นอกเหนือจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย นาฬิกาก็ถือเป็นอีกไอเทมที่สามารถบ่งบอกสไตล์ของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี และสำหรับผู้ชายสายครีเอทีฟทั้งหลาย ที่ดำรงอาชีพเป็นนักคิด นักเขียน ช่างภาพ กราฟิก สถาปนิก ผู้กำกับ นักออกแบบ ฯลฯ เราเชื่อว่ามีอยู่จำนวนไม่น้อย ที่นิยมชมชอบในวิถีมินิมัลและแสดงออกมาผ่านเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ที่มีดีไซน์เรียบง่าย สีสันไม่ฉูดฉาด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความง่ายในการหยิบจับมาสวมใส่ ดูดีได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย เป็นการเซฟพลังสมองเอาไว้ใช้คิดงาน สร้างสรรค์ไอเดีย แทนที่จะต้องมาเหนื่อยวุ่นวายมิกซ์ แอนด์ แมทช์ เสื้อผ้าสำหรับการแต่งตัวในแต่ละวัน ซึ่งในวันนี้เราก็มีไอเทมแนะนำ สำหรับประดับลงบนข้อมือของผู้ชายสายมินิมัล กับ ISSEY MIYAKE GLASS WATCH นาฬิกาดีไซน์เรียบ แต่ไม่ง่าย ด้วยขั้นตอนการผลิตออกแบบที่ซับซ้อน จากวัสดุโปร่งแสง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Glass Blog อีกทั้งยังเป็นการร่วมงานครั้งล่าสุดระหว่างแบรนด์ ISSEY และ Tokujin Yoshioka ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ที่ฝากฝีไม้ลายมืองานออกแบบกับแบรนด์ระดับโลกมาแล้วมากมาย และมีผลงานร่วมกับ ISSEY มายาวนานกว่า 20 ปี โดยจุดเด่นในการสร้างงานของเขา คือการที่เขามักจะเลือกนำเอาสิ่งต่าง ๆ ใกล้ตัว มาเพิ่มความน่าสนใจโดยมุ่งเน้นไปที่ความรู้สึกของมนุษย์เป็นหลัก
สิ่งหนึ่งที่ถือเป็นโมเม้นต์ชวนปวดหัวของคนมีบ้าน หากไม่นับถึงเรื่องของการกำหนดงบประมาณ เลือกทำเล เลือกแบบบ้านที่ใช่ รวมถึงขั้นตอนตรวจรับงาน ที่ต้องส่องหา Defect แทบทุกซอกทุกมุมแบบละเอียดยิบ คงหนีไม่พ้นการออกแบบตกแต่งภายใน เพราะจะโยนความรับผิดชอบให้สถาปนิก หรือมัณฑนากรออกแบบมาให้เสร็จสรรพก็อาจไม่โดนใจเท่าไหร่นัก มันต้องมีขั้นตอนการพูดคุยตกลงความต้องการให้เข้าใจตรงกันทั้งเจ้าบ้าน และทีมออกแบบเพื่อการสื่อสารที่สามารถเห็นภาพ สร้างความเข้าใจได้ชัดเจนที่สุด ความวุ่นวายจึงตกมาอยู่กับการหา Reference ที่ถูกใจ ซึ่งใครที่มีภาพชัดเจนในหัวอยู่แล้วว่าต้องการให้สถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายในบ้านออกมาเป็นแบบไหนคงไม่ใช่เรื่องยากสักเท่าไหร่ แต่สำหรับใครที่มืดแปดด้าน ยังหารูปแบบการแต่งบ้านแสนรักของตัวเองไม่เจอ เรามีแนวทางที่น่าสนใจมานำเสนอ กับการเอาบ้านเท่ ๆ จากหนัง Hollywood มาเป็นไอเดียต้นแบบในการแต่งบ้านกันซะเลย กับบ้าน 4 หลังจากหนัง 4 เรื่องที่เราเลือกมา เชื่อว่าสามารถทำให้เห็นภาพ เห็นบรรยากาศ คุมโทนในการแต่งบ้านได้ชัดเจนขึ้นอย่างแน่นอน IRON MAN เริ่มต้นด้วยคฤหาสน์โคตรหรูซึ่งตั้งอยู่บนผาสูงริมทะเลที่มาลิบู ของมหาเศรษฐี Tony Stark หรือ Iron Man ซูเปอร์ฮีโร่อีโก้จัด ที่มีฝีปากกล้าไม่แพ้ความสามารถด้านวิศวกรรมอันโดดเด่นเข้าขั้นอัจฉริยะ ซึ่งปกติวัน ๆ เขาจะหมกตัวอยู่ที่ห้องทำงานสุดไฮเทคอุปกรณ์เพียบในชั้นใต้ดิน แต่ในวันสบาย ๆ เขาก็มักจะเลือกขึ้นมาพักผ่อนยังโถงนั่งเล่นที่เน้นความโปร่งโล่ง และเรียบง่าย เพื่อผ่อนคลายจิตใจพักผ่อนสมองจากความวุ่นวายในชีวิตทั้งเรื่องธุรกิจ และการปกป้องโลก
ถ้าจะให้พูดถึงสิ่งของสักชิ้นที่สามารถบ่งบอกถึงตัวตน ไลฟ์สไตล์ รวมถึงรสนิยมของชายผู้เป็นเจ้าของได้อย่างดี หลายคนอาจจะนึกถึงรถยนต์, สูท, เข็มขัด, รองเท้า ฯลฯ แต่ในมุมมองของ UNLOCKMEN เราคิดว่า นาฬิกา คือไอเทมซึ่งเป็น Key Piece ที่สามารถสะท้อนตัวตนของผู้ชายอย่างเรา ๆ ออกมาได้อย่างชัดเจนผ่านดีไซน์ มรดกแห่งเรื่องราวของแบรนด์ รวมถึงฟังก์ชั่นการใช้งาน รวมถึงความเยี่ยมยอดของเทคโนโลยีกลไกการบอกเวลาอันซับซ้อน ที่กว่าจะได้มาอยู่บนข้อมือของผู้ชายแต่ละคน ล้วนต้องผ่านการเฟ้นหาเรือนเวลาที่เหมาะสมกับตัวเองอย่างที่สุด เพราะนอกจากเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก สิ่งที่ผู้ชายแทบทุกคนต้องการคือนาฬิกาคู่ใจที่เป็นได้ทั้งสิ่งที่บ่งบอกรสนิยม และอุปกรณ์บอกเวลาที่สามารถใช้งานได้จริง มีฟังก์ชั่นที่ตอบสนองความต้องการในทุกด้านของชีวิตที่แตกต่าง ซึ่ง MIDO ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ ที่สร้างสรรค์ประดิษฐกรรมแห่งเวลาคุณภาพสูงออกมาอย่างมากมาย โดยแต่ละรุ่นแต่ละคอลเลคชั่นต่างมีการยอมรับถึงความสวยงามของดีไซน์ และคุณภาพมาตรฐาน Swiss Made จนทำให้นาฬิกาจาก MIDO จำนวนนับไม่ถ้วนถูกเลือกให้เป็นสิ่งสะท้อนตัวตนของผู้ชายจากทั่วโลกในแทบทุกยุคทุกสมัย ต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลาเกือบ 100 ปี นับตั้งแต่ Mr. Georges Schaeren เริ่มต้นก่อตั้งโรงงานผลิตนาฬิกา MIDO G. Schaeren & Co. AG ขึ้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันท่ี 11
เมื่อพูดถึงวิถีคนเมืองในปัจจุบัน นอกจากความเรื่องของความสะดวกสบายทันสมัย เราเชื่อว่าสิ่งแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึงคือความเร่งรีบที่ต้องเผชิญเป็นกิจวัตร ที่อยู่อาศัยทำเลดีมีจำกัดและราคาสูง ด้วยอัตราการขยายตัวที่รวดเร็วของชุมชน ก่อให้เกิดสิ่งปลูกสร้างมากมายเพื่อรองรับการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ และการเพิ่มขึ้นของประชากรที่หลั่งไหลกันเข้ามาทำงาน ศึกษาต่อ ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโอกาส แต่ถึงแม้ว่าจะมีสิ่งปลูกสร้างเพิ่มขึ้นอีกมากมายแค่ไหนก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าเราทุกคนต่างก็ยังคงต้องอยู่รวมกันภายใต้พื้นที่ซึ่งมีอาณาเขตทางภูมิศาสตร์ที่ตายตัวไม่สามารถขยายพื้นที่ออกไปได้ตามอำเภอใจ ซึ่งข้อจำกัดทางด้านพื้นที่เหล่านี้ คือโจทย์สำคัญของดีไซน์เนอร์ในการออกแบบให้สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่อันจำกัดได้สูงสุด และโจทย์ข้อนี้คือสิ่งที่จุดประกายให้กับ บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมมือกับ FABRICA (แฟบริก้า) ดีไซน์สตูดิโอชื่อดังจากประเทศอิตาลี นำเสนอวิธีคิดในการออกแบบพื้นที่แห่งอนาคต และร่วมคิดค้นนวัตกรรมพื้นที่ที่สาม ที่เกิดจากการทับซ้อนทางดีไซน์จนเกิดเป็นพื้นที่ซึ่งมีมิติของประโยชน์ใช้สอยที่มากขึ้น นำไปสู่วิถีการอยู่อาศัยแห่งศตวรรษใหม่ โดยนำเสนอผ่านโปรเจคต์พิเศษเพื่อสังคมที่ชื่อว่า AP SPACE SCHOLARSHIP ซึ่งถือเป็นครั้งแรกกับการให้ทุนการศึกษาที่เป็น ‘ที่พักอาศัย’ พร้อมจัดแสดงแนวคิดงานดีไซน์ที่ทำลายกรอบความคิดการออกแบบเดิม ๆ ให้ผู้ที่สนใจในงานดีไซน์ได้สัมผัสในนิทรรศการ ‘Spaces within Space, A Vision of Co-Living Generation’ ซึ่งจัดขึ้นที่ Wolf Pack Space ศาลาแดง เมื่อวันที่ 22 – 26
หากพูดถึงความเกี่ยวข้องระหว่างนาฬิกา OMEGA กับองค์การบริหารการบินและอวกาศของสหรัฐอเมริกาอย่าง NASA เชื่อว่าสาวกเรือนเวลาแทบทุกคนคงจะเคยรับรู้ถึงกิตติศัพท์ของตำนาน Moonwatch กับการที่นาฬิกา OMEGA Speedmaster ได้ถูกสวมใส่อยู่บนข้อมือนักบินอวกาศในการลุยภารกิจพิชิตดวงจันทร์กันมาบ้างแล้ว แต่เมื่อมีชื่อของอีกหนึ่งตัวละครหลักอย่าง Snoopy ตัวการ์ตูนสุนัขบีเกิ้ลที่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งมักจะปรากฎตัวอยู่ในเรือนเวลารุ่นพิเศษรำลึกถึงความสัมพันธ์ระหว่าง OMEGA และ NASA เข้ามาร่วมด้วย งานนี้คงมีอีกหลายคนนึกสงสัยในใจว่าเหตุใด Snoopy ถึงได้มีบทบาทในวาระสำคัญต่าง ๆ ของ OMEGA และ NASA มาโดยตลอด และในวันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจถึงที่มาที่ไปของความความผูกพันระหว่าง SNOOPY, NASA และ OMEGA ที่มีมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษให้ชาว UNLOCKMEN และเหล่าผู้หลงใหลในเรือนเวลา ที่อาจยังไม่ทราบถึงข้อเท็จจริงเหล่านี้ให้ได้กระจ่างกัน SNOOPY ไอคอนแห่งโลกการ์ตูน สู่สัญลักษณ์ภารกิจพิชิตดวงจันทร์ และรางวัลแห่งเกียรติยศ ถ้าจะต้องเล่าเรื่องราวสายสัมพันธ์สุดพิเศษระหว่าง Snoopy และ NASA คงต้องย้อนไปตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 60 เมื่อ Charles M. Schulz ได้วาดการ์ตูนที่มีสุนัขพันธุ์บีเกิ้ลนาม Snoopy สวมชุดอวกาศพร้อมเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการ Apollo
ถ้ามีการทำกราฟแสดงระยะเวลาที่มือของเราใช้งาน Smartphone ในแต่ละวัน เชื่อว่าแท่งกราฟคงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นสองสามเท่าตัวถ้าเทียบกับในสมัยก่อน ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางการใช้ชีวิต ที่ยกทุกอย่างไปไว้ใน Smartphone ให้เราใช้ชีวิตได้โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนแม้แต่ท่านั่ง รวมถึงการเสพติดเรื่องราวบนโลกออนไลน์ ทำให้ทุกวันนี้เรามีการสัมผัส Smartphone มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะยามยืน เดิน นั่ง โดยที่เราไม่รู้ตัว ผลเสียของการเสพติด Smartphone มากเกินไปนั้นมีอยู่มากมายอย่างที่เรารู้กันบ้างอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมาธิที่สั้นลง ความเครียดจากการเห็นชีวิตดีเกินจริงของคนอื่น ผลเสียทางประสาทสัมผัสจากท่านั่ง การโน้มคอ ข้อนิ้ว สายตา ออกห่างจากสังคม การนอนหลับ และอื่น ๆ อีกมากมาย นี่จึงเป็นสาเหตุและเหตุผลที่งาน Design ต้องเข้ามามีบทบาท เพราะโดยพื้นฐานแล้ว Design ไม่ใช่เกิดขึ้นมาเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่การแก้ปัญหาการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของการออกแบบด้วยเช่นกัน KLEMENS SCHILLINGER นักออกแบบชาว Vienna เมืองหลวงของประเทศ Austria มองว่า Smartphone Acciction ก็เป็นอาการเสพติดไม่ต่างกับยาเสพติดชนิดอื่น ถ้าเสพมากเกินไปก็ทำให้เกิดผลเสียรุนแรงได้ จึงเกิดไอเดียที่จะบำบัดอาการเสพติดนี้ ด้วยการสร้างโปรเจค Substitute
นอกจากดีไซน์ที่ถูกใจ กลไกการบอกเวลาที่เที่ยงตรง ปัจจัยการเลือกเรือนเวลาคู่ใจของเหล่าคนรักนาฬิกา คงหนีไม่พ้นเรื่องราว ประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ซึ่งถือเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นาฬิกาไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์บอกเวลา หรือเครื่องระดับที่บ่งบอกฐานะ แต่มันเป็นสิ่งที่สามารถสร้างคุณค่าทางจิตใจให้กับผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี ซึ่ง Hamilton ถือเป็นอีกแบรนด์นาฬิกาที่มีหลากรุ่น หลายซีรี่ส์ที่มีเรื่องราวและประวัติอันยาวนาน ผ่านหน้าประวัติศาสตร์กว่า 125 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งแบรนด์ขึ้นที่เมืองแลงคาสเตอร์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในปี 1892 โดยเริ่มต้นจากการผลิตนาฬิกาพกคุณภาพสูงในจำนวนน้อย ๆ จนก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนาฬิกามาตรฐานของการทางรถไฟของสหรัฐอเมริกาในฐานะ “Watch of Railroad Accuracy” และ “The Railroad Timekeeper of America” นอกจากนี้ความยิ่งใหญ่ของเรื่องราวเมื่อครั้งอดีตยังได้ส่งต่อถ่ายทอด DNA มาถึงคอลเลคชั่นปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกาสำหรับกองทัพสหรัฐฯ ที่ Hamilton ผลิตในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ในรุ่น Khaki Field หรือคอลเลคชั่น Broadway ที่ตั้งชื่อมาจากนาฬิกาพกรุ่น Broadway ที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับ Hamilton เมื่อครั้งอดีต และเมื่อพูดถึงคอลเลคชั่นเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ Hamilton ถ้าไม่พูดถึงรุ่น Ventura ก็คงไม่ได้
ไม่ว่าใครก็มีสิ่งที่ตัวเองหลงใหลมากกว่าหนึ่ง และถ้าเป็นไปได้ เราก็อยากทำให้สิ่งที่หลงใหลนั้นรวมเข้าด้วยกันได้ จะถือว่าเป็นที่สุดของการใช้ชีวิต เจเรมี่ มอนแทโร (Jeremy Monteiro) นักดนตรีชื่อดังระดับโลก ก็เป็นอีกคนที่สามารถนำเอาสิ่งที่ตนเองหลงใหลมารวมอยู่ด้วยกัน นั่นก็คือ J. Monteiro แบรนด์นาฬิกาที่มี DNA จาก Music และ Timepiece ซึ่งสามารถไปด้วยกันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ Jeremy Monteiro เป็นนักเปียโนแจ๊สที่มากไปด้วยความสามารถระดับต้น ๆ ของเอเชียคนหนึ่ง เขาไม่ได้เป็นเพียงแค่นักเปียโนที่เก่งกาจ แต่เขายังเป็นนักแต่งเพลง นักร้องและโปรดิวเซอร์ที่ศิลปินนานาประเทศอยากร่วมงานด้วยจนได้สมยานามว่า “Singapore’s King of Swing” “ดนตรีแจ๊สไม่ได้เป็นสิ่งเดียวที่เจเรมี่หลงใหล เครื่องบอกเวลาอย่างนาฬิกา ก็เป็นสิ่งที่เขาหลงใหลด้วยเช่นกัน” ย้อนกลับไปในอดีต เขาได้รับนาฬิกาข้อมือเป็นของขวัญวันเกิดจากคุณพ่อตอนอายุ 16 ปี หลังจากที่ได้รับของขวัญชิ้นนั้น มันทำให้เขาเริ่มก้าวเข้ามาศึกษาเรื่องของกลไกลบอกเวลาควบคู่ไปกับการสั่งสมประสบการณ์ทางด้านดนตรีจนกลายมาเป็นนักเปียโนแจ๊สระดับโลก วันหนึ่ง Jeremy ไปเยี่ยมสตูดิโอของนักดนตรีแจ๊สท่านหนึ่งที่ร่วมงานด้วย ทำให้ได้เห็นโครงร่างของการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ สิ่งนั้นเหมือนเป็นการจุดประกายแรงบันดาลใจครั้งใหม่ให้ Jeremy มันทำให้ต่อมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และภาพนาฬิกาที่เดินตามจังหวะดนตรีก็ปรากฏขึ้นในหัวทันที วินาทีนั้นเขารู้แค่ว่าอยากทำให้ภาพในหัว ณ ตอนนั้น เกิดออกมาเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น และทั้งหมดนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของเรือนเวลาที่ชื่อ “J. Monteiro” “J. Monteiro”
เมื่อตัวจริงแห่งวงการดีไซน์เดนมาร์กมาเจอกับผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่จากสวีเดน…ความร่วมมือครั้งสำคัญที่สั่นสะเทือนวงการออกแบบระดับโลกเมื่ออิเกีย ผนึก Hay รังสรรค์คอลเล็คชั่นใหม่ “YPPERLIG/อิปเปอร์ลิก” สะท้อนค่านิยมและเอกลักษณ์ของงานออกแบบแถบสแกนดิเนเวียที่โดดเด่นด้วยความสวยงามและคุณภาพ ผสานกับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย มีสินค้าใหม่ให้เลือกกว่า 35 รายการ ตั้งแต่ โซฟาเบด โต๊ะกลาง เก้าอี้ โคมไฟ กระจก ปลอกหมอน กล่องเหล็ก จนถึงไอคอนประจำอิเกียอย่าง ถุงพลาสติกสีน้ำเงินที่นำมาออกแบบปรับโฉมใหม่เพิ่มเติมลวดลายและสีสันละมุนตา พบกับคอลเล็คชั่น “YPPERLIG (อิปเปอร์ลิก)” ได้ตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมนี้ ที่อิเกีย เมกาบางนา คอลเล็คชั่น “YPPERLIG/อิปเปอร์ลิก” เป็นความร่วมมือกันเพื่อยกระดับความคิดสร้างสรรค์และแบ่งปันประสบการณ์ความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัท อิเกียมีความรู้ด้านการผลิตอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่ HAY สร้างเสน่ห์ให้กับผลงานของตัวเองด้วยดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ การร่วมงานกันครั้งนี้ คือความท้าทายของทั้งสองฝ่ายที่ค่อยๆ หาจุดสมดุลที่เป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่าย จนได้ผลลัพธ์เป็นคอลเล็คชั่น YPPERLIG/อิปเปอร์ลิก เฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้านที่มีความสวยงามด้วยรูปทรงเรขาคณิตและสีละมุนตา ใช้วัสดุคุณภาพดีมีความคงทน ใช้งานได้จริง ในราคาที่เหมาะสม Marcus Engman หัวหน้าทีมดีไซน์ประจำอิเกีย สวีเดน เล่าถึงความร่วมมือกับ HAY ในครั้งนี้
ต้องยอมรับว่าที่พักอาศัย คืออีกสิ่งหนึ่งที่สามารถบ่งบอกตัวตน สะท้อนถึงความสำเร็จในชีวิตของผู้อยู่อาศัยได้อย่างชัดเจน ผ่าน Lifestyle ที่เหนือระดับ ซึ่งการใช้ชีวิตภายใต้ความเป็นอยู่แบบ Super Luxury นั้นไม่ได้วัดจากมูลค่าราคาของที่อยู่อาศัยที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่ในขั้นตอนการสร้างสรรค์จำเป็นจะต้องลงลึกไปถึงรายละเอียดความพิถีพิถันของวัสดุ และงานดีไซน์ ให้น้ำหนักกับสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย ซึ่งผสมผสานกับความงดงามทางศิลปะได้อย่างลงตัว ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นผู้มีรสนิยมของผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี ล่าสุด UNLOCKMEN มีโอกาสได้ไป Exclusive Visit สัมผัสประสบการณ์การอยู่อาศัยเหนือระดับ จากโครงการ VITTORIO ผลงานชิ้นมาสเตอร์พีซจากเอพี (ไทยแลนด์) ที่ตั้งใจให้เป็นสถาปัตยกรรมด้านที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในย่าน The Em District ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งพิกัดที่มีชีวิตชีวาที่สุดในกรุงเทพฯ เลยก็ว่าได้ โดย VITTORIO ไม่เพียงแค่ตั้งอยู่ในทำเลที่เรียกได้ว่าดีที่สุด แต่ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์โครงการนี้ ล้วนแล้วแต่คัดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมานำเสนอ ซึ่งสิ่งแรกที่สร้างความประทับใจให้กับเราคืองานออกแบบสถาปัตยกรรมที่ถ่ายทอดความงดงาม ส่งมอบอารมณ์ความเป็นอยู่ที่หรูหราของชนชั้นสูงในเมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ซึ่งถือเป็นเมืองศูนย์กลางทางศิลปะชั้นยอดของโลก และโดดเด่นในเรื่องราวของสถาปัตยกรรมยุคเรอเนสซองส์ งานออกแบบโดยรวมของ VITTORIO นั้นได้แรงบันดาลใจมาจากการจัดวางพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ ‘Uffizi Gallery’ พิพิธภัณฑ์ศิลปะด้านจิตรกรรมและประติมากรรมชื่อก้องโลกแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ที่ซึ่งรวบรวมงานจิตรกรรมชิ้นเอกของศิลปินชาวอิตาเลี่ยนไว้มากมาย โดยเราสามารถสัมผัสแรงบันดาลใจนี้ได้เริ่มตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปยัง ‘Galleria Medici’ หรือ โถงต้อนรับขนาดใหญ่ สูง 6


