Robbie Williams จัดว่าเป็นป๊อปสตาร์แถวหน้าของโลก เขาคือหนึ่งในสมาชิก Take That วงบอยแบนด์ที่เฟื่องฟูอันดับต้น ๆ แห่งยุค 90 อีกทั้งยังประสบความสำเร็จในฐานะศิลปินเดี่ยว มีสตูดิโออัลบั้มเป็นของตัวเองมากถึง 11 อัลบั้ม และเป็นเจ้าของเพลงฮิตมากมายทั้ง Feel, Angel, Millenium รวมไปถึง Better Man ที่โด่งดังในบ้านเราพอสมควร (น่าจะเป็นผลพวงจากการเปิดบ่อยในคลื่นวิทยุยุค 2000) จากอุปนิสัยกวนโอ๊ย พูดตรง ไม่ยอมใคร กับวีรกรรมแสบยาวเป็นหางว่าว โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ต้องจดจำไปแสนนานในปี 2018 ที่เขาไปชูนิ้วกลางใส่กล้องตอนขึ้นแสดงพิธีเปิดฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้รับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ตไปอย่างสาหัส แม้การกระทำจะดูคล้ายไม่แคร์ผู้คนหรือโลกใบนี้ แต่ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความป่วนกับการเป็นตัวแสบของวงการ เขาต้องทนทุกข์กับโรค Agoraphobia หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ‘โรคกลัวชุมชน’ มาเป็นเวลากว่า 3 ปี Robbie Williams ได้ให้สัมภาษณ์กับทางนิตยสาร The Sun ครั้งล่าสุดว่าเขาเคยมีอาการ Agoraphobia หรือ ‘โรคกลัวชุมชน’ (โรควิตกกังวลขั้นรุนแรงชนิดหนึ่ง มักจะรู้สึกไม่สบายหรือไม่ปลอดภัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในที่ที่เต็มไปด้วยผู้คน) ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นช่วงปี ค.ศ. 2006 –
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในคนดังที่ร่วมออกแบบรองเท้ากับ Adidas และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องสำหรับนักร้องคนดังอย่าง Pharrell Williams ล่าสุดตัวเขากับค่ายสามขีดปล่อยผลงานชิ้นล่าสุดที่ออกแบบร่วมกับออกมาเป็นโมเดล SolarHu Glide 4 โทนสีที่ต้องโดนใจหนุ่ม ๆ ผู้ชื่นชอบการใส่รองเท้าโทนสีล้วนอย่างแน่นอน ปล่อยภาพเต็ม ๆ มาให้เห็นกันแล้วสำหรับ Pharrell x Adidas SolarHu “ Greyscale Pack” ที่มาในโทนสี White ( ขาว), Off White (ขาวครีม), Grey (เทา) และ Core Black (ดำ) ที่ต้องถูกใจคนที่รอให้รองเท้าในโมเดลนี้ถูกทำออกมาในโทนสีล้วน เพราะก่อนหน้านี้หลายคนน่าจะคุ้นตากันเป็นอย่างดีกับ SolarHu Glide ที่มาในหลากหลายสีสันในคู่เดียว แต่คราวนี้มาในสีเรียบง่ายที่เหมาะกับการหยิบมาสวมใส่ในทุกวาระโอกาส SolarHu “ Greyscale Pack” มาพร้อมดีไซน์และรายละเอียดคล้ายเดิมไม่ว่าจะเป็นอัปเปอร์ที่ผ้าทอซึ่งปักคำว่า HU ไว้ที่ด้านหน้า พร้อมโลโก้ของรุ่นวางไว้ในสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมตรงขอบด้านนอกของรองเท้า ในส่วนของโซลยังใช้เป็นแบบ BOOST และพื้นรองเท้าที่ใช้เป็นเทคโนโลยี Continental ที่รองรับความนุ่มสบายและยึดเกาะดี คาดว่า Pharrell
Bentley สร้างความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองด้วยการเป็นเอกลักษณ์แบรนด์รถยนต์หรูหรามายาวนานครบ 100 ปีแล้ว และดูเหมือนพวกเขาจะยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ แต่มุ่งมั่นวางแผนสำหรับก้าวต่อไปในอีก 100 ปีข้างหน้าที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์รถยนต์ฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษของพวกเขาในชื่อ Bentley EXP 100 GT นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 1919 ในที่สุดค่ายรถยนต์สายพันธุ์ Luxury สัญชาติอังกฤษอย่าง Bentley ก็มีอายุครบหนึ่งร้อยปี ซึ่งพวกเขาก็ฉลองวาระสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้ด้วยคอนเซ็ปต์รถยนต์ Gran Tourer แห่งยุคอนาคตที่ว่ากันว่าเป็นนวัตกรรมและงานออกแบบยานยนต์ของปี 2035 ซึ่งเราจะได้เห็นความหรูหราและผู้ช่วยอัจฉริยะสุดล้ำที่รวมกันไว้ในหนึ่งเดียว Bentley EXP 100 GT Concept คือแนวคิด EV หรือรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ค่ายรถยนต์สัญชาติอังกฤษตั้งใจสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีของอีก 15 ปีข้างหน้า มีดีไซน์สปอร์ตแห่งยุคอนาคตด้วยงานออกแบบของตัวรถที่โค้งมนเข้ากับไฟหน้าทรงกลมที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับส่วนของกระจังหน้าขนาดใหญ่ ส่วนไฟท้ายจะเป็น LED ที่ลากยาวจากด้านนอกเข้ามาบรรจบตรงกลางตัวรถซึ่งมีเป็นโลโก้ พร้อมกับประตูแบบปีกที่ทำให้ออกมาเป็น Gran Tourer ความยาว 19 ฟุตที่มีน้ำหนัก 1,900 กิโลกรัม ดีไซน์ภายในตัวรถเป็นห้องโดยสาร4 ที่นั่งที่ออกแบบมาอย่างล้ำสมัยโดยเบาะโดยสารด้านหลังจะพับเก็บได้เมื่อไม่ใช้งานทำให้ห้องโดยสารมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีระบบอัจฉริยะที่นอกจากจะเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่แล้ว ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลทางชีวภาพของผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของร่างกาย ศรีษะและสายตา รวมไปถึงระดับความดันเลือดในร่างกาย แม้
สำหรับผู้ชายอย่างเรามีไม่กี่เรื่องที่สามารถปลุกเร้าความตื่นเต้นเร้าใจ และทำให้นัยน์ตาหรี่ปรือเบิกโพลงได้ในทันที ‘มอเตอร์ไซค์คลาสสิก’ ก็เป็นหนึ่งในความสนใจที่มีไม่กี่เรื่องนั้น นอกจากความเก๋เท่เก๋าของรถคลาสสิกที่คนอื่นมองเห็น บรรดาผู้ชายต่างรู้กันดีว่ามันมีคุณค่ามากกว่านั้น แล้วดูเหมือน RECAST MOTO บริษัทเวิร์กช็อปรถจักรยานยนต์ชื่อดังแห่งเบลารุสก็คิดเช่นเดียวกับเรา โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และความรู้ทั้งหมด ถ่ายทอดลงในมอเตอร์ไซค์คลาสสิกที่ดัดแปลงให้ทันสมัย เพิ่มดีกรีความเท่ และไม่ทิ้งกลิ่นอายของมอเตอร์ไซค์เก่าที่ยังสวยงามเสมอแม้เวลาเปลี่ยน หลังจากประสบความสำเร็จจากการดีไซน์ MOTO GUZZI NEVADA 750 รุ่นก่อน RECAST MOTO ก็นำทายาทคันใหม่ ‘MOTO GUZZI CALIFORNIA 1100’ ออกมาโลดแล่นบนถนนอีกครั้ง โดยเอาโครงรถของปี 2005 มาดัดแปลงรูปลักษณ์ให้มีเสน่ห์ยิ่งขึ้น เพิ่มขนาดรถ กันชน และเครื่องยนต์ให้ใหญ่กว่าเดิม ปรับปรุงส่วนท้ายรถและโช้คอัพด้านหลังให้แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ แถมยังตัดแต่งหน้ารถให้สั้นลงเพื่อให้มันดูเท่และก้าวร้าวเมื่อต้องขับโฉบเฉี่ยวบนท้องถนน เสริมความปราดเปรียวอีกชั้นด้วยเบาะนั่งเพรียวบาง พร้อมชุดตกแต่งด้านหลังของ Tarozzi ที่ดัดแปลงมาเพื่อสร้างตำแหน่งการขับขี่ทีดีขึ้น มาพร้อมชุดยาง Hendenau K60 ที่ใช้วัสดุไทเทเนียมทองคำตกแต่งบริเวณจุกยาง ดัดแปลงขอบยางของล้อหลังให้กว้างกว่าเดิม แถมตัวดิสก์เบรกและเฟืองโซ่ก็ทนทานกว่า MOTO GUZZI NEVADA 750 คันก่อน ทั้งยังนำมาตรวัดความเร็วของ T&T มาใช้แทนบาร์ตัวเดิมด้วย เพิ่มถังแก๊ส
หลังจากภาพยนตร์สายลับที่มักปรากฏตัวพร้อมกับชุดสูทสุดเนี้ยบกับสาวข้างกายอย่าง James Bond ภาคล่าสุดถูกเลื่อนออกไปจากปี 2019 เป็นปี 2020 ตอนนี้มีข่าวลือสุดระทึกที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกและอาจสะเทือนใจแฟนคลับ 007 หลายคนมากที่สุด กับประเด็นที่ว่า “จะเป็นอย่างไรหากบอนด์คนเดิมไม่ใช่บอนด์ที่เป็นชายผิวขาวแต่กลายเป็นหญิงสาวผิวสี” ปัจจุบันโลกของเรามีนักแสดงชายที่รับบทเป็นเจมส์ บอนด์ มาแล้ว 6 คนด้วยกัน ทุกคนต่างเป็นชายหนุ่มผิวขาวทั้งหมด โดยคนล่าสุดที่รับบทเป็นสายลับรหัส 007 คือ Daniel Craig ที่รับบทเป็นบอนด์ครั้งแรกจาก Casino Royale (2006) ต่อด้วยภาค Quantum of Solace (2008) ถัดมาคือ Skyfall (2012) รวมถึง Spectre (2015) และภาคล่าสุด Bond 25 (ชื่ออย่างไม่เป็นทางการ) ซึ่งมีกำหนดการเข้าฉายเดือนเมษายนปี 2020 ซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายของ Craig ในฐานะหนุ่มบอนด์ ทำให้คำถามที่ตามมาคือใครจะมารับไม้ต่อในครั้งนี้ ? จากเพื่อนของ CAPTAIN MARVEL สู่ว่าที่สายลับรหัส 007 ก่อนจะพูดถึง 007 คนต่อไป เราต้องขอข้ามจักรวาลของ
ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยของเล่นตัวต่อและรถมอเตอร์ไซค์คันงามก็เป็นไอเทมที่ไม่มีวันหายไป โดยเฉพาะกับ Lego และรถมอเตอร์ไซค์คันโตสัญชาติอเมริกาอย่าง Harley-Davidson® แต่จะเป็นอย่างไรถ้าทั้งแบรนด์ของเล่นและแบรนด์รถจักรยานยนต์หันมาจับมือกันปล่อยคอลเลกชันตัวต่อสุดพิเศษที่ถอดแบบ Fat Boy รถรุ่นดังออกมาได้เหมือนเปี๊ยบ? ตัวต่อจำลองที่ถอดแบบรถรุ่น Fat Boy เป็นผลงานการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์ของเล่นชื่อดังกับแบรนด์มอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิกสัญชาติอเมริกาอย่าง Harley-Davidson® ประณีตบรรจงทุกอณูจากการเก็บรายละเอียดครบถ้วนตั้งแต่งานออกแบบ สีแดงสดที่แต่งแต้มลงบนตัวถัง สีดำตรงตัวรถ ล้อแม็กแบบตัน ถังน้ำมันเทียร์ดรอป เซ็ตมาตรวัดความเร็ว ท่อไอเสียแบบคู่ ไปจนถึงการเคลือบผิวให้เงาวับ นอกจากนี้ล้อ ลูกสูบ ก้านเบรก แฮนด์มอเตอร์ไซค์ของตัวโมเดลยังสามารถขยับได้ แถมขาตั้งที่ให้มาก็สามารถพับตั้งโชว์ได้เพื่อให้ Lego รุ่นพิเศษนี้เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์ต้นแบบทุกประการ รูปทรงของ Lego Harley-Davidson® Fat boy™ มีขนาดความสูง 7 นิ้ว (20 เซนติเมตร) กว้าง 18 เซนติเมตร ยาว 12 นิ้ว (33 เซนติเมตร) และมีตัวต่อทั้งหมด 1,023 ชิ้น นอกจากความเหมือนระดับเคาะพิมพ์ออกมา Fat Boy ที่ไม่ได้ซิ่งลงถนนคันนี้ยังน่าสนใจกว่าจาก Option ที่เราสามารถดัดแปลงเพิ่มเติมให้มีดีไซน์เฉพาะเป็นของตัวเองได้ ไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน สำหรับหนุ่มผู้ชื่นชอบและหลงใหลรถมอเตอร์ไซค์
โลกไร้พรมแดน แต่ภาษาก็ยังเป็นข้อจำกัดสำหรับคนไม่ถนัดเสมอ เราเคยเชื่อว่าโดเรมอนเป็นแค่จินตนาการ แต่ศรัทธาในเจ้าหุ่นยนต์แมวฟ้าก็มาปรากฏในยุคนี้ในที่สุด เพราะหลายอุปกรณ์วิเศษที่เราไม่เคยเชื่อว่ามันจะมีจริง ๆ ในที่สุดก็เกิดขึ้นแล้ว อย่างชิ้นหนึ่งที่ตอนเด็ก ๆ คิดว่าถ้ามีไว้คงสนุกมากขึ้น แต่พอโตแล้วเริ่มเห็นประโยชน์และอยากให้มีสุด ๆ คงหนีไม่พ้น “วุ้นแปลภาษา” เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าภาษามันเป็นอุปสรรคกับการสื่อสาร การเดินทางและการหาเงินหาทองของเราวันนี้เหลือเกิน จากจินตนาการผ่านลายเส้นของ ฟุจิโกะ ฟุจิโอะ ปี 2512 เกี่ยวกับของวิเศษจากโลกอนาคตที่นำมาช่วยเหลือเด็กชายโนบิตะ กลายเป็นความฝันสากลที่มนุษยชาติไล่ตามกันมาเรื่อย ๆ ของวิเศษหลายชิ้นที่ถูกเล่ามาเมื่อเกือบ 50 ปีที่แล้วหลายชิ้นวันนี้กลายเป็นความจริง ไม่เว้นแม้แต่ “เครื่องแปลภาษา” ด้วยเช่นกัน จากเหตุการณ์ราว 2 ปีที่แล้วเราเคยฮือฮาเพราะ iLi (อีลี่) หรือแท่งแปลภาษาที่ผลิตจากบริษัท LOGBAR ประเทศญี่ปุ่น ทำงานเป็นล่ามโดยตรง ใช้งานผ่านการนำไปจ่อปากพูดแล้วเลือกแปลภาษาให้อีกฝ่ายฟัง หรือรับเสียงจากฝ่ายตรงข้ามแล้วนำกลับมาฟังเพื่อสื่อสารกันอย่างรวดเร็ว แต่สำหรับสถานที่ที่ต้องเอาตัวรอด หรือคับขันสุด ๆ แต่ไม่มีอีกฝ่ายให้พูดคุยด้วยล่ะจะทำอย่างไร? ถ้ามีตัวอักษรแปลกอยู่เต็มไปหมด เราขอแนะนำแอปพลิเคชัน Google Translate ที่สามารถติดตั้งลงเครื่องเลย และปัจจุบันเขาพัฒนาให้มันสามารถรองรับการใช้งานภาษาไทยแล้วด้วย! ซึ่งจากการอัปเดตครั้งล่าสุด Google ได้ใช้เทคโนโลยี Neural
“I want to make a timepiece that will not break, even if dropped.” จากประโยคที่แฝงความมุ่งมั่นของ Kikuo Ibe วิศวกรนาฬิกา G-SHOCK ที่ลั่นวาจาไว้เมื่อปี 1981 สู่การคืนชีพความคลาสสิกของเรือนเวลารุ่นดั้งเดิม DW5000C ที่นำเรื่องราวในอดีตมาแต่งเติมและสานต่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นผ่านโมเดลตัวใหม่ ‘G-SHOCK GMWB5000D-1’ ครั้งนี้หยิบยกนาฬิการุ่นเก๋ามาแปลงโฉมให้ทันสมัย แต่คงความงามแบบโบราณและโดดเด่นด้วยพื้นผิวสแตนเลสสตีลที่แวววับตั้งแต่สายนาฬิกาไปจนถึงตัวเรือน G-SHOCK GMWB5000D-1 ดีไซน์หน้าปัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพิ่มกรอบสไตล์วินเทจใช้ลายอิฐเป็นตัวเดินเรื่อง สร้างผิวสัมผัสแปลกใหม่ท่ามกลางความมันวาวระยิบระยับ ปรับกลไกและฟันเฟืองให้มีโครงสร้างแบบลอยตัว พร้อมใช้ชุดเรซินเชื่อมระหว่างรอยต่อของตัวเรือนและขอบสเตนเลส เพื่อให้ดูดซับแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้น แถมทนทานและกันน้ำได้ถึง 200 เมตร มีน้ำหนักเพียง 167 กรัม แต่คงซึ่งประสิทธิภาพวัสดุแข็งแกร่งและยากต่อการทำลาย ราวกับเป็นเรือนเวลาที่ถอดแบบมาจากฅนเหล็กในภาพยนตร์ The Terminator ยังไงยังงั้น บริเวณหน้าปัดยังเพิ่มไฟ super illuminator LED ที่ส่องสว่างเป็นพิเศษและผู้ใช้ยังเลือกระยะการเรืองแสงได้แบบ 2 และ 4 วินาที มาพร้อมไทม์โซน
4 ปีที่ผ่านมา UNLOCKMEN อยู่เคียงข้างผู้ชายไทยพร้อมความเชื่อที่ว่าทุกคนต่างมีศักยภาพซ่อนอยู่ในตัว เราจึงมุ่งมั่นผลิตคอนเทนต์ต่อเนื่องเพื่อให้ทุกคนได้ Unlock Men Potential เหยียบคันเร่ง ใส่เกียร์ความสามารถ ติดสปีดพัฒนาตัวเองให้พร้อมวิ่งชนเป้าหมายในชีวิต โดยไม่ลืมให้ความสำคัญกับการวาดลวดลายเข้าเส้นชัยในแบบฉบับของตนเอง เพราะเป้าหมายสูงสุดที่เราตั้งใจคือการส่งทุกคนสู่การเป็น ICONIC ที่ตัวเองยังต้องรู้สึกภาคภูมิใจ! สำหรับผู้ชายอย่างเราคำว่า “ICONIC” ฟังแล้วอาจกินความกว้างจนรู้สึกห่างไกลจับต้องยาก แต่ถ้าจะตีความให้เข้าใจง่ายก็คือความโดดเด่น มีเอกลักษณ์ และจัดอยู่ในเลเวลท็อปคลาสแบบเหนือกาลเวลาที่ใครเห็นก็ต้องยกนิ้วให้ ไม่จำกัดว่าจะอยู่ในรูปแบบของสิ่งของหรือตัวบุคคล แล้วมันจะเป็นอย่างไรถ้าเราทุกคนได้มีโอกาสลองสัมผัสประสบการณ์ ICONIC ตรงหน้า? พร้อมกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความมันส์ที่เกิดขึ้นจากคนมันส์และของสุดเจ๋ง หากอยากรู้ เราจะพาคุณไปชมบรรยากาศความสนุกของงาน ‘The ICONIC Party’ อีเวนต์สุดมันส์ที่ UNLOCKMEN จัดขึ้นกับงานที่รวบรวมสุดยอดของความ ICONIC สำหรับลูกผู้ชายเราเอาไว้ด้วยกัน ทั้งรถยนต์ บทเพลง ความบันเทิง และผู้คนจากทั่วทุกวงการที่เดินทางมารวมตัวกันเพื่องานครั้งนี้ Pearl Bangkok ไข่มุกเม็ดงามย่านอารีย์ได้รับการเนรมิตให้กลายเป็นโลกอีกใบที่รวบ “ICONIC” จากทุกวงการที่เราหลงใหลอัดแน่นเอาไว้ทุกตารางนิ้ว เริ่มจากบรรยากาศโดยรอบของงานตั้งแต่ยังไม่ก้าวเข้าไปในโดมที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสกับ ICONIC ของโลกยนตรกรรมจาก Nissan กับ Skyline GT-R สุดยอดรถยนต์สายพันธุ์ญี่ปุ่นไล่ตั้งแต่รถรหัสตัวถัง R32 ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่ได้บุกตลาดต่างประเทศและออกอาละวาดในสนามแข่งระดับสากลพร้อมพิสูจน์ศักยภาพด้วยการคว้าแชมป์มาครองมากมายจนถูกขนานนามด้วยฉายา “Godzilla” Monster From Japan รวมถึงรหัสตัวถัง
หากใครใช้ Spotify เป็นประจำ จะพบว่าช่วงนี้มี User หลายท่าน เข้าไปสร้างเพลย์ลิสต์รองรับสถานการณ์ชีวิตออกมาแบ่งปันกันเอาไว้มากมายในนั้น แถมขยันสร้างหัวข้อกันได้ไม่จำกัด ตั้งแต่หมวดทั่ว ๆ ไปอย่าง เพลย์ลิสต์แอบรัก, เพลย์ลิสต์อกหัก, เพลย์ลิสต์ร้านเหล้า จนไปถึงหัวข้อล้ำ ๆ แบบ เพื่อนกันไม่ทำแบบนี้, เจ็บให้สุดแล้วหยุดที่ไม่เป็นไร, เพื่อนกูรักมึงว่ะ, เพื่อนพ่อเธอสิ อะไรประมาณนี้ บอกเลยว่าต้องขอชื่นชมเพราะสุดจะสรรหากันมาจริง ๆ วันนี้ถึงคิวของ Unlockmen ที่จะมาแนะนำเพลย์ลิสต์เพลงสากลในแบบฉบับของเรากันบ้าง โดยเราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของ ‘ความไม่สมหวัง’ ซึ่งสิ่งนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้หลายกรณี มากกว่าคำจำกัดความสั้น ๆ แค่ ‘อกหัก’ จะมีเพลงเพราะ ๆ เพลงไหนที่เราเลือกมาแล้วตรงกับความรู้สึกของคุณในช่วงนี้บ้าง มาดูกันเลยดีกว่า Test Drive – Joji เพลงนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับความผิดหวังจากการไปตกหลุมรักคนที่ไม่คิดจะจริงจังกับเรา โดยอีกฝ่ายต้องการแค่สนุกหรือหาที่พักพิงชั่วครั้งคราวเท่านั้น ท่อน ‘I’m looking for a long ride She just want


