‘เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2019’ งานมหกรรมเรือนเวลาแห่งภูมิภาคเอเชีย สำหรับงานในปีนี้ G-SHOCK จัดเต็มด้วยการจำลองกลิ่นอายของโรงตีดาบ “กัซซัน” (GASSAN) ต้นตำหรับจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้ผู้ที่เข้าชมได้สัมผัสถึงกลิ่นอายและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิกาไฮไลท์อย่าง MRG-G2000GA-1A จากตระกูลกันกระแทกอันโด่งดัง MR-G (Majesty Reality G-SHOCK) โดยนาฬิการุ่นนี้ป็นรุ่นพิเศษที่เกิดจากความร่วมมือกับกัซซัน ตระกูลช่างตีดาบจักรพรรดิ์เก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น ที่สืบสานตำนานและฝีมือจากรุ่นสู่รุ่นมานานกว่า 800 ปี และได้มีการผลิตให้สะสมเพียง 300 เรือนทั่วโลกเท่านั้น ตัวเรือนผลิตจากไทเทเนียมเพื่อความแข็งแกร่ง และยังมาพร้อมกับผิวสัมผัสที่สวยงามหรูหรา ผ่านทักษะของช่างฝีมือที่สร้างสรรค์คุณลักษณะของดาบอันประณีต นาฬิกา G-SHOCK MR-G Series รุ่น MRG-G2000GA-1A มาพร้อมกับกรอบ COBARION® ที่มีลวดลายของ Kissaki (ปลายดาบ) ตัวเรือนไทเทเนียมผ่านกระบวนการรีคริสตัลไลซ์ ซึ่งให้ความรู้สึกเสมือนลายคลื่นบนตัวดาบ และ เทคนิคการลงสีแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ผสมผสานกับเทคนิคการเคลือบ AIP® (Arc Ion Plating) สีม่วงเข้มที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสีอาภรของชนชั้นสูงของญี่ปุ่นและขึ้นรูปโดดเด่นด้วยตัวเรือนและกรอบแบบ COBARION® ที่ตัดกันอย่างลงตัวกับสายไทเทเนียมอันมีลักษณะเฉพาะตัวของ Nakago (ด้ามดาบ) ช่วงกลางของสายมีลาย
ย้อนไปในปี 1987 ถ้าหนุ่ม ๆ ยังพอจำกันได้ ‘Predator’ ภาพยนตร์แอ็กชันผสมนวนิยายวิทยาศาสตร์สุดสยอง ได้เข้าฉายและทำรายได้มากถึง 60 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ด้วยกระแสนิยมล้นหลามและความสำเร็จของหนังที่ทะลุเกินยอดจนทำให้ทีมผู้สร้างต้องปลุกปั้นภาคต่ออีก 2 ภาคตามมา นอกจากภาพจำที่มีต่ออสุรกายและเหล่านักรบพร้อมยุทโธปกรณ์ไฮเทคจากนอกโลก เราคงลืมโฉมหน้านักแสดงนำอย่างอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ไปไม่ได้เลย แล้วหากหนุ่ม ๆ สังเกตดี ๆ บนข้อมือของพระเอกหนุ่มผู้กล้าก็ถูกประดับด้วยเรือนเวลาสุดเท่ที่ยังคงเสน่ห์เหนือกาลเวลา ‘SEIKO PROSPEX SOLAR DIVER SNJ028’ นาฬิกาดำน้ำสุดคลาสสิกแห่งยุค 80s ถูกชุบชีวิตอีกครั้ง ซึ่งรุ่นใหม่นี้ดีไซน์มาให้แข็งแกร่งกว่ารุ่น ‘ARNIE’ ในปี 1982 ตัวเรือนมีขนาด 47.8 มิลลิเมตร ใช้กลไกการเคลื่อนไหวระบบควอตซ์ Seiko H851 ที่ทำให้บอกเวลาได้อย่างเที่ยงตรงและแม่นยำ แถมยังรองรับการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ นาฬิกาทำจากสเตนเลสสตีล ก่อนจะเคลือบด้วยชุด DLC (Diamond Like Carbon) ทำให้นาฬิกาเรือนนี้คงทนต่อการเสียดสีและเกิดรอยขีดข่วนได้ยาก ตัวเรือนดีไซน์มาเป็นสีดำด้าน ในขณะที่กรอบและไฮไลต์บนหน้าปัดเป็นสีทอง จุดเด่นคือสามารถกันน้ำได้ถึง 200 เมตร พร้อมเคลือบหน้าปัดนาฬิกาด้วย
หากพูดถึง ‘ความร่วมสมัย’ หนุ่ม ๆ หลายคนคงมโนภาพไปถึงตึกรามบ้านช่องเก่าแก่และสไตล์การตกแต่งโบราณที่ดูจะหลุดออกจากความนิยมของคนหมู่มากไปแล้ว แต่แท้ที่จริงการตกแต่งแบบร่วมสมัย หรือ Contemporary Style เป็นการหยิบความนิยมของปัจจุบันมาผนวกเข้ากับเอกลักษณ์งานดีไซน์จากอดีตที่ยังมีเสน่ห์เหนือกาลเวลา การตกแต่งสไตล์นี้มักจะเน้นความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน และไม่ทำให้พื้นที่ดู ‘มากล้น’ จนเกินไป อาจเลือกใช้โครงสร้างยุคเก่าและเติมแต่งความทันสมัยด้วยเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งอื่น ๆ โดยไม่ได้มีกฎเกณฑ์หรือข้อบังคับที่ตายตัว หากต้องเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ก่อร่างขึ้นแล้วกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมโดยรอบเท่านั้น ด้วยความเร็วเครื่องบิน 14 ชั่วโมง 30 นาที เดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปยังสเปน ข้ามน้ำข้ามทะเลไปถึงเกาะอิบิซา (Ibiza) หนึ่งในหมู่เกาะแบลีแอริกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นอกจากที่นี่จะโด่งดังด้านสถานบันเทิงยามราตรี เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน และมีสีสันของชีวิตกลางคืนที่เป็นจุดเด่นและเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศให้มาเยือน เกาะอิบิซาแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของชุมชนแสนสงบและซุกซ่อนโรงแรมสไตล์ร่วมสมัย ที่ไม่ได้ขัดแย้งแถมยังไปกันได้ดีกับสภาพแวดล้อมภายนอก La Granja Ibiza Dreimeta สตูดิโอออกแบบชื่อดังในเยอรมนีเปลี่ยนแปลงไร่อายุร่วม 200 ปีและกระท่อมเก่าคร่ำคร่าให้กลายเป็นโรงแรมร่วมสมัยบนพื้นที่ 10 เฮกเตอร์ ที่นี่มีห้องพักให้เลือกหลากหลายรูปแบบทั้งห้องธรรมดาและเกสต์เฮาส์ มีสระว่ายน้ำ ห้องครัว และฟาร์มในตัว ทำให้เมนูอาหารของ LA GRANJA IBIZA แห่งนี้สร้างสรรค์ขึ้นจากผักผลไม้กว่า 30 ชนิด ทั้งบีทรูท,
สินค้าแบรนด์เนมทำออกมาเพื่อใคร ? เราใช่กลุ่มเป้าหมายของพวกเขาหรือไม่ ? ต้องขอบอกก่อนเลยว่าเดิมทีสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมถูกผลิตออกมาเพื่อคนเฉพาะกลุ่มเท่านั้น อย่างทวีปยุโรปที่เป็นแหล่งกำเนิดของแฟชั่นราคาสูงลิบก็ถูกทำออกมาให้กลุ่มราชวงศ์ของแต่ละประเทศ ขุนนาง หรือนักธุรกิจมหาเศรษฐีผู้มีอันจะกิน เมื่อเวลาผ่านไปสินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมกลายเป็นตัวชี้วัดทางสังคมของผู้ใช้ บางคนคิดว่าถ้าใครมีเท่ากับรวย หรือใครมีจะได้รับการปฏิบัติที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามแบรนด์แฟชั่นหากินกับกลุ่มชนชั้นสูงไม่ได้ตลอดไป เพราะคนเหล่านี้ถือเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม แบรนด์ต่าง ๆ จึงเริ่มออกแบบสินค้าบางประเภทเพื่อเจาะกลุ่มคนอื่นบ้าง แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Hermes ทำการตลาดด้วยการแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามระดับฐานเงินเดือนไว้หลายกลุ่ม ตั้งแต่หลักแสน หลักล้าน จนถึงกลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าสินทรัพย์สภาพคล่องมากกว่า 22.757 ล้านบาทขึ้นไป (Tukko Nathida, 2019) และก็ไม่ต้องกลัวว่าหากแบรนด์เนมกลายเป็นของเกร่อแล้วคนชั้นสูงแรกเริ่มที่อยู่คู่กับแบรนด์จะใช้อะไร เพราะแบรนด์เหล่านี้ก็ออกไอเทมรุ่นลิมิเต็ดสุดหายากเข้ามายั่วน้ำลายแทน เมื่อแบรนด์แฟชั่น Hi-end ขยับเข้าหาผู้บริโภคหลากหลายมากขึ้นด้วยการเพิ่มสินค้าที่คนหลายกลุ่มเข้าถึงได้แทนการลดราคา จึงทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยอยากจะมีสินค้าแบรนด์เนมสักชิ้นเป็นของตัวเอง บางคนเก็บเงินซื้อกระเป๋ารุ่นที่อยากได้ บางคนจ่ายด้วยบัตรเครดิตไปก่อน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ชอบดีไซน์การออกแบบของแบรนด์แต่เงินไม่ถึงเลือกหันไปซื้อของก็อปแทน คนไทยเคยชินกับไอเทมแฟชั่นก็อปเกรดเอ เกรดบี เกรดมิลเลอร์หรือเกรดอะไรก็ตามแต่ ทำให้ UNLOCKMEN อยากนำเสนอข้อดีของการใช้ของแท้ว่ามีอะไรบ้าง เพื่อให้เหล่าหนุ่ม ๆ ที่กำลังมองหาไอเทมเท่ ๆ สักชิ้นพิจารณาว่าทำไมเราถึงควรซื้อของแท้มากกว่าของปลอม คุณภาพของสินค้าที่ดีกว่า หนุ่ม ๆ หลายคนที่ใช้เครื่องหนังของสินค้าแบรนด์เนมคงพอจะรู้ถึงความทนทายาดของไอเทมเหล่านี้ เพราะมันผ่านการออกแบบที่พิถีพิถัน เกิดจากดีไซน์อันลงตัว วัสดุคุณภาพที่ใช้ทำก็เป็นของดีตามมาตรฐาน
โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) สุดยอดแบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รังสรรค์เรือนเวลาสุดพิเศษอย่าง รอยัล โอ๊ค เพอร์เพทชวล คาเลนดาร์ ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด อิดิชั่น (Royal Oak Perpetual Calendar Thailand Limited Edition) เพื่อตอบรับกระแสความต้องการของเหล่านักสะสมและสะท้อนถึงความสำคัญของตลาดไทยที่มีเพียง 20 เรือนในโลกเท่านั้น ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากสีของธงไตรรงค์ สื่อถึงความเป็นไทยและความภาคภูมิใจของคนในชาติ สะกดทุกสายตาด้วยลวดลายกรองด์ ตาปิสเซอรี่ (Grande Tapisserie) บนดีไซน์พื้นหน้าปัดสีแดง มาพร้อมส่วนแสดงสัปดาห์บนขอบตัวเรือนด้านในสีเดียวกัน วงหน้าปัดย่อยสีน้ำเงินและสีขาว ทำหน้าที่แสดงวัน, วันที่ และเดือน พร้อมไฮไลท์สำคัญอย่างส่วนแสดงข้างขึ้น–ข้างแรม และส่วนแสดงเดือนพร้อมปีอธิกสุรทิน ณ ตำแหน่ง 6 และ 12 นาฬิกา ตามลำดับ บนตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 41 มิลลิเมตร ฝาหลังแกะสลัก คำว่า “Quantieme Perpetuel”
วันก่อนเราเห็นบทความจากเพจลงทุนแมน สรุปราคาค่าออกแบบโลโก้แบรนด์ดังสนนราคาหลายหลัก รู้สึกทึ่งทั้งงานและราคา เชื่อว่าพ่อแม่คนไหนผ่านมาเห็นและมีลูกเป็นกราฟิกจะต้องยิ้มภูมิใจอย่างแน่นอน ยกเว้น Microsoft กับ CocaCola ไว้สัก 2 แบรนด์เพราะเขาคิดราคาจ่ายไปพร้อมเงินเดือนแล้ว ส่วนโลโก้ Nike ราคานักศึกษาอันนั้นก็คงไม่ต้องพูดถึง ราคาสุดโหดที่จบด้วยงานมินิมัลเหล่านี้ ไม่มีอะไรเป็นบรรทัดฐานตายตัว อยู่ที่ความพอใจกับฝีมือล้วน แน่นอนว่าเบื้องหลังอาจจะมีแนวคิดอัดแน่นกว่าที่เห็นแต่ถ้าไม่เปิดเผยใครจะรู้? แถม “ความสวย” “ความเท่” เป็นเรื่องส่วนบุคคล ทำให้เกิดช่องว่างราคามหาศาล ในตลาดเลยมีคนออกแบบงานได้ราคาแสนถูกและแพงให้เลือกตามความพอใจ ที่สำคัญวันนี้ยังมี AI เข้ามาเป็นทางเลือกสุดถูกเพิ่มให้อีกตัวด้วย! BRANDCROWD เป็นเว็บไซต์บริการออกแบบโลโก้ที่ใช้ AI ประมวลผลในพริบตาและเคลมว่าตัวเองก็อยู่ท็อป ๆ ของการออกแบบโลโก้เพื่อสร้างแบรนด์ครบวงจร คุณแค่คิดและลงมือพิมพ์ระบุสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่การออกแบบส่วนที่เหลือที่เกี่ยวข้องกับการใช้โลโก้เขาจะเตรียม Artwork พร้อมใช้ให้ได้ทุกส่วน บทความนี้ไม่เหมาะแก่การทุ่มเถียงเอาเป็นเอาตาย ด่า AI ไปก็ใช่เรื่อง เชิญพิสูจน์ความสามารถมันด้วยตาตัวเองแบบเดียวกับเราดีกว่า ใช้เวลาแค่ไม่ถึง 10 นาทีก็ได้โลโก้มาใช้งานแล้ว จากที่เข้าไปใช้ด้วยตัวเอง มันฉลาดกว่าที่คิดและเว็บไซต์นี้ประเมินผลไว และนี่คือ Tutorial เบา ๆ แนะนำการใช้ที่ยืนยันว่ามันง่ายจริงว่ะคุณ 1. พิมพ์ชื่อแบรนด์ที่ต้องการทำ
“GOLDEN MOMENTS” ‘เอ็กซ์คลูซีฟ ปาร์ตี้ เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งความสำเร็จให้กับภารกิจพิชิตดวงจันทร์ ที่นำท่านย้อนเวลาสู่เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ กับวินาทีที่สองนักบินอวกาศจากโครงการอพอลโล 11 ประทับรอยเท้าลงบนพื้นผิวดวงจันทร์ได้สำเร็จพร้อมร่วมดื่มด่ำกับความล้ำค่าของเหล่าเรือนเวลา ‘สปีดมาสเตอร์’ สัญลักษณ์แห่งความช่างประดิษฐ์ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนาฬิกาเรือนแรกที่สวมใส่บนดวงจันทร์อย่างแท้จริง พร้อมไฮไลท์เปิดตัว OMEGA SPEEDMASTER APOLLO 11 50th Anniversary Limited Edition อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย อีกทั้งยังได้รับเกียรติจากวีรบุรุษแห่งองค์การนาซา มร.เทอร์รี่ เวิรตส์ นักบินอวกาศผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของมิชชั่นสุดหฤโหดมานับไม่ถ้วน และ มร.เกรกอรี่ คิสลิ่ง หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ โอเมก้า สวิตเซอร์แลนด์ บินตรงร่วมฉลองพร้อมพูดคุยแบบเอ็กซคลูซีฟ เป็นเวลากึ่งศตวรรษแล้ว กับความสำเร็จของโครงการสำรวจดวงจันทร์อพอลโล 11 นับตั้งแต่ “นีล อาร์มสตรอง” และ “บัซ อัลดริน” ประทับรอยเท้าลงบนดวงจันทร์อย่างกล้าหาญในปี 1969 จนกลายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เปลี่ยนโฉมหน้าประวัติศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ในวาระครบรอบ 50 ปี ของเหตุการณ์สำคัญที่สุดของมวลมนุษยชาติ โอเมก้า (OMEGA)
การร่วมงานกันระหว่างแบรนด์เสื้อผ้า Ready to Wear ชื่อดังอย่าง UNIQLO กับ Shonen Jump เมื่อปี 2018 อย่าง Uniqlo x Shonen Jump 50th Anniversary ถือเป็นคอลเลกชันคอลแลปส์ที่ได้เสียงตอบรับดีเยี่ยม และจากความนิยมล้นหลามในครั้งนั้น ทำให้ทั้งสองค่ายเตรียมส่งคอลเลกชัน ‘Shonen Jump’ for 60th Anniversary ตามออกมาให้แฟน ๆ มังงะหัวใจเต้นแรงแล้ว คอลเลกชันเสื้อยืดจาก Uniqlo และ Shonen Jump ในชุด 50th Anniversary ซึ่งประกอบไปด้วยเสื้อยืดลวดลายของการ์ตูนดัง ไม่ว่าจะเป็น Bleach , Captain Tsubasa, Dragon Ball, Gintama , Hunter x Hunter, Naruto, Rokudenashi Blues, Yu-Gi-Oh! และ Yu Yu hakusho ได้ใจหนุ่ม ๆ หลายคนโดยเฉพาะคนที่ชื่นชอบการ์ตูนญี่ปุ่นหรือมังงะ
‘ความเร็ว’ ‘ซูเปอร์คาร์’ ‘ศาสดาอาร์ต’ ‘งานศิลปะ’ ทั้งหมดนี้เมื่อมองดูแล้วไม่น่าจะเป็นสิ่งที่สามารถรวมกันได้ แต่สำหรับ BMW มองเห็นความเจ๋งของทุกอย่างที่กล่าวมาจนเกิดงานศิลปะสุดแนวชื่อว่า BMW Art Car โดยได้เหล่าศิลปินชื่อก้องโลกแต่ละยุคมามีส่วนสร้างสรรค์รถซูเปอร์คาร์ให้กลายเป็นศิลปะ เช่นเดียวกับผลงานที่ครบรอบ 40 ปี ในปีนี้กับงานของ BMW M1 และ เจ้าพ่อ Pop Art นาม Andy Warhol คอรถวินเทจหลายคนคงรู้จักซูเปอร์คาร์จากค่าย BMW กับรุ่น M1 ทวินแคม 6 สูบเรียง 3,500 ซีซี (3.5 ลิตร) เครื่องยนต์วางกึ่งกลาง โดดเด่นทุกครั้งเวลาเปิดประตูด้วยประตูแบบปีกนก ไฟหน้าแบบ pop up สุดคลาสสิก พร้อมขุมพลัง 470 แรงม้า ซึ่งถือว่า BMW เป็นแบรนด์รถยนต์แรก ๆ ที่สามารถทำความเร็วแรงได้มากขนาดนี้ BMW M1 เริ่มวางจำหน่ายช่วงปี 1978-1981 ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวก็มีศิลปินชาวอเมริกันกำลังโด่งดังเป็นพลุแตกด้วยผลงานแนว
ย้อนไปในปี ค.ศ. 1950-1970 เป็นช่วงเวลาที่การออกแบบสไตล์บรูทัลลิสต์ครองความนิยมทั่วโลก เพราะเน้นการแสดงออกเชิงโครงสร้าง เลือกใช้สัจจะวัสดุอย่างคอนกรีตเป็นพระเอกของเรื่อง อวดพื้นผิวที่เป็นธรรมชาติ พร้อมเปิดให้เห็นเนื้อแท้ของวัสดุก่อสร้างอย่างโจ๋งครึ่ม ไม่เพียงออกแบบเปลือกนอกของตัวอาคารด้วยรูปทรงเรขาคณิต แต่ยังนำแพตเทิร์นซ้ำไปซ้ำมาสร้างความโดดเด่นให้สถาปัตยกรรมสไตล์นี้ ซึ่งคอนเซ็ปต์การดีไซน์นั้นแฝงกลิ่นอายของยุโรปสมัยก่อนและคงเสน่ห์แห่งความร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน สถาปัตยกรรมที่ถูกนำมาใช้ในอาคารราชการ เพราะสะท้อนอุดมการณ์แรงกล้า BRUTALIST ARCHITECTURE ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่อัดแน่นไปด้วยอุดมการณ์และความซื่อสัตย์สุจริต ในอดีตมันคือสิ่งแปลกใหม่ที่โค่นล้มความคิดเก่าคร่ำครึในแวดวงสถาปัตยกรรมไปได้แบบขาดรอย แถมรูปแบบงานดีไซน์ยังถูกนำไปใช้ในการออกแบบอาคารราชการและอนุสรณ์สถาน เนื่องจากบ่งบอกถึงความแข็งแรง มั่นคงหนักแน่น และตรงไปตรงมา แต่บางทีมันก็แสดงออกถึงความเป็นเผด็จการ เมื่อสังคมเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น ความคิดความอ่านของผู้คนก็แปรผัน สถาปัตยกรรมแนวบรูทัลลิตส์ที่เคยงดงามถูกมองว่าโหดร้าย เข้าถึงยาก และดูเป็นนามธรรม ทั้งยังนำไปผูกโยงกับลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้รูปทรงเรขาคณิตและปูนเปลือยที่เป็นเอกลักษณ์กลับสื่อถึงความเป็นเผด็จการและแสดงความก้าวร้าวรุนแรง ต้องบอกว่าความคิดสมัยใหม่นั้นเจาะทำลายโครงสร้างของสถาปัตยกรรมแนวนี้ไปได้อย่างง่ายดาย แถมมีการประเมินว่าโครงสร้างแข็งแรงทนทานของสถาปัตยกรรมบรูทัลลิสต์ ต้องใช้เงินมหาศาลในการทำนุบำรุงและเป็นเรื่องยากที่จะดัดแปลงหรือแต่งเติม การกลับมาของสถาปัตยกรรมที่เคยถูกดูแคลน แต่แล้วแนวคิดที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าน่าเกลียดน่าชังในอดีต ก็หวนคืนสู่วงการสถาปัตยกรรมและกลับมาผงาดอีกครั้งอย่างสง่างาม ในช่วงไม่กี่ปีมานี้มีการหยิบเอารูปแบบงานดีไซน์คอนกรีตของบรูทัลลิสต์ มาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน แม้จะลดทอนความแข็งกร้าวของรูปทรง แต่ยังคงการเล่นแพตเทิร์นและคอนกรีตที่เป็นเอกลักษณ์ แต่เปลี่ยนจากคอนกรีตเปลือยที่หนาเตอะวิวัฒนาการเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กกล้าที่ยังแข็งแกร่ง ทนทาน และงดงามเหนือกาลเวลาเช่นเคย Centre Point, London Habitat 67, Montreal Sirius Building, Sydney Robarts Library, Toronto Hayward
หลังจากคอลเลกชัน Adidas x Dragonball Z ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น ดูเหมือนยักษ์ใหญ่ค่ายกีฬาอย่าง Adidas กำลังมองหาการ์ตูนเรื่องใหม่มาคอลแลปส์รองเท้าอีกครั้ง ล่าสุดมีภาพหลุดรองเท้าคู่ที่ 2 ในคอลเลกชันออกมาแล้วโดยเป็น NARUTO x ADIDAS ซึ่งอาจารย์จากทีม 7 อย่าง “ฮาตาเกะ คาคาชิ” ก็เป็นตัวละครผู้ถูกเลือกนั่นเอง ก่อนหน้านี้มีข่าวเล่าลือว่าค่ายสามขีดและ Naruto Shippeden หรือชื่อไทยที่ว่า นินจาจอมคาถา ผลงานของอาจารย์ Masashi Kishimoto หนึ่งในการ์ตูนดังจากแดนปลาดิบที่หนุ่มทั่วโลกหลงใหล โดยลือกันว่ากำลังซุ่มร่วมทำงานคอลแลปส์รองเท้าคอลเลกชันใหม่กันอยู่ ไม่เพียงเท่านั้นยังมีภาพหลุดรองเท้าที่คาดกันว่าเป็นคู่ประจำตัวนางเอกของเรื่อง ฮารุโนะ ซากุระ ที่มีสีแดง-ชมพู คล้ายกับชุดหลักของตัวละคร รวมถึงสัญลักษณ์ T7 แปลว่า ทีม 7 ติดไว้ข้างเท้าด้านนอก รวมถึงแผ่นอินโซลสีม่วงที่มีรูปตัวละครอยู่ด้วย ซึ่งทำให้ผู้ที่ชอบการ์ตูนเรื่องนี้พากันคาดเดากันว่าคอลเลกชันดังกล่าวใกล้สมบูรณ์แล้ว ยิ่งเป็นการตอกย้ำข่าวลือไปอีกเมื่อมีรูปหลุดของรองเท้าคู่ล่าสุดซึ่งคราวนี้เป็นตัวละครโปรดของใครหลายคนอย่าง ฮาตาเกะ คาคาชิ ผู้เป็นอาจารย์ในทีม 7 ของเหล่าตัวเอก รวมถึงโฮคาเงะรุ่นที่ 6 ในเวลาต่อมา ผู้ซึ่งมีเอกลักษณ์เด่นคือผ้าคลุมปากและผ้าคาดศรีษะที่ปิดตาข้างหนึ่งไว้ ซึ่งคนที่อ่านนารูโตะมาแล้วคงทราบกันดีว่าคืออะไร รองเท้ารุ่นประจำตัวของเจ้าของฉายา “นินจาก๊อปปี้” มาในรุ่น Copa
LAYAN สตูดิโอสถาปนิกชื่อดังได้ดีไซน์บ้าน ‘LIGHT HOUSE’ แก่ผู้อำนวยการของ The Flaming Beacon ซึ่งเป็นสตูดิโอออกแบบไฟระดับนานาชาติในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย จากกระท่อมคนงานเก่าคร่ำคร่าถูกขยายและปรับปรุงให้เป็นบ้านสไตล์โมเดิร์นที่คงเอกลักษณ์เฉพาะตัว สร้างสเปซบริเวณลานกลางบ้าน พร้อมต่อเติมด้านบนของโครงสร้างเก่าเพื่อหยอกเย้ากับแสงอาทิตย์ จนเกิดเป็นเงาตกกระทบและช่องว่างที่เอื้อประโยชน์ต่อการระบายอากาศด้วยลมธรรมชาติ บริเวณส่วนบนของบ้านที่ถูกต่อเติมผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและพิถีพิถัน เลือกใช้วัสดุโพลีคาร์บอเนต 907 แผ่น มาเชื่อมติดกับท่อเหล็กที่ปรับหมุนได้ 67 ตัว สร้างกลไกขนาดย่อมที่มีแสงและลมเป็นฟันเฟืองหลักในการทำงาน ระนาบโพลีคาร์บอเนตที่รังสรรค์ขึ้นเป็นเหมือนพื้นที่ปิดล้อมกึ่งสมบูรณ์ ที่สร้างช่องว่างมากพอให้สายลมและแสงแดดลอดผ่านไปยังตัวบ้าน แต่ก็ควบคุมแสงจากภายนอกได้อย่างดีเยี่ยม เพราะมีเสถียรภาพในการป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และไม่ได้เปิดโล่งโจ้งจนทำให้ผู้พักอาศัยขาดความเป็นส่วนตัว ในตอนกลางวันเมื่อแสงแดดสาดส่องมายัง LIGHT HOUSE สภาพของแสงที่ตกกระทบก็จะเปลี่ยนไปตามองศาของพระอาทิตย์ แถมรูปแบบงานดีไซน์ที่ราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาก็ดูเป็นมิตรไม่น้อยต่อแขกผู้มาเยือน ส่วนตอนกลางคืนลูกบ้านก็สามารถเปิดไฟ LED สีเหลืองอำพันที่ติดตั้งในแผ่นโพลีคาร์บอเนตได้ โดยตัวไฟจะใช้พลังงานไฟฟ้าน้อย 60 วัตต์ และเพิ่มความโดดเด่นให้บ้านหลังนี้ในยามค่ำคืนได้อย่างเป็นอย่างดี ด้านนอกของตัวบ้านไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็รับรู้ได้ถึงดีไซน์ทรงเรขาคณิต ที่ไม่เพียงช่วยให้บ้านดูทันสมัยและทรงเสน่ห์ หากยังทำให้สเปซโดยรอบดูกว้างขวางยิ่งขึ้น แถมยังใช้ประตูบานเลื่อนทรงสูงสร้างความรู้สึกโปร่งโล่งสบาย ไม่ทึบตัน และช่วยให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ชั้นล่างของบ้านมีโซนห้องนั่งเล่น ห้องอาหาร ห้องส่วนตัว และสตูดิโอหลังบ้านที่รับกับวิวกังหันลมขนาดเล็กด้านบน วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้ตกแต่งจะเป็นไม้และเฟอร์นิเจอร์สีเอิร์ธโทน ทำให้บ้านดูเรียบง่ายแต่ไม่ล้าหลัง ทั้งยังสร้างลูกเล่นให้ผนังด้วยอิฐเคลือบสีขาวบางสลับกับไม้โอ๊คสไตล์อเมริกัน เพื่อเว้นระยะให้งานดีไซน์เกิดความแตกต่างหลากมิติ LIGHT


