ในโลกที่ยุ่งเหยิง ชีวิตประจำวันแสนวุ่นวาย การงานอันเคร่งเครียด ความสุขดูเป็นสิ่งไกลเกินเอื้อมเข้าไปทุกที แต่จริง ๆ แล้วถ้าลองคิดทบทวนดี ๆ คนเราสามารถหาความสุขให้ตัวเองได้ทุกวัน เพียงแค่คุณมีคู่นอนหรืออย่างน้อยมีมือสักข้างก็เพียงพอที่จะทำให้คุณเสร็จสมอารมณ์หมายลอยขึ้นสู่สวรรค์ชั้น 7 ได้แล้ว นอกจากนั้นการสำเร็จความใคร่ถึงจุดสุดยอดไม่ได้แค่ทำให้คุณมีความสุขเท่านั้น มันมีประโยชน์มากกว่าที่คิดอย่างมหาศาล เรียกว่าทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นได้เลยทีเดียว ที่สำคัญเราไม่ได้อ้างขึ้นมาลอย ๆ หรือคิดไปเอง เพราะมีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ลงในหนังสือชื่อ Vagina: A New Biography ช่วยยืนยัน การตัดสินใจเฉียบแหลมขึ้น ความสุขที่พรั่งพรูหลังจากเราถึงจุดสุดยอดมีสาเหตุมาจากการหลั่งของสาร Dopamine ซึ่งเป็นสารสร้างความสุข และจากผลวิจัยของ Dr. Jim Pfaus แห่ง Concordia University บอกว่า Dopamine มีส่วนช่วยสมองให้มีความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ ยอมรับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้ดียิ่งขึ้น รู้สึกเปิดกว้างรับสิ่งใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังช่วยให้กล้าแสดงออกและมีสมาธิกับงานที่ทำอยู่มากขึ้นอีกด้วย กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ข้อนี้สำหรับคุณสุภาพสตรี เพราะจากผลวิจัยเผยว่าหลังที่ผู้หญิงถึงจุดสุดยอดและหลั่ง Dopamine ออกมาแล้วจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังมีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าจากการพูดคุยกับผู้หญิงที่มีปัญหาสุขภาพจนไม่สามารถถึงจุดสุดยอดได้ พวกเธอมีความสนใจต่อสิ่งรอบข้างน้อยลง ขาดแรงบันดาลใจ และรู้สึกว่าโลกมีสีสันน้อยลง ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนได้ดีขึ้น Dopamine คือพระเอกของงานนี้ก็ว่าได้ เพราะอย่างที่บอกไปว่าเมื่อสารนี้หลั่งออกมาจะส่งผลให้คุณรู้สึกมั่นใจมากขึ้น ดังนั้นความรู้สึกประหม่าเมื่อต้องพูดคุยกับคนแปลกหน้าจึงลดลงอย่างชัดเจน ตรงกันข้ามผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่สาร Dopamine
เผด็จการ ประชาธิปไตย 2 คำนี้เหมือนเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกัน แต่ในโลกแห่งความจริงก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นเกมการเมืองแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ การโคจรมาเจอกันของ 2 ขั้วความคิดทางการเมืองที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และเกิดขึ้นเป็นประจำหลายยุค หลายสมัย ในหลายประเทศ และต้องยอมรับว่าในบ้านเราก็เข้าข่ายเส้นขนานนี้กลาย ๆ อยู่เหมือนกัน จากท่าทีตามหน้าสื่อการเมืองแล้ว ดูเหมือนคำพูดระยะหลังจะหมายความได้ว่า การเลือกตั้งกำลังจะเกิดขึ้นในบ้านเราอีกไม่ช้า แต่ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าเราอาจจะมีพรรคการเมืองอดีตทหารมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อแข่งขันกันด้วยแน่นอน ซึ่งถ้าดูจากหน้าประวัติศาสตร์โลก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผันตัวจากผู้นำทหารลงสู่สนามประชาธิปไตย ดังนั้นเราจะพาย้อนไปดูเรื่องราวการมาบรรจบกันของ 2 แนวความคิดนี้ในหลากหลายประเทศ เพื่อดูเทรนด์ว่าอนาคตของบ้านเราจะเป็นยังไงต่อไป ชิลี ปี 1973 เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นที่ประเทศชิลี ในปี 1973 นายพล Augusto Pinochet ได้รัฐประหารรัฐบาลในขณะนั้นและก้าวขึ้นสู่บัลลังก์อำนาจ หลังจากนั้นไม่นานฝ่ายขั้วตรงข้ามทางการเมืองหลายพันคนโดนสังหาร ไม่ก็โดนเนรเทศออกจากประเทศ ก่อนจะออกกฎหมายฉบับใหม่ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์และเคอร์ฟิว ชิลีตกอยู่ในภาวะไร้เสรีภาพยาวนานถึง 15 ปี จนกระทั่งปี 1988 Pinochet ยอมให้มีการทำประชามติรับฟังเสียงประชาชนว่าต้องการให้เขาบริหารประเทศต่อไปอีก 8 ปีหรือไม่ แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่เขาคิด พลเมืองชิลีรวมใจโหวต NO อย่างถล่มทลาย Pinochet ยอมรับความพ่ายแพ้นี้ และคืนอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือนในปี 1990 40% และ
กลายเป็นข่าวฮือฮาวงการแฟชั่นเมื่อแอคเคาท์ Instagram ของแบรนด์แฟชั่นชั้นนำอย่าง COACH ได้ทำการโพสต์ต้อนรับแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครนอกจากตัวร้ายสุดคูลจาก The Black Panther อย่าง Michael B Jordan ในลุค Signature Hood สีเอกลักษณ์ของแบรนด์นอกจากนี้ยังมีข่าวอีกว่าการเปิดตัวครั้งนี้จะมาพร้อมกับการผลักดันไลน์เสื้อผ้าผู้ชายระลอกใหม่ที่จริงจังยิ่งกว่าเดิมจากห้องเสื้อ COACH อีกด้วย Stuart Vever ผู้รับตำแหน่ง Creative Director ของแบรนด์เล่าผ่านงานแถลงข่าวถึงสาเหตุที่ COACH ตัดสินใจเลือก Michael B Jordan มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ฟังว่า พวกเขารู้จัก Michael มาประมาณ 2-3 ปีแล้ว โดยถ้าเล่าจากมุมมองของแบรนด์ พระเอกมาดเข้มคนนี้มีความเยือกเย็นในตัว ซึ่งหลายครั้งก็ปรากฏตัวในเสื้อผ้าของ COACH ที่ดูดีมีความเป็นธรรมชาติเสมอ และนั่นเองทำให้เขาคิดว่า Michael จะต้องเป็นผู้ชายที่เข้ากันกับ DNA ของแบรนด์ได้ดีมาก ๆ อย่างแน่นอน จึงได้ตัดสินใจดึงตัวมาร่วมงานกันและจะเริ่ม launch โปรเจกต์ต่าง ๆ กันในเร็ววันนี้ คาดกันว่าการเปิดตัวนักแสดงวัย 31
ดูเหมือนตลาดรถกระบะกำลังหาไอเดียแข่งขันใหม่ ๆ กันอยู่ หลายคนอาจจะเบื่อเรื่องสมรรถนะความแข็งแกร่งและสวยงามกันแล้ว เรื่องของการตกแต่งและฟังก์ชันการใช้งานภายในจึงเป็นอีกประเด็นที่ค่ายรถยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ เริ่มให้ความสำคัญกันมากขึ้น ล่าสุด Nissan ได้พัฒนารถกระบะรุ่นท็อปของค่ายอย่าง NISSAN TITAN 2019 และตามข่าวบอกว่าจะแปลงโฉมใหม่ทั้งหมดแถมยังเพิ่มชุดเครื่องเสียงพิเศษจาก Fender ไว้ในตัวรถเพื่อเพิ่มสุนทรียะด้านการฟังเพลงให้กับผู้ขับขี่อีกด้วย NISSAN TITAN 2019 ถูกคาดหวังว่าจะเป็นการกลับมาสมบูรณ์แบบมากขึ้น จากเดิมที่ได้รับเสียงตอบรับไม่เลวอยู่แล้ว ด้านขุมกำลัง TITAN 2019 จะมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.6 ลิตร ที่จะให้สมรรถนะกว่า 390 แรงม้า พร้อมชุดเกียร์อัตโนมัติ 7-Speed ซึ่งสามารถสั่งการได้ทั้งแบบขับเคลื่อนล้อหลังและ 4 ล้อ รูปลักษณ์ภายนอกอาจจะไม่ต่างจากเดิมมาก มีการเปลี่ยนแปลงโดยตัดในจุดที่ไม่จำเป็นออกไป และเสริมส่วนใหม่ที่ดีกว่าเข้ามาทดแทน ส่วนภายในตัวรถจะมาพร้อมเบาะโดยสารหุ้มด้วยหนังแท้ แต่ที่พีคสุดคือเครื่องเสียง จุดที่ค่ายผลิตรถกระบะส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจ จะทำการยกชุดใหม่โดยได้รับความร่วมมือจาก Panasonic และ Fender ในชื่อ FENDER PREMIUM AUDIO SYSTEMS เพื่อเอาใจผู้ใช้งานที่ชื่นชอบเสียงเพลงเป็นพิเศษ Fender เป็นชื่อที่ผู้ชายหลายคนรู้จักกันดีโดยเฉพาะในแวดวงดนตรี ต่างรู้กันดีว่าพวกเขาคือมืออาชีพเรื่องการผลิตกีตาร์และเครื่องขยายเสียง ก่อนหน้านี้ Fender
“The greatest comeback of all time” คือถ้อยคำที่ผู้คนในวงการกีฬาใช้ยกย่องการกลับมาคว้าแชมป์ครั้งแรกในรอบ 5 ปีของชายที่ชื่อ Tiger Woods นักกอล์ฟวัย 42 ปี หลังเขาคว้าอันดับ 1 ในรายการ Tour Championship 2018 โดยถือเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี จากแชมป์ครั้งล่าสุดในเดือนสิงหาคมปี 2013 หลังจากต้องพักรักษาตัวจากปัญหาอาการบาดเจ็บ การติดสุรา และปัญหาครอบครัวรุมเร้า “When Tiger Woods plays golf, the world watches.” โปรกอล์ฟอดีตมือหนึ่งของโลก คือนักกีฬาซึ่งในยุคสมัยนึงพูดได้เต็มปากว่า “ไม่มีใครไม่รู้จัก” ก่อนหน้านี้เขาคว้าแชมป์ PGA Tour ได้ถึง 79 สมัยโดยถ้าเปรียบเทียบครั้งล่าสุดที่ Tiger คว้าแชมป์มาครองได้ ตอนนั้น Anthony Joshua พึ่งจะเทิร์นโปรมวยอาชีพได้แค่เดือนเดียวเท่านั้น แต่หลังประสบความสำเร็จต่าง ๆ มากมาย ครองความยิ่งใหญ่ในชีวิตมาอย่างยาวนาน ชีวิตของ Tiger
ดูเหมือนว่างานแถลงข่าวของ UFC 229 คู่หยุดโลกระหว่าง Conor McGregor และ Khabib Nurmagonedov ซึ่งจะขึ้นฟาดปากกันในวันที่ 6 ตุลาคมที่จะถึงนี้ จะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของการกลับมาของจ้าวสังเวียนจอมเกรียนเท่านั้น หลังจากมีข่าวออกมาจากปากประธานของ UFC ว่า Mcgregor ได้จรดปากกาเซ็นสัญญารับรองศึกยาวในอนาคตไว้แล้ว ไม่ว่าผลของไฟต์หยุดโลกที่จะมาถึงครั้งนี้จะออกมาแบบไหนก็ตาม 20 กันยายนที่ผ่านมา UFC เรียกน้ำย่อยเหล่าแฟน ๆ ด้วย Press Conference ของแมตช์หยุดโลกระหว่าง 2 นักสู้ที่ดีที่สุดของรุ่น Lightweight ณ ปัจจุบัน ระหว่างอดีตแชมป์จอมเถื่อน Conor McGregor และนักชกจอมโหดจากรัสเซีย Khabib Nurmagonedov ผลพวงจากความบ้าคลั่งที่ทีม McGregor ยกพวกถล่มรถบัสของ UFC จนเกือบติดคุกติดตารางก่อนหน้านี้ ซึ่งหลายคนคงได้เห็นลีลาทักษะการแลกน้ำลายกันไปแล้วพอหอมปากหอมคอก่อนจะขึ้นซัดกันจริง ๆ บนสังเวียน แต่ไม่เพียงแค่นั้นสำหรับแฟน ๆ เดนตายของ Conor คงจะได้รับข่าวดีกันถ้วนหน้า หลังจากมีแหล่งข่าวเปิดเผยกับทาง ESPN ว่าตอนนี้เขาได้เซ็นสัญญาตกลงเรื่องไฟต์ในอนาคตของเขาออกไปอีก 6 ไฟต์โดยคาดว่าสัญญาครั้งนี้จะทำให้ในอนาคต Conor
ทุกวันนี้มือถือเครื่องเดียวเล่นทุกอย่างได้ก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าเวลาเล่นจริง ยังไงมันก็ไม่สะใจเต็มสูบเหมือนการกดคีย์บอร์ดหรือจับจอยเกม เพราะแค่แสดงภาพมันก็คับจอไปหมดแล้ว ปุ่มกดก็เล็กเมื่อเทียบกับขนาดนิ้วมือของพวกเราทำให้เล่นได้ไม่ถนัดอย่างที่คิด แถมบ่อยครั้งมันยังเป็นเหตุให้เราวืด แพ้เกมที่คิดว่าตัวเองหวดได้เต็มที่ ควรจะชนะได้ง่าย ๆ จนต้องหัวร้อนก็หลายหน สิ่งที่แก้ได้ง่ายที่สุดสำหรับคนที่ไม่อยากเสียเงินซื้อ PC สเปคเทพมาใช้ หรืออยากแก้ปัญหาเรื่องการพกพา เพราะใช่ว่าเครื่องที่ดีทีสุดจะเหมาะให้เราแบกไปเล่นที่ไหนก็ได้ จึงหนีไม่พ้นอุปกรณ์เสริมที่สามารถต่อพ่วงกับสมาร์ตโฟนที่ให้สัมผัสไม่ต่างจากการเล่นกับเครื่อง PC หรือเกมคอนโซลที่คุ้นเคย ครั้งนี้ UNLOCKMEN ไปเจออุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์คอเกมอย่างเรา 2-3 ชิ้น ชนิดที่แค่เห็นรีวิวตอนใช้งานกับเกม PUBG ต่อมความกระหายมีติดกระเป๋ามันก็พุ่งพล่านไปหมด มั่นใจได้ว่าถ้าซื้อมาซิงก์ใช้งานยังไงเสียก็ล็อกเป้าหมายคิลได้ง่ายขึ้นเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก หรือจะประยุกต์ใช้กับเกมอื่นก็คงช่วยให้วินได้ไม่ยาก จอยสติ๊กมือฉมัง PUBG L3R3 METAL CONTROLLERS ถึงแม้ชื่อของเจ้าจอยสติ๊กแบบคลิปหนีบนี้เขาจะรีวิวคลิปตอนเล่นกับ PUBG แต่ก็ออกแบบมาให้ใช้ได้กับเกมอื่นของสมาร์ตโฟนระบบ Android และ iOS ด้วย เช่น Knives Out, Rules of Survival, Survivor Royale, Critical Ops ฯลฯ วิธีใช้แค่ตั้ง setting ปุ่มไว้บนจอแล้วหนีบคลิปให้ตรงกับตำแหน่งปุ่มนั้นทั้งสองด้าน
“Damn, damn, damn, What I’d do to have you Here, here, here. I wish you were here.” ใครที่ร้องเพลงนี้ตามได้แบบอัตโนมัติ ตั้งแต่อินโทรหรือแหกปากร้องตามในท่อนฮุก เชื่อว่าต้องหลงรักเจ้าแม่ Pop-Punk แห่งยุคอย่าง Avril Lavigne แน่นอน ด้วยความสดใสที่เปล่งประกายทะลุ Eyeliner สีเข้มใต้ตาที่ทำให้ลุคของเธอดูพังก์แบบสุด ๆ แม้กาลเวลาผ่านไป หลายคนก็ยังจำเธอในลุคเดิมนั้น เธอเองก็ยังดูสาวเหมือนเดิมแม้เวลาจะผ่านมานานแค่ไหนก็ตาม แต่ช่วงหลังนี้เธอเก็บตัวเงียบ ไม่มีผลงานใหม่ ๆ ออกมาให้ฟัง และหายไปจากวงการ หลายคนอาจคิดว่าเป็นช่วงซบเซาของเพลง Pop-Punk หรือเปล่า แต่ความจริงแล้วเธอตั้งใจที่จะหายไปเพื่อรักษาบาดแผลของความรู้สึก ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตที่ผ่านมาของเธอ UNLOCKMEN จะพามาหาคำตอบว่าช่วงที่เธอหายไปนั้น เธอหายไปไหน ทำอะไรมา และข่าวการกลับมาครั้งนี้ของเธอพร้อมซิงเกิ้ลใหม่ให้แฟน ๆ อย่างพวกเราได้หายคิดถึงกัน แจ้งเกิดกับอัลบั้ม Let Go อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้ม Debut ของเธอที่โปรดิวเซอร์เองก็พยายามเฟ้นหานักแต่งเพลงมือดีหลายคน
ถ้าพูดชื่อ Harry Benson ขึ้นมา คนที่ไม่ได้อยู่ในวงการถ่ายรูปคงขมวดคิ้วและถามกลับมาว่าเขาคือใคร แต่ถ้านำผลงานภาพถ่ายของ Harry มาให้ดูแล้วล่ะก็เชื่อว่าทุกคนต้องร้องอ๋อแน่นอน เพราะเขาคือเจ้าของภาพถ่ายประวัติศาสตร์มากมาย เป็นซูเปอร์สตาร์แห่งวงการถ่ายภาพยุคบุกเบิก และเราเชื่อว่าผลงานของเขาเป็นอมตะทุกยุคสมัย ไม่หายไปตามกาลเวลา วันนี้เราจึงนำภาพถ่ายฝีมือ Harry Benson มาให้ชมพร้อมร่วมรำลึกประวัติศาสตร์ไปด้วยกัน 1964: The Beatles หนึ่งในภาพถ่ายอมตะของ The Beatles เกิดขึ้นในปี 1964 เวลาตี 3 หลังจากจบการแสดงคอนเสิร์ตในปารีส ผู้จัดการวงสี่เต่าทองเดินมาบอกทั้ง 4 หนุ่มว่าเพลง ‘I Want to Hold Your Hand’ ขึ้นอันดับ 1 Billboard ชาร์ตอเมริกา ทันใดนั้นทุกคนก็ดีใจกระโดดโลนเต้นพร้อมปาหมอนใส่กันทันที และแน่นอนว่า Harry ซึ่งอยู่ในเหตุการ์ณนั้นด้วยไม่พลาดที่จะเก็บภาพดังกล่าว 1964: The Beatles and Muhammad Ali อีกหนึ่งในภาพถ่าย Iconic ของวงสี่เต่าทองคือครั้งที่พวกเขาร่วมซีนกับ Muhammad Ali ยอดนักสู้บนผืนผ้าใบผู้ยิ่งใหญ่ เป็นการโคจรมาเจอกันของ
ในวันที่ท้องฟ้ายามกลางวันกลับมืดดำขมุกขมัวด้วยเมฆสีหม่น สายฝนโปรยปรายลงมาก็ทำให้ลำบากเกินกว่าจะออกไปไหน การอยู่บ้านเฉย ๆ ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่จะให้นอนโง่ ๆ อืด ๆ เฉย ๆ ก็อาจจะน่าเบื่อไปสักหน่อย หรือจะเปิดคอมพิวเตอร์ท่องอินเตอร์เน็ต ดู Netflix ก็รู้สึกจำเจ นาน ๆ ทีลองหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านดีกว่า และทั้ง 5 เล่มที่เรามาแนะนำวันนี้บอกเลยว่าเหมาะกับวันฝนพรำสุด ๆ ฝนตกตลอดเวลา : ปราบดา หยุ่น แค่ชื่อก็บ่งบอกแล้วว่าหนังสือเล่มนี้เหมาะกับการอ่านในวันฝนตกขนาดไหน นอกจากนั้นชื่อผู้เขียนยังการันตีถึงความยอดเยี่ยมของมันได้เป็นอย่างดี เพราะนี่คือผลงานจากปลายปากกาของ ปราบดา หยุ่น นักเขียนรางวัลซีไรต์ที่ลีลาการใช้ภาษามีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ฝนตกตลอดเวลาคือเรื่องราวในที่ฝนตกตลอดเวลา ชายคนหนึ่งตื่นขึ้นมาในห้องโรงแรมเก่า ๆ โทรม ๆ แห่งหนึ่ง ในสภาพเปลือยเปล่า เขาปราศจากซึ่งความทรงจำ ไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน หรือแม้กระทั่งตัวเองเป็นใคร เขาจึงเริ่มต้นออกค้นหาคำตอบ เสน่ห์ที่ร้ายกาจที่สุดในหนังสือเล่มนี้คือการที่ปราบดาสร้างบรรยากาศทุกอย่างให้ชวนฉงน มีความ Surreal สูง เป็นความพร่ามัวเหมือนเราถอดแว่นสายตาออก โดยมีเสียงสายฝนตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย Milk and Honey : Rupi Kaur


