ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าขยะพลาสติกนั้นกำลังกลายเป็นมลภาวะที่ทำร้ายโลกของเราอยู่ เนื่องมาจากการใช้พลาสติกแล้วทิ้ง ทำให้เกิดการปนเปื้อนลงไปในดิน แม่น้ำและมหาสมุทร จนมีผู้ใชอินเตอร์เน็ตทำ Meme ล้อเลียนออกมา เป็นบทสนทนาระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อปลาในตลาดว่า ผู้ซื้อ: ขอถุงพลาสติกหน่อยครับ ผู้ขาย: มันอยู่ข้างในแล้ว จริงอยู่ว่า Meme นี้อาจตลกจริง แต่ปัญหาพลาสติกนั้นก็มีอยู่จริงเช่นกัน และมีการคำนวณตัวเลขออกมาแล้วว่า ในทุกๆ 1 อาทิตย์ มนุษย์ทุกคนกำลังรับประทานพลาสติกเข้าไปในร่างกาย เทียบเท่ากับบัตรเครดิตหนึ่งใบเลยทีเดียว ถ้าเวลาผ่านไป 1 ปี ก็ลองจินตนาการดูว่าในร่างกายเราจะมีบัตรเครดิตกี่ชิ้น? พลาสติกที่เราใช้งานกันอยู่นั้นยังไม่หายไปไหนเลย จริงๆ แล้วตั้งแต่ที่พลาสติกชิ้นแรกถูกผลิตขึ้นมาบนโลกใบนี้ มันก็ยังไม่ได้ถูกย่อยสลาย เนื่องจากกระบวนการนั้นกินเวลายาวนานถึง 450 ปีด้วยกัน และพลาสติกชิ้นแรกบนโลกยังอยู่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของช่วงเวลานี้เลยด้วยซ้ำ โดยบรรดาพลาสติกชิ้นใหญ่ๆ นั้นจะค่อยๆ ถูกแยกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนจะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหารของเรา นั่นทำให้ในทุกๆ มื้ออาหารที่เราทาน น้ำที่เราดื่ม และอากาศที่หายใจ พลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้ที่เรียกกันว่า Microplastic ก็ได้เข้าสู่ร่างกายของเราไปแล้ว ถามว่าพลาสติกเหล่านี้จะส่งผลเสียต่อร่างกายมนุษย์หรือไม่ ก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดในเรื่องนี้ จริงอยู่ว่าสำหรับสัตว์และระบบนิเวศ นี่คือเรื่องที่เลวร้ายเลย ทว่าสำหรับมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นของการศึกษาผลกระทบต่อร่างกายเท่านั้น แต่เราก็ไม่สามารถสบายใจได้อยู่ดีแหละ เพราะเอาจริงๆ แล้ว คุณอยากกินบัตรเครดิตเข้าไปทุกๆ
หากวันหนึ่งสงครามนิวเคลียร์ที่ใครหลายคนหวาดกลัวได้เกิดขึ้นจริง หรือเหตุไม่คาดฝันอย่างที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Chernobyl เมื่อปีค.ศ. 1986 ได้อุบัติขึ้นอีกครั้งในสถานที่ ๆ ใกล้ตัวคุณ ข่าวดีก็คือคุณรอดจากแรงระเบิดได้ ทว่าข่าวร้ายก็คือผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ที่รุนแรงไม่แพ้กับแรงระเบิดในตอนแรกเลย หลายคนเริ่มตื่นตัวหรือทราบข้อมูลเรื่องราวของ Chernobyl และความน่ากลัวของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่นที่มีผลต่อร่างกายว่ามันร้ายแรงขนาดไหน แต่หลายอาจจะยังไม่เข้าใจว่า มันไปสร้างผลกระทบอะไรให้ร่างกาย วันนี้เราจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย เมื่อปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่นได้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากนิวเคลียสของยูเรเนียมหรือพลูโตเนียมแตกออกเป็นธาตุที่เล็กลง ทำให้เกิดการปลดปล่อยพลังงานและนิวตรอนจำนวนมากออกมา โดยมันสามารถทำให้อิเล็กตรอนถูกปลดปล่อยเป็นอิสระจากอะตอมหรือโมเลกุลได้ เรียกกันว่ารังสีก่อไอออนหรือ “Ionizing radiation” ซึ่งมีอยู่มากมายหลากหลายชนิด ไล่ตั้งแต่ รังสีคอสมิก, อัลฟ่า, เบต้า, แกมมา, X-ray และอื่นๆ อีกมากมาย อันตรายที่ตามมาก็คือปริมาณของรังสีเหล่านี้ที่ร่างกายได้รับเข้าไป ซึ่งสามารถวัดได้โดยใช้หน่วยเกรย์ (Gy) หรือหน่วยซีเวิร์ต (Sv) โดยอันที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเราล้วนแต่แผ่รังสีออกมาหมดทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่คุณเองด้วย กล้วย 1 ลูกแผ่รังสีออกมา 98 nSv หรือเท่ากับ 0.000000027 Sv และปริมาณสูงสุดที่นักบินอวกาศของ NASA จะได้รับนั้นต้องไม่เกิน 1 Sv ตลอดอาชีพของเขา ซึ่งนั่นก็มาพอที่จะทำให้เจ็บป่วย และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้แล้ว
ในโลกของวงการฮอลลีวูดทำให้เราได้เห็นภาพยนตร์และซีรีส์มากมายที่สร้างขึ้นจากชีวิตจริงของฆาตรโหด เช่น Mindhunter จาก Netflix หรือภาพยนตร์เรื่อง Once Upon a Time in Hollywood ที่ถือเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ใครหลายคนจับตามองตั้งแต่เห็นรายชื่อนักแสดงและผู้กำกับ Quentin Tarantino กับการเล่าเรื่องราวสะเทือนขวัญของวงการฮอลลีวูดช่วงปี 1969 แต่ในวันนี้ UNLOCKMEN ไม่ได้มาพูดถึงตัวหนังและซีรีส์มากนักแต่จะเจาะลึกไปยังลัทธิประหลาดที่เกิดขึ้นจริงอย่าง Manson Family ที่สั่นประสาทไปทั่วลอสแองเจลิส จุดเริ่มต้นของ Manson Family “ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองปกติ และไม่เคยพยายามจะเป็นปกติ” เรื่องราวที่น่าเศร้าครั้งหนึ่งของวงการฮอลลีวูดเริ่มต้นขึ้นจากชายคนหนึ่งนามว่าชาร์ลส์ แมนสัน (Charles Milles Manson) เขาเป็นคนที่มีประวัติแย่ตั้งแต่วัยรุ่นจากการก่ออาชญากรรมเล็ก ๆ อย่างขโมยรถ ปลอมแปลงเช็ก ทำให้เข้าออกคุกอยู่บ่อยครั้งและเมื่อโตขึ้นเขาก็เข้าสู่กลุ่มแก๊งที่เรียกตัวเองว่าเป็น “พวกฮิปปี้” เคยเป็นศิลปินที่มีผลงานในลอสแองเจลลิส ก่อนจะกลายเป็นศาสดาแห่งลัทธิประหลาดที่เขาตั้งขึ้นมาเอง แมนสันเป็นชายที่มีความคิดแตกต่างจากคนทั่วไป เขามองว่าสักวันหนึ่งโลกจะต้องเกิดสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวผิวขาวและชาวผิวสี แถมยังคิดไปไกลอีกว่าหลังจากสงครามสิ้นสุดลงผู้ชนะคือพวกผิวสี แต่เพราะความโง่ของคนดำ (แมนสันว่ามาแบบนี้) ที่ทั้งเขลาและไร้ความสามารถจะทำให้ปกครองกันไม่ได้ เขาและกลุ่มคนในครอบครัวจึงจะขึ้นมาเป็นผู้นำพร้อมปกครองโลกให้น่าอยู่ไปตลอดกาล เมื่ออ่านแล้วหลายคนคงรู้สึกไม่ต่างกันว่าคนเพ้อเจ้อแบบแมนสันคงเป็นพวกเพี้ยน ๆ มีความคิดหัวรุนแรงและเสพยามากจนเกินไป แต่กลายเป็นว่ามีคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าสิ่งที่แมนสันคิดอาจเป็นเรื่องจริงเข้าสักวันหนึ่ง และเมื่อคนที่คิดเหมือนกันได้มาพบเจอพวกเขาจึงรวมกลุ่มกันเป็นลัทธิโดยมีชาร์ลส์เป็นหัวหน้าพร้อมใช้ชื่อว่า Manson Family แมนสันเป็นชายถือว่ามีพรสวรรค์ด้านวาทศิลป์ไม่น้อย
เพิ่งจะครบรอบ 40 ปี Unknown Pleasures หนึ่งในสุดยอดอัลบั้มทรงอิทธิพลของโลกใบนี้ไปหมาด ๆ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายคนต่อให้ไม่เคยฟังสักเพลงก็น่าจะเคยเห็น Art Work อัลบั้มนี้ผ่าน ๆ ตากันมาบ้าง ผลงานชุดนี้เป็นของวงดนตรีจากเกาะอังกฤษที่มีนามว่า Joy Division พวกเขาคือผู้บุกเบิกแนวดนตรีที่เรียกว่า โพสต์พังก์ (Post-Punk) เจ้าของเพลงฮิตตลอดกาลอย่าง Love Will Tear Us Apart ซึ่งอัลบั้ม Unknown Pleasures นี้แหละที่เป็นดั่งใบเบิกทางให้โลกได้รู้จักพวกเขาในปี ค.ศ. 1979 โพสต์พังก์ คือแนวดนตรีที่มีรากฐานมาจากพังก์ร็อก แต่มีการผสมผสานดนตรีและศิลปะแขนงอื่นเข้าไปในเพลง ดนตรีของ Joy Division จะมีความดิบ มืดหม่น แต่ก็มีเมโลดี้ที่ติดหู และมีทำนองสนุกสนาน เสียงร้องโทนต่ำสุดเย็นเยือกของ Ian Curtis ฟรอนต์แมนของวง ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Jim Morrison ฟรอนต์แมนวง The Doors แต่ในเวลาต่อมาวงโพสต์พังก์รุ่นหลังต่างนำเอาวิธีร้องลักษณะนี้มาต่อยอดงานเพลงของตน เมื่อเข้ายุค 80
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเลยว่าหลาย ๆ เมืองเริ่มคิดแผนปรับปรุงและวางผังเมืองเพื่อรองรับการใช้รถใช้ถนนอย่างจริงจัง แต่ BICYCLE ARCHITECTURE BIENNALE (BAB) ยังคงกล้าหาญที่จะจัดนิทรรศการประจำปี เพื่อแสดงงานสถาปัตยกรรมที่ช่วยยกระดับทางจักรยาน หวังเปลี่ยนชุมชนทั่วโลกให้ดีขึ้น และสร้างแรงบันดาลใจให้คนหันมาใช้จักรยานสองล้อมากกว่ารถยนต์พ่นควัน ปี 2019 นี้นับเป็นปีที่สองของนิทรรศการดังกล่าว BAB ได้คัดเลือกนักออกแบบจากทั่วทุกมุมโลกที่เห็นความสำคัญของจักรยาน มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานสถาปัตยกรรมครั้งนี้ ซึ่งในปีนี้มีทั้งหมด 15 โปรเจ็กต์จาก 9 ประเทศถูกเลือกเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการของ BIENNALE โดยมี Routes, Connections และ Destinations เป็นธีมหลักในการดีไซน์ สถาปัตยกรรมของแต่ละเมืองล้วนมีรูปลักษณ์ ฟังก์ชัน และเสน่ห์แตกต่างกัน แต่ทั้ง 15 โปรเจ็กต์ต่างเผยให้เห็นความหลากหลายของวิถีชีวิตท่ามกลางสภาพแวดล้อมต่างที่ ทั้งยังถ่ายทอดความสมดุลระหว่างการเคลื่อนไหวและชุมชนพักอาศัยออกมาได้อย่างสมบูรณ์ CYCLING AND PEDESTRIAN CONNECTION (Barcelona, Spain) COFFEE & BIKES (Delft, the Netherlands) CURTIN BIKE HUB (Perth, Australia) XIAMEN
เชื่อว่าคนรักเพลงสากลทุกคน แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักเพลงเบสหนึบติดหูที่มีชื่อว่า ‘Uptown Funk’ ด้วยความฟังสนุก จึงทำเอาผู้คนโยกสนั่นทั่วบ้านทั่วเมือง แค่อินโทรขึ้นก็เป็นอันร้องอ๋อ ไม่ต้องรอให้ถึงท่อนฮุคก็จำได้ หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่จดจำว่า Uptown Funk คือเพลงของ Bruno Mars รู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วเพลงฮิตนี้เป็นของ Mark Ronson ต่างหาก! อีกทั้งชื่อของเขายังปรากฏอยู่บนหลากหลายเพลงฮิตอย่างเป็นปริศนา โดยไม่มีเสียงร้องของเขาสักท่อน วันนี้เราจะชวนคุณย้อนไปบนเส้นทางที่เป็นจุดเริ่มต้นของชายคนนี้ พร้อมตอบคำถามไปพร้อมกันว่า Mark Ronson คือใคร ทำไมมีชื่ออยู่บนเพลงดัง? Mark Ronson ชายคนนี้คือ DJ หนุ่มจาก London (ปัจจุบันอายุ 43 ปี) ด้วยความที่เป็นคนหลงใหลในเพลงหลากหลายแขนง เขาจึงสนุกกับการนำเพลงฮิตมา Cover ใหม่ แล้ว Remix ให้กลายเป็นเวอร์ชั่นที่แตกต่าง เขามักจะใช้ศิลปินคนอื่น ๆ มาเป็นผู้ถ่ายทอดเสียงร้องในเพลงของตัวเอง โดยให้เหตุผลว่าเขาเป็นคนร้องเพลงไม่เอาไหน เขาทำงานกับศิลปินเก่ง ๆ มากมาย จึงรู้ดีว่าเส้นเสียงที่ดีควรจะเป็นแบบไหน และก่อนหน้าที่ชื่อของเขาจะเป็นที่รู้จักในวงการ Mark Ronson มีอัลบั้มเป็นของตัวเองถึง 2 อัลบั้มคือ Here Comes the
การแข่งม้าสำหรับอังกฤษอาจไม่ใช่การแข่งม้าธรรมดาเหมือนอย่างบ้านเรา แต่เป็นงานสังคมของชนชั้นสูง ตามที่หลายคนมักชอบพูดกันว่า “ชาวบ้านเป็นคนเลี้ยงม้า แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของม้า” เพราะค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงม้าเป็นอะไรที่สูงมาก แถมยังต้องมีเนื้อที่เพียงพอสำหรับทำคอกม้าอีก ดังนั้นกีฬาที่เกี่ยวกับม้าอย่างโปโลหรือการแข่งขันความเร็วของม้าจึงเป็นเสมือนที่รวมตัวและออกงานของผู้มีอันจะกิน ด้วยความหรูหราและค่านิยมที่แตกต่างของการเข้าไปชมกีฬาแข่งม้าของบ้านเรากับอังกฤษ ทำให้ UNLOCKMEN อยากพาทุกคนไปดูสไตล์ธรรมเนียมและเรื่องราวของ Royal Ascot การแข่งขันม้าที่โด่งดังที่สุดของเกาะอังกฤษ ที่จะทำให้เห็นว่าไม่ได้มีแค่ม้าเท่านั้นที่เป็นตัวเอกแต่ยังมีอะไรให้เห็นมากกว่าที่คิด สำหรับการแข่งม้า Royal Ascot จากเดิมที่เป็นแค่การแข่งขันปัจจุบันกลายเป็นเทศกาลหนึ่งของอังกฤษไปแล้ว และถือว่าเป็นการแข่งม้าที่หรูหราและยิ่งใหญ่ที่สุดของเกาะอังกฤษที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1711 เพื่อชิงเงินรางวัลกว่า 7 ล้านปอนด์ (ประมาณ 274 ล้านบาท) ด้วยจำนวนเงินรางวัลที่เย้ายวนทำให้ภายในงานที่ดำเนินมา 300 กว่าปี เต็มไปด้วยเหล่าม้าแข่งสายพันธุ์ดีที่มาจากทั่วโลก และจัดการแข่งขันทั้งหมด 5 วันด้วยกัน เนื่องจากงานแข่งม้า Royal Ascot มีผู้เข้าร่วมมากมายทั้งราชินีอังกฤษ เจ้าชาย เหล่าเชื้อพระวงศ์ไปจนถึงคนธรรมดาอย่างเรา ๆ แต่วัฒนธรรมดั้งเดิมที่จัดต่อเนื่องมาหลายร้อยปีรวมถึงการมีผู้ชมชนชั้นสูงเข้าร่วม จึงทำให้ทางผู้จัดจำเป็นที่จะต้องออกข้อบังคับเรื่องการแต่งตัวของผู้ที่จะมาร่วมชมงานแข่งม้าในสนามนี้ โดยจะแบ่งการแต่งตัวออกเป็น 3 กลุ่ม ตามโซนที่นั่งเรียงจากราคาที่แพงที่สุดคือ Royal Enclosure ตามมาด้วย Queen Anne Enclosure
ค่ำคืนวันศุกร์สุดคึกครื้นและแสงสีของราตรีกาลที่ไม่เคยหลับใหล นำเราเดินดุ่มขึ้นไปยังชั้น 39 ของตึก Sathorn Square มีน้อยคนจะรู้ว่าที่นี่เป็นที่ตั้งของ KOI RESTAURANT ร้านอาหารควบบาร์เหล้าอันมีเอกลักษณ์ด้วยเมนูอาหารและเครื่องดื่มสไตล์เจแปนนิสแคลิฟอร์เนียน เป็นการยกครัวชื่อดังจากสาขาใน Los Angeles มาจุติที่ประเทศไทย หนุ่ม ๆ จะได้สัมผัสประสบการณ์ 3 แบบ 3 สไตล์ผ่านโซน Dinner, Lounge และ The Club @ Koi ที่เชื่อมต่อและเดินทะลุถึงกันได้ทั้งหมด นอกจากอาหารเลิศรส คุณยังได้ชิมทัศนียภาพของกรุงเทพฯ ยามราตรีที่โอบล้อมไปด้วยความงดงามของตึกระฟ้าแห่งมหานคร ก้าวแรกที่เข้ามาในโซน Dinner ก็สัมผัสได้ถึงความเท่ เนื่องด้วยการตกแต่งเน้นหนักเฟอร์นิเจอร์สีเข้ม มีโคมระย้าทรงแปลกตาห้อยลงมาจากด้านบน ทั้งยังเล่นกับลวดลายแพตเทิรน์ซ้ำ ๆ ทำให้ภาพงานสถาปัตยกรรมแบบอินดัสเทรียลลอฟต์และบรูทัลลิสต์แวบเข้ามาในหัวเรา แต่เมื่อถามไถ่จนได้ความ ก็รู้ว่า KOI RESTAURANT แห่งนี้ดีไซน์ร้านอิงตามหลักฮวงจุ้ย เลือกใช้วัสดุจากไม้เป็นหลักและสอดแทรกรายละเอียดของเอเลเมนต์ทั้ง 4 เอาไว้อย่างน่าทึ่ง เริ่มจานแรกด้วย Creamy White Shrimp Tempura เทมปุระกุ้งที่ทวิสต์ขึ้นมาให้มีความเป็นอเมริกันด้วยการคลุกเคล้าซอสมายองเนส แต่แม้จะมีซอสเคลือบด้านนอกเรากลับไม่รู้สึกถึงความเลี่ยนเลยสักนิด
ต้นปี 2019 ถือว่าเป็นช่วงที่ภาพยนตร์กลับมาคึกคักอีกครั้ง และมีหนังน่าสนใจมากมายทยอยออกมาให้ได้ชมกันอย่างต่อเนื่อง และตอนนี้ก็เดินทางมาถึงครึ่งปีแล้ว UNLOCKMEN จึงนำหนังที่ฉายช่วงครึ่งแรกของปี 2019 จำนวน 5 เรื่อง ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่มภาพยนตร์ยอดเยี่ยมช่วงครึ่งปีแรกมาให้ได้ดูกันว่ามีหนังเรื่องอะไรบ้างที่เราพลาดไป หรือว่าหนังเรื่องโปรดของเราจะติดอันดับหนังดีที่ควรดูหรือไม่ The Last Black Man in San Francisco The Last Black Man in San Francisco กับพล็อตหนังที่แสนเรียบง่ายตามแบบฉบับของหนังค่าย A24 เช่นเดียวกับเรื่อง High Life (2019) แต่กลับกวาดคำวิจารณ์ด้านบวกไปอย่างท่วมท้น กับเรื่องราวของหนุ่มผิวสีนามว่า Jimmy และเพื่อนสนิทที่ต้องต่อสู้กับเกี่ยวกับสิทธิที่เขาควรจะได้รับ เมื่อเขาต้องการบ้านที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองซึ่งเป็นของปู่ที่เสียไป แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือปู่ของ Jimmy คือชายผิวสีคนแรกในเมืองซานฟรานซิสโก ที่จะสะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมอเมริกาสมัยก่อน นอกจากจะเห็นมุมมองที่แตกต่างกับปัจจุบันและเรื่องราวที่เต็มไปด้วยปัญหาเรื่องการเหยียดสีผิว เรื่องนี้ยังได้ผู้กำกับของเรื่องอย่าง Joe Talbot ที่เพิ่งคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในเทศกาลหนัง Sundance Film Festival 2019 มาหมาด ๆ มาถ่ายทำอีกด้วย แถมยังได้คะแนนรีวิวจาก
แรงบันดาลใจ Motivation แรงจูงใจ เวลาผู้ชายอย่างเราได้ยินคำเหล่านี้ทีไร หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นคำเพ้อฝัน เลื่อนลอย เป็นแค่ความรู้สึกฟุ้ง ๆ ไม่น่าจะเชื่อมโยงเข้ากับประสิทธิภาพการทำงาน คุณภาพของงาน หรือแม้แต่ศักยภาพของทีมหรือองค์กรไปได้ แต่ใครจะรู้ว่า “Motivation” สำคัญกว่าที่เราคิด สำคัญกับทั้งโอกาสที่จะทำงานสำเร็จ สำคัญต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทีม เพราะถ้าคนทำงานทำงานแบบไม่อิน ทำงานแบบโคตรเบื่อหน่ายไปวัน ๆ ใช้แรงกายแรงใจแค่พอให้มีงานส่ง ๆ ไป องค์กรนั้นก็คงไม่สามารถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด แต่ทำได้แค่คืบคลานไปอย่างช้า ๆ พอเอาตัวรอดได้ (และแค่รอวันที่จะไปไม่รอดหรือโดนแซงไปเท่านั้น) Motivation หรือแรงจูงใจสำคัญต่อการทำงานอย่างไร? งานวิจัยที่ชื่อ The Effects of Incentives on Workplace Performance: A Meta‐analytic Review of Research Studies ระบุว่า ในแต่ละโปรเจกต์ที่ทำขึ้นมาแล้วสำเร็จนั้นปัจจัย 40% มาจากแรงจูงใจล้วน ๆ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าทั้งทีมมี Motivation หมดก็มีแนวโน้มว่าจะร่วมมือกันทำสิ่งนั้นให้สำเร็จได้ ไม่ว่างานหรือโปรเจกต์นั้นจะยากหรือง่าย แต่คนทำงานเต็มไปด้วยแรงจูงใจที่อยากทำให้สำเร็จก็พร้อมจะฝ่าไป เพราะฉะนั้นการจะทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น


