ทำให้มิติชีวิตที่ซับซ้อน ได้ถูกสะท้อนออกมาเป็นไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างอย่างสุดขั้ว แต่ภายใต้ความแตกต่างหลากหลายนั้นยังมีแกนหลักที่ยึดโยงทุกความต่างเอาไว้ให้เกิดเป็นจุดร่วมเดียวกัน นั่นก็คือความต้องการของเหล่า Urban Men ในปัจจุบัน ที่เปลี่ยนมุมมองของเป้าหมายในชีวิตใหม่ โดยไม่ได้โฟกัสเพียงแค่เรื่องหน้าที่การงานหรือความมั่งคั่งเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตแบบเต็มที่ ใส่สุด ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเรื่องเล่น หรือเรื่องจริงจัง ทุ่มเททำงานหนักหน่วงแค่ไหน ในวันพักผ่อนก็ต้องจัดเต็มไม่แพ้กัน และถ้าจะหาคำมาจำกัดความมุมมองการใช้ชีวิตของเหล่า Urban Men ในยุคนี้ คำที่เหมาะสมที่สุดคงจะเป็นคำไหนไปไม่ได้นอกจากคำว่า “Hype” ที่ส่วนใหญ่น่าจะคุ้นหูกันในวงการ Sneakers รวมถึงวงการแฟชั่นทั้งหลาย ถึงเรื่องราวของความ Hype หากได้ไอเทมเจ๋ง ๆ มาครอบครอง ซึ่งความหมายที่แท้จริงตรงตัวของคำว่า Hype ในภาษาไทยนั้นเราอาจจะเจาะจงลงไปได้ไม่ชัดเจน แต่มันมักจะถูกนำมาสื่อถึงสิ่งที่น่าตื่นเต้น สิ่งที่โคตรเจ๋ง โดดเด่น และมีความพิเศษสุด ๆ ด้วยเหตุนี้ คำว่า Hype จึงไม่ใช่แค่คำระบุสรรพคุณความสุดยอดของเสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ เพียงอย่างเดียว แต่มันสามารถสื่อถึงรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ โดดเด่น และเป็นที่สุดในทุกด้าน
ผ่านไปสด ๆ ร้อน ๆ สำหรับงาน NBA Hall of Fame 2018 ซึ่งปีนี้มีอดีตผู้เล่นชื่อดังมากมายถูกรับเลือกให้เข้าสู่หอเกียรติยศ ไม่ว่าจะเป็นยอดการ์ดจ่ายอย่าง Steve Nash กับ Jason Kidd รวมไปถึงมือปืนระดับตำนานอย่าง Ray Allen ซึ่งดูจะพิเศษกว่าคนอื่นเมื่อได้เข้าทั้งหอเกียรติยศ แถมยังมีชุดของขวัญพิเศษหนึ่งเดียวจาก Air Jordan แบรนด์รองเท้าที่เขาใส่สมัยเป็นผู้เล่นให้อีกด้วย อดีตสตาร์ดังของวงการยัดห่วงจงรักภักดีต่อ Air Jordan เป็นอย่างมาก ไม่เคยเปลี่ยนยี่ห้อรองเท้าเลยตลอดระยะเวลาที่เล่นอยู่ในลีก โดยในยุคแรกเขาเป็น 1ใน 5 ผู้เล่นที่ถูก Michael Jordan เลือกให้ใส่รองเท้าของแบรนด์และประสบความสำเร็จมากมาย ได้แชมป์ NBA 2 สมัยปี 2008 และ 2013 ติดทีม All-Star 10 สมัย และทำลายสถิติการยิง 3 แต้มอีกมากมาย ซึ่งมันเป็นเหมือน Signature ส่วนตัวในสมัยโลดแล่นอยู่บนสนาม ทำให้ Air Jordan ตอบแทนความภักดีของเขาด้วยชุดรองเท้า
ถ้าพูดถึง New York Yankees ภาพแรกที่วิ่งเข้ามาในหัวผู้ชายอย่างเราคงจะเป็นหมวกเบสบอลทรงกลมกับสัญลักษณ์ตัว NY วางเด่นไว้กลางหมวกมากกว่าจะพูดถึงทีมเบสบอล รวมถึงเสื้อผ้าแฟชั่นของเค้าก็ถือว่าเด็ดไม่แพ้ใคร วันนี้ Yankees Logo กำลังกลับมาอีกครั้งพร้อมการร่วมงานกับแบรนด์หรูอย่าง Gucci แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น อะไรกันที่ทำให้โลโก้ตัวแทนทีมกีฬากลายมาเป็น Pop-culture ในยุคสมัยหนึ่ง แถมยังสอดแทรกอยู่ไลน์แฟชั่นตลอดมา เราจะเริ่มจาก Background ตรงนี้สักเล็กน้อย เพราะถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แรกเริ่มสัญลักษณ์ N และ Y ที่เราเห็นกันจนชินตาไม่ได้ถูกวางทับกันเอาไว้ แต่มันถูกวางแยกกัน โดยเดิมทีสัญลักษณ์ Yankees Logo ที่เราเห็นกันในปัจจุบันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเหรียญเกียรติยศในช่วงปี 1877 ออกแบบโดยบริษัท Tiffany and Co ถูกเรียกในชื่อ The Medel of Valor เพื่อมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ John McDowell NYPD ผู้โดนยิงในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ทำให้ชาวนิวยอร์กต่างสนใจและเป็นจุดเริ่มต้นให้ทุกคนคุ้นตากับสัญลักษณ์นี้ แต่ New York Yankees ก็ไม่ได้นำรูปแบบดังกล่าวมาเป็นตราสโมสรในทันทีจนเมื่อในปี 1909 Bill Devery เจ้าของทีมร่วมของ New York
ปี 2000-2011 ค่ายรถยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง FORD และ Harley Davidson เคยร่วมมือกันผลิตรถกระบะออกมาโดยใช้รถโมเดลรุ่น Ford F-150 เป็นวัตถุดิบหลัก แต่ภายนอกได้แรงบันดาลใจจากมอเตอร์ไซต์รุ่นยอดนิยมอย่าง Harley Davidson Fat-Boy ซึ่งในเวลานั้นรูปลักษณ์ดุดันของมันทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ผู้ชายที่ชื่นชอบ Premium Truck หลังจากหายไปนานกว่า 8 ปี วันนี้ Harley Davidson ก็อยากจะหวนคืนมันให้กลับมาอีกครั้งในปี 2019 ที่จะมาถึง วนมาครบรอบวันเกิด 115 ปี ยักษ์ใหญ่ของวงการ 2 ล้ออย่าง Harley Davidson พวกเขามีความคิดจะจัดแสดงพาหนะทั้งหมดที่เคยผลิตมาในพิพิธภัณฑ์ซึ่งตั้งอยู่ในเมือง Milwaukee, รัฐ Wisconsin ที่เดียวกับสำนักงานใหญ่ โดยหนึ่งในนั้นคือ Ford F-150 Harley Davidson Edition ทว่ารถโมเดล F-150 ในครั้งนี้จะไม่ได้ถูกผลิตโดย Ford แต่ได้รับความร่วมมือกับ Tuscany Motor Co บริษัทผู้เชี่ยวชาญการผลิตรถยนต์
แบรนด์จะเติบโตเมื่อถูกจดจำ การออกแบบโลโก้จึงเรื่องแรก ๆ ที่ทุกแบรนด์ให้ความสำคัญ เพราะมันจะแปะบนสิ่งของทุกชิ้นเพื่อยืนยันตัวตนของแบรนด์นั้นและคล้ายเป็นการ QC คุณภาพกลาย ๆ จนทำให้โลโก้ได้รับการมองว่าเป็นของสูงเกินกว่าจะนำลงมาเล่นได้ แต่ Taku Omura นักออกแบบอารมณ์ดี creativity ครบเครื่อง พร้อมอารมณ์ขัน ได้นำเสนอสิ่งใหม่จากโลโก้แบรนด์ที่เรามองแล้วเห็นว่าน่าสนใจ เพราะเขาหยิบโลโก้ลงมาสร้างเป็นโปรดักส์เสียเอง แถมไม่น่าเชื่อว่ามันยังทำออกมาแล้วยังฟังก์ชันเหลือเชื่อ น่าหยิบมาใช้เสียจริง ๆ ลองมาดูกันว่าเขาจับโลโก้ไหนมาเล่นบ้าง แล้วเราคิดว่าชิ้นไหนเฉียบ น่าใช้ที่สุด? ADIDAS McDonald’s PlayStation® Adobe Creative Cloud HONDA Nike Louis Vuitton Toy R Us Twitter เราเชื่อว่าการเล่นสนุกของ Taku Omura ครั้งนี้คงไม่ทำให้เจ้าของแบรนด์โกรธ แต่อาจเปิดโลกทัศน์เพิ่มไอเดียการสร้าง souvenir ของแบรนด์ทำให้จดจำได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต ก็เล่นมาอยู่ใกล้กันบนโต๊ะทำงานหรือตู้เสื้อผ้าขนาดนี้ ใครล่ะจะลืมลงว่าไหม?
อีกไม่กี่วันก็จะถึงคิวฉายภาพยนตร์แฟรนไชส์เอเลี่ยนอมตะอย่าง The Predetor 2018 แล้วโดยนับตั้งแต่หนังภาคแรกเข้าฉายในปี 1987 แม้บทบาทของตัวละครจะเป็นนักฆ่าเลือดเย็นแต่หลายครั้งบุคลิกและความเท่แบบไม่มีบทพูด กลับส่งผลให้ตัวละครนี้ได้รับความนิยมไปโดยปริยาย แถมยังมีอิทธิพลถึงขนาดทำให้เกิดไอเทมที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นตามมามากมายอีกด้วย ล่าสุด Reebox ก็เอากับเขาด้วย โดยได้ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากนักล่าสายพันธุ์ต่างดาวลงในโมเดลรองเท้าอย่าง Reebox DMX Run 10 โดย DMX Run 10 เวอร์ชันนี้มาพร้อมส่วน Upper ลวดลาย Camouflage เลียนแบบมาจากชุดล่องหนเอกลักษณ์ของตัวละคร Predetor พร้อมส่วน Mid-Sole สีขาวดูเหมือนกำลังจะพรางตัวไปพร้อมส่วนบน ด้านข้างมีการตกแต่งด้วยพิกัดทางทหารสีแดงและด้านในลิ้นรองเท้าซึ่งเขียนด้วยภาษา Predetor แปลได้ว่า “ฉันอยู่ตรงนี้” และ “หันหลังมาสิ” ชวนให้นึกถึงฉากจู่โจมในขณะที่เหยื่อไม่รู้ตัวตามแบบฉบับหนัง แต่ส่วนที่บ่งบอกตัวตนได้ชัดเจนคงจะเป็นเครื่องรางรูปหัวกะโหลกและกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนความดิบเถื่อนของนักล่ารายนี้ได้ชัดเจนที่สุด ไม่เพียงแค่ตัวรองเท้าเท่านั้นที่ถูกออกแบบอย่างเอาใจใส่ ในส่วนของ Packaging ของ DMX Run 10 Predator เองก็สร้างความฮือฮาได้ไม่แพ้กล่องแสนอลังแบบของแบรนด์ Air Jordan ด้วยเพราะมักถูกตกแต่งด้วยลวดลายแบบ Infrared Vision รวมไปถึงกล่องชั้นในที่เหมือนรองเท้ากำลังโดนสแกนอยู่ให้ความรู้สึกว่ามันมีชีวิตด้วยโทนสีอุ่นเหมือนมีอุณหภูมิร่างกายคล้ายกับตอน Predator กำลังมองเหยื่อให้ความรู้สึกร่วมตั้งแต่แกะกล่องแน่นอน
ก่อน Blue Ribbon Sport จะกลายเป็นแฟรนไชส์ผู้ผลิตรองเท้าที่ประสบความสำเร็จ และผันตัวเองมาเป็น Nike จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดในอันดับ 18 ของโลกในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งคงต้องยกความดีความชอบให้กับชายผู้ให้กำเนิดอย่าง Phil Knight ผู้ทุ่มเททั้งชีวิตลองผิดลองถูกผลิตรองเท้าแต่ละรุ่นออกมา ซึ่งหนึ่งในนั้นต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบการผลิตและพัฒนาพื้นรองเท้า (Out Sole) ซึ่งเรารู้จักในชื่อ Nike Waffle เรื่องราวเริ่มต้นจากฤดูร้อนในปี 1970 ยุคซึ่งถูกเรียกว่า Running Boom เมื่อ University of Oregon มีแผนจะพัฒนาลู่วิ่งของมหาวิทยาลัยจากพื้นดินแห้งกรอบเป็นยางสังเคราะห์ เพื่อให้นักกีฬาคุ้นชินกับสนามระดับมาตรฐาน เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชายผู้มีบทบาทสำคัญอีกคนอย่าง Bill Bowerman โค้ชนักกรีฑาเบอร์ต้นของสหรัฐอเมริกา หนึ่งในผู้ร่วมพัฒนาและก่อตั้ง Blue Ribbon Sport ได้รับการท้าทายเพื่อหารองเท้าที่เหมาะสมกับสนามแข่งขันใหม่ เพราะเมื่อมองดูในท้องตลาดแล้วไม่มีรองเท้าคู่ไหนที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเขาได้เลย ทำให้เวลาต่อมา Bill และ Phil ได้ร่วมมือกันพัฒนารองเท้าที่เหมาะสมกับต่อการวิ่ง รวมถึงสามารถใช้ได้กับพื้นผิวที่หลากหลายเป็นโจทย์หลัก เพราะเวลานั้นรองเท้าส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อรูปแบบของพื้นรองเท้าเท่าไหร่นัก ทั้งสองจึงมีความคิดว่าจะสร้างรองเท้าที่มีพื้นนู้นต่ำสลับกันตลอดแนวพื้นขึ้นมา เวลาผ่านไปไม่นาน Bill Bowerman ก็เดินเข้ามาในโรงงานผลิตรองเท้าพร้อมกับถาดเหล็กคล้ายกับที่ใช้ทำวาฟเฟิล ซึ่งถูกสร้างมาเพื่อพิมพ์พื้นรองเท้าต้น โดยคู่แรกถูกสร้างด้วยมือตั้งแต่การวัดไซส์ตัด
Ford ฉลองครบ 50 ปีเพื่อระลึกถึงชัยชนะครั้งแรกของพวกเขาในการแข่งขัน 24 Hour Le Mans ปี 1968, 1969 เหนือคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Ferrari เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ทีมนักขับในเวลานั้นอย่าง Pedro Rodriguez, Lucien Bianchi, Jacky Ickx , Jackie Oliver ด้วยการเผยโฉม GT Heritage Edition 2019 Ford GT Heritage Edition 2019 มาในเครื่องแบบเอกลักษณ์ของแชมป์สีส้มฟ้าที่เรียกว่า the Gulf livery ผู้สนับสนุนคนสำคัญในตอนนั้น โดยคาดกันว่ารุ่นปี 2019 จะสวมเครื่องแบบหมายเลข 9 ที่คว้าแชมป์ในปี 1968 และรุ่นปี 2020 จะใช้เครื่องแบบของรถหมายเลข 6 ที่ป้องกันแชมป์เอาไว้ได้ในปี 1969 ในการแข่งขันความอึด 24 Hour LE Man ครั้งที่ 36
งานที่เคร่งเครียดในปัจจุบันทำให้หนุ่ม ๆ ต้องนั่งติดเก้าอี้ ตาจ้องจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน เมื่อเป็นแบบนี้อาการตาล้า ผลกระทบจากแสงสีฟ้าตามมาแน่นอน ปัญหานี้ก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ไขได้ง่าย ๆ เสียด้วย เพราะลักษณะการทำงานยุคปัจจุบันเป็นแบบนี้ จะให้ลาออกก็คงไม่ใช่เรื่อง ดังนั้นคงจะดีถ้ามีมุมให้พักสายตาระหว่างวันบ้าง แต่ในออฟฟิศไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็ดูเคร่งเครียดไปหมด ไม่ผ่อนคลายเลย UNLOCKMEN วันนี้จึงมีสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่เรียบง่ายแต่ดีงามมาฝาก EcoQube C Plus อธิบายง่าย ๆ มันคือลูกผสมระหว่างกระถางต้นไม้และตู้ปลาขนาดย่อม แต่เพิ่มความสะดวกสบายตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ด้วยการที่ไม่ต้องรดน้ำ พืชที่คุณปลูกจะเติบโตจากพลังงานแสงอาทิตย์เทียมที่ส่องสว่างผ่านหลอดไฟที่ติดตั้งอยู่ด้านบน ซึ่งเจ้าหลอดไฟอัจฉริยะนี้ไม่ได้มีดีแค่ประโยชน์ แต่ยังสวยงามอีกด้วยเนื่องจากคุณสามารถเลือกสีสันของไฟได้ด้วยตัวของคุณเอง ถึงแม้ EcoQube C Plus จะใช้ระบบ All-In-One น้ำทั้งหมดไหลเวียนอยู่ในตัวเอง ไม่ต้องระบายน้ำทิ้ง ไม่ต้องเติมน้ำเพิ่ม แต่รับรองได้เลยว่าไม่มีปัญหาเรื่องความสะอาดแน่นอน เนื่องจากใช้ตัวกรอง ‘Aquaponics’ ผลงานการออกแบบจากบริษัทตัวกรองน้ำชั้นนำ ‘Aqua Design Innovations’ ซึ่งระบบนี้เป็นตัวกรองที่มีความซับซ้อนถึง 3 ชั้น ดังนั้นรับประกันได้ว่าน้ำที่คุณใส่ไปตั้งแต่วันแรกใสแจ๋วแม้จะผ่านกาลเวลาไปอย่างยาวนาน ด้านบนของ EcoQube C Plus เป็นเหมือนกระถางต้นไม้เล็ก ๆ 5 กระถาง ทำให้คุณสามารถเลือกปลูกพืชได้ตามใจชอบได้แตกต่างกันถึง 5 ชนิด เรียกว่านอกจากจะเป็นที่ผ่อนคลายพักสายตาแล้วยังช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเราได้อีกต่างหาก ใครที่กำลังหามุมเล็ก
สำหรับหนุ่มคนไหนรักการตกแต่งพื้นที่ของตัวเองให้เป็นไปตามความชอบ คุมโทน คุมเรื่องราว ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หรือแม้แต่สตอรี่ของของตกแต่งชิ้นนั้น ๆ ก็สามารถมาเป็นสิ่งตกแต่งได้เช่นกัน เชื่อเถอะว่าหนุ่มประเภทนี้มักจะสอดส่ายสายตาไปที่ดีเทลของสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ เพื่อปรับเปลี่ยนสิ่งที่มีอยู่บ้าง และมองหาสิ่งที่จะมาเพิ่มเติมบ้าง UNLOCKMEN อยากชวนหนุ่มที่ชื่นชอบ Interior Design มาดู Documentary ที่เราแนะนำซึ่งเกือบทั้งหมดสามารถหาดูได้ใน Netflix เผื่อว่าใครจะได้ไอเดียเจ๋ง ๆ ไปไว้ใช้กับพื้นที่ของตัวเองกันบ้าง Amazing Interior บ้านหน้าตาธรรมดา ๆ หากมองจากภายนอก แต่พอได้ก้าวเข้าไปแล้วเราจะพบว่า Interior Design คือหัวใจสำคัญของบ้านหลังนั้น ๆ เพราะมันเปลี่ยนภายนอกที่น่าเบื่อ ธรรมดา เหมือน ๆ กันไปหมด ให้แตกต่างกันได้ตามความชอบของเราเอง ซึ่งเรื่องนี้จะพาเราไปดูบ้านเหล่านั้นที่ Interior Design ตอบโจทย์ความชอบส่วนตัวของเจ้าของแบบสุดขั้ว ไม่ใช่แค่การตกแต่งเล็กน้อย แขวนรูป ทาสี อะไรแบบนั้นแล้ว แต่ Beyond ไปถึงการทำพื้นที่นั้นให้กลายเป็นโลกส่วนตัวของเจ้าของจริง ๆ Stay Here ดีไซน์เนอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์จะพาเราไปดูพื้นที่เจ๋ง ๆ ที่เจ้าของเลือกจะเปลี่ยนมันให้เป็นที่พักแบบไม่เหมือนกันด้วย Interior Design


