Aston Martin DBX super SUV คันแรกจากค่ายที่เปิดตัวไปตั้งแต่ปี 2020 เป็นรถ SUV ที่ใช้ขุมพลัง 4.0-liter V8 จาก Mercedes-AMG 542 แรงม้า แรงบิด 735 นิวตันเมตร ซึ่งแรงมากแล้วสำหรับบอดี้ SUV แต่สำหรับสำนัก Mansory รถเดิม ๆ ยังแรงไม่พอ เมื่อเทียบกับคู่แข่งในตลาดอย่าง Lamborghini Urus ที่มาพร้อมม้ากว่า 600 ตัว กว่าจะรอ Aston Martin เปิดตัวรุ่น High-performance ของ DBX ที่ใช้ขุมพลังไฟฟ้าจาก AMG GT73 ออกมาคงจะช้าไป จึงตัดสินใจสร้างผลงานที่แรงแซง Urus มาให้ก่อนแล้วเรียบร้อย Mansory’s Aston Martin DBX ถูกนำมาอัพเกรดเป็น Super SUV ด้วยการเปลี่ยน turbochargers
ZipCharge บริษัท Startup สัญชาติอังกฤษที่หันมาจับเทรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้าซึ่งกำลังมาแทนที่ยานพาหนะพลังงานเผาไหม้แบบในปัจจุบัน ด้วยความเข้าใจดีถึงจุดอ่อนในที่อาจจะเดินทางไกลและบังเอิญไม่มีที่ชาร์จพลังไฟฟ้า จึงพัฒนาไอเดียเพื่อตอบโจทย์แก้ปัญหานี้ด้วย ZipCharge Go powerbank สำรองขนาดเท่ากระเป๋าเดินทาง มีล้อและที่จับสำหรับลากได้สบายแรงไม่ต้องแบกหาม สามารถชาร์จไฟให้รถยนต์ของคุณขับต่อไปได้อย่างน้อย 70 กิโลเมตร Gadgets ที่เจ้าของรถยนต์ EV ควรมีติดรถชิ้นนี้ถูกออกแบบให้พกพาง่าย แถมการใช้งานก็ยังง่ายแค่เสียบปลั๊กแล้วรอ ซึ่ง ZipCharge เคลมว่าสามารถชาร์จไฟให้รถทั้ง Plug-in Hybrid และ EV ที่ใช้ Type 2 socket ให้พร้อมขับได้ภายในเวลาเพียง 30 นาที แม้จะนานกว่าเติมน้ำมันแน่ ๆ แต่ก็ยังดีกว่านั่งกินข้าวลิงรอรถยกข้างทาง แถมยังฉลาดล้ำด้วยการเช็คสถานะผ่านทาง application ได้ แม้ตอนนี้ ZipCharge Go จะยังเป็นเพียง concept แต่ก็เข้าสู่ช่วงสุดท้ายก่อนพัฒนาออกมาวางขายภายในปลายปีนี้ โดยจะมีให้เลือกสองความจุคือ 4 kWh และ 8 kWh โดยมีให้เลือกทั้งแบบซื้อขาด หรือเช่าแบบรายเดือนโดยจ่ายเดือนละประมาณสองพันบาท ความเจ๋งคือนอกจากจะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นเจ้าของรถยนต์ EV
สงครามรถหรูที่แข่งกันฉีกกฎความสะดวกสบายในห้องโดยสาร เป็นอีกตลาดที่ดุเดือดไม่แพ้ SUV หรือ segment อื่น โดยมีหัวเรือธงอย่าง Mercedes-Benz S-Class, BMW 7-Series และในฝั่ง Audi ก็มีตระกูล A8 อัครมหายานยนต์สำหรับผู้บริหารที่ต้องการโลกแห่งความสงบและสบายในเบาะหลังของยานพาหนะ ขุมพลังของ A8 มีให้เลือก 3 รุ่น ประกอบด้วยรุ่นเริ่มต้น 3.0-liter V6 A8 55 TFSI Quattro, 4.0-liter V8 A8 60 TSFI Quattro และรุ่นตัวถังยาว A8 L 60 TFSI Quattro เครื่องยนต์ V8 รุ่นใหม่มาพร้อมฟีเจอร์ช่วยประหยัดน้ำมัน ลดการคายไอเสีย ด้วยการใช้เพียงแค่ 4 สูบ จากทั้งหมด 8 สูบได้ในขณะที่ใช้ความเร็วต่ำ ซึ่งแม้จะมาในตัวถังที่กว้างใหญ่ ก็ยังสามารถทำเวลา 0-100 km/h ได้ภายใน
ถือเป็น Supercar ที่สร้างหน้าตาและยกระดับความหล่อให้กับชาวอเมริกันทั้งชาติ สำหรับ Chevrolet Corvette C8 ที่พัฒนามาไกลจนดูคล้าย Ferrari เข้าไปทุกที อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่เปลี่ยนมาใช้ platform mid-engine นับตั้งแต่ Corvette เปิดตัวสู่โลกในปี 1953 มันจึงสามารถฉีกขีดจำกัดติดตาในอดีตไปได้อย่างสิ้นเชิง และแน่นอนว่ามันได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม สองปีผ่านไป จากขุมพลัง 6.2 ลิตร V8 ที่เคยทำตัวเลขได้เพียง 490 แรงม้า ก็ถึงเวลาอัพเกรดมัดกล้ามใหม่ในรุ่นย่อยที่สูงกว่าเก่า ขอแนะนำ 2023 Chevrolet Corvette Z06 mid-engine layout supercar เพิ่มความแรง เป็น 670 แรงม้า แรงบิด 624 นิวตันเมตร ทั้ง ๆ ที่ลดความจุเครื่องยนต์ LT6 V8 ลงเหลือเพียง 5.5 ลิตร ผลิตจาก aluminum พร้อม Dry Sump
เรื่องของความเร็ว คือเสน่ห์ที่ผู้ชายทุกคนต่างหลงใหล มันเป็นการแข่งขันที่อยู่ในเกือบจะทุกกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา สัตว์ ไปจนถึงยานพาหนะ ซึ่งสิ่งที่ใกล้ตัวพวกเรามากที่สุดก็คือรถยนต์ การที่เราเร็วกว่าคู่แข่ง ถือเป็นความภูมิใจที่ทำให้ความตื่นเต้นและอะดรีนาลีนในร่างกายต้องตื่นตัวทุกครั้ง ทุกวันนี้รถยนต์ถูกพัฒนาให้แรงและเร็วจนเกือบจะถึงขีดจำกัดในโลกที่ทำเวลา 0-100 km/h ภายในตัวเลข 2 วินาทีกันเป็นว่าเล่น แต่สิ่งที่ท้าทายขีดจำกัดของผู้สร้างรถยนต์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้านอัตราเร่ง แต่สำหรับรุ่นใหญ่ที่เรากำลังจะพูดถึงสถิติ “เร็วที่สุดในโลก” คือการประชันด้านความเร็วสูงสุด (Top Speed) จินตนาการที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นความจริง และนี่คือ 3 สุดยอดซุปเปอร์คาร์ ที่สามารถทำความเร็วได้สูงที่สุดในโลก 3. Koenigsegg Agera RS 1MN package – 444.8 km/h (2017) Agera RS เคยสร้างสถิติโลกความเร็ว 444.8 km/h ซึ่งทดสอบกัน ณ ลานเครื่องบินเก่า ในประเทศเดนมาร์ก เครื่องยนต์ 1,160 hp twin-turbo V8 ถูกอัพเกรดให้เป็น 1,360 แรงม้า ด้วยแพคเกจ “The
ใครเคยเล่นเกม Need For Speed: Most Wanted ต้องหลงใหลในรถ BMW E46 M3 ซึ่งย้อนไปในยุคนั้น เราแทบไม่รู้รายละเอียดของรถคันนี้เลย คิดว่าเป็นเพียงแค่ M3 แต่งซิ่งธรรมดา แต่ที่จริงแล้วมันมีแรงบันดาลใจจาก BMW M3 ที่มีอยู่จริง นี่คือ BMW E46 M3 GTR V8 Race Car ที่ถูกสร้างขึ้นเพียง 2 คันในโลกที่ใช้เครื่องยนต์ V8 เพื่อลงแข่งขันรายการ GT โดยเฉพาะ ในปี 2000 เป็นปีที่ BMW North America ต้องการลงแข่งขันในรายการ Rolex Grand-Am Champion โดยมีเป้าหมายต้องการเอาชนะ Porsche ซึ่งเป็นเจ้าสนามแข่ง กวาดเรียบทุกแชมป์ในยุคนั้น จึงตัดสินใจหาผู้เชี่ยวชาญในการสร้างรถ GT เพื่อสร้าง M3 ที่จะพาอภินิหารการคว้าแชมป์ให้กลายเป็นเรื่องจริงได้ BMW จึงปรึกษากับ
Porsche ถือเป็นค่ายรถ Supercars ที่มักจะขยับตัวไปสร้างเทรนด์ใหม่ ๆ ก่อนค่ายคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง segment ใหม่ของ Super-SUV ด้วย Cayenne ที่ไม่ทิ้งลาย ใส่จิตวิญญาณความแรงใน Turbo GT จนทำสถิติเร็วที่สุดใน Nurburgring (Nordschleife) หรือการสร้าง Taycan ขุมพลัง EV ที่วันนี้ขายดีแซงหน้า 911 ไปแล้ว และโมเดลล่าสุดคืออีกสัญญาณถึงการเอาจริงเอาจังในโลกแห่ง Supercars พลังไฟฟ้า จากการซุ่มพัฒนา 718 ทั้ง Cayman และ Boxster ด้วยขุมพลังใหม่แบบ Electric Power 100% ข่าวการพัฒนา Porsche 718 พลังงานไฟฟ้านั้นถูกต่อยอดมาจากการเปิดตัว Mission R Concept ในช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา พื้นฐานของ Supercars ไซส์เล็กขุมพลังไฟฟ้าที่ถูกอธิบายภายหลังว่าเป็นเพียงแนวคิดและ Porsche อาจจะไม่ได้ผลิตมันออกมาจริง แต่เมื่อแหล่งข่าวเผยถึงโครงการ Electrified Cayman
ในยุคที่สังคมนิยมความรุนแรง นักธุรกิจ นักการเมือง อาจต้องการมากกว่าแค่ยานพาหนะที่หรูหรา แต่ต้องมาพร้อมความปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน แนวคิดที่ทำให้ Klassen สำนักแต่งรถในเยอรมนีนำเสนอทางเลือกใหม่ให้กับ Rolls-Royce Culllinan สุดยอด SUV ที่ทั้งหรูและแรง ด้วยการเสริมเกราะรอบคัน กันได้ทั้งกระสุนและระเบิด ทุกชิ้นส่วนรอบคันตั้งแต่หลังคาไปจนถึง chassis ถูกเสริมความแกร่งด้วยเกราะกันกระสุนระดับ CEN 1063 BR6 armor proofing ซึ่งสามารถต้านทานได้ถึงระดับระเบิดมือ DM51 สองลูกซ้อน เช่นเดียวกับกระจกที่เปลี่ยนมาใส่ bulletproof glass ทุกบาน มั่นใจได้ว่ากระสุน automatic rifle จะไม่สามารถพุ่งทะลุเข้ามาสัมผัสร่างกายได้แน่นอน ด้านอุปกรณ์เสริมเพื่อความปลอดภัย ก็ได้จัดการอัพเกรดใหม่หมดตั้งแต่ระบบควบคุมไฟฟ้าซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของรถ ช่วงล่าง บานประตู ครอบคลุมถึงจุดที่ละเอียดอ่อนของ Cullinan ได้ถูกเปลี่ยนมาใช้วัสดุกันกระสุนทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นรถถังในร่าง Luxury SUV ที่พร้อมลุยฝ่าทุกวงล้อมของศัตรูได้สบาย ๆ โดยที่คนดูจากภายนอกจะไม่รู้เลยว่า Rolls-Royce คันนี้ผ่านการ custom เสริมแกร่งมารอบคันด้วยผลงานการออกแบบที่แนบเนียนของ Klassen ขุมพลังยังคงเดิมจากเครื่องยนต์ความจุ 6.7-liter V12
กาลเวลาที่ดำเนินผ่านไปล้วนมีเรื่องราวเกิดขึ้นจนเป็นที่จดจำอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่วงการรถยนต์ ที่ในแต่ละยุคสมัยต่างก็มีการผลิตโมเดลออกมามากมาย เป็นการปักหมุดความทรงจำที่จะคอยกระตุ้นให้คุณนึกถึงช่วงเวลาในอดีตเมื่อคุณได้เห็นโมเดลต่าง ๆ เหล่านั้น แต่สำหรับในยุค 50’s คงไม่มีรถยนต์รุ่นไหนจะโดดเด่นไปกว่า Mercedes-Benz 300 SL Gullwing W198 รถยนต์สปอร์ตคูเป้ ตระกูล SL รุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1954-1957 มีจุดเด่นคือดีไซน์ที่สวยงามพร้อมประตูปีกนกนางนวล (Gullwing) ที่โดดเด่น, หรูหรา และเท่เกินกว่าใครในเวลาเดียว เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่คอยานยนต์ต่างต้องพูดถึง รวมไปถึงดีไซน์ต่าง ๆ ที่สง่างามทั้งตัวฝากระโปรงหน้าที่มีความยาว ฝากระโปรงหลังมีความโค้งมน เบาะลายตารางหมากรุก ทุก ๆ ตำแหน่งได้สะกดทุกสายตาตั้งแต่ครั้งแรกที่มอง เดิมที Mercedes-Benz 300 SL Gullwing ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความเร็วในกีฬามอเตอร์สปอร์ต ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทาง Maximilian Hoffman ตัวแทนผู้นำเข้าในอเมริกาได้เคยกล่าวไว้ว่า “สิ่งที่เราต้องการ ณ ที่นี้ คือรถสปอร์ตของ Mercedes-Benz ที่ยอดเยี่ยม” จนกระทั่งในเดือนกันยายน ปี 1953 Maximilian Hoffman
การแข่งขันรถสูตรหนึ่งชิงแชมป์โลก (Formula One World Championship) นับเป็นแหล่งรวมตัวของสุดยอดนักซิ่งที่จะมาโชว์ฟอร์มการขับรถอันสง่างามให้คนทั่วโลกได้ประจักษ์ การได้เห็นรถฟอร์มูล่าวันจำนวนหลายสิบคันลงสนาม ต่างคนต่างงัดสกิลการขับรถเพื่อขึ้นแซงหน้าฝ่ายตรงข้าม นับเป็นกิจกรรมที่สร้างความบันเทิงให้กับผู้คนมาหลายสิบปี UNLOCKMEN จึงอยากมาเล่าถึงประวัติของการแข่งขัน เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงความสนุกของการชมฟอร์มูล่าวันมากขึ้น ประวัติการแข่งขัน Formula One World Championship การแข่งขันรถฟอร์มูล่าวันโลกเริ่มขึ้นมาจากการแข่งขันที่มีชื่อว่า European Championships ซึ่งเป็นการแข่งขันรถกรังปรีซ์ที่จัดขึ้นโดย AIACR (Association Internationale des Automobile Clubs Reconnus) เป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี 1931 จนถึง 1939 โดยการแข่งขันนี้ในตอนแรกจะอนุญาตให้รถที่มีน้ำหนักอย่างน้อย 900 กิโลกรัมสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนกฎให้เป็นรถที่มีน้ำหนักไม่เกิน 750 กิโลกรัม และเปลี่ยนอีกครั้งให้เป็นรถที่มีน้ำหนักระหว่าง 400 และ 850 กิโลกรัม จนกระทั่งการแข่งขันต้องจบลงไปเพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองจบลง ก็มีกลุ่มคนที่พยายามในการฟื้นคืนชีพการแข่งขันรถให้กลับมาอีกครั้ง โดยในปี 1946 คณะกรรมาธิการกีฬาระหว่างประเทศ (CSI) สหพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (Fédération Internationale de l’Automobile)
ระยะหลังมีผลงานดี ๆ จากสำนัก Mansory ออกมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้เราเคยนำเสนอ Rolls-Royce Dawn ‘Silver Bullet’ กันไปแล้ว ส่วนผลงานชิ้นล่าสุดกับ Audi RS 7 Sportback ก็ต้องบอกว่าดีเยี่ยมไม่แพ้กัน ความโหดแบบไม่ล้นเกินงาม เน้นขับความดุดันของรถให้โดดเด่นมากขึ้นด้วยชุดแต่ง carbon fiber เสริมรอบคันตั้งแต่ลิ้นกันชนหน้า สเกิร์ตข้าง rear wing และ rear diffuser ช่วยเสริม fitment ให้รถดูโหดมากยิ่งขึ้น ตัวรถสี Nardo Gray ยอดฮิตของ Audi มีการใส่เส้นสายสีฟ้า bright blue ไว้บนขอบล้อและช่องดักลม เป็นคู่สีที่ใช้ตกแต่งภายในห้องโดยสารด้วยหนัง Alcantara สีฟ้าสลับดำ เสริมความหรูหรา สร้างอารมณ์ความสปอร์ตทั้งภายนอกและภายใน ขุมพลังของ Mansory Audi RS7 Sportback twin-turbo 4.0-liter V8 จากเดิม 591
เมื่อสังคมเราเริ่มมีผู้สูงอายุมากขึ้น พาหนะสำหรับผู้สูงอายุในเมืองก็เป็นสิ่งจำเป็นมากขึ้นเหมือนกัน ตอนนี้มีสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าคันหนึ่งที่น่าสนใจมาก เพราะมันมาพร้อมกับรูปลักษณ์อันแสนล้ำหน้า และสมรรถนะในการใช้งานที่ไม่ธรรมดา Toyota เปิดตัวสกูตเตอร์ไฟฟ้าสามล้อสุดเฟี้ยว C+walk T เพื่อเป็นพาหนะช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาในการเคลื่อนไหว หรือ แรงงานสูงอายุที่ต้องการเคลื่อนที่ระหว่างสถานีทำงานขนาดใหญ่ต่าง ๆ เช่น โกดัง โรงงาน หรือ สถานีปลายทางสนามบิน เป็นต้น รถสกูตเตอร์สองล้อคันนี้มาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออน แบบถอดออกได้ ขนาด 10.8 แอมป์ / ชั่วโมง ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานให้กับรถทั้งคัน มันทำให้รถสามารถเดินทางได้ไกลถึง 14 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้ง และยังใช้เวลาชาร์จพลังงานแบตเตอรี่จาก 0 – 100% เพียงแค่ประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น C+walk T สามารถเดินทางได้เร็วสุดถึง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานในหลายพื้นที่ ผู้ใช้งานสามารถปรับความเร็วสูงสุดลงได้หลายระดับเหมือนกัน (ตั้งแต่ 6 – 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) นอกจากดีไซน์ที่สวยงาม และระบบขับเคลื่อนที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและคนสูงอายุแล้ว ตัวรถยังมีฟังก์ชันเฉพาะที่น่าสนใจอย่าง ‘ระบบหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง’ (obstacle


