3 ยี่ห้อยานยนต์ระดับโลกที่เราคุ้นเคยได้เซ็นสัญญาผูกปิ่นโตกับ Google เรียบร้อย ทั้ง Renault Nissan และ Mitsubishii เพื่อหวังเป็นดาวเด่นในตลาดรถยนต์ที่มีโปรดักส์ครบเครื่องทั้งความเฉียบของสมรรถนะและสมองกลรวมกันทันทีที่สตาร์ต การนำ AI มาใส่ในรถเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ขับขี่อย่างเราไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับค่ายผู้ผลิตรถทั้งหลายอีกต่อไป โดยเฉพาะกับกระแส internet of things ที่กำลังจะเข้ามา AI ถือเป็นอาวุธสำคัญที่ช่วยพลิกอุปกรณ์เดิมให้กลายเป็นสุดยอดบริการแปะป้ายคำว่า “Smart” ไว้ เรียกง่าย ๆ ว่าถ้า Smart Home ก็ต้องมี AI เชื่อมโยงคำสั่งกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้าน Smartphone วันนี้ก็รองรับระบบของ Siri หรือ Google Assistant ส่วน “Smart Car” แห่งอนาคตเองก็ต้องใช้ระบบ AI ในการทำงานเช่นกัน โดย Hadi Zablit ผู้นำการพัฒนาธุรกิจของ Alliance ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาในครั้งนี้ว่า “ความมุ่งมั่นของเราคือการเสนอประสบการณ์เดิมที่ลูกค้าเคยใช้งานกับมือถือนำมาอยู่ในรถยนต์ มันคือขีดความสามารถในการแข่งขัน สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นฟีเจอร์สำคัญที่คนจะเลือกซื้อรถในวันข้างหน้า” สำหรับบริการที่กลุ่ม Renault
เชื่อว่าเรื่องปัญหาการหลงลืมเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกในชีวิตประจำวันของทุกคน อาจจะเป็นการลืมสิ่งของ ลืมเรื่องราวในอดึต รวมทั้งการลืมข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม จะเป็นนักเรียนที่ต้องคอยจดจำความรู้จากเรื่องที่เรียน พนักงานออฟฟิศที่ต้องคอยทำงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย นักธุรกิจที่จะต้องจดจำข้อมูลต่างๆ เพื่อไปเจรจาในธุรกิจ หรือใครก็ตามที โดยจากผลการวิจัยพบว่า การที่เรามักเกิดภาวะหลงลืมอยู่บ่อยๆ นั้นมีสาเหตุมาจากการ “ขาดการทำความเข้าใจ” อย่างแท้จริงนั่นเอง ซึ่งหลายคนคงรู้กันอยู่แล้วว่าการนึกอะไรแล้วนึกไม่ออก มันน่าหงุดหงิดขนาดไหน นี่เป็นเหตุผลที่เราได้หยิบกลวิธีจดจำทุกสิ่งที่คุณเรียนรู้ได้อย่างแม่นยำไม่มีลืม จากหนังสือจิตวิทยา Make It Stick: The Science Of Successful Learning เขียนโดย Henry Roediger และ Mark McDaniel นักจิตวิทยาชื่อดัง แห่งมหาวิทยาลัย Washington University ตามมาดูกันเลยดีกว่าครับ ไม่แน่ เมื่ออ่านจบ คุณอาจนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากมายกว่าที่คิด Force yourself to recall. บังคับตัวเองให้ทบทวน Henry Roediger และ Mark McDaniel บอกว่า ทักษะการเรียนรู้ของมนุษย์มีกลไกเหมือนกับการยกน้ำหนักดัมเบลล์ เมื่อคุณเริ่มที่จะพาตัวเองไปสู่ดัมเบลล์ที่หนักขึ้น คุณก็จะเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับระบบการจัดเก็บความคิดของมนุษย์ เมื่อเราเรียนรู้ว่าสิ่งไหนยาก สมองจะทำการจดจำและเก็บข้อมูลนั้นไว้อย่างแม่นยำเป็นพิเศษ
สำหรับผู้ชายทุกคนโดยเฉพาะในวัยทำงาน การจัดสรรเวลาชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนอกจากหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแล้ว ครอบครัวหรือคนรอบข้างก็มีส่วนสำคัญกับชีวิตไม่แพ้เรื่องอื่น แถมยังต้องเผื่อเวลาไว้ทำกิจกรรมเพื่อการผ่อนคลาย เช่น ออกกำลัง อ่านหนังสือ หรือกระทั่งการเล่นเกม ซึ่งตอนนี้กำลังกลายเป็นประเด็น Talk Of The Town ในประเทศอังกฤษ เมื่อเกมยอดนิยมอย่าง Fortnite กำลังกลายเป็นจำเลยในข้อหาทำให้เกิดการหย่าร้างเพิ่มมากขึ้นในสังคมคนทำงาน Fortnite คือวิดีโอเกมเปิดตัวครั้งแรกในปี 2017 โดยค่าย Epic Games เป็นเกมแนว Battle Royale ในมุมมองบุคคลที่สาม มีจุดเด่นคือการเล่นแบบ Open World แต่ละรอบจะมีผู้เข้าร่วม 100 คน ทุกคนจะต้องเก็บเกี่ยวอาวุธและทรัพยากรเพื่อช่วยในการเอาชีวิตรอด อารมณ์คล้ายกันกับเกม PUBG (Player Unknown Battlegrounds) แต่ต่างกันตรงที่ Fortnite มีโหมดการสร้าง (Building) สิ่งต่าง ๆเพื่อสนับสนุนการโจมตีหรือป้องกันระหว่างตัวผู้เล่นเอง โดยผู้ชนะจะมีเพียง 1 คนหรือ 1 ทีมเท่านั้น แม้ในประเทศไทยอาจยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เพราะตอนนี้ Server ของตัวเกมมีการเปิดในโซน
ทุกครั้งที่เราเห็นคนประสบความสำเร็จในทุกสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็ไปได้ดีทั้งนั้น เรามักจะคาดหวังไว้ว่า เขาจะเป็นคนมีวินัย เนี้ยบ เก่ง มีความพยายาม หรืออะไรก็ตามที่ดูจะเป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะสำหรับคนเจ๋ง ๆ เท่านั้น คนในอุดมคติที่ใครหลายคน (รวมถึงเราเอง) อยากจะเป็น หรืออยากมี DNA ของคนเจ๋งไว้ในตัวกันบ้าง สักสามสี่คู่เบสก็ยังดี ถ้าเราพูดถึงคนแบบที่ว่ามาในวงการดนตรี จริง ๆ ก็มีตัวจี๊ดหลายคนที่ผงาดด้วยความสามารถของตัวเอง ครั้งนี้เราขอยก Damon Albarn มาเจาะลึกถึงความสำเร็จของเขา ตั้งแต่สมัยเป็นฟรอนต์แมนของวง Blur จนกระทั่งมาทำ Visual Band เจ๋ง ๆ อย่าง Gorillaz โดยทั้งสองสิ่งประสบความสำเร็จแบบไม่มีข้อกังขา แต่ใครจะคิดว่าเบื้องหลังความสำเร็จของเขา มันไม่ได้เป็นคุณสมบัติในอุดมคติอย่างที่เราคิดเลย แต่เป็นอะไรนั้น UNLOCKMEN อยากจะแชร์ให้ทุกคนได้อ่านกัน เราอาจจะได้ไอเดียอะไรเจ๋ง ๆ ไปปรับใช้กับตัวเองแล้ว Work ขึ้นมาก็ได้ All About Albarn เขาเติบโตมาในครอบครัวชาวอังกฤษแท้ ๆ ทั้งพ่อและแม่ ทุกคนทำงานสายอาร์ตกันหมดตั้งแต่ปู่ที่เป็นสถาปนิก พ่อแม่เป็นศิลปินรวมถึงน้องสาวของเขา Jessica ก็เช่นกัน
ขณะที่คนหันมารณรงค์เรื่องงดใช้พลาสติกกันเต็มสูบ ลุกมาเปลี่ยนภาชนะหรือหิ้วปิ่นโตตอนไปซื้อของกันให้ควั่ก แต่ส่ิงที่ถูกกลบฝังอย่างไร้มาตรการแก้ไขที่ชัดเจนกลับเป็นการจัดการขยะพลาสติกที่เราใช้ไปแล้ว ว่าเราควรทำอย่างไรกับมันกันแน่ แน่นอนว่า “ทะเล” คือสถานที่ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดเวลาพูดถึงพลาสติก เพราะสิ่งมีชีวิตในทะเลได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างไร้ทางสู้ เช่นเดียวกับดินแดนภารตะที่พบปัญหาเดียวกันในสถานที่นี้และลุกขึ้นมาจัดการกับมันอย่างเป็นระบบ กลุ่มคนที่ลุกขึ้นมาจัดการปัญหาในครั้งนี้ อาจไม่ใช่ผู้ทิ้งแต่เป็นคนที่ใช้ชีวิตผูกพันกับท้องน้ำอย่างชาวประมง เบื้องหลังการจัดการลากพลาสติกขึ้นบกที่สวนทางกับคนที่ตั้งใจจะทิ้งขยะเหล่านี้ลงน้ำมีที่มาน่าสนใจอย่างไร ลองมาดูไปพร้อมกัน พลาสติกในมือ 11 กิโลต่อคนต่อปี จากการสำรวจสถิติการผลิตขยะพลาสติกของประชากรอินเดียปัจจุบันพบว่าหากเฉลี่ยประชากรกับขยะที่มีแล้ว พลเมืองหนึ่งคนผลิตขยะพลาสติกสูงถึง 11 กิโลกรัมต่อคนต่อปี (จำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศคือ 1.3 พันล้านคน) และปลายทางของขยะที่ทิ้งส่วนใหญ่จบลงที่ทะเลอาหรับกับมหาสมุทรอินเดีย ไม่เพียงแค่จำนวนคนกับจำนวนขยะที่อุ้มกันมาเท่านั้น งานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมของ Helmholtz Center ยังเผยข้อมูลที่หลายคนไม่รู้อีกว่า ทุกวันนี้แหล่งของขยะที่ปกคลุมมหาสมุทรและทะเลทั่วโลกแท้จริงมาจากแม่น้ำหลักเพียง 10 สายในโลก ซึ่ง 2 ใน 10 สายนั้นอยู่ที่แม่น้ำ Indus และ Ganges ของประเทศอินเดีย ชาวประมงอินเดียตอนใต้เมือง Kerala ที่ต้องเผชิญกับภาวะพลาสติกเต็มทะเล โยนอวนไปกี่ทีก็ได้ทั้งปลาทั้งพลาสติกจึงลุกขึ้นมาลดปัญหาขยะพลาสติกในมหาสมุทรอย่างจริงจัง จากเดิมที่แค่แยกแล้วโยนกลับลงทะเลก็เลือกหันมาเปลี่ยนวิธี เก็บกวาดทะเลด้วยการลากพลาสติกขึ้นบกแทน โดยสร้างแคมเปญที่ชื่อ Suchitwa Sagaram หรือที่แปลเป็นไทยว่า “ทำความสะอาดทะเล” ขึ้น Suchitwa Sagaram
ดูเหมือนว่าจักรวาลภาพยนตร์ Super Hero จะกำลังเขาสู่ช่วงของการ RE-MAKE ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะทางฝัง DC Comics ที่ช่วงนี้ดูเหมือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในและนอกมากมาย ไม่เพียงเฉพาะบทบาทของฮีโร่ Superman เท่านั้น ล่าสุด Warner Bros มีแผนว่ากำลังเตรียม Pre-Production หนังภาคแยกเรื่องแรกของตัวร้ายขวัญใจมหาชนในชื่อ The Joker (2019) โดยคราวนี้ได้ดารามากฝีมืออย่าง Joaquin Phoenix มาสวมบทบาทให้อีกด้วย The Joker เป็นภาพยนตร์ที่จะเล่าถึงเรื่องราวช่วงแรกเริ่ม จุดกำเนิดก่อนจะกลายเป็น Clown Prince of Crime ของตัวละคร Joker ในสมัยยังชื่อว่า Arthur Fleck ชายแสนธรรมดาผู้ต้องเจอกับเส้นทางความเปลี่ยนแปลง ทำให้ชีวิตของเขาต้องพบทางแยกสำคัญ จนกลายเป็นสุดยอดอาชญากรโรคจิตของ Gotham City โดย The Joker (2019) จะได้ Todd Phillips ซึ่งเคยฝากผลงานอย่าง The Hangover Trilogy และ Due Date
ดูเหมือนจะทำให้หนุ่ม ๆ แฟนหนังซุปเปอร์ฮีโร่ฝั่ง DC Universe ซึ่งดูแลโดย Warner Bros ใจหายใจคว่ำกันไม่น้อยหลังมีข่าวการประกาศถอนตัวจากบท Superman ของพระเอกหน้าหวานอย่าง Henry Cavill ซึ่งไม่มีวี่แววจะต่อสัญญากับทางค่ายออกไปอีก กระแสข่าวที่สะพัดออกไปนอกจากจะทำให้เกิดการแสดงความคิดเห็นทั้งแง่บวกและลบมากมายแล้ว ยังมีอีกกระแสข่าวหนึ่งพูดถึงความคาดหมายว่าอยากจะเป็นใครมารับแสดงบทบาทนี้แทน ซึ่งกระแสที่แรงมากสุดคงจะเป็นของนักแสดงเจ้าบทบาทอย่าง Nicolas Cage ซึ่งไม่รู้ว่าโดนดันเอาฮาหรืออยากจะเห็นกันจริง ๆ Henry Cavill เซอร์ไพรส์สาวกซุปเปอร์ฮีโร่ด้วยข่าวว่าจะไม่เซ็นสัญญาต่อกับ Warner Bros ในบท Superman ที่เขาปรากฏตัวในบทดังกล่าวมาแล้ว 3 ภาค ตั้งแต่เรื่องแรกอย่าง Man Of Steel ซึ่งกวาดรายได้จากทั่วโลกไปกว่า 668 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ถือว่าดีทีเดียว ต่อด้วยการจับคู่กับ Batman VS Superman ซึ่งทำไป 855 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และเรื่องล่าสุดอย่าง Justice League ซึ่งทั้ง 3 ก็ถือว่าไม่ได้รับเสียงวิจารณ์น่าเกลียดอะไรเลย ถึงขั้นมีแผนจะสร้าง Man of
ถือเป็นปีทองสำหรับกระแสดนตรีแนว Hip-Hop ซึ่งกำลังมาแรงแบบฉุดไม่อยู่ แต่ละอัลบั้มที่ปล่อยออกมาได้รับกระแสตอบรับยอดเยี่ยมทั้งนั้น แถมยังสร้างรายได้ให้กับเจ้าของเพลงมากเอาเรื่องทีเดียว แต่ไม่ได้มีเพียงแค่งานเพลงเท่านั้น Rapper ยุคนี้ยังสามารถร่วมงานกับแบรนด์สินค้าหรือผันตัวเองออกมาทำธุรกิจส่วนตัวกันมากขึ้น ส่งผลให้หลายคนกลายมาเป็นเศรษฐีของวงการกันเพียบเลยทีเดียว ล่าสุดนิตยสาร Forbes จัดอันดับรายได้ของ 100 บุคคลที่มีเสียงในปี 2018 โดยมีแร็ปเปอร์ 5 คนเข้าไปติดอันดับด้วย มาดูกันว่า Rapper แต่ละคนในปีนี้ทำเงินไปคนละเท่าไหร่กันบ้าง J.Cole ครั้งแรกในชีวิตที่แร็ปเปอร์หนุ่มชาวอเมริกันกระโดดเข้ามาอยู่ในชาร์ตของ Forbes โดยสิ่งแรกที่ช่วยส่งเข้ามาก็คือ “KOD” Studio Album ที่ 15 ในชีวิตของเขา ท่ีปล่อยออกมาช่วงเดือนเมษายน ซึ่งวันแรกของการถูกปล่อยลง Streaming ก็สามารถทำยอดการฟังไปถึง 64.5 ล้านครั้งใน Spotify และ 36.6 ล้านใน Apple Music พร้อมเสียงชื่นชมมากมาย แถมยังติดอยู่ใน Top 10 Billboard Hot 100 มาจนถึงเดือนสิงหาคม รวม ๆ แล้วทำยอดขายในสัปดาห์แรกได้มากถึง 397,000 Copy
ช่วงนี้กระแสของศึกสายเลือดกำลังมาแรง จนเกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับครอบครัวขึ้นเต็ม Newsfeed ของเราไปหมด เพราะเรามักจะคาดหวังให้ครอบครัวเป็นความสมบูรณ์แบบหนึ่งเดียวในชีวิตอันไม่สมบูรณ์แบบของเราทุกคน เอาไว้เป็นที่พึ่งทางใจ หรือเป็นอะไรก็ตามที่ยิ้มได้ทุกครั้งที่กลับไปหรือแม้แต่นึกถึง แต่ความเป็นจริงมันไม่สวยงามขนาดนั้น เมื่อหลายครอบครัวมีปัญหาภายใน แต่กลับพูดไม่ได้ เพราะความรักทางสายเลือดมันค้ำคอ UNLOCKMEN ขอแนะนำ 5 หนังที่จะมาให้ข้อคิดดี ๆ ในประเด็นของครอบครัว มีหลากหลายแนว ตั้งแต่แฟนตาซีดูง่าย ๆ เพลิน ๆ จนไปถึงดราม่าจุกอก ให้หนุ่ม ๆ ได้เลือกเอาตามความชอบ โดยลิสต์นี้ไม่ได้เป็นการจัดอันดับหนังดีใจดวงใจ ไม่ต้องน้อยใจว่าทำไมถึงไม่มีเรื่องโปรดของคุณ เพราะนี่คือการแลกเปลี่ยนหนังกันดู เหมือนเพื่อนคุยกันเท่านั้นเอง อย่าได้โวยวายกันไปว่าหนังแนวนี้ต้องอันนี้เท่านั้น ย้ำอีกที ว่านี่ไม่ใช่การจัดอันดับ Charlie and the Chocolate Factory (2005) Director : Tim Burton เจ้าหนูชาร์ลีที่ดวงเฮงได้ตั๋วทองในห่อช็อกโกแลตของวิลลี่ วองก้า เลยได้โอกาสไปทัวร์โรงงานช็อกโกแลต หลายคนอาจโฟกัสไปที่ความแฟนตาซีของหนัง กับจินตนาการล้ำ ๆ ของผู้กำกับอย่างทิม เบอร์ตัน แต่เรื่องนี้แฝงไปด้วยประเด็นเรื่องการเลี้ยงดูลูกในแต่ละครอบครัวไว้อย่างเฉียบคม เด็กแต่ละคนที่ได้ไปทัวร์ในโรงงานนั้น มีคาแร็กเตอร์ที่แตกต่างกันไปซึ่งมาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่แบบที่ไม่ต้องมีใครมาเฉลย เราก็สังเกตได้จากการกระทำของตัวละคร
ในยุคที่กระแสสังคมพัดผ่านอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับทุกอย่าง ไม่เว้นแม่แต้วัฒนธรรมการทำงาน ก่อนหน้านี้ถ้าเราพูดถึงการทำงาน ความหมายของมันมีรูปแบบเดียวคือการเดินทางออกจากบ้านไปทำงานในสถานที่ที่องค์กรต้นสังกัดจัดไว้ให้ แต่ทุกวันนี้มีงานหลายประเภทที่สามารถทำได้จากทุกที่ในโลก ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปทำงานถึงที่ จึงเกิดรูปแบบการทำงานใหม่ที่เรียกว่า Work-From-Home ขึ้นมา Work-From-Home ดีจริงหรือ? การทำงานที่บ้านจะดีกว่าที่ทำงานได้ยังไง? พนักงานจะมีความรับผิดชอบพอหรือเปล่า? งานจะไม่เละเทะเหรอ? และสารพัดคำถาม แต่ตอนนี้มีผลการสำรวจออกมาช่วยยืนยันแล้วว่า Work-From-Home คือรูปแบบการทำงานที่ดีที่สุดในการจัดการกลยุทธ์ต่าง ๆ สำหรับบริษัท ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? การทำงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จากการศึกษาของ Harvard Business Review ได้ทำการทดลองเรื่อง Work-From-Home กับพนักงานบริษัท Call Center แห่งหนึ่ง โดยได้แบ่งพนักงานเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้ทำงานที่บ้าน ส่วนอีกกลุ่มให้เดินทางมาทำงานที่ออฟฟิศตามเดิม เวลาผ่านไป 9 เดือน เมื่อนำผลลัพธ์การทำงานของพนักงานทั้ง 2 กลุ่มมาเปรียบเทียบกันพบว่ากลุ่มพนักงานที่ทำงานที่บ้านสามารถทำยอดขายรวมได้มากกว่ากลุ่มทำงานที่ออฟฟิศถึง 13.5% เลยทีเดียว ลดความตึงเครียด จากการสำรวจของ Ctrip เกี่ยวกับความพึงพอใจในงานพบว่าพนักงานที่สามารถทำงานจากบ้านได้นั้นมีความพึงพอใจและมีความสุขกับงานมากกว่าพนักงานที่ต้องไปทำงานที่ออฟฟิศเป็นประจำถึงเท่าตัว ซึ่งนับว่าเป็นอัตราที่สูงมาก นอกจากเรื่องความสุขในการทำงานแล้ว บริษัทที่มีนโยบาย Work-From-Home สามารถหาพนักงานเข้ามาทำงานได้ง่ายกว่าบริษัททั่วไปถึง 41% ลดภาระค่าใช้จ่ายของบริษัท นโยบาย Work-From-Home นอกจากจะมีข้อดีกับบรรดาพนักงานแล้ว


