หลังจากอภิมหาคอลเลคชั่นแห่งปีอย่าง SUPREME x Louis Vuitton ดูเหมือนว่าแฟชั่นโอต์กูตูชั้นสูงที่ดูเหมือนจะเข้าถึงยาก จะเริ่มโอนอ่อนผ่อนตามกระแสสตรีทแฟชั่นที่มาแรงจนไม่อาจต้านทานไหวอีกต่อไป เพราะอะไรที่ไม่เคยทำ ก็ยอมลดราวาศอก เพื่อเดินทางมาบรรจบกันที่ตรงกลางของเทรนด์โลกในปัจจุบัน สำหรับสิ่งที่ Kim Jones อาร์ติส ไดเรคเตอร์ของ Louis Vuitton ได้เรียนรู้จากคอลเลคชั่น SUPREME x Louis Vuitton ถือว่ามีไม่น้อย เพราะเขาได้ปฎิวัติอุตสาหกรรมแฟชั่นไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ปล่อยให้กระแสที่ตัวเองสร้างขึ้นผ่านเลยไปเพียงแค่หนึ่งซีซั่นโดยเปล่าประโยชน์ เพราะหลังจากการร่วมงานในครั้งนั้น Kim Jones หัวเรือใหญ่ของแบรนด์กูตูร์ระดับตำนานของฝรั่งเศส ยังคงดำเนินรอยตามวิถีของสตรีทแวร์ส่งผลงานที่เป็นคอลเลคชั่นเสื้อผ้าออกมาเอาใจคนหมู่มากกว่าที่เคย จึงไม่น่าแปลกใจหากในตอนนี้ Louis Vuitton จะเป็นแบรนด์ที่ร้อนแรงที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก โดยใน spring /summer 18 ก็เป็นครั้งแรกอีกเช่นกันที่ Kim Jones และLouis Vuitton เตรียมสร้าง Pop-up shop ซึ่งเป็นกลยุทธ์เดียวกับที่แบรนด์สตรีทแวร์ชอบทำกัน เพื่อเดินทางไปขายสินค้า limited edition ตามสถานที่ต่าง ๆ ในรูปแบบ Traveling Pop-up
การเลือกโทนสีเสื้อผ้าให้เหมาะกับสีผิวนั้น เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญในการแต่งตัวออกมาให้ดูดี เพราะถ้าเกิดคุณเป็นคนผิวขาวมาก ๆ และยิ่งใส่เสื้อผ้าที่ทำให้ดูซอฟ์ทลง อาจจะเป็นการเน้นย้ำความขาวจนออกไปทางซีด ให้คนอื่นพาลคิดได้ว่าคุณกำลังป่วยอยู่หรือเปล่า ซึ่งจริง ๆ แล้ววิธีการเลือกโทนเสื้อผ้านั้นไม่ใช่เรื่องยากสลับซับซ้อนอะไรอย่างที่คิด เพียงแค่คุณต้องรู้จักพิถีพิถันใส่ใจกับไอเทมต่าง ๆ สักนิดหนึ่ง โดยก่อนอื่นต้องมาสำรวจร่างกายว่าอยู่ในลักษณะใด แต่ถ้าใครเกิดยังไม่รู้ต้องเลือกยังไง วันนี้ทีมงาน UNLOCKMEN หาวิธีการเลือกสีของเสื้อผ้าเพื่อให้เหมาะกับสีผิวตัวเองมากที่สุดมาฝากกัน สีผิวนั้นส่งผลกับการแต่งตัวในระดับหนึ่ง มันไม่เกี่ยวกับว่าคุณจะมีสีผิวขาวสว่าง หรือจะผิวเข้มขนาดไหน แต่มันคือการที่เรารู้จัก Balance สีผิวโทนเย็น และโทนอุ่นของตัวเรา ซึ่งการแต่งกายก็เหมือนกับการถ่ายภาพ เพราะอารมณ์จากสีเสื้อผ้าพอมันมาตกอยู่กับผิวก็จะให้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป เหมือนสีของภาพถ่ายที่โทนเปลี่ยน อารมณ์ก็เปลี่ยน สังเกตเส้นเลือดบริเวณข้อมือ ก่อนอื่นเราจะต้องทำความรู้จักกับสีผิวของตัวเองเสียก่อน ซึ่งหลายครั้งเราอาจจะคุ้นเคยกับการเรียกแบบเหมารวมอย่างเช่น ผิวขาว ผิวเหลือง ผิวเข้ม โดยอันที่จริงแล้ววิธีการเรียกแบบนี้ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง 100 % เนื่องจากการแบ่งแยกตามนี้มักจะมีข้อโต้เถียงมากมาย ขาวแบบไหน คล้ำประมาณไหน ดังนั้นตามหลักแล้วสีผิวของมนุษย์เราสามารถแบ่งออกได้เพียงสามเฉดดังต่อไปนี้ Cool tone หรือเรียกว่าคนผิวโทนเย็น วิธีการให้เราสังเกตที่บริเวณเส้นเลือดใหญ่ของข้อมือจะมีสีน้ำเงิน และสีม่วง โดยผิวของคนผิวโทนเย็นจะเป็นสี ชมพู แดง ซึ่งผิวแบบนี้ไม่ค่อยมีในผู้ชายไทยเท่าไหร่นัก ใครมีถือว่าเป็นแรร์ไอเทมมาก ๆ Warm Tone หรือสีโทนอุ่น
GEL-NIMBUS ถือเป็นรองเท้าซีรี่ส์รุ่นแรก ๆ ที่ถูกออกแบบมาสำหรับนักวิ่งที่มีระยะทางไกล โดยรองเท้ารุ่นนี้ได้รับความนิยมยาวนานถึง 20 ปี และเนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปี ทาง ASICS จึงถือโอกาสเปิดตัวแนะนำคอลเลคชั่นใหม่ในนามว่า GEL-NIMBUS 20 ซึ่งเป็นที่เล่าขานว่าเป็นรองเท้าวิ่งรุ่นที่เบาที่สุดในตระกูล Nimbus ที่ผ่านมา และสิ่งที่พิเศษสุดสำหรับคอลเลคชั่นนี้คือการออกแบบเพื่อรองรับแรงกระแทกอย่างดีเยี่ยม เหมาะสำหรับผู้รักการวิ่งทั้งระยะสั้น และระยะยาวเลยทีเดียว สำหรับฟังก์ชั่นเด่นของ GEL-NIMBUS 20 คือ ความรู้สึกสบายเท้าในทุกก้าววิ่ง ด้วยนวัตกรรมการรองรับทุกแรงกระแทก เพื่อเสริมความมั่นใจ และพาคุณเข้าสู่จุดปลายทางได้อย่างสวยงาม ครบถ้วนทั้งประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม ในวันนี้ GEL-NIMBUS ถือเป็นหนึ่งในตำนานของรองเท้าวิ่งระยะไกลที่รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และเลื่องลือในความนุ่มสบายด้วยแผ่นรองรับแรงจากนวัตกรรมของ FlyteFoam ที่ผสมผสานเข้ากับเจลในส่วนบริเวณส้นเท้าออกแบบโดยเฉพาะ GEL-NIMBUS 20 รองรับการกระแทกที่มีประสิทธิภาพสูง และอีกหนึ่งนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ผนวกเข้ากับคอลเลคชั่นนี้คือ Gradient Jacquard Mesh คือการออกแบบ 3 มิติ เพื่อส่งเสริมการออกแบบที่ลงตัว และพิถีพิถันให้ความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์น่าสวมใส่ แต่ก็ไม่ละเว้นการใส่ใจในด้านประสิทธิภาพในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นความนุ่มเบา สบาย สามารถใส่วิ่งหรือทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างคล่องแคล่ว ช่วยปกป้องเท้าคุณจากการบาดเจ็บ ทั้งยังมีการระบายอากาศที่ดี ไม่ทำให้เกิดปัญหากลิ่นอับ
สำหรับนักลงทุน หรือผู้ที่พอจะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของตลาดซื้อขายหุ้น อาจจะคุ้นหูกับคำว่า “Panic Buying” หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า อาการลนลานเมื่อเห็นราคาตลาดกำลังพุ่งแรง หรือดิ่งจนน่าตกใจก็รีบซื้อหรือขายหุ้นมั่วซั่วโดยไม่ได้ผ่านการเช็ค และตรวจสอบพื้นฐานอย่างถี่ถ้วน สุดท้ายกลายเป็นขายหมู หรือเป็นเม่าชั้นดีติดดอยหนาวเหน็บกันไปก็หลายราย ซึ่งไอ้คำว่า Panic Buying ก็ไม่ได้ถูกบัญญัติใช้เฉพาะวงการหุ้นเพียงอย่างเดียว เพราะมันได้กลายเป็นแนวคิดทางจิตวิทยาอย่างหนึ่ง ที่แม้กระทั่งตามตลาดนัดเองก็ยังมีการนำมาใช้ ลองคิดภาพ mc สาวสวยถือไมค์ประกาศว่า “นาทีทอง สินค้าชิ้นเดียวเราไม่ขาย เราขายสินค้าสองชิ้นในราคาชิ้นเดียว 1 แถม 1 กันไปเลย !!” โดยอันที่จริงแล้วสินค้าดังกล่าว อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งของที่ตัวเราต้องการเลยก็ได้ เพียงแต่ด้วยกลยุทธ์ที่ออกมาล่อตาล่อใจ จนทำให้เราต้องใช้จ่ายเงินแบบที่เรียกว่า Panic Buying ทำให้สูญเสียเงินไปไม่ใช่น้อย แต่ถ้าจะเล่าอาการของ Panic Buying ให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นตามแบบทฤษฎี คือการที่ผู้บริโภคต้องตัดสินใจซื้อของบางอย่าง ภายใต้ความกดดัน ไม่ว่าจะเป็นกรอบของเวลา การบีบคั้นด้วยจำนวนสินค้าที่จำกัด หรือสถานการณ์บังคับ จนทำให้นักช็อปปิ้งส่วนใหญ่รู้สึกตื่นตระหนก สูญเสีย และให้ความสำคัญกับการจับจ่ายช่วงเวลาดังกล่าวอย่างมาก เพราะกลัวจะพลาดโอกาสนี้ไป นอกเหนือจากนี้อาการ Panic Buying ยังส่งผลต่อการตัดสินซื้อที่ขาดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนอีกด้วย โดยเรามีตัวอย่าง 2 กรณีเกี่ยวกับ Panic Buying
เชื่อว่าผู้ชายหลายต่อหลายคน ต่างก็หลงใหลในเสน่ห์แห่งท้องทะเล กับความงดงามของผืนน้ำสีครามที่ส่องประกายระยิบระยับยามเกลียวคลื่นต้องกับแสงแดด รวมถึงผืนทรายขาวละเอียดทอดตัวยาวไกลสุดสายตา และแน่นอนว่าการได้มีโอกาสออกไปล่องเรือยอร์ช ปล่อยใจให้ว่าง เพื่อดื่มด่ำบรรยากาศ สูดกลิ่นอายทะเล คือกิจกรรมในวันพักผ่อนที่ผู้ชายอย่างเรา ๆ ยากที่จะปฏิเสธ ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกของการใช้ชีวิตอิสระ ท่องไปยังท้องทะเลกว้างใหญ่นั้น เป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ถูกถ่ายทอดมาสู่อีกหนึ่งสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น Key Piece ชิ้นสำคัญคู่กายผู้ชายแทบทุกคน แทบทุกโอกาส นั่นก็คือนาฬิกา ที่ไม่ได้เป็นแค่เครื่องบอกเวลา แต่มันคือเรือนเวลาที่บ่งบอกตัวตนของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตัวแทนแห่งท้องทะเลที่เราพูดถึงนั่นก็คือ OMEGA Seamaster Aqua Terra 15 YEARS OF AQUA TERRA เรือนเวลา Aqua Terra เป็นสมาชิกใหม่ของตระกูล Seamaster ซึ่ง Seamaster นั้นถือเป็นอีกหนึ่งซีรีส์นาฬิกาของ OMEGA ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และมีเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์มายาวนานกว่า 69 ปี ส่วนน้องใหม่อย่าง Aqua Terra นั้นถูกเปิดตัวออกมาให้โลกได้ยลโฉมเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2002 หรือ 15 ปีมาแล้ว ชื่อของ Aqua
ในช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ทีมงาน UNLOCKMEN ได้มีโอกาสคุ้ยกองหนังเก่า ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ในลังเก็บของกลับมาดูอีกครั้ง เนื่องจากว่างและไม่มีโปรแกรมเดินทางไปไหน จนกระทั่งไปพบ DVD ฝุ่นจับที่ยังคงมีป้ายลดราคาติดอยู่บนกล่องสีดำคุ้นตา นั่นคือ Romeo + Juliet เวอร์ชั่นปี 1996 ที่เป็นการดัดแปลงมาจากวรรณกรรมสุดอมตะของ William Shakespeare ในชื่อเดียวกัน ซึ่งต้องขอยอมรับตามตรงว่าก่อนหน้านี้ เราเคยอ่านบทวิจารณ์มามากมายเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้จดติดภาพว่าเป็นหนังรีเมคธรรมดา แถมเสียงวิจารณ์ค่อนข้างไปทางแย่เสียด้วยซ้ำ ในเรื่องของตัวบท เพราะสำหรับคอหนัง ที่ไม่ชอบอาจจะงงได้ว่าหนังพยายามที่จะดัดแปลงโครงเรื่องให้เข้าใจง่ายขึ้น แต่ดันใส่ภาษาแบบ Shakespeare แบบจัดเต็ม จนคิดว่านั่งเรียนกลอนกวีแบบชาวบ้านทั่วไปไม่เข้าใจกัน แต่เชื่อหรือไม่ว่าพอเรานำกลับมาชมอีกครั้ง ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะสอบตกในเรื่ององค์ประกอบในการเล่าเรื่อง และตีความต่างจากวรรณกรรม *(สำหรับบางคน) แต่ในแง่ขององค์ประกอบศิลป์ต้องบอกเลยว่า Romeo + Juliet เวอร์ชั่นของ Baz Luhrmann สอบผ่านฉลุย เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องโทนภาพ สไตล์การแต่งตัวแบบ hyper-colorful ทุกอย่างถูกอัดแน่นอย่างลงตัว จนทำให้ Romeo + Juliet ที่นำแสดงโดย Leonardo Dicaprio และ Claire Danes เต็มไปด้วยความฉูดฉาด และเป็นแรงบันดาลใจชั้นดีของศิลปะสมัยใหม่ แฟชั่น
สำหรับเหล่าสาวกผู้คลั่งไคล้สีครามของกางเกงยีนส์ดิบ ๆ ทุกคน มักจะเจ็บปวดราวกับว่าโลกทั้งใบของพวกเขาแตกสลายลงไปเรียบร้อยแล้ว หรือบางคนอาจจะโกรธจัดถึงขั้นผิดใจกับใครสักคนได้ง่าย ๆ ถ้าหากว่ามีใครก็ตามที่อยู่ดี ๆ มาหยิบเอากางเกงยีนส์ที่กำลังปลุกปั้นกำลังได้ที่ ไปโยนลงไว้ในเครื่องซักผ้า พร้อมทั้งจัดการเทแฟ้บอย่างเอาใจใส่ ผสมน้ำยาปรับผ้านุ่มไปให้อีกด้วย ไอ้ความหวังดีเหล่านี้แหละ ที่ทำให้นักปั้นยีนส์ทั้งหลาย อยากจะคว้ากางเกงยีนส์มารัดคอคนทำซะให้ตายรู้แล้วรู้รอดกันไปเลยทีเดียว ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ มีความเชื่อต่อ ๆ กันมาว่า กางเกงยีนส์ที่เขากำลังปั้นอยู่นั้น ห้ามซักอย่างเด็ดขาด ไม่อย่างนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาตอนสุดท้าย จะกลับกลายจากกางเกงยีนส์ที่มีริ้วรอยดึงดูสายตา ให้ไร้ค่ากลายเป็นกางเกงยีนส์ซีด ๆ แห้ง ๆ ตัวหนึ่งเท่านั้นเอง โดยเฉพาะนักปั้นยีนส์ตัวจริงทั้งหลาย ที่เน้นปันแต่สายยีนส์ดิบ หรือ Raw Jeans ด้วยแล้ว การซักกางเกงยีนส์ถือว่าเป็นอะไรที่อัปมงคลกับชีวิต และกางเกงของพวกเขาเป็นอย่างมาก เพราะในกระบวนการซักนั้น มันมีหลายกลไกที่ทำให้สีของยีนส์หลุดลอกออกไปอย่างที่ไม่ควรจะเป็น ทำให้การ Fade ของยีนส์ตัวนั้น ๆ ไม่ขึ้นริ้วขึ้นรอยที่สวยงาม แถมยังมีสีที่ซีด และเนื้อผ้าที่เหี่ยวปวกเปียกสวมใส่แล้วรู้สึกว่า ไม่ได้ทรงอีกด้วย แต่ก็มีคนจำนวนมากเช่นกัน ที่เดิมทีตั้งใจที่จะใส่ยีนส์ไปนาน ๆ จนได้ที่ แล้วจึงค่อยนำไปซักตามตำรา แต่ด้วยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน หรืออาจจะด้วยกลิ่นที่ทำให้ต้องกลั้นหายใจทุกครั้งที่ใส่ เริ่มเบียดเบียนชีวิตมากเกินไปจนเสียความตั้งใจในตอนแรก
นอกเหนือจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย นาฬิกาก็ถือเป็นอีกไอเทมที่สามารถบ่งบอกสไตล์ของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี และสำหรับผู้ชายสายครีเอทีฟทั้งหลาย ที่ดำรงอาชีพเป็นนักคิด นักเขียน ช่างภาพ กราฟิก สถาปนิก ผู้กำกับ นักออกแบบ ฯลฯ เราเชื่อว่ามีอยู่จำนวนไม่น้อย ที่นิยมชมชอบในวิถีมินิมัลและแสดงออกมาผ่านเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ ที่มีดีไซน์เรียบง่าย สีสันไม่ฉูดฉาด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความง่ายในการหยิบจับมาสวมใส่ ดูดีได้โดยไม่ต้องคิดอะไรมากมาย เป็นการเซฟพลังสมองเอาไว้ใช้คิดงาน สร้างสรรค์ไอเดีย แทนที่จะต้องมาเหนื่อยวุ่นวายมิกซ์ แอนด์ แมทช์ เสื้อผ้าสำหรับการแต่งตัวในแต่ละวัน ซึ่งในวันนี้เราก็มีไอเทมแนะนำ สำหรับประดับลงบนข้อมือของผู้ชายสายมินิมัล กับ ISSEY MIYAKE GLASS WATCH นาฬิกาดีไซน์เรียบ แต่ไม่ง่าย ด้วยขั้นตอนการผลิตออกแบบที่ซับซ้อน จากวัสดุโปร่งแสง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Glass Blog อีกทั้งยังเป็นการร่วมงานครั้งล่าสุดระหว่างแบรนด์ ISSEY และ Tokujin Yoshioka ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ที่ฝากฝีไม้ลายมืองานออกแบบกับแบรนด์ระดับโลกมาแล้วมากมาย และมีผลงานร่วมกับ ISSEY มายาวนานกว่า 20 ปี โดยจุดเด่นในการสร้างงานของเขา คือการที่เขามักจะเลือกนำเอาสิ่งต่าง ๆ ใกล้ตัว มาเพิ่มความน่าสนใจโดยมุ่งเน้นไปที่ความรู้สึกของมนุษย์เป็นหลัก
นับเป็นความโชคดีของเหล่าหนุ่ม ๆ ขาช้อปในปัจจุบันที่ศูนย์กลางแฟชั่นของโลกได้ขยับเข้ามาอยู่ใกล้ตัวเรามากยิ่งขึ้น ประเทศ เกาหลี และญี่ปุ่น แทบจะกลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญสำหรับผู้ที่หลงใหลในแฟชั่นต่างพาเหรดกันมาจับจ่ายใช้สอยอย่างเมามันส์ ด้วยสินค้าที่หลากหลาย และความเป็นปัจเจคแตกต่างกันด้วยเอกลักษณ์อันชัดเจน จึงไม่น่าแปลกใจหาก โซล และโตเกียว จะเป็นเป้าหมายสำหรับผู้ที่ชื่นชอบแฟชั่นต้องการเดินทางไปช้อปปิ้งสักครั้งให้จงได้ การเดินทางไปยังสองประเทศนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับชาวไทยอีกต่อ แต่หลายคนมักจะมีคำถามว่าหากเราตั้งเป้าจะเดินไปช้อปปิ้งซื้อเสื้อผ้ารองเท้าเพียงอย่างเดียวระหว่างไป เกาหลี และญี่ปุ่น แบบไหนถึงจะคุ้มค่า และเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเรามากกว่ากัน? ซึ่งเราเองก็ไม่สามารถฟันธงได้ว่าแบบไหนที่ดีกว่า เพราะทั้งคู่ต่างมีจุดเด่น จุดด้อยที่ต่างกันออกไป ดังนั้นในวันนี้ทีมงาน UNLOCKMEN จึงขอมาอธิบายลักษณะความแตกต่างของแฟชั่น และย่านช้อปปิ้งระหว่างทั้งสองประเทศมหาอำนาจทางแฟชั่นของเอเชียว่าแบบไหนถึงจะเหมาะ แบบไหนถึงจะโดนใจคุณมากกว่ากัน Seoul เราขอเริ่มต้นที่ประเทศเกาหลีใต้ก่อน จากช่วงหลายขวบปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าพวกเขาเจริญก้าวหน้าทางศิลปะ แขนงต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงแฟชั่นสไตล์การแต่งตัวของหนุ่ม ๆ บ้านเขา จนเราเองไม่สามารถล้อเลียนเหมือนที่ผ่านมาได้อีกแล้ว แฟชั่นของผู้ชายเกาหลีนับว่ามีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น หนุ่ม ๆ เริ่มมีการพลิกแพลงเพิ่มลูกเล่นการแต่งตัว อีกทั้งดีไซน์เนอร์ชื่อดังของพวกเขาเริ่มมีการนำ sub-culture ต่าง ๆ เข้ามาประยุกต์ แม้ส่วนใหญ่จะติดกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นมาพอสมควร แต่ภาพรวมของผู้ชายประเทศเขาจัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากจนควรเอาเยี่ยงอย่าง สำหรับจุดเด่นของการไปช้อปปิ้งที่โซลจากประสบการณ์ที่เราได้สัมผัสมาคือ สินค้าที่นั้นจะมีราคาค่อนข้างถูก แทบจะไม่ต่างกับราคาเสื้อผ้าในไทยเลย แถมที่สำคัญดีไซน์ยังมีความสวยงามทันสมัย แต่จะค่อนข้างอิงกับกระแสโลก อีกทั้งมีแบรนด์จำนวนไม่น้อยที่มีไลน์สินค้าเฉพาะในประเทศเกาหลี ดังนั้นเราจะพบกับไอเทมที่มีความ
สำหรับปี 2017 จัดเป็นอีกหนึ่งปีที่วงการรองเท้า sneakers คึกคักเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากแต่ละแบรนด์จะงัดเอาสุดยอดนวัตกรรมล้ำยุคมาแข่งขันกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันส์ ยังไม่รวมการร่วมโปรเจ็คต์ Collaboration ที่ขยันออกมาเอาใจแฟน ๆ แบบเดือนชนเดือนไม่ให้เก็บเงินไปทำอย่างอื่นกันเลยทีเดียว ซึ่งวันนี้ถือเป็นวาระครบรอบปี ทีมงาน UNLOCKMEN จึงได้จัดอันดับรวมรองเท้าสุดเจ๋งแต่ละประเภท จากการคัดสรรของพวกเรา ที่สุดแห่งนวัตกรรม : Nike HyperAdapt 1.0 อนาคตได้เกิดขึ้นจริงแล้ว เพราะหากย้อนกลับไปราว ๆ 30 กว่าปีก่อนเรามีรองเท้าจากภาพยนตร์เรื่อง Back to The Future ที่พระเอก Marty McFly สวมใส่รองเท้าผูกเชือกเองได้ ซึ่งทาง Nike เองก็พยายามพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถเกิดขึ้นจริงได้ตลอดมา แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเสียที จนกระทั่งหลังจาก 30 ปีแห่งความพยายาม Nike ก็สามารถผลิตรองเท้ากีฬาต้นแบบสมัยใหม่ ซึ่งสามารถปรับเชือกรองเท้าได้แบบอัตโนมัติ รวมถึงมีเซนเซอร์ และแบตเตอรี่มอเตอร์ฝังอยู่ในรองเท้า ในชื่อรุ่นว่า Nike HyperAdapt 1 .0 แม้ว่ารองเท้ารุ่นนี้อาจจะยังไม่ได้มีฟีเจอร์ นอกเหนือจากการปรับเชือกอัตโนมัติ แต่นี้ถือเป็นสุดยอดนวัตกรรมแห่งปี 2017


