ฝนที่กระหน่ำลงมาเหมือนฟ้ารั่วได้เกือบทุกวัน ทำให้ชีวิตผู้ชายในเมืองอย่างเรา ๆ ต้องประสบปัญหาสารพัดในชีวิต ไหนจะการจราจรสุดสาหัส (ที่ปกติฝนไม่ตกก็ติดสาหัสมากพออยู่แล้ว) ไหนจะน้ำขังรอการระบายที่ทำให้การเดินทางไปไหนต่อไหนยุ่งยากเข้าไปอีก ฝนยังพาความเฉอะแฉะอับชื้นมาสู่ร่างกายสุดแข็งแกร่งของเรา ทำให้เรื่องกลิ่นอับกลายมาเป็นปัญหาระดับชาติเวลาที่เราต้องอยู่ท่ามกลางคนเยอะ ๆ ใครจะเหม็นยังไงก็ยังพอทน แต่ถ้าเราปล่อยให้ตัวเรามีกลิ่นอับโชยออกมา UNLOCKMEN ว่ามันโคตรจะเสียบุคลิคและทำลายความมั่นใจผู้ชายเลย ดังนั้นอย่าปล่อยให้กลิ่นร้ายมันทำลายเรา มาดูหนทางทำให้ตัวหอมไปทั้งวันไม่ว่าฝนจะตกกระหน่ำแค่ไหน เสน่ห์แห่งกลิ่นหอมในตัวชายอย่างเราก็ไม่หายไป ใส่ใจรองเท้าเป็นพิเศษ ฤดูฝนอย่างนี้นอกจากเนื้อตัวร่างกายของเราที่ต้องสัมผัสกับฝนแล้ว รองเท้าก็เป็นอีกไอเท็มหนึ่งที่ต้องปะทะกับน้ำไปเต็ม ๆ ไม่ว่าจะร้องเท้าผ้าใบหรือรองเท้าหนัง เมื่อเจอน้ำก็โอบอุ้มความชื้นอับไว้เต็มสตรีม ดังนั้นอีกที่มาของกลิ่นชวนอุดจมูกของผู้ชายเราก็มาจากรองเท้านี่แหละ ตัวดีเลย! เพราะฉะนั้นถ้าอยากมีกลิ่นหอมอวลกาย ไม่ส่งกลิ่นร้ายทำลายระบบทางเดินหายใจใคร ในหน้าฝนอย่างนี้ต้องหมั่นดูแลรองเท้าไม่ให้ส่งกลิ่นเป็นพิเศษ ถ้าเปียกก็ให้รีบเอาไปผึ่งให้แห้ง อย่าใส่คาเท้าเอาไว้เด็ดขาด ที่สำคัญหาสเปรย์ปรับกลิ่นเท้ามาติดตัวไว้ ใช้ได้ตั้งแต่ฝนนี้ยันฝนหน้าแน่นอน ลงทุนกับน้ำหอมเถอะ สิ่งที่จะทำให้ตัวหอมก็คือน้ำหอมนี่แหละ! แต่ถ้าอยากให้กลิ่นหอมติดตัวนานก็ลงทุนกับน้ำหอมสักหน่อย ซื้อโคโลญจน์ตามร้านสะดวกซื้อใช้มันก็ไม่ผิด แต่กลิ่นมันจะไม่ติดทนนานอย่างที่เราหวัง แถมคาแรคเตอร์ที่ได้ก็ไม่ชัดเจน ดังนั้นหน้าฝนนี้ลองเฟ้นหาน้ำหอมกลิ่นที่เข้ากับคาแรคเตอร์ตัวเองมาติดบ้านไว้ ฉีดในจุดสำคัญอย่างหลังใบหู ข้อมือ และฉีดไปในอากาศแล้วเดินผ่าน เพื่อสร้างกลิ่นหอมจาง ๆ ยั่วยวนใจสาว ๆ ไปทั้งวัน แต่ถ้ายังไม่รู้จะเลือกกลิ่นไหนมาใช้ ลองดู UNLOCKMEN PICKS ก่อนก็ได้ น่าจะได้น้ำหอมถูกใจไปลองใช้สักขวดชัวร์ ๆ
เมื่อพูดถึง Urban Lifestyle สิ่งแรกที่ใคร ๆ ต่างก็นึกถึงคงหนีไม่พ้นการใช้ชีวิตท่ามกลางความทันสมัย สะดวกสบายใจกลางเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้วการมีตัวตนอยู่ในสังคมเมืองนั้นหลายคนคงรู้สึกเหมือนกันว่ามันต้องแลกมาด้วยการประสบพบเจอกับความแออัด วุ่นวายในการใช้ชีวิตไม่ใช่น้อย แต่ก็ใช่ว่าการเป็นหนุ่ม Urban จะต้องอดทนกับชีวิตที่ไม่น่าอภิรมย์ขนาดนั้น เพราะถึงอย่างไรก็ยังมีทางออกในการดำเนินวิถีชีวิตได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด แค่ต้องโฟกัสไปยังเงื่อนไขการใช้ชีวิตที่สำคัญ นั่นคือทำเลที่อยู่อาศัย ที่ส่งผลต่อไปยังการเดินทางที่ง่ายดาย และแน่นอนว่าย่อมได้มาซึ่งเวลาในการใช้ชีวิตที่สามารถเติมเต็ม Lifestyle ได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกทำเลที่อยู่อาศัย ซึ่งตอบโจทย์ในเรื่องของการเดินทางที่รวดเร็วสะดวกสบาย รายรอบไปด้วยสถานที่ซึ่งตอบสนอง Urban Lifestyle ได้อย่างครบถ้วน คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สามารถทำลายข้อจำกัดการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ที่มักจะต้องสูญเสียเวลาอันแสนจะมีค่าไปบนท้องถนนโดยใช่เหตุ และสำหรับหนุ่ม ๆ คนไหนที่ยังนึกภาพตามไม่ออกว่าแค่การเลือกทำเลที่อยู่อาศัยให้เหมาะสม มันจะช่วยยกระดับวิถี Urban Men ให้ดีขึ้นได้อย่างไร วันนี้ UNLOCKMEN และ BANGKOK CITISMART จะพาทุกท่านไปพบกับ CITY GUIDE ลายแทงการใช้ชีวิตง่าย ๆ สบาย ๆ ตอบโจทย์คนเมือง ผ่านการใช้ชีวิตหน่ึงวันของหมอโต๋ คุณหมอหนุ่มไฟแรง ที่เลือกบาลานซ์วิถีชีวิตคนเมืองได้อย่างชาญฉลาด ใช้ชีวิตได้ลงตัวทั้งวันทำงาน และวันพักผ่อนด้วยการเลือกที่อยู่อาศัยอย่างคอนโด RHYTHM RANGNAM ซึ่งมีพิกัดอยู่ในทำเลทองอย่างซอยรางน้ำ ใกล้กับอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
การใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ แม้จะไม่ต้องเจอหน้าเจอตากัน แต่ก็ใช่ว่าจะใช้ชีวิตยังไงก็ได้ บนนั้นก็มีความยาก มีกฎกติกาในการอยู่ร่วมกับคนอื่นเช่นกัน บางครั้งเราจะโพสอะไรที ต้องนั่งคิดหนักว่าจะโพสดีหรือเปล่า โพสโชว์ของแสดงความภูมิใจลงไป มันจะหาว่าเราขี้อวดไหมนะ? โพสถี่ไป มันจะหาว่าเราเวิ่นเว้อ เรียกร้องความสนใจหรือเปล่า? พาลทำให้ผู้ชายหลายคนไม่อยากโพสรูปอะไรมันซะเลยเพื่อตัดปัญหา ถ้าใครหันหลังให้โลกออนไลน์ไปแบบนี้ เราขอแชร์ข่าวด้านดีจากผลวิจัย Journal Health ประเทศอังกฤษ ที่พบว่า ‘การโพสรูปบน Social Network วันละครั้งก็มีข้อดีกับเค้าอยู่ไม่เบาเหมือนกัน’ Dr. Andrew Cox จาก University of Sheffield และ Dr. Liz Brewster จาก Lancaster University นักวิจัยทั้งสองคนร่วมกันค้นคว้าหาความเกี่ยวข้องของสภาพจิตใจและการโพสรูปออนไลน์ ได้ออกมาเป็นงานวิจัยที่ชื่อ “The daily digital practice as a form of self-care: Using photography for everyday well-being” โดยการสังเกตรูปที่โพส ภาษาที่ใช้สื่อสาร และการ Connect กันของคนบนโลกออนไลน์ พบว่าการถ่ายรูปและโพสอย่างน้อยวันละรูป
ในรอบปีที่ผ่านมา คงไม่มีศิลปินกลุ่มไหนเป็นกระแสไปมากกว่า BNK48 กลุ่มศิลปินไอดอลสัญชาติญี่ปุ่นแต่เชื้อชาติไทย ความโด่งดังของพวกเธอสร้างปรากฏการณ์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งในแง่วัฒนธรรมที่เกิดคำใหม่ ๆ ที่สังคมไทยไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น โอตะ โอชิ เซ็มบัตสึ เคงคิวเซย์และอื่น ๆ อีกมากมายให้ได้เรียนรู้ ทั้งในแง่ธุรกิจที่เพิ่งเป็นข่าวใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อรูป SSR (Super Special Rare ซึ่งเป็นรูปถ่ายพร้อมลายเซ็นของสมาชิกที่จะมีเพียงไม่กี่ใบเท่านั้นและไม่มีการผลิตเพิ่ม) ของมิวสิคหนึ่งในสมาชิกวง มีผู้ประมูลไปในราคาสูงถึง 450,000 บาทเลยทีเดียว แต่นอกจากในหมู่โอตะที่คลั่งไคล้แล้ว แน่นอนว่ามีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด ที่เห็นได้ชัดเลยในกรณีที่ อร BNK48 โดนชาวเน็ตจำนวนหนึ่ง Cyber Bully ใส่ จนเกิดเป็นเรื่องดราม่าในโลกออนไลน์อย่างที่ได้ทราบข่าวกัน หรือกรณีดราม่าใหญ่โตครั้งล่าสุดที่แคนถูกพักงาน ดังนั้นในบทความนี้เราจึงสัมภาษณ์คน Gen-Y ซึ่งถือว่าเป็นคนเจนหลักเจนหนึ่งในบรรดาโอตะ โดยแต่ละคนก็ต่างอาชีพต่างที่มา แต่จะมาตอบคำถามเดียวกันว่า “คุณคิดอย่างไรกับ BNK48 และ BNK48 มีความหมาย รวมถึงส่งผลอะไรต่อคุณบ้าง?” “ผมเป็นโอตะคนหนึ่ง ถ้าถามว่าคิดยังไงก็คงต้องตอบว่าชอบอยู่แล้วครับ ผมไม่เคยรู้จัก AKB48 มาก่อน
สำหรับผู้ชาย ถ้าพูดถึงการจัดสรรเวลาแต่ละสัปดาห์ของการใช้ชีวิต เราใช้ 5 วันจากจันทร์ไปถึงศุกร์กับการใช้พลังสมองและสองมือลงมือไล่บี้งานตรงหน้า กว่าจะรู้สึกว่าตัวเองได้พักเต็มที่จริง ๆ ก็คือวันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์เราจะสงวนมันไว้สำหรับการนอนสิ้นสติเพื่อเตรียมใจรับชะตากรรมวงจรวันจันทร์ใหม่อีกครั้ง แต่เคยสงสัยไหมว่าบรรดา SUCCESS GUY แนวหน้าทั้งหลายเขาทำอะไรกันอยู่วันนี้ ? นอนเหมือนเราบ้างหรือเปล่า หรือเป็นยอดมนุษย์ที่เอาเวลาไปทำอะไรแปลก ๆ เพื่อบูสต์พลังก่อนวันจันทร์โดยที่เราไม่รู้ ถึงเวลาไขความจริงให้กระจ่างได้ Get cultured คนเก่งสายครีเอทีฟเขาเลิกนอน แต่ลุกขึ้นแต่งตัวออกไปหากิจกรรมสไตล์ Local เพื่อรีเฟรชความคิดสร้างสรรค์ให้ไหลลื่น การสะสมแต้มด้วยการเดินเข้าออกแหล่งวัฒนธรรมทั้งหลายไม่ว่าจะตามมิวเซียม หรือนิทรรศการ บางครั้งมันก็ให้แง่มุมใหม่ที่เราไม่คาดคิดเข้าไปเสริมในงานที่ทำได้ เช่นเดียวกับที่ Tim Gunn mentor ชายด้านแฟชั่นจากรายการเกี่ยวกับดีไซเนอร์ชื่อดังอย่าง “Project Runway” เขาเลือกทำมันเป็นประจำ End Sunday on a high note ทบทวนแล้วแชร์ประสบการณ์ด้านบวก ๆ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นทางออกของการเริ่มต้นวันจันทร์ที่สดใส เจ้าของความคิดนี้คือ Micheal Woodward ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและผู้แต่งหนังสือเรื่อง The YOU Plan ที่คิดขึ้น
“นอก-กรอบ” ไม่ใช่แค่วลีเท่ ๆ เพื่อบอกให้ผู้ชายอย่างเราคิดอะไรนอกกรอบเท่านั้น แต่อาจหมายถึงให้ออกไปนอกกรอบห้องสี่เหลี่ยมซะบ้างแล้วชีวิตจะดีขึ้นอีกเยอะ! เพราะงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นบอกเราว่า การพาตัวเองออกไปรับแสงจากภายนอก รับบรรยากาศจากภายนอก จะทำให้ผู้ชายอย่างเราทั้งครีเอทีฟขึ้น สุขภาพดีขึ้น และมีความสุขขึ้นได้แน่นอน ธรรมชาติลดความเสี่ยงจากภาวะซึมเศร้าได้ ด้วยการกระจุกตัวของความเจริญด้านเศรษฐกิจทำให้คนหลั่งไหลเข้ามาในเมืองมากขึ้น แน่นอนว่าภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้าของผู้คนก็เพิ่มขึ้นตาม นักวิจัยจาก Stanford ได้ทำการทดลองที่แบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งให้เดินผ่านพื้นที่ในเมือง ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งให้เดินผ่านพื้นที่ที่มีธรรมชาติ ผลออกมาว่าคนที่เดินผ่านพื้นที่สีเขียว สมองส่วนที่เชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลทำงานลดลง ยิ่งไปกว่านั้นการออกกำลังกายในพื้นที่ธรรมชาติยังเกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มขึ้นของการยอมรับนับถือตนเองและมีอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย รู้อย่างนี้แล้วก็อย่ามัวยัดตัวเองไว้ในตึกสี่เหลี่ยมอย่างเดียว ได้เวลาพาตัวเองไปซึมซับธรรมชาติบ้างแล้ว ธรรมชาติช่วยพัฒนาความจำระยะสั้น งานวิจัยที่ชื่อว่า The Cognitive Benefits of Interacting With Nature ได้ชี้ให้เห็นว่าการที่เราได้ออกไปเดินท่ามกลางธรรมชาตินั้นช่วยพัฒนาความจำระยะสั้นของเราเพิ่มขึ้นถึง 20% ใครที่คิดว่าตะบี้ตะบันทำงานในห้องสี่เหลี่ยมอย่างเดียวแล้วทุกอย่างจะเวิร์ค อาจต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ ทำงานเป็นช่วง ๆ แล้วแบ่งเวลาพักออกไปเดินชมนกชมไม้บ้างก็ได้ รับรองว่าดีแน่นอน แสงอาทิตย์จะเยียวยาเราเอง ไม่ใช่แค่ธรรมชาติอย่างต้นไม้ใบหญ้าและสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่จะโอบกอดเรา แต่แสงอาทิตย์นี่แหละที่จะช่วยเยียวยาเราได้ดีไม่แพ้กัน เรื่องบ้าน ๆ ที่เรารู้อยู่แล้วก็คือแสงอาทิตย์มีวิตามินดีที่จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกของเรา แถมยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราดีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นแสงอาทิตย์ยังช่วยเราสู้กับการเป็นหวัด การเป็นไข้ แต่ที่สำคัญที่สุดคือการที่เราพาตัวเองออกไปรับแสงอาทิตย์เสียบ้างจะช่วยให้เราหลับได้ดีขึ้น
เคยรู้สึกมั้ยว่าทำไมโลกนี้มันช่างไม่ยุติธรรม เป็นคนดีก็ไม่มีที่อยู่ ทำคุณก็บูชาโทษ ตั้งใจทำงานก็โดนเอาเปรียบ มีน้ำใจก็โดนสังคมรอบข้างรังแก รักจริงก็โดนทิ้งตลอด อยากจะหนีมันไปให้ไกลพร้อมกับประโยค “เธอมันดีเกินไป” ถ้ารู้สึกว่าทุกคำที่ผ่านมามันโดนใจ แสดงว่าถึงเวลาที่ต้องปฏิวัติตัวเองแล้ว No more nice guy ! วันนี้ตูจะกลายเป็นผู้ชายสายเข้มเต็ม ๆ ข้อ แล้วพวกคุณจะต้องร้อง ว่อววว นี่มัน Bad Boy ชัด ๆ แต่เดี๋ยวก่อนพ่อหนุ่ม ดึงสติกลับมากันหน่อย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าประชดสังคมประชดรักด้วยการดึงความโฉดในตัวเองออกมาเริงร่า เอาเป็นว่าการเป็น Bad Boy ในที่นี้คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองในการใช้ชีวิตโดยไม่สร้างทำความเดือดร้อนให้ใคร จะได้มันส์กับชีวิตได้เต็มที่และปลดล็อกศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างมั่นใจสไตล์ใครสไตล์มัน หากใครรู้สึกว่ามันใช่สิ่งที่ต้องการ ทีมงาน UNLOCKMEN มีแนวทางของชายสาย (Good) Bad Boy มาแนะนำให้ลองนำไปปรับใช้กันดูให้มันรู้ไปเลยว่าเวิร์กจริงหรือไม่ทั้งกับเรื่องงานและความรัก ทำตามสิ่งที่ใจเรียกร้อง ในฐานะ “คนดี” เรามักจะเกรงใจผู้อื่นมากเกินไป กังวลว่าการตัดสินใจและการกระทำของเราจะไปกระทบกระทั่งคนอื่น ซึ่งมันทำให้เราขาดจุดยืน เช่น ยินดีที่จะทำงานแทนผู้อื่น รับความผิดที่ไม่ใช่ของตัวเองไว้กับตัวเพื่อปกป้องคนรอบข้าง และพร้อมที่จะยกเลิกแผนส่วนตัวเพื่อเอาเวลามาตอบสนองความต้องการของสาวที่เดทอยู่ มันก็ไม่ผิดหรอกที่คุณมีน้ำใจ แต่มันจะทำให้คนอื่นเคยตัว คิดว่าคุณนั้น
ทุกวันนี้สมาร์ทโฟนมีบทบาทกับทุกคนและผู้ชายอย่างเรา ๆ มากมายราวกับเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่างกายหรือปัจจัยที่ 5 ของการดำรงค์ชีวิต ทั้งใช้เพื่อเลื่อนดู feed บนโซเชียลเน็ตเวิร์ก แชทติดต่อทั้งเรื่องการและหยอดคำหวานให้สาว ๆ รวมถึงใช้แอปฯ หลากหลายทั้งที่มีประโยชน์และเพื่อความบันเทิง โดยหลายอย่างที่เราทำในยุคดิจิทัลนี้แทบจะจบครบทั้งหมดบนหน้าจอสี่เหลี่ยมผืนผ้าในมือเรา และมันทำให้ทุกคนติดหนึบจนแทบไม่อยากวาง แต่ก็อย่างว่า ทุกอย่างในโลกนี้ถ้ามันไม่พอดีก็อาจเกิดโทษมากกว่าประโยชน์ การใช้โทรศัพท์มือถือก็เช่นกัน ถ้าเราหลงใหลมันจนถึงขั้นเสพติดก็จะส่งผลกระทบมากมาย ทั้งเรื่องสุขภาพ เรื่องพฤติกรรม และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างโดยเฉพาะสาวที่อยู่เคียงข้างคุณ โดยจากการสำรวจดูความเห็นตามกระทู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดมือถือของผู้ชายพบว่า ร้อยทั้งร้อยรู้สึกเซ็งถึงเซ็งสุด ๆ เวลาที่เธอเห็นผู้ชายของเธอสนใจไอ้มือถือถือในมือมากกว่าคนที่เดินจูงมือด้วย เช่นเดียวกับสาว ๆ ทีมงาน UNLOCKMEN ที่ให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมา “เวลาที่ออกไปเดทกันจะเช็กเฟซบุ๊ก ไอจีบ้างก็ไม่ว่ากัน แต่ช่วงเวลาที่คุยกันก็ควรจะโฟกัสกับเรา แต่ถ้าไม่สนใจเราเลย มัวแต่ติดมือถือก็จะรำคาญ เรามีคนที่พร้อมจะสนใจเราอีกเยอะ ทำไมต้องรอ” – PSYCAT “ไม่ค่อยชอบ ถ้าอยู่ด้วยกันควรจะใช้เวลาด้วยกันเต็มที่ ถ้าเขามัวแต่ติดมือถือเวลาอยู่กับเรา เราก็คงจะไม่สนใจเขาบ้าง” – APRIL “ถ้าเกิดคนที่เราเดทด้วยทำตัวติดมือถือมาก ๆ ก็คงไม่ต้องมาเจอกันดีกว่ามั้ง กลับบ้านไปเลยดีกว่า” – ANONYMK
“ตั้งคำถามกับทุกสิ่ง” นั่นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญระดับโลกอย่าง Albert Einstein พูดไว้ และ UNLOCKMEN ว่าก็ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย เพราะในชีวิตลูกผู้ชายคนหนึ่ง คำถามจะนำไปสู่โอกาสใหม่ ๆ อีกมากมายแบบที่เราไม่คาดคิดมาก่อน อย่างน้อยที่สุดเราก็ถามเพื่อการเรียนรู้ และถามเพื่อเข้าใจผู้คน แต่คำถามแบบไหนถึงจะมีพลังกันแน่ ? มา! มาเรียนรู้ไปด้วยกัน ขั้นตอนแรกในการที่จะก้าวเข้าสู่การเป็นนักตั้งคำถามที่ดีกว่าเดิมคือ “ถามให้มากกว่าเดิม” ใช่ ง่าย ๆ แค่นั้นเอง จากเดิมที่นั่งฟังเฉย ๆ ไม่หือ ไม่อืออะไรกับใครเขาเลย ก็ลองถามสักหนึ่งคำถาม ใครที่เคยถามหนึ่งคำถามก็เพิ่มไปเป็นสองคำถาม เพิ่มไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ อย่างไรก็ตามการเพิ่มจำนวนคำถามก็ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่จะทำให้เราเป็นนักถามที่มีอิทธิพลกว่าเดิมแต่ยังรวมไปถึงประเภทคำถาม โทนของคำถาม ลำดับการถาม และกรอบของคำถามที่มีความสำคัญเช่นกัน แต่ไม่ต้องตกใจไปอะไร ๆ ก็ฝึกกันได้ทั้งนั้น ถ้ายังรู้สึกว่ามันยาก ๆ งง ๆ อยู่ ลองทำตามเทคนิคต่อไปนี้ รับรองเลยว่าเราจะเป็นผู้ชายที่ตั้งคำถามได้ดีมากกว่าที่เคยแน่นอน Favor follow-up questions ที่ต้องจำให้ขึ้นใจเลยคือว่าไม่ใช่ทุก ๆ คำถามจะมีค่าเท่ากันไปหมด คำถามบางรูปแบบก็สำคัญกว่าบางรูปแบบ โดยคำถามมี
เข้าหน้าร้อนยังไม่ทันไรฝนมาอีกแล้ว แฟชั่นหนุ่ม ๆ ที่อาจจะเหมาะกับช่วงเวลานี้ที่ต้องตากแดดตากฝนปนอากาศอบอ้าวก็น่าจะเป็น T-Shirt หรือเสื้อยืดดี ๆ นี่แหละครับที่น่าจะได้ใช้แทบทุกงาน ทั้งงานเที่ยวยันชุดทำงานที่ดูเท่แบบภูมิฐานได้ เพียงแค่สวมแจ๊คเก็ตสูท, แจ๊คเก็ตเบลเซอร์ หรือสปอร์ตสูททับ แต่การที่จะใส่เสื้อยืดแล้วออกมาดูเท่ก็ต้องอาศัยไม้แขวนที่ดูดี ในฐานะที่เราคือไม้แขวนเสื้อที่มีชีวิตก็ต้องฟิตร่างกายกันหน่อย เวลาใส่ T-Shirt จะได้รู้สึกมั่นใจ ทีมงาน UNLOCKMEN มีท่าออกกำลังกายที่เน้นเฉพาะช่วงบนของร่างกายที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้ออก, บ่า, ไหล่ และแขนของเราให้ดูแข็งแรงสวยงาม และทำให้เราคนพบว่า เฮ้ย ที่จริงก็ไม่ต้องซื้อเสื้อแพงนี่หว่า แค่ตัวเรากับเสื้อยืดผ้าดี ๆ ราคาย่อมเยาก็โคตรคูลได้เหมือนกัน ดึงข้อซะ ถ้าอยากได้ร่างแบบ V-Shape “ดึงข้อ” คือท่าออกกำลังกายที่ผู้ชายทุกคนควรเซ็ตไว้ในโปรแกรม เพราะว่ามันเป็นการฝึกที่ครอบคลุมกล้ามเนื้อช่วงบนของร่างกายแทบทั้งหมด ได้ออกแรงดึงตัวเองที่น้ำหนักไม่เบาเลยต้านแรงโน้มถ่วงโลก พุ่งเป้าไปที่กล้ามเนื้อหลังและ Biceps (หน้าแขน) และเหตุผลที่เราอยากให้ฝึกกันก็เพราะว่าการฝึกท่านี้เป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายของเรามีลักษณะ V-Shape ดั่งที่ชายหลายคนอยากได้ และมันจะดูดีมากเวลาสวมใส่เสื้อยืด ส่วนวิธีการนั้นไม่ยากแต่ก็หนักหน่อยนะสำหรับผู้เริ่มต้น ถ้าเป็นท่าดึงข้อมาตรฐานมือทั้ง 2 ข้างต้องค่อนข้างห่างกัน ดึงตัวขึ้นให้คางพ้นบาร์ พยายามควบคุมตัวให้ตรง แล้วค่อย ๆ ปล่อยตัวลงจนแขนเกือบตึง ก่อนดึงตัวขึ้นไปอีกครั้ง ฝึก


