ถือเป็นข่าวดีสำหรับสาวกกล้อง Rangefinder เมื่อ LEICA ผู้นำด้านเทคโนโลยีภาพถ่ายสัญชาติเยอรมันประกาศเปิดตัว ‘LEICA M-E (TYP 240)’ กล้องน้องใหม่แห่งตระกูล M-SERIES ที่หนุ่ม ๆ หลายคนตั้งตารอ แม้จะรู้ดีว่า LEICA นั้นไม่ใช่กล้องราคาประหยัด แต่บอกเลยว่ารุ่นนี้คุ้มค่าที่จะจ่ายเงินหลายพันดอลลาร์เพื่อความพิเศษบางอย่างของมัน LEICA M-E (TYP 240) เป็นกล้อง Full Frame Mirrorless ที่ดีไซน์ให้กะทัดรัดสะท้อนจุดเด่นของกล้อง Rangefinder ใช้ระบบเซนเซอร์ CMOS 24 ล้านพิกเซล พร้อมช่องมองภาพขยาย 0.68x เท่า ยังคงคุณภาพความคมชัดแม้ถ่ายภาพในที่แสงน้อย ด้วยหน่วยประมวลผลภาพ Leica Maestro ทำให้คุณมองเห็นภาพได้ใหญ่กว่าเดิม ควบคู่กับการโฟกัสที่รวดเร็วและแม่นยำในสภาพแสงที่ท้าทาย ตัวบอดี้ของกล้องดีไซน์ด้วยสีเทาแอนทราไซต์พร้อมเคลือบผิวด้านนอก ก่อนจะใช้ขอบหนังแท้หุ้มบอดี้อีกชั้น เสริมรูปลักษณ์ให้ดูซับซ้อนและโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น ต้องบอกว่ารูปแบบงานดีไซน์ที่เห็นนี้ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับกล้องรุ่น M-E โดยเฉพาะ แถมยังตัดแต่งขอบหนังเพิ่มความปลอดภัย ให้ผู้ใช้ถือกล้องได้กระชับและถนัดมือด้วยน้ำหนักเพียง 680 กรัมเท่านั้น ด้านหลังของกล้องมาพร้อมจอแสดงผล TFT ขนาด 3
‘STAR WARS’ ภาพยนตร์สงครามจักรวาลที่เข้าฉายครั้งแรกในวันที่ 25 พฤษภาคม 1977 ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการภาพยนตร์อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราเชื่อว่าพล็อตเรื่องที่เล่าถึงจักรวาลสมมติบวกกับการต่อสู้ฟาดฟันของเหล่ามนุษย์ต่างดาวหลากเผ่าพันธุ์ คงยังฝังอยู่ในความทรงจำวัยเด็กของหนุ่ม ๆ หลายคน UNLOCKMEN เลยอยากพาพวกคุณย้อนวันวาน ไปชมคอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์สุดเฟี้ยวที่ผสมผสานคาแรกเตอร์ตัวละครใน STAR WARS รูปแบบงานดีไซน์ และฟังก์ชันการใช้สอยออกมาอย่างลงตัว บอกเลยว่าโคตรเท่ โคตรคูล และคงช่วยให้หนุ่ม ๆ คลายความคิดถึงที่มีต่อหนังจักรวาลอันดับหนึ่งในใจเราได้อย่างดี Kenneth Cobonpue ดีไซเนอร์ชาวฟิลิปปินส์ร่วมมือกับ DISNEY สร้างคอลเลกชันเฟอร์นิเจอร์จากการตีความคาแรกเตอร์ตัวละครใน STAR WARS ถอดแบบความเท่และเอกลักษณ์ออกมาจากหนังฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ได้แบบไม่ผิดเพี้ยน คอลเลกชันชุดนี้ประกอบไปด้วยเก้าอี้นั่ง 3 ตัว โคมไฟ 1 โคม และเก้าอี้โยกอีก 1 ตัว ความโดดเด่นของตัวละครถือเป็นแรงบันดาลใจหลักในการรังสรรค์ผลงาน แม้กระนั้นการดีไซน์โครงสร้างและวัสดุที่ใช้ก็ต้องแข็งแรงทนทานและสอดคล้องกับฟังก์ชันการใช้งานที่ต่างกันด้วย Kenneth Cobonpue ผนวกความเท่ สไตล์ตัวละคร และเทคนิคการสร้างเฟอร์นิเจอร์เข้าด้วยกัน หวังจะจำลองจักรวาล STAR WARS ออกมาเพื่อแฟนหนังที่คลั่งไคล้แฟรนไชส์เรื่องนี้ ตัวแรกเป็น The Chewie Rocking
ไม่น่าเชื่อว่าเวลาผ่านไปแค่ไม่นาน พอมานั่งนับนิ้วดี ๆ วันที่ 25 มิถุนายนของปีนี้ ก็เข้าขวบปีที่ 10 สำหรับการจากไปของ Michael Jackson ราชาเพลงป๊อปผู้ยิ่งใหญ่เสียแล้ว แฟนเพลง MJ ทั่วโลกจึงรวมตัวกันติดแฮชแท็ก #10YearsWithoutMichaelJackson ทางโซเชียลมีเดียเพื่อระลึกถึงเขาในวันนี้อย่างพร้อมเพรียงกัน แม้ว่าตัวจะไม่อยู่ แต่ทุก ๆ ผลงานของเขาก็เป็นมรดกล้ำค่าทางดนตรีที่ทิ้งเอาไว้ศิลปินรุ่นหลังมากมาย ที่สำคัญอิทธิพลทางความคิดสร้างสรรค์ของเขาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในหมู่ศิลปินป๊อปเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่ศิลปินรุ่นใหม่ทุกผู้ทุกวัย ไม่ว่าจะทำเพลงแนวไหนออกมา ก็อาจแฝงแรงบันดาลใจบางอย่างจาก MJ ในนั้น ลองมาดูกันดีกว่าจะมีศิลปินคนไหนบ้างที่ยก Michael Jackson เป็นไอดอล แต่คุณอาจไม่เคยรู้… 1. Kanye West ถึง Kanye West จะมาทางสาย Hip-hop สุดทางแต่ก็ต้องยอมรับว่าเพลงพี่แกได้อิทธิพลมาจากหลากแนวดนตรีผสมกัน ซึ่งรวมถึงกลิ่นอายดนตรีที่มาจากราชาเพลงป๊อปด้วยเพราะเขาเองเคยยืนยันจากการให้สัมภาษณ์ (ในคลิป) ครั้งหนึ่งว่า “คงไม่มี Kanye West ในวันนี้ ถ้าไม่มี Michael Jackson” 2. Bruno Mars สำหรับคนนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะแทบจะทุกอย่างที่เป็นเขาล้วนแสดงออกชัดเจนว่าได้รับแรงบันดาลใจมาจาก
รู้หรือไม่ว่าจริง ๆ แล้ว ใน Netflix ไม่ได้มีเฉพาะหนังและซีรีส์เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งเสพดนตรีชั้นดีของคอเพลงอีกด้วย เพราะเขามีทั้งสารคดีรวมไปถึงหนัง Biopic เกี่ยวกับศิลปินมากมายให้เราเลือกชม พร้อมซับไตเติลภาษาไทยเสร็จสรรพพร้อมเสิร์ฟ และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 หนังสารคดีเกี่ยวกับศิลปินน่าสนใจที่คุณสามารถหาดูง่าย ๆ ได้ทาง Netflix! 27: Gone To Soon สารคดีที่จะเจาะลึกและนำเสนอแง่มุมใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่อง “27 Club” ทฤษฎีความเชื่อที่ว่าศิลปินอัจฉริยะมักจะจากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 27 ปี (อย่างกะทันหันและไม่สมเหตุสมผล) ตัวอย่างศิลปินลำดับต้น ๆ ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เช่น Brian Jones (The Rolling Stones), Janis Joplin, Jimi Hendrix, Jim Morrison, Kurt Cobain และ Amy Winehouse เป็นต้น แม้เดิมทีเรื่อง 27 Club
Christian von Koenigsegg ผู้ก่อตั้ง Koenigsegg (คอนิกเส็กก์) ค่ายรถยนต์สมรรถนะสูงจากประเทศสวีเดนเคยฝันว่าอยากผลิตซูเปอร์คาร์ระดับโลก ดูเหมือนตอนนี้ความฝันของเขากำลังจะเป็นจริงขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากพวกเขาปล่อยภาพและสเปคบางส่วนของ Koenigsegg JESKO รุ่นพิเศษที่ทั้งสวยงามและแรงจนทำให้หนุ่ม ๆ ทุกคนไฝ่ฝันอยากได้มาครอบครองแน่นอน JESCO เป็นไฮเปอร์คาร์คันล่าสุดจาก Koenigsegg เปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาใน Geneva Motor Show 2019 โดยลือกันว่ามีความเร็วสุดโหดที่กล้าเทียบรัศมีรุ่นใหญ่ในวงการซึ่งครั้งนั้นเผยโฉมในเครื่องแบบสีขาวสะดุดตา จนใคร ๆ ก็ตาลุกวาว แต่ดูเหมือนพัฒนาการจะไม่หยุดเพียงเท่านั้น เมื่อ Koenigsegg เปิดตัวรุ่นพิเศษโดยให้ชื่อว่า Koenigsegg JESCO Red Cherry Edition ที่มีเครื่องแบบสีแดงเข้มและสมรรถนะสุดโหดคันหนึ่งของยุคเลยก็ว่าได้ ภายนอกของ JESCO : Red Cherry Edition ถูกออกแบบมาให้เป็นไฮเปอร์คาร์สายวิชาตัวเบาอย่างแท้จริง เริ่มจากโครงสร้างรถที่ใช้เป็นวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์สีแดงเข้มตัดสลับสีดำอย่างลงตัว เส้นสายและช่องลมอันโดดเด่นโดยเฉพาะบริเวณด้านหน้าและด้านข้างของตัวรถ รวมถึงฝากระโปรง เมื่อทำงานร่วมกับสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ด้านหลังทำให้มีระบบ Aerodynamic ที่กดทับและประคองตัวรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ ล้อด้านหน้าทั้งสองข้างที่ผลิตจากเส้นใยคาร์บอนซึ่งมีน้ำหนักไม่ถึง 6.7 กิโลกรัมและล้อด้านหลังที่มีน้ำหนัก 8.4 กิโลกรัม ทำให้น้ำหนักรวมของรถหนักเพียง
คุณเชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงไหม? ไม่ผิดถ้าจะตอบว่า “จริง” แล้วก็ไม่ผิดหากจะตอบว่า “ไม่” เพราะโลกในตอนนี้เปิดกว้างและยอมรับความคิดเห็นมากกว่าในยุคก่อน แม้จะไม่ได้กว้างขนาดที่สามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้ทุกอย่าง แต่ต้องยอมรับว่าการแสดงทัศนคติที่ผิดแผกไปจากคนอื่น ก็ไม่ได้ถูกลงโทษร้ายแรงถึงขั้นขับไล่ออกนอกประเทศ (ในทางพฤตินัยและนิตินัย) แต่หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อน โลกเราไม่ได้มีเสรีภาพในการแสดงความเห็นเฉกเช่นตอนนี้เลยสักนิด นักปราชญ์ผู้มองเห็น ‘ต่าง’ จากคนอื่น Anaxagoras คือนักปราชญ์ในยุคกรีกโบราณที่เกิดมาพร้อมพรสวรรค์ด้านดาราศาสตร์ เขาประจำการอยู่ที่กรุงเอเธนส์และเฝ้าสังเกตระบบสุริยะอย่างระแวดระวัง ทั้งยังวิเคราะห์และคำนวณถึงความเป็นไปได้ ค้นหาหลักฐานมากมายเกี่ยวกับดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ โลก ตลอดจนอวกาศ เพื่อหวังปลดล็อกความลึกลับของจักรวาลที่ใครหลายคนยังไม่รู้ นักปราชญ์ผู้นี้เชื่อว่าดวงจันทร์เป็นก้อนหินที่โลกยุคแรกเหวี่ยงขึ้นไปในอวกาศ ขณะที่ดวงอาทิตย์ก็เป็นก้อนหินเหมือนกับโลกและดวงจันทร์ แต่จะต่างตรงที่มันมีไฟลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา Anaxagoras ยังพิสูจน์อีกว่าแสงของดวงจันทร์แท้จริงแล้วเกิดจากการสะท้อนของแสงอาทิตย์ ซึ่งเขานำสมมติฐานดังกล่าวไปต่อยอดและอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ แต่ท่ามกลางจารีต ประเพณี และสังคมโลกโบราณ ดูเหมือนความคิดสุดโต่งของนักปราชญ์ผู้นี้จะไม่เป็นที่ยอมรับและขัดต่อศาสนา ร้ายกว่านั้นคือเขาถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ปฏิเสธพระเจ้า มีคนอ้างว่าเขาก้าวร้าว หยิ่งยโส และท้าทายอำนาจพระผู้เป็นเจ้า จนท้ายที่สุดเขาถูกจับกุมและตัดสินประหารชีวิต ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือด โชคยังเข้าข้าง Anaxagoras ไม่นานนักเขาถูกละโทษประหารชีวิตและปลดปล่อยจากการจองจำ แต่สำหรับผู้ที่กล้าตั้งคำถามและท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของดวงจันทร์ผู้เป็นพระเจ้า ก็ต้องถูกเนรเทศออกจากเมืองเอเธนส์ไปในที่สุด สมมติฐานที่เป็นประโยชน์ต่อวงการดาราศาสตร์ จากความคิดไร้แก่นสารที่คนในยุคกรีกโบราณพากันกุมขมับ กลายมาเป็นสมมติฐานชิ้นสำคัญในวันที่โลกเจริญกว่าวันก่อน สมมติฐานของ Anaxagoras ช่วยนำ George Darwin ลูกชายของ
เราเกิด เติบโต ใช้ชีวิตจนมีความคิดแบบหนึ่ง ความเชื่อแบบหนึ่ง ความรู้สึกแบบหนึ่ง แล้ววันหนึ่ง “บางสิ่งบางอย่าง” เข้ามากระแทกชีวิตเรา สั่นสะเทือนทุกสิ่งที่เราเคยเชื่อ เคยคิด เคยเป็น เคยรู้สึก จากนั้นชีวิตของเราก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะ “บางสิ่งบางอย่าง” ทำให้เราเห็นโลกในมุมอื่นที่เราไม่เคยเห็น ทำให้เราได้คิดแบบใหม่อย่างที่เราไม่เคยคิด หรือทำให้เรามีความรู้สึกบางแบบที่เราไม่เคยรู้สึกมาก่อน บางสิ่งบางอย่างที่ว่าอาจเป็นใครสักคน เหตุการณ์สักเหตุการณ์ หนังสือสักเล่ม เพลงสักเพลง และใช่ อาจเป็นหนังสักเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตเราไปตลอดกาล แต่ละคนจึงมี “หนังเปลี่ยนชีวิต” เป็นของตัวเอง UNLOCKMEN ชวนมาดูหนังเปลี่ยนชีวิตของพวกเรา เผื่อมันจะตรงกับหนังเปลี่ยนชีวิตของคุณ ทำให้คุณนึกถึงหนังเปลี่ยนชีวิตของตัวเองขึ้นมา หรือทำให้คุณจำได้ว่าชีวิตที่เปลี่ยนไปหลังจากดูหนังเรื่องนั้นมันมีรายละเอียดชวนนึกถึงเพียงใด The Fault in Our Stars – KAENG (CONTENT CREATOR) เราทุกคนมีเงื่อนไขในชีวิตไม่เหมือนกัน The Fault in Our Stars เล่าเรื่องราวของหนึ่งหนุ่มหนึ่งสาวที่มีเงื่อนไขในชีวิตเป็นความเจ็บป่วยทางร่างกาย หนังไม่ได้พาเราไปฟูมฟายเศร้าสร้อยกับสาวน้อยเป็นโรค แต่หนังทำให้เห็นชีวิต เห็นความหวัง และพาคุณไปพบบทเรียนบางอย่างที่เราเชื่อว่าคุณจะต้องฉุกคิดถึงชีวิตตัวเองแน่นอน KAENG’S OPINION: “ชอบที่หนังสื่อเป็นนัยว่าชีวิตคนเราไม่แน่นอน
หนุ่มชาวร็อกผู้ชื่นชอบดนตรีที่หนักแน่นและเปี่ยมไปด้วยอารมณ์จะต้องรู้จักวงดนตรีเฮฟวีเมทัลที่มีชื่อว่า Slipknot กันอย่างแน่นอน วงดนตรีจากไอโอวากับการแสดงอันทรงพลังที่หลังจากห่างหายวงการไปพักใหญ่ ตอนนี้เตรียมปล่อยเพลงใหม่พร้อมกับออกวิสกี้ของตัวเองเพื่อชาวร็อกสายดื่ม! สิ่งที่ทำให้ Slipknot โดดเด่นกว่าวงร็อกอื่น ๆ มีหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นแนวดนตรี การแสดงสด เนื้อเพลง รวมถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับดนตรีอย่างหน้ากาก เพราะสมาชิกในวงทุกคนสวมขึ้นแสดงเป็นประจำ ทั้งหน้ากากตัวตลก หน้าปีศาจ ไปจนถึงหน้ากากที่แต่งหน้าแบบคาบูกิของญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยหนามแหลม วันหนึ่งก็กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของวงซะอย่างนั้น หลังวงหน้ากากเดือดเอาดีด้านเพลงจนกลายเป็นไอคอนิกลูกผู้ชายแล้ว ครั้งนี้พวกเขาเพิ่มความดุดันให้คอร็อกด้วยวิสกี้ที่ตัดสินใจจับมือกับ Cender Ridge Distillery โรงกลั่นสุราชื่อดังจากรัฐไอโอวา บ้านเกิดของวง ร่วมคิดค้นวิสกี้ในนามของ Slipknot จนได้เหล้าชั้นดีออกมาสองรุ่นด้วยกันคือ No.9 Iowa Whiskey ที่จะมีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ที่ 90 พรูฟ (พรูฟ = หน่วยปริมาณแอลกอฮอล์ เมื่อคำนวณมีค่าเป็นสองเท่าของเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์) ประมาณ 45% ABV (Alcohol by Volume) กับ No.9 Reserve Iowa Whiskey พร้อมปริมาณแอลกอฮอล์ที่สูงขึ้นที่ 100 พรูฟ ประมาณ 49.5% ABV สิ่งที่ Slipknot
ถือเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งสำหรับวงการสนีกเกอร์และแฟชั่นเครื่องกีฬา จากเหตุการณ์การฟ้องร้องระหว่างแบรนด์รองเท้าชื่อดังอย่าง Adidas กับ Skechers ที่ทำให้หลายคนจับตามอง ซึ่งหลังจากขึ้นโรงขึ้นศาลกันมาหลายครั้งในที่สุดบทสรุปของคดีความเรื่องการถือครองลิขสิทธิ์บนภาคพื้นยุโรปก็ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะคนในวงการรองเท้ากีฬา วงการแฟชั่น หรือคนอื่น ๆ ก็คงมีความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์ของแบรนด์ Adidas แถบสามขีดหรือที่เรียกกันว่า Three-Bar Logo และเมื่อเห็นแถบสามขีดบนรองเท้าคนส่วนใหญ่ก็จะรู้ทันทีว่ามันคือรองเท้าของ Adidas อย่างไรก็ตามดูเหมือนความเข้าใจของคนทั่วโลกก็อาจจะไม่หนักแน่นพอสำหรับการขึ้นศาลยุโรปของแบรนด์เครื่องกีฬาชื่อดัง การฟ้องร้องเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อแบรนด์สนีกเกอร์ Skechers ถูกฟ้องร้องโดย Adidas ว่ารองเท้ารุ่นหนึ่งของแบรนด์มีแถบด้านข้างที่คล้ายกับแถบสามขีดที่เป็นสัญลักษณ์ของ Adidas มากจนเกินไป กรณีการฟ้องร้องของ Adidas ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ย้อนไปอีกพักใหญ่ แบรนด์ Payless เคยถูกฟ้องข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ปี 2008 โดยใช้แถบสี่ขีดคล้ายกับ Three-Bar Logo ทำให้ Adidas ได้เงินจากการฟ้องครั้งนั้นไปถึง 305 ล้านดอลลาร์ หรือกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาทเลยทีเดียว ส่วน Macr Jacobs โดนฟ้องในปี 2015 ต้องยกเลิกการขายผลิตภัณฑ์ที่แบรนด์เครื่องกีฬาบอกว่าคล้ายคลึงกับสัญลักษณ์ของแบรนด์ นอกจากนี้ Thom Browne ก็เคยถูก Adidas ฟ้องมาแล้วเหมือนกันเพราะลายเสื้อมีแถบสามขีดจนทำให้
ทุกวันนี้เราพยายามเกาะติดทุกสถานการณ์ใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกเพื่อไม่ให้ตัวเองตกขบวนการเป็นส่วนหนึ่งของอนาคต แต่ขณะที่หลายคนมุ่งวิ่งไปข้างหน้า กลับกันอีกมุมหนึ่งที่เหมือนโลกคู่ขนานอย่าง “วงการแอนทีค” หรือ “วงการของเก่า” ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่หลงใหลและยอมทุ่มหมดตักเพื่อให้ได้อดีตมาครอบครอง เพื่อเข้าใจเรื่องของเก่าอย่างมีรสชาติ รู้อีกมุมของวงการนี้ให้แตกฉาน คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการพูดคุยกับคุณต๋อง – สุพจน์ ศิริพรเลิศกุล บุรุษใหญ่ระดับตำนานผู้คร่ำหวอดในวงการของเก่ามายาวนาน เจ้าของอาณาจักร PAPAYA โกดังสามชั้นที่อัดแน่นด้วยข้าวของวินเทจประเมินค่าไม่ได้ย่านลาดพร้าวแห่งนี้ “อาชีพนี้เราขายอดีต มันก็อาจจะไม่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ เพราะคนที่เข้ามาตรงนี้มันไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี อย่างเราชอบสักชิ้นนึง มัน Remind อะไรเราบางอย่าง พวกที่เคยขายคอมพิวเตอร์บางทีผมก็ซื้อร้านขายเศษเหล็กเครื่องละสองสามพันบาท แต่เรารู้ว่าไอ้นี่มันอยู่ปีไหน ๆ เราขายเครื่องสามสี่หมื่น ก็ขายได้ คือทุกอย่างถ้าเกิดเรามีความใส่ใจกับมันทุกอย่าง เราจะรู้ว่าทุกอย่างมันมีราคา แต่คนที่เห็นมันคือคนที่มันต้องรู้ไง” กี่บาทก็ต้องเก่า “สะสมของนี่เก็บมาตั้งแต่เด็ก ๆ สมัยก่อนพอมีเงินเราจะไปสนามหลวงข้างวัดพระแก้ว วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะไปตั้งแต่ 6 โมงเช้า ไปเดินซื้อ พูดง่าย ๆ ว่ามีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อของเก่าหมด พอซื้อไปก็รู้จักคนไปเรื่อย เริ่มซื้อเป็น เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ใช้เวลานาน เป็นปี ๆ”


