บ่อยครั้งที่วงการภาพยนตร์มักจะหยิบยกเอาเรื่องราวตำนานของคนดังมาถ่ายทอดใหม่เพื่อจรรโลงให้คนรุ่นหลังได้เชิดชู และรับรู้ถึงความสามารถของบุคคลเหล่านั้น ส่วนใหญ่แล้วผู้กำกับจะหยิบเรื่องราวมาเปลี่ยนการนำเสนอเพื่อสร้างเส้นเรื่องใหม่ในแบบฉบับภาพยนตร์ และวิธีที่เขาคัดเลือกนักแสดงเพื่อมารับบทนำ ส่วนใหญ่จะคำนึงถึงความสามารถมากกว่ารูปลักษณ์หน้าตา ซึ่งอาจจะผิดแปลกจากภาพลักษณ์เดิมเพื่อเปิดโอกาสให้นักแสดงและผู้กำกับตีความในแบบฉบับของตัวเอง แต่บางครั้งพวกเขาก็เลือกนักแสดงจากความละม้ายคล้ายคลึงมาเป็นปัจจัยแรกสำหรับการรับบทนั้น ๆ วันนี้ UNLOCKMEN จึงได้นำนักแสดงที่รับบทบาท base from true story ที่มีหน้าตาคล้ายบุคคลต้นฉบับอย่างกับแกะมาให้ดูกัน Steve Job = Ashton Kutcher นักแสดงสาย Rom-Com คนนี้เคยมีโอกาสได้รับเกียรติให้แสดงเป็นอัจฉริยะของโลกอย่าง Steve Job ทันทีหลังจากที่เขาเสียชีวิตไม่นาน ซึ่งจากกระแสหลายฝ่ายได้บอกถึงเหตุผลหลักถึงที่มาว่าทำไม Ashton Kutcher นักแสดงที่ไม่ค่อยจะมีผลงานอะไรโดดเด่นนักถึงได้รับโอกาสนี้ เพราะว่าหน้าตาของ Ashton Kutcher ไปมีความละม้ายคล้ายคลึงกับ Steve Job ในวัยหนุ่มบวกกับความเนิร์ดบ้าไอทีเหมือนกัน ทำให้ได้รับบทบาทนี้ไปครอง ซึ่งพอเห็นภาพแล้วก็พอจะยืนยันได้ว่าเหมือนแค่ไหน Charlie Chaplin = Robert Downey Jr ก่อนที่ป๋า Robert Downey Jr จะมาสวมเกราะเป็นฮีโร่คนดังอย่าง Iron Man เขาเคยมีโอกาสได้รับบทเป็นยอดตลกผู้โด่งดังอย่าง Charlie
การฟังเพลงจากมาสเตอร์กับการดูแสดงสดเป็นอะไรที่ให้อารมณ์ และอรรถรสที่ต่างกันออกไป แม้ว่าการฟังเพลงจาก แผ่น vinly หรือซีดีจะได้คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ต้องแลกมาด้วยมิติเพียงด้านเดียวนั่นคือจากการฟัง ซึ่งแตกต่างจากการรับชมการแสดงจากบรรยากาศสด ๆ เป็นอย่างมาก เพราะแม้ว่าการแสดงสดจะทำให้คุณได้รับคุณภาพเสียงที่ต่ำลงมา แต่คุณจะได้ในเรื่อง visual กับความดิบของบรรยากาศที่ไม่สามารถหาได้จากการนั่งฟังอยู่ในห้องอย่างแน่นอน นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้ทุกวันนี้ศิลปินส่วนใหญ่ยังคงอยู่ด้วยค่าจ้างจากการแสดงสด แม้ว่าบางครั้งเราจะไม่ได้ไปอยู่ในการแสดงนั้น แต่ก็มีอีกวิธีที่จะทำให้คุณได้ความรู้สึกเสมือนจริงคือการรับชมเทปบันทึกการแสดงของศิลปิน ซึ่งวันนี้ UNLOCKMEN ได้คัดเอาบันทึกการแสดงที่อยู่ในใจมาแบ่งปันทุกท่าน Queen live at Wembley (1986) วงดนตรีที่เป็นตำนาน และแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ด้วยบทเพลง We are the Champion หรือจะเป็น We Will Rock You ที่ยังคงตราตรึงจนถึงปัจจุบันแม้ว่านักร้องนำผู้ทำหน้าที่แต่งเนื้อ และขับร้องอย่าง Freddie Mercury จะเสียชีวิตลงไปแล้วก็ตาม แต่ลีลาการแสดงสดของเขาก็เป็นอีกหนึ่งบันทึกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์โลกดนตรี ซึ่งการแสดงสดชุดที่เรานำมาเสนอถือได้ว่าเป็นการแสดงชุดท้าย ๆ ก่อนที่ Freddie จะป่วยเป็นโรคเอดส์ และเสียชีวิตในอีก 5 ปีต่อมา Nirvana MTV Unplugged (1993) เป็น rare
หลังจากวันนี้ก็จะเป็นตอนสุดท้ายสำหรับซีรีย์ขวัญใจมหาชนอย่าง Prison Break ที่พวกเขาได้นำกลับมาทำใหม่หลังจากทิ้งช่วงไปนานกว่า 7 ปี เพื่อเอาใจแฟน ๆ ให้ได้หายคิดถึงกันอีกครั้ง ซึ่งต้องยอมรับเลยว่ากระแสของพี่น้องแหกคุกในรอบนี้ย่ำแย่ค่อนข้างหนักเอาการ เพราะถ้าเกิดให้เทียบเรตติ้งกับภาคแรกที่สร้างมาตราฐานผู้ชมเอาไว้สูงถึง 12 ล้านคนต่อหนึ่งตอนโดยเฉลี่ย แต่ในครั้งนี้มีจำนวนผู้ชม Prison Break ซีซั่น 5 อยู่เพียง 3 ล้านคนต่อตอน แถมยังลดลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น ทำให้ไม่แปลกใจว่าล่าสุดค่าย FOX ผู้ถือสิทธิ์ผลิตรายการออกมายืนยันแล้วว่าจะไม่สร้างภาคต่อสำหรับ Prison Break ก่อนอื่นเลยสำหรับแฟนขาจรที่อาจจะเคยได้ยินชื่อเสียง แต่ไม่เคยได้ผ่านตาสำหรับซีรีย์เรื่องนี้เราจะขอท้าวความสักเล็กน้อย Prison Break หรือชื่อไทยว่า แผนลับแหกคุกนรก ออกฉายครั้งแรกในปี 2004 ในชื่อตอนแรกว่า ” The Pilot” เรื่องราวโดยย่อคือ ลินคอร์น เบอร์โรวส์ ถูกตัดสินประหารชีวิตจากคดีฆาตรกรรมน้องชายรองประธานาธิบดี ซึ่งถูกส่งตัวไปคุมขังระหว่างรอรับโทษประหารชีวิตที่เรือนจำฟ๊อกซ์ริเวอร์สเตท ส่วนน้องชายของลินคอล์นผู้เฉลียวฉลาดเป็นวิศวกรโครงสร้างชื่อ ไมเคิล สโคฟิลด์ ได้พยายามจะวางแผนช่วยพี่ชายของเขาหนีออกจากคุก เพราะเขาสืบค้นว่ามีผู้อยู่เบื้องหลัง และจัดฉากให้พี่ชายของเขาเป็นแพะรับบาป เขาจึงทำการปล้นธนาคารเพื่อให้ถูกจำคุกที่เรือนจำฟอกซ์ริเวอร์ที่เดียวกับพี่ชาย ซึ่งเป็นแผนที่สร้างให้เขามีโอกาสเข้าไปช่วยลินคอร์น
แม้กระแสหนังเรื่องฉลาดเกมส์โกง หนังเรื่องล่าสุดจากค่าย GDH จะเริ่มซาลงไปบ้างแล้ว ในวันที่เราเดินฝ่าฝนยามบ่ายมุ่งหน้าไปยังบาร์เบียร์ย่านพัฒน์พงษ์ เพื่อคุยกับผู้กำกับที่กำลังฮอตที่สุดในขณะนี้ แต่บทสนทนาที่เราได้แลกเปลี่ยนกันยิ่งตอกย้ำให้เรามั่นใจว่า เขาจะต้องสร้างกระแสใหม่ ๆ ให้กับวงการภาพยนตร์ไทยได้อีกหลายระลอกแน่นอน เมื่อ‘บาส-นัฐวุฒิ พูนพิริยะ’ผู้กำกับหนุ่มมาถึง UNLOCKMEN จึงไม่รอช้า สั่งเบียร์แก้วใหญ่มาตั้ง เพื่อที่เราจะรับรองได้ว่านี่คือบทสนทนานอกรอบ สบาย ๆ ที่จะแสดงตัวตนที่ไม่ติดอยู่ในกรอบของผู้กำกับคนนี้ และวิธีคิดที่สร้างเขาขึ้นมาเป็นผู้กำกับมากความสามารถอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน อย่าช้าอยู่เลย มา มาฟังบทสนทนานอกรอบจากผู้กำกับนอกกรอบเคล้ารสเบียร์ขม ๆ ไปด้วยกัน UNLOCKMEN: อยากให้แนะนำตัวเองหน่อย เผื่อมีคนไม่รู้ว่าคุณคือใครหรือทำอะไรอยู่ ชื่อ บาส นัฐวุฒิ พูนพิริยะ เป็นพี่ชายน้องจูนจูนครับ (ยิ้ม) แล้วก็เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ครับตอนนี้ UNLOCKMEN: ที่ต้องแนะนำว่าเป็นพี่ชายจูนจูนนี่เพราะเชื่อว่าทุกคนจะรู้จักจูนจูนมากกว่าเราใช่ไหม? ใช่ครับ ก่อนหน้านี้ทุกคนจะแบบว่า เออ นี่พี่ของจูนจูนใช่มั้ย ไม่ค่อยรู้จักชื่อเรา UNLOCKMEN: วินาทีแรกในชีวิตที่เราอยากเป็นผู้กำกับ เราจำมันได้มั้ยว่ามันคือตอนไหน แล้วเรารู้สึกอะไรบ้าง? จำได้ ตอนนั้นพี่น่าจะอยู่ประมาณ ม.1 ได้ดูหนังเรื่อง Goodfellas ซึ่งจริง ๆ ก่อนหน้านี้เราเป็นคนชอบดูหนังอยู่แล้ว พอดีที่บ้านญาติทำร้านเช่าวีดีโอแล้วตอนเด็ก
เหมือนเป็นธรรมเนียมไปแล้วที่ Bill Gates เจ้าพ่อ Microsoft และมหาเศรษฐีชื่อดังมักจะแชร์หนังสือที่เขาอ่านให้กับผู้คน เพราะความรักในการอ่านของเขาและความต้องการหามุมมองใหม่ ๆ ให้ตัวเองอยู่เสมอ หนังสือที่เขาแนะนำจึงผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหลากหลายประเภท แต่สำหรับเซ็ตนี้ Bill Gates จัดเต็มด้วยหนังสืออัตชีวประวัติเป็นส่วนใหญ่ ที่ UNLOCKMEN ขอรับรองว่าการที่เราได้อ่านชีวิตคนที่ประสบความสำเร็จระดับโลกนั้นยิ่งช่วยให้เราเห็นมุมมองใหม่ ๆ แบบที่เราอาจไม่เคยมองมาก่อนได้แน่นอน “Hillbilly Elegy” by JD Vance JD Vance เป็นอีกหนึ่งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน เขาเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อบอกเล่าเรื่องราวชีวิตวัยเด็กและการเติบโตมาอย่างยากจนของตัวเองในเมืองห่างไกลแถบเทือกเขา Appalachia ทางตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ภายในเล่มบอกเล่าเรื่องราวความยากลำบากในชีวิต ทั้งช่วงเวลาสุดโหดและช่วงเวลาดี ๆ ที่เขาพบเจอ รวมถึงสอดแทรกมุมมองของเขาที่มีต่อวัฒนธรรมและปัญหาครอบครัวที่ซับซ้อน เนื่องจากเขาถูกพ่อแม่ปล่อยไว้ให้อยู่กับปู่และย่า จนกระทั่งการฟันฝ่าจนเขาสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมาย Yale ได้ Bill Gates บอกว่าความมหัศจรรย์ของหนังสือเล่มนี้นอกจากประเด็นความซับซ้อนทางวัฒนธรรมและปัญหาครอบครัวที่ลึกซึ้ง ก็คือการที่ Vance มีความกล้าหาญมากพอที่จะลุกขึ้นมาพูดถึงอดีตด้วยตัวของเขาเอง “A Full Life” by Jimmy Carter Jimmy Carter หรืออดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคือผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ ภายในเล่มบอกเล่าเรื่องราวการเติบโตมาจากชนบท
นี้คงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมดาราสมัยนี้ขอแค่ได้ไปโกอินเตอร์ที่จีนก็พอ ไม่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงฮอลลีวู้ดอีกต่อไป
อีกหนึ่งซีรีย์กระแสดีจากทาง Netflix ที่ทีมงาน UNLOCKMEN อยากจะแนะนำให้ดู
ต้องยอมรับว่า Headphones หรือ หูฟัง ได้กลายเป็นอุปกรณ์ที่มนุษย์เราต้องพกติดตัวชนิดที่ขาดกันไม่ได้ไปซะแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาในการเดินทาง, เวลาทำงาน, เวลาออกกำลังกาย หรือแม้แต่ในช่วงเวลาก่อนนอน เราก็มักจะหยิบ Headphones หรือ หูฟัง ขึ้นมาสวมใส่เปิดเพลงฟังกันอยู่เป็นประจำ ทำให้หลายคนตัดสินใจลงทุนยอมเจียดเงินหลายพันไปจนกระทั่งหลักหมื่น เพื่อถอยหูฟังระดับพระกาฬออกมา ด้วยความหวังที่ว่า จะช่วยให้ช่วงเวลาในการฟังเพลงเหล่านั้น มีความสมบูรณ์แบบ และได้อรรถรสตามที่วาดฝันเอาไว้ แต่มีหลายคนที่รู้สึกว่า ความหวังที่ฝากไว้กับ Headphones ราคาทรมานใจต้องพังทลายลงย่อยยับ เพราะว่า Headphones หรือ หูฟัง ราคาแพงเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้พวกเค้าเห็นถึงความแตกต่างในการเสพซาวด์ที่ดีขึ้นอย่างที่ล่ำลือ บางรายหัวเสียถึงขั้นตีอกชกลม และเริ่มตั้งแง่ว่า ทำไมทั้งๆ ที่จ่ายเงินไปตั้งแพง กลับไม่ได้ความคุ้มค่าคุ้มราคาคืนกลับมาเลยแม้แต่นิดเดียว ในความเป็นจริงแล้ว บางทีคนเหล่านั้นอาจจะกำลังเข้าใจผิดอยู่ก็เป็นได้ เพราะการที่มี Headphones หรือ หูฟัง ระดับพระกาฬเพียงอย่างเดียวนั้น คงไม่ได้หมายความว่า Setup ในการฟังเพลงของคุณอยู่ในระดับสมบูรณ์แบบ มันจึงไม่ได้หมายความว่า เสียงดนตรีที่ถูกขับผ่านออกมาจะดีขึ้นแบบผิดหูผิดตาได้ในทันที แถม Headphones หรือ หูฟัง ระดับเทพเทวดาราคาแพงส่วนใหญ่ยังต้องการเครื่องเล่นที่มีกำลังขับค่อนข้างสูง ในการที่จะทำให้มันแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้เต็มที่ นอกจาก 2
อย่าปฎิเสธว่าไม่เคยฟังเพลงของพวกเขา เพราะเราเชื่อว่าคุณต้องเคยผ่านหูมาบ้างแน่นอนในยุคที่พวกเขารุ่งเรือง
เมื่หนังบางเรื่องไม่ได้ให้แค่ความบันเทิง แต่ให้ความรู้ทางธุรกิจแบบเต็มเหนี่ยว


