หลังจากผ่านเวลามา 20 ปี นับตั้งแต่การถือกำเนิดของ Planet Ocean รุ่นแรก จนมาถึงในปีนี้ OMEGA พร้อมแล้วที่จะพาทุกคนดำดิ่งสู่ตำนานบทใหม่ของ Planet Ocean เจเนอเรชั่นที่ 4 กับการยกเครื่องครั้งใหญ่ ทั้งงานดีไซน์ และการอัปเกรดเทคนิคให้เหนือชั้นกว่าเดิม แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA แห่งการสำรวจมหาสมุทรอันเป็นเอกลักษณ์จาก Seamaster พร้อมถ่ายทอดผ่าน 3 สีหลัก 7 รุ่น ทั้งสี ส้ม ดำ น้ำเงิน ที่สามารถเลือกแมทช์สไตล์ได้ทั้งสายสเตนเลสสตีลและสายยาง และต้องบอกว่าความยิ่งใหญ่ของการปรับโฉมครั้งนี้ คือจุดเริ่มต้นแห่งการเฉลิมฉลองอย่างอลังการ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Yifang ที่นครฉงชิ่ง ประเทศจีน สถานที่ซึ่งผสมผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ากับเสน่ห์ของสายน้ำ สะท้อนถึงคอนเซ็ปต์ของ Planet Ocean ออกมาได้อย่างชัดเจน งานเปิดฉากขึ้นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ทอแสงสีทองกระทบกับผิวน้ำ สะท้อนสู่งานเฉลิมฉลองที่อาบไล้ไปด้วยประกายสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ของ OMEGA และตอกย้ำถึงธีมสีของคอลเลคชั่นใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การสะท้อนความงามของ Planet Ocean รุ่นหน้าปัดสีส้มที่มาพร้อมหลักเลขอารบิกสีส้มด้านและขอบตัวเรือนเซรามิก สุดไอคอนิกเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการคารวะต่อมรดกด้านการสำรวจมหาสมุทรที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของ OMEGA ด้วยเช่นกัน
เมื่อเวลาของปี 2025 หมดลง วงดนตรีชื่อ Cocktail ก็จะกลายเป็นความทรงจำถาวรของแฟนเพลง ช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมด 23 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งวง UNLOCKMEN ชวนมาคุยกับ ‘โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ’ ในวันที่ New Chapter ของชีวิตกำลังมาถึง เวลาและนาฬิกาคือสิ่งที่โอมหลงใหลมาทั้งชีวิต นาฬิกาแต่ละเรือนสะท้อนตัวตน การใช้ชีวิต และความทรงจำที่ต่างกันของเขา บทสัมภาษณ์นี้อาจจะทำให้ช่วงเวลาปัจจุบันของคุณมีความหมายขึ้นไม่มากก็น้อย ** เนื่องจากโอมและตุ้ยเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน บทสัมภาษณ์นี้อาจจะมีการใช้คำไม่ทางการและไม่สุภาพไปบ้าง เพื่ออรรถรสที่สนุกที่สุดของบทความ ** Tui : จำนาฬิกาเรือนแรกในชีวิตของโอมได้มั้ย Ohm : เรือนแรกที่ได้ใส่คือนาฬิกายี่ห้อ Guess (Guess Men Blue Round Stainless Steel Dial) ครับ Tui : ตอนอายุประมาณเท่าไหร่ Ohm : ตอนนั้นอยู่ ป.4 Tui : เป็นนาฬิกาที่เลือกซื้อเองเลยรึเปล่า Ohm : ไม่ครับ
น่าจะเป็นการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ของ Omega ที่จังหวะดีมากใน Olympic ครั้งนี้ เป็นโมเดลใหม่ที่เห็นพร้อมกันทั้งโลกบนข้อมือของ Armand Duplantis นักกีฬากระโดดค้ำถ่อทีมชาติ Sweden ผู้คว้าเหรียญทองพร้อมทำลายสถิติ Olympic และสถิติโลกด้วยความสูง 6.25m ขณะที่กำลังฉลองความสำเร็จ เราได้สังเกตเห็นนาฬิกา Omega ที่ดูแปลกตาอยู่บนข้อมือของ มอนโด ดูพลานติส ก่อนจะรู้ว่านั่นคือ Omega Seamaster Aqua Terra 150m Titanium Ultra Light รุ่นใหม่ที่ยังไม่ได้เผยโฉมอย่างเป็นทางการที่ไหนมาก่อน ตัวเรือนขนาด 41mm หนา 13.5mm ผลิตจาก sand-blasted Gamma Titanium มีคุณสมบัติที่แข็งแรงและเบากว่า Grade 5 Titanium เช่นเดียวกับ bezel, caseback และ crown แบบ tuck-in หน้าปัดสีฟ้า blue anodized titanium dial แต่งลวดลายเส้นแนวนอน
หมุนเข็มวินาทีตีเวลากลับไปตอน ปี 1949 ความงาม มนต์เสน่ห์ ความหลงใหล คือคำนิยามที่ใช้เรียกถึงเรือนเวลารุ่นหนึ่งของ OMEGA ที่มีชื่อว่า ‘Trésor’ เรือนเวลาซึ่งถูกให้ความหมายเอาไว้ว่า ‘ขุมสมบัติ’ ที่ซ่อนอยู่ในตัวนาฬิกา เวลาล่วงเลยผ่านไปจากช่วงเวลาข้างต้นหลายร้อยชั่วโมงต่อมา ชื่อของ Trésor มีความหมายเปลี่ยนไปอีกครั้ง ด้วยการใช้อธิบายถึงรูปทรงอันสง่างามของเรือนเวลาในรุ่นต่อจากโมเดลแรก มีการประดับด้วยเพชร ดีไซน์ด้วยตัวเลขโรมัน วางให้มีไซส์เล็กกระทัดรัดลง ตกแต่งด้วยสิ่งต่าง ๆ มากมาย และแล้ววันแห่งความรักปี 2024 นี้ ชื่อของ Trésor จะสะกดให้ทุกสายตาให้ตกอยู่ในภวังค์อีกครั้ง กับเรือนเวลารุ่นล่าสุด OMEGA Mini Trésor ที่มีทั้งหมดถึง 5 รุ่น ประกอบขึ้นจากวัสดุสุดเลิศหรู ซึ่งจะนิยามคำว่า ‘มนต์เสน่ห์’ ใหม่อีกครั้งนึง OMEGA Mini Trésor มาด้วยขนาดกระทัดรัด 26 มม. ซึ่งเป็นไซส์ที่ถูกวางมาแล้วว่าเมื่ออยู่บนข้อมือจะทำให้ทั้งคนสวมใส่และคนที่มองรู้สึกถึงความละเอียดอ่อนอันแบบบางของรุ่นนี้ หน้าปัดถูกประดับอย่างแววาวด้วยเพชรโอบร้อมลอบเรียงเม็ดเป็นรูปทรงเว้าโค้ง (Diamon Curves) เข้าคู่กันไปอย่างดีกับตัวเลขหลักโรมัน พลิกดูที่ฝาหลังของทุกรุ่นจะเห็นงานดีไซน์ดอกไม้ ‘Her Time’
เผลอแป้ปเดียว Omega Dark Side of the Moon ก็มีอายุครบ 10 ปีแล้ว เผยโฉมครั้งแรกในปี 2013 สำหรับ Speedmaster โทนสีดำล้วนสุดเท่ซึ่งมีปล่อยออกมาหลายรุ่น และในโมเดลอัพเดทใหม่นี้ก็ผ่านการปรับรายละเอียดที่น่าสนใจบนพื้นฐานของ Speedmaster Dark Side of the Moon Apollo 8 ตัวเรือนยังคงมีขนาด 44.25 mm black ceramic case หน้าปัดสวยงามด้วยการออกแบบกึ่ง skeletonized และ Moon-textured plates ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก DSOTM Apollo 8 ตัดกับเข็มและชื่อรุ่นสีเหลืองบนหน้าปัดได้อย่างสวยงาม โดยฝั่งด้านหน้าจะโชว์พื้นผิวดวงจันทร์ที่เรามองเห็นได้จากโลก และด้านหลังจะเป็นด้านที่มืดกว่าของดวงจันทร์ สะท้อนมุมมองที่นักบินอวกาศของ Apollo 8 ได้เห็นขณะปฏิบัติภารกิจในปี 1968 และที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นนี้ก็คือเข็มทรง Saturn V rocket บน small seconds ที่ผลิตจากวัสดุ
เมื่อปฏิทินเปลี่ยนผ่านมาถึงหน้าสุดท้ายของปี ทุกคนคงสัมผัสได้ได้ถึงบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุขและการเฉลิมฉลอง กับเทศกาลแห่งการให้ ส่งต่อของขวัญแทนความรู้สึกแก่คนสำคัญ วันนี้เราจึงอยากแนะนำไอเดียของขวัญทรงคุณค่า อย่างเรือนเวลาสุดพิเศษจาก OMEGA ซึ่งแต่ละเรือนต่างมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร โดดเด่นด้วยตัวตน สไตล์ และวัสดุที่น่าหลงใหล เปรียบได้กับเกล็ดหิมะที่เมื่อขยายดูโครงสร้างภายในจะพบกับเสน่ห์ของรูปทรงที่แตกต่าง รับรองว่าแต่ละรุ่นแต่ละเรือนคือของขวัญที่เหนือกาลเวลา พร้อมเติมเต็มความสุขที่สมบูรณ์แบบทั้งผู้ให้ และผู้รับแน่นอน เริ่มต้นที่เรือนแรกกับ OMEGA Seamaster Diver 300M ตัวเลือกคลาสสิก ในฐานะของขวัญสำหรับผู้รักการเดินทางและการผจญภัย กับคุณสมบัติสุดแกร่งผสานดีไซน์งดงาม สามารถติดตามผู้สวมใส่ไปได้ทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นห้องประชุม, งานเลี้ยง, ลุยป่าเขา หรือแม้กระทั่งในมหาสมุทร ผลิตในสวิตเซอร์แลนด์ทว่าพร้อมที่จะไปทุกแห่งหน นาฬิกาขนาด 42 มม. รุ่นตัวเรือนที่ผลิตจากสแตนเลสสตีลและทอง Sedna™ 18K นี้มาพร้อมกับหน้าปัดและขอบตัวเรือนที่ผลิตจากเซรามิกสีดำ โดดเด่นด้วยรายละเอียดระดับไอคอนิกอย่างลวดลายคลื่นอันโด่งดังและเข็มนาฬิกาแบบฉลุ สำหรับ OMEGA De Ville Prestige ที่ได้มีการปรับเส้นสายงานออกแบบให้มีรูปลักษณ์ที่บริสุทธิ์และเพรียวบางมากขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ก็ยังคงติดอันดับคอลเลกชันของขวัญที่เจิดจรัสอยู่เสมอมา ทั้งในรุ่นขนาด 34 มม. ที่ผลิตจากวัสดุสเตนเลสสตีลและทอง Sedna™ 18K มาพร้อมกับหน้าปัดเปลือกหอยมุกซึ่งดูคล้ายกับหิมะที่โปรยปราย รวมไปถึงเรือนเวลา De
กว่าจะขึ้นแท่นตำนานเจ้าสมุทรของ OMEGA ในทุกวันนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นของ Seamaster ต้องย้อนไปในปี 1932 ซึ่ง ณ ขณะนั้นชื่อของ Seamaster ยังไม่ถูกกล่าวขาน แต่เป็นปีที่โลกได้รู้จักกับบรรพบุรุษของ Seamaster อย่าง OMEGA “Marine” เรือนเวลาที่มาจากฝันอันทะเยอทะยานในการสร้างนาฬิกาที่มีเทคโนโลยีสำหรับใช้งานใต้น้ำ เพียบพร้อมไปด้วยนวัตกรรมที่สามารถนำนักสำรวจให้ดิ่งลึกไปยังโลกเบื้องล่างที่ไม่มีใครรู้จัก นอกจากนี้ “The Marine” ยังครองตำแหน่งนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของโลกที่วางจำหน่ายให้แก่พลเรือน ถือเป็นการปูเส้นทางให้กับอนาคตของนาฬิกาดำน้ำ ก่อนที่ OMEGA จะให้กำเนิด Seamaster ในปี 1948 หลังจากผ่านมา 16 ปี ก็ได้เวลาที่ประวัติศาสตร์ของ Seamaster เริ่มต้นจารึกเรื่องราวปฐมบท เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 1945 ทาง OMEGA ได้ใช้เวลาหลังจากนั้นร่วม 3 ปี ในการนำความรู้ทางการทหารจากประสบการณ์การสนับสนุนเครื่องบอกเวลาให้เหล่านักบินของกองทัพอากาศ และราชนาวีแห่งสหราชอาณาจักรมากกว่า 110,000 เรือน มาประยุกต์ให้เป็นคอลเลกชั่นเรือนเวลาสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน และผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิกา OMEGA Seamaster ซึ่งเปิดตัวในปี 1948
หากเอ่ยถึงชื่อ Speedmaster หนึ่งในซีรีส์นาฬิการะดับไอคอนิกจาก OMEGA เชื่อว่าบรรดาผู้หลงใหลในเรือนเวลาส่วนใหญ่คงมีภาพจำถึงเรื่องราวการประกาศศักดาให้โลกจารึกในฐานะ Moonwatch นาฬิกาที่ถูกสวมโดยนักบินอวกาศ Neil Armstrong และ Buzz Aldrin ผู้ฝากรอยเท้าเล็ก ๆ ที่สุดแสนจะสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์มวลมนุษยชาติลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ในเดือนกรกฎาคม ปี 1969 แต่สำหรับสาวก Speedmaster อีกจำนวนไม่น้อยคงรู้กันดีว่า เดิมทีนาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อพิชิตดวงจันทร์ หากแต่ชื่อ Speedmaster ยังประกาศก้องถึง DNA แห่งความเร็วที่ชัดเจนเข้มข้นจนแทบไม่ต้องเสียเวลาตีความ นับย้อนไปตั้งแต่ปี 1957 ช่วงเวลาที่ปฐมบทของเรื่องราวแห่ง Speedmaster จาก OMEGA ได้เริ่มต้นด้วยเรือนเวลาที่มาพร้อมเข็มบอกทิศทางแบบ Broad Arrow รูปทรงหัวลูกศรสุดโดดเด่น และยังเป็นนาฬิกาข้อมือ Chronograph แบบแรกที่นำสเกล Tachymeter หรือมาตรวัดความเร็วมาไว้บนขอบตัวเรือน เพื่อจุดประสงค์สำหรับใช้งานในวงการ Motorsport เรียกได้ว่าก่อนจะไปโลดแล่นบนดวงจันทร์ เหล่านักแข่งรถ ช่างเทคนิค รวมถึงทีมงานในสนามประลองความเร็ว ต่างก็เคยประทับใจในความทนทาน, ประสิทธิภาพ รวมถึงงานดีไซน์ของ Speedmaster มาแล้ว จากวันนั้นถึงวันนี้ชื่อของ Speedmaster
หากเอ่ยถึงชื่อ Speedmaster ’57 แฟน ๆ OMEGA หลายคนน่าจะรู้กันดีว่านี่คือเรือนเวลาที่ถูกรังสรรค์ขึ้นมาเพื่อสะท้อนความเป็น Sport and Racing Watch ของตระกูล Speedmaster ซึ่งส่งต่อตำนานการบอกเวลาอันยอดเยี่ยมมาตั้งแต่ปี 1957 ล่าสุด OMEGA ก็พร้อมเผยโฉมรุ่นใหม่จากคอลเลคชั่น Speedmaster ’57 และยังได้นักแสดงชื่อดังจากสองฝั่งทวีปทั้ง ‘จอร์จ คลูนีย์’ และ ‘ฮยอนบิน’ มาร่วมกันเฉิดฉายในโฆษณาเรือนเวลาคอลเลคชั่นนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าทั้งคู่คือส่วนผสมที่เติมเต็มภาพลักษณ์ทั้งสองด้านของโครโนกราฟอันโด่งดัง คลูนีย์สื่อถึงสไตล์ที่คลาสสิกและตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับแคมเปญ อีกทั้งเป็นการตอกย้ำถึงสายสัมพันธ์ที่เขามีมาอย่างยาวนานกับ OMEGA ในขณะที่ดาราดาวรุ่ง ฮยอนบิน นั้นมาด้วยความเท่และจิตวิญญาณแห่งยุคสมัยใหม่ที่ประกาศก้องถึงการพัฒนาของ Speedmaster ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง เช่นเดียวกับนาฬิกา Speedmaster ’57 ที่เป็นตัวแทน DNA การออกแบบดั้งเดิมของ Speedmaster ที่เผยโฉมเมื่อปี 1957 ซึ่งถือกำเนิดมาสำหรับนักแข่งรถและช่างเครื่องรวมถึงทีมงานในสนามประลองความเร็ว เพื่อเป็นการรำลึกถึงต้นกำเนิด คอลเลคชั่น Speedmaster ’57 จึงประกอบไปด้วยนาฬิกาถึงแปดรุ่นใหม่ที่นำเสนอสไตล์ที่เพรียวบาง, หน้าปัดหลากสีสัน, สายนาฬิกาโลหะแบบวินเทจ รวมถึงกลไก Co-Axial Master Chronometer 9906 ชั้นเลิศ
Shaken, Not Stirred คือวลีเด็ดที่ทำให้นึกถึงใครไม่ได้นอกจาก James Bond สายลับมาดเนี้ยบที่มีหมายเลข 007 เป็นโค้ดเนมประจำตัว ผู้ซึ่งมี Vesper Martini สูตรเฉพาะตัวที่ต้องปรุงแบบ ‘เขย่าแต่ไม่คน’ เป็นเครื่องดื่มประจำกาย แต่นอกเหนือจากมาร์ตินี่สูตรพิเศษ สิ่งสะท้อนตัวตนของจารชนเจ้าเสน่ห์ที่สาวกหนัง James Bond อย่างเรา ๆ เห็นเป็นภาพจำมาตลอด หากไม่นับสาวบอนด์สุดสวยที่มีให้หนุ่ม ๆ ได้ปลื้มในทุกภาค ก็คงหนีไม่พ้นสูทสั่งตัดอย่างดี, รถ Aston Martin คู่ใจ, แกดเจ็ตล้ำ ๆ จาก Q รวมไปถึงนาฬิกาข้อมือ ไอเทมสำคัญที่เพิ่มความภูมิฐานให้สายลับ 007 คนเก่งคนนี้ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งเราเชื่อเหลือเกินว่า OMEGA Seamaster เรือนงาม ซึ่ง James Bond คนที่ 5 ที่รับบทโดย Pierce Brosnan สวมใส่ในการถ่ายทำตอน GoldenEye น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้หลงใหลในเรือนเวลาทั่วโลกต่างหันมาจับจ้อง และอยากที่จะครอบครองไอเทมประจำข้อมือของสายลับขวัญใจมหาชนคนนี้ และเนื่องในโอกาสที่


