กว่าจะขึ้นแท่นตำนานเจ้าสมุทรของ OMEGA ในทุกวันนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องราวจุดเริ่มต้นของ Seamaster ต้องย้อนไปในปี 1932 ซึ่ง ณ ขณะนั้นชื่อของ Seamaster ยังไม่ถูกกล่าวขาน แต่เป็นปีที่โลกได้รู้จักกับบรรพบุรุษของ Seamaster อย่าง OMEGA “Marine” เรือนเวลาที่มาจากฝันอันทะเยอทะยานในการสร้างนาฬิกาที่มีเทคโนโลยีสำหรับใช้งานใต้น้ำ เพียบพร้อมไปด้วยนวัตกรรมที่สามารถนำนักสำรวจให้ดิ่งลึกไปยังโลกเบื้องล่างที่ไม่มีใครรู้จัก นอกจากนี้ “The Marine” ยังครองตำแหน่งนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของโลกที่วางจำหน่ายให้แก่พลเรือน ถือเป็นการปูเส้นทางให้กับอนาคตของนาฬิกาดำน้ำ ก่อนที่ OMEGA จะให้กำเนิด Seamaster ในปี 1948 หลังจากผ่านมา 16 ปี ก็ได้เวลาที่ประวัติศาสตร์ของ Seamaster เริ่มต้นจารึกเรื่องราวปฐมบท เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงในปี 1945 ทาง OMEGA ได้ใช้เวลาหลังจากนั้นร่วม 3 ปี ในการนำความรู้ทางการทหารจากประสบการณ์การสนับสนุนเครื่องบอกเวลาให้เหล่านักบินของกองทัพอากาศ และราชนาวีแห่งสหราชอาณาจักรมากกว่า 110,000 เรือน มาประยุกต์ให้เป็นคอลเลกชั่นเรือนเวลาสำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน และผลลัพธ์ที่ได้คือนาฬิกา OMEGA Seamaster ซึ่งเปิดตัวในปี 1948
เมื่ออาดิดาส ออริจินอลส์ เปิดประตูสู่ความหรูหราอีกระดับ นำรองเท้าสุดคลาสสิกอย่าง STAN SMITH จับคู่กับ BLUE VERSION คอลเลกชันเสื้อผ้าสุดพรีเมียมอีกครั้งในซีซันใหม่ ที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบโจทย์ทุกการสวมใส่ ตั้งแต่ถนนคอนกรีตในเมืองไปจนถึงพื้นดินย่านชนบท พิสูจน์ให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของอาดิดาส ที่พร้อมปรับตัวให้เข้ากับโลกแห่งอนาคตอยู่เสมอ เพื่อตอกย้ำความคลาสสิกอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของรองเท้าโมเดลฮิตตลอดกาลอย่าง STAN SMITH รองเท้ารุ่นนี้จึงได้ถูกนำมาพัฒนาและปรับโฉมใหม่อีกครั้งในคอลเลกชัน FW23 STAN SMITH โดยคู่แรก STAN SMITH CS โดดเด่นด้วยโทนสีที่แตกต่างจากปกติและร่องรอยการตัดเย็บสุดประณีต ในขณะเดียวกัน STAN SMITH LUX ถูกยกระดับด้วยวัสดุและดีเทลสุดพรีเมียม โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์และความซิกเนเจอร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้าเทนนิสไว้ทั้งหมด ตอกย้ำการเป็นแฟชันไอเทมชิ้นสำคัญของรองเท้า STAN SMITH ที่กลับมาโลดแล่นอย่างมีชีวิตชีวาสำหรับคนรุ่นใหม่ สำหรับเสื้อผ้าในคอลเลกชัน BLUE VERSION ได้ผสมสานสุนทรียะสไตล์เรโทรกับกิมมิคในรายละเอียด โดยมีสินค้าหลักในคอลเลกชันเป็นบอดี้สูท เสื้อและกางเกงแทรค Bluebird Montreal ที่เข้าชุดกัน กระเป๋าดัฟเฟิล รวมถึง หมวก เสื้อ และแอกเซสซอรี่อีกมากมาย การเปิดตัว FW23 STAN SMITH STYLED
สาวกเรือนเวลาน่าจะรู้จักกันดีกับกิตติศัพท์ 9S Caliber กลไกจักรกลที่ Grand Seiko แบรนด์นาฬิกาลักซ์ชัวรี่ชั้นนำระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีประวัติยาวนานกว่า 60 ปี ได้ออกแบบและพัฒนาขึ้นใหม่พร้อมเปิดตัวเมื่อปี 1998 และได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ของจุดเริ่มต้นยุคใหม่แห่งการผลิตนาฬิกากลไกจักรกลของ Grand Seiko นับเป็นมาตรฐานของประสิทธิภาพความเที่ยงตรงใหม่ ‘Grand Seiko Standard’ ถูกกำหนดขึ้น โดยเป็นระดับที่เหนือกว่ามาตรฐานที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในอุตสาหกรรมวงการนาฬิกามานานกว่า 25 ปี เนื่องในโอกาสพิเศษแบบนี้ Grand Seiko จึงได้จัดงาน The World of Grand Seiko เพื่อฉลองครบรอบ 25 ปี Grand Seiko 9S Caliber พร้อมเปิดตัว Grand Seiko Pop Up Store ณ คราวน์ เอเทรียม คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ซึ่ง Grand Seiko Pop
เมื่อพูดถึงแบรนด์ ALBA ภาพสะท้อนของเรือนเวลาที่เข้มข้นไปด้วยจิตวิญญาณความเป็นญี่ปุ่น ซึ่งเต็มไปด้วยความประณีตของงานออกแบบ รวมไปถึงคุณภาพที่ถูกส่งต่อจากรุ่นพี่อย่าง SEIKO คือคาแรคเตอร์อันชัดเจนของนาฬิกา ALBA ที่ตอกย้ำคอนเซ็ปต์หลักอย่าง The Reflection of Japan ออกมาได้อย่างหนักแน่น และ DNA ของแบรนด์ที่เด่นชัดได้ถ่ายทอดสู่ ALBA SPORTIVE THAILAND CREATION ที่มาพร้อม 3 สีใหม่ล่าสุด สะท้อนภาพความสปอร์ต เท่ สนุกสนาน ตอบโจทย์ทุกสไตล์ที่แตกต่างได้อย่างลงตัว กับดีไซน์สปอร์ตเทรนดี้ที่แอบแฝงไปด้วยความสง่างาม ซึ่ง ALBA SPORTIVE THAILAND CREATION เป็นนาฬิกามาพร้อมกลไกการทำงานแบบอัตโนมัติ ตัวเรือนและสายผลิตจากวัสดุสเตนเลสสตีลคุณภาพ การันตีมาตราฐานโดย SEIKO โดดเด่นด้วยหน้าปัดซันเรย์ 3 สี เล่นกับแสงได้อย่างงดงามยามที่สวมใส่ ตัวเรือนมีขนาดกำลังเข้าข้อที่ 43 มม. พร้อมช่องหน้าต่างย่อยแสดงวันที่และวันประจำสัปดาห์ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ระดับเดียวกับเม็ดมะยม รับกับหลักชั่วโมงและชุดเข็มเคลือบสารเรืองแสง ช่วยให้สามารถอ่านค่าได้ง่ายแม้ในที่แสงน้อย สวมใส่สบายด้วยสายแบบบานพับปลดล็อคด้วยปุ่มกด และเสริมประสิทธิภาพการกันที่ระดับ 100 เมตร
เหล่านักสะสมไฟแช็ค ห้ามพลาด! กับการร่วมมือกันของแบรนด์สาย Punk อย่าง Vivienne Westwood และ ZIPPO กับคอลเลคชันไฟแช็กรุ่นพิเศษที่มี 6 แบบด้วยกัน จุดเด่นของคอลเลคชันนี้คือโลโก้ Vivienne Westwood ที่มีการฝังและแกะสลักไว้ตามจุดต่าง ๆ นั่นเอง สำหรับไฮไลท์ของคอลเลคชันนี้ คือ รุ่น “SPIN ORB” ที่ใช้ตัวโครงสร้างของรุ่น Armor Zippo โดยรุ่นนี้มีสองสีด้วยกันคือ สีเงิน และสีทอง ต้องบอกเลยว่าความเท่ของรุ่น “SPIN ORB” คือลายสลักโลโก้ที่อยู่ระหว่างฝาบนกับตลับ เรียกได้ว่าเรียบแต่โก้เลยทีเดียว ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 ชิ้น เท่านั้น ต่อมารุ่น “BIG ORB” ลายแกะสลักโลโก้ขนาดใหญ่ที่ตัวตลับไฟแช็ก และ “OUTSTANDING ORB” ที่แกะสลักลายโลโก้ของ Vivienne Westwood รอบตัวตลับไฟแช็ก ซึ่งในสองรุ่นนี้ผลิตขึ้นมามีความหนากว่าปกติ อ้างอิงจากรุ่นคลาสสิกของ ZIPPO 200 เนื่องด้วยการใช้พื้นผิวสำหรับการสลักลายที่ตลับ สำหรับสองรุ่นสุดท้ายของคอลเลคชันนี้
ในปีค. ศ. 1949 Kihachiro Onitsuka (คิฮาชิโร โอนิซึกะ) ได้ก่อตั้ง บริษัท Onitsuka Co. Ltd. ซึ่งเป็นผู้บุกเบิก ASICS แบรนด์เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นในการส่งเสริมสุขภาพของเยาวชน และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Onitsuka Tiger Stripes ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของหนึ่งในแบรนด์กีฬาที่มีชื่อเสียงระดับโลก ตำนานยังคงสืบเนื่องมาจนปัจจุบันในการผสมผสานของมรดกญี่ปุ่นและสไตล์สมัยใหม่ ด้วยงานดีไซน์ตั้งแต่รูปทรงคลาสสิกที่ได้รับการอัปเดตไปจนถึงสไตล์ใหม่ๆ และความร่วมมือกับศิลปินที่มีความคิดที่ตรงกันและผู้ชื่นชอบวัฒนธรรม จิตวิญญาณของญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นในคอลเล็กชั่นใหม่ของรองเท้า เสื้อผ้าและเครื่องประดับ Onitsuka Tiger เสมอมา ล่าสุด Onitsuka Tiger เปิดตัวรองเท้า MEXICO 66™ GDX™ ซึ่งเป็นรุ่นไฮเอนด์ที่สุดของรองเท้ารุ่นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ อย่าง MEXICO 66™ รองเท้าซีรี่ย์ GDX ถือเป็นรุ่นที่เกิดขึ้นใหม่จากไลน์ NIPPON MADE คอลเล็กชั่นรองเท้า ‘Made in Japan’ ของแบรนด์รองเท้าในซีรี่ย์ GDX ผสมผสานงานฝีมือของญี่ปุ่นที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงและองค์ประกอบร่วมสมัย ที่สร้างขึ้นโดยช่างฝีมือชาวญี่ปุ่น ซึ่งรูปลักษณ์ใหม่นี้โดดเด่นด้วยหนังญี่ปุ่นชั้นดีตลอดส่วนบนของรองเท้าและตกแต่งด้วยลายปัก Onitsuka
เป็นเวลาหลายทศวรรษที่โมเดลสุดไอคอนิกของอาดิดาส ออริจินอลส์อย่าง Superstar, Gazelle และ Forum ยืนหยัดในฐานะสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมและชุมชน – หยั่งรากลึกในใจของผู้คนในฐานะผู้เปลี่ยนเกมและผลักดันขอบเขตอย่างต่อเนื่อง สำหรับฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2023 อาดิดาส ออริจินอลส์ได้นำทั้งสามโมเดลกลับมาอีกครั้งภายใต้แคมเปญล่าสุด “Home of Classics” แคมเปญนี้ประกอบด้วยบุคคลผู้บุกเบิกทางวัฒนธรรมจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ลิลเดร (Lil Dre), คาลยา มอนโตยา(Kalya Montoya) และ มาร์คอส มอนโตยา (Marcos Montoya) จากลอสแองเจลิส และ ดี โคอาลา (Dee Koala), มาสวันดิเล ซิทโฮล (Mzwandile Sithole) และ แอนดิล ดลามินี (Andile Dlamini) จาก Broke Wear แบรนด์หัวก้าวหน้าของเคปทาวน์ การเชื่อมโยงภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมเปลี่ยนเคปทาวน์ให้เป็นสนามการทดลอง ซึ่ง Home of Classics ได้แสดงให้เห็นว่าขอบเขตของความคิดสร้างสรรค์ถูกขยายกว้างออกไปอย่างไรเมื่อชุมชนมารวมตัวกัน ลิลเดร
สำหรับคาร์เทียร์ เวลานั้นหมุนเวียนเป็นวัฏจักร มิใช่เดินเป็นเส้นตรงอย่างที่นำเสนอทั่วไป วิสัยทัศน์นี้จึงเป็นหนึ่งในคำอธิบายว่าทำไมเมซงคอยพัฒนาปรับเปลี่ยนนาฬิกาและรังสรรค์ทั้งดีไซน์และกลไกขึ้นใหม่อย่างไม่รู้จบ เพื่อนำพาผู้ที่หลงใหลในเรือนเวลาไปสู่อนาคต เรือนเวลาของคาร์เทียร์ประสบความสำเร็จจากการเดินทางด้วยพลังแห่งจินตนาการจากอดีตไปสู่อนาคต ตราบเท่าที่วิวัฒนาการยังดำเนินไปไม่สิ้นสุด ไร้ขีดจำกัดของกาลเวลา ความคิดสร้างสรรค์เป็นอนันต์ และในปีนี้ คอลเลคชั่นใหม่ของคาร์เทียร์ได้สะท้อนสิ่งนี้ ผ่านเรือนเวลาที่พรั่งพร้อมทั้งรูปทรงและคาแรกเตอร์ ปรับโฉมใหม่ผ่านการสร้างสรรค์ อันทรงคุณค่า Tank คือไอเดียแรกที่หลุยส์ คาร์เทียร์ทำนายว่าจะประสบความสำเร็จ และในปีนี้มีตัวแทนคือ Tank Normale รุ่นใหม่ที่อ้างอิงเรือนแรกสุดจากปี 1917 กับ Tank Américaine อันภูมิฐาน สองเอกลักษณ์การรังสรรค์เรือนเวลาของคาร์เทียร์ มาเคียงคู่เรือนเวลาที่ได้รับการตีความขึ้นใหม่ อันได้แก่ Pasha, Baignoire, Panthère และ Santos de Cartier รวมถึง Clash [Un]Limited เรือนเวลาที่หลอมรวมมรดกเชิงสุนทรียะของคอลเลคชั่น Clash อย่างสร้างสรรค์และและสร้างวิวัฒนาการให้ก้าวไกลกว่าเดิมจากปัจจุบันที่มุ่งหน้าสู่อนาคต TANK NORMALE แต่ละปีเรือนเวลาหายากหนึ่งรุ่นจะได้รับเลือกเข้าสู่คอลเลคชั่น Cartier Privé จุดนัดพบของนักสะสม ซึ่งเฉลิมฉลองและสำรวจเรือนเวลารุ่นตำนานของเมซงผ่านเรือนเวลารุ่นลิมิเต็ดโดยสลักหมายเลขกำกับไว้ วันนี้ Cartier Privé เปิดตัว Tank Normale ผลงานชิ้นที่ 7
หากพูดถึงเรือนเวลาที่บอกเล่าเรื่องราวสำคัญของ OMEGA แล้วล่ะก็ การหยิบ OMEGA Aqua Terra ขึ้นมาสวมใส่บนข้อมือ พร้อมพินิจพิเคราะห์ความงดงามกันอีกครั้ง ดูจะเป็นอะไรที่ถูกต้องที่สุดแล้ว หากใครไม่คุ้นเคยกับ OMEGA รุ่นนี้ เราขอพาไปเริ่มต้นเรื่องราวประวัติศาสตร์ตั้งแต่ปี 2002 กันก่อน ย้อนกลับไปในปี 2002 แบรนด์ OMEGA ได้เปิดตัว OMEGA Aqua Terra ต้องบอกว่าเพียงครั้งแรกที่ผู้คนได้เห็นเรือนเวลารุ่นนี้ก็สร้างความประหลาดใจและประทับใจให้คนทั่วโลกได้ทันที การเลือกดีไซน์เรือนเวลาที่เต็มไปด้วยความเรียบง่ายในทุกอณู เพื่อตอบโจทย์การเป็น ‘Every Day Watch’ นาฬิกาที่ใส่ได้ทุกวันของทุกคน แต่ทว่า อีกโจทย์หนึ่งของ OMEGA คือคอนเซปต์สุดยิ่งใหญ่ของนาฬิการุ่นนี้ เพราะนี่คือเรือนเวลาที่จะเป็นหนึ่งในตัวแทนที่ดีที่สุดของซีรีส์ Seamaster หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ บอกเล่าการเป็นเรือนเวลาระดับตำนานที่สามารถใช้ดำน้ำได้รุ่นแรก ๆ ของโลกตั้งแต่ปี 1948 อันเป็นจิตวิญญาณสำคัญที่ขับเคลื่อนแบรนด์เสมอมา จากจุดเริ่มต้นกว่า 20 ปีที่แล้ว เวลาล่วงเลยผ่านมาพร้อม ๆ กับเข็มของ OMEGA ที่ไม่เคยหยุดพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แม้สักวินาทีเดียว
ในโลกนี้มีการค้นพบ 1937 Patek Philippe Reference 96 Quantieme Lune ทั้งหมดเพียง 8 เรือน (รวมเรือนนี้) และมีเพียงแค่ 3 เรือนที่ใช้ตัวเลขอารบิกบนหน้าปัด Roulette ขนาด 30mm ในตัวเรือน platinum Calatrava case (case number 294,462) Patek Philippe Reference 96 Quantieme Lune เรือนนี้มีความสำคัญมากกว่าแค่ vintage watch หายากทั่วไป เพราะจากประวัติพบว่ามันเคยเป็นนาฬิกาในครอบครองของสมเด็จพระจักรพรรดิผู่อี๋ (Aisin-Giro Puyi) จักรพรรดิองค์สุดท้ายของจีนที่โด่งดัง และเคยถูกนำไปสร้างภาพยนตร์ The Last Emperor ที่ได้รางวัล Best Picture-winning film ซึ่งผู่อี๋ได้รับมาในช่วงปี 1945-1950 ขณะถูกจับเป็นเชลยใน Soviet Union ก่อนจะยกให้กับล่ามคนสนิท Georgy Permyakov


