หากย้อนไปในช่วงยุค 80s หนุ่ม ๆ หลายคนคงพอจำได้ว่า ‘AKIRA’ หรือ ‘อากิระ คนไม่ใช่คน’ การ์ตูนแอ็กชันไซไฟอันโด่งดังได้เข้าฉายและกวาดรายได้ทั่วโลกไปอย่างถล่มทลาย ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของโลกอนาคตอันปั่นป่วนที่มีเด็กหนุ่มชื่อว่า ‘อาริกะ’ เป็นตัวเดินเรื่อง ในภาพยนตร์อ้างถึงเหตุการณ์ที่กรุงโตเกียวถูกทิ้งระเบิดปรมาณูในเดือนกรกฎาคมของปี 1982 ตั้งแต่นั้นไฟสงครามก็เริ่มปะทุขึ้นและสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็ทำให้โตเกียวต้องล่มสลายลงในที่สุด ชาวญี่ปุ่นจึงต้องสร้างเมือง ‘Neo-Tokyo’ ขึ้นมาทดแทนเพื่อให้เป็นทั้งเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา Neo-Tokyo ได้รับสมญานามว่าเป็นเมืองอุตสาหกรรมเฟื่องฟูภายใต้ฉากหลังของซากปรักหักพังที่ถูกทิ้งร้าง อย่างไรก็ตามเมืองแห่งนี้ยังคงเอกลักษณ์ของแสงไฟหลากสีที่ส่องสว่างในยามค่ำคืน แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Casio จึงหยิบอัตลักษณ์ของเมือง Neo-Tokyo มาถ่ายทอดลงในซีรีส์ ‘G-SHOCK Neo-Tokyo’ ที่เลือกโมเดลนาฬิกาดิจิทัลและแอนะล็อกรุ่นยอดนิยมของแบรนด์ ทั้ง GA140, GA700, GAS100 และ DW6900 มาประยุกต์ให้ดูเท่และร่วมสมัยยิ่งขึ้น การดีไซน์ของนาฬิกาแต่ละเรือนจะถูกห่อหุ้มด้วยสี jet black ตั้งแต่ตัวเรือน สายรัดเรซิ่น ไปจนถึงขอบเบเซล ทำให้ง่ายต่อการจับคู่กับเสื้อผ้าหรือมิกซ์แอนด์แมตช์กับเครื่องประดับชิ้นอื่น ๆ บริเวณหน้าปัดของนาฬิกาทั้ง 4 รุ่น จะใช้แสงไฟอิเล็กโทร-ลูมิเนสเซนต์ (Electro-luminescent) ให้ความรู้สึกคล้ายกับแสงนีออนหลากสี เพื่อสะท้อนถึงเมือง Neo-Tokyo
จริงอยู่ที่ ‘สถาปัตยกรรม’ คือการออกแบบสิ่งก่อสร้างเพื่อมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน อาคาร คอนโดมิเนียม หรือสิ่งก่อสร้างชนิดอื่น ๆ ที่มนุษย์ไม่อาจอยู่อาศัยได้อย่างเจดีย์ สถูป และอนุสาวรีย์ แต่สถาปัตยกรรมนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมืองหลวงหรือหัวเมืองใหญ่เสมอไป ยังมีผลงานสถาปัตยกรรมเจ๋ง ๆ อีกมากมายที่ซุกซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก แม้ในป่าทึบที่เต็มไปด้วยธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต ก็มีพื้นที่มากพอให้สถาปัตยกรรมได้เผยตัวตนและสอดแทรกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่อย่างแนบเนียน BIG หนึ่งในสตูดิโอสถาปัตยกรรมชั้นนำของโลก ได้เข้ามารีโนเวตและแปลงโฉม Kistefos Museum and Sculpture Park ของประเทศนอร์เวย์ ให้กลายเป็นจุดหมายปลายทางทางวัฒนธรรมที่เหล่านักท่องเที่ยวอยากมาเยือน ในอดีต Kistefos Museum and Sculpture Park ก่อตั้งเมื่อปี 1996 โดย Christen Sveaas นักธุรกิจและนักสะสมชาวนอร์เวย์ ซึ่งภายในประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรม หอแสดงนิทรรศการ และสวนประติมากรรม ที่จัดแสดงคอลเลกชันศิลปะของศิลปินดัง ทั้ง Anish Kapoor, Olafur Eliasson และ Fernando Botero เพื่อยกระดับผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ให้ดียิ่งขึ้น BIG จึงได้นำคอนเซ็ปต์ ‘The
หากพูดถึงความวุ่นวายและเร่งรีบ มโนภาพที่ปรากฏขึ้นในหัวของหนุ่ม ๆ หลายคนคงหนีไม่พ้นสี่แยกกลางเมืองหลวงที่มีผู้คนสัญจรไปมาอย่างพลุกพล่าน เป็นเหมือนป่าคอนกรีตที่ห้อมล้อมกอดแน่นด้วยทัศนียภาพของสิ่งปลูกสร้างไร้ระเบียบ และแออัดยัดเยียดด้วยการจราจรที่ติดขัด ตลอดเส้นทางการใช้ชีวิตในแต่ละวัน ดูเป็นเรื่องยากถ้าจะมองหาสเปซที่ช่วยให้คนเมืองอย่างเราได้พักผ่อนจากวิถีชีวิตอันรีบเร่ง สำหรับบ้านเราสเปซดังกล่าวอาจจะดูบางตา แต่ในกรุงลอนดอนเมืองหลวงของอังกฤษนั้นมีสถาปัตยกรรมที่ช่วยแก้ไขปัญหาความวุ่นวาย พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น Paul Cocksedge ดีไซเนอร์หนุ่มชาวอังกฤษออกแบบ ‘Please Be Seated’ สถาปัตยกรรมกลางแจ้งขนาดยักษ์ ที่ใช้ไม้กระดานเรียงร้อยต่อกันจนเกิดเป็นวงแหวนทรงคลื่นสามชั้น ตั้งตระหง่านกลางทางเดินเท้าของย่าน Broadgate นอกจากสถาปัตยกรรมชิ้นนี้จะสร้างสเปซให้คนเมืองได้มานั่งพักผ่อนในยามว่าง มันยังสร้างขึ้นเพื่อต้อนรับงาน London Design Festival ครั้งที่ 17 ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14-22 กันยายน ซึ่งถือเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองกรุงลอนดอนในฐานะศูนย์กลางการออกแบบระดับโลก Please Be Seated ถูกสร้างขึ้นบริเวณ Finsbury Avenue Square ข้าง ๆ อาคารสำนักงานหมายเลขหนึ่งแห่งกรุงลอนดอน แม้สถาปัตยกรรมชิ้นนี้จะใช้วัสดุจากธรรมชาติอย่างไม้เป็นหลัก แต่รูปแบบงานดีไซน์ที่คล้ายกับคลื่นน้ำ ก็ช่วยทำให้ไม้แข็งทื่อนั้นมีชีวิตชีวาราวกับมันกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา Paul Cocksedge กล่าวว่าสถาปัตยกรรมกลางแจ้งชิ้นนี้ถูกดีไซน์มาอย่างรอบคอบ และคิดดีแล้วว่ามันจะช่วยปรับปรุงสภาพแวดล้อมของทางเดินเท้าให้ดีขึ้น พร้อมยังสอดแทรกฟังก์ชันการใช้งานเพิ่มเติมนอกจากความสวยงาม ตลอดพื้นไม้กระดานถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยโครงสร้างเหล็กและบล็อกทรงสี่เหลี่ยมคอยค้ำ ไม้กระดานที่ดีไซน์สโลปลงมาด้านล่างจะเป็นเหมือนเก้าอี้ควบพนักพิง ส่วนที่เป็นลูกคลื่นพุ่งทะยานขึ้นด้านบนจะเป็นทางเข้าเล็ก ๆ เพื่อให้ผู้คนเดินลอดผ่านไปยังวงแหวนอีกสองวงด้านใน
หลังจากที่ Capcom วางจำหน่ายภาคเสริมของตระกูลเกมยอดฮิตนักล่าอสูรในตำนาน Monster Hunter กับ Monster Hunter World: Iceborne ไปหมาด ๆ ที่สามารถยอดขายที่พุ่งสูงถึง 2.5 ล้านชุด (นับตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน – 13 กันยายน 2019) ทั้งยอดขายแผ่นเกมและการดาวน์โหลดแบบดิจิทัล แสดงให้เห็นได้ชัดเจนว่าเกมล่ามอนสเตอร์ในตำนานไม่เคยเสื่อมความนิยมจากนักเล่นเกม ด้วยความนิยมที่ไม่เคยจืดจาง แถมในปีนี้ยังครบรอบ 15 ปี ของเกม Monster Hunter อีก จึงทำให้แบรนด์นาฬิกาญี่ปุ่นอย่าง Seiko ร่วมฉลองความสำเร็จของเกมนักล่าอสูรด้วยการออกนาฬิกาข้อมือรุ่นพิเศษสำหรับเกมดังโดยเฉพาะ ซึ่งการเจอกันระหว่างเกมดังและนาฬิการุ่นเก๋าครั้งนี้ได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านนาฬิกาข้อมือ 3 เรือนโดยดึงเอกลักษณ์เฉพาะของมอนสเตอร์ทั้ง 3 ตัวไว้อย่างครบถ้วน SBPY155 RATHALOS นาฬิกาเรือนแรกของคอลเลกชันนี้ประเดิมด้วยมอนสเตอร์ขนาดใหญ่ที่ได้ฉายาว่าราชาแห่งท้องฟ้าอย่าง Rathalos (リオレウス) สัตว์ประหลาดประเภทมังกรที่แข็งแกร่ง มีลมหายใจสามารถเผาทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลอง กรงเล็บแหลมคมกับปีกขนาดใหญ่เสริมให้กำจัดศัตรูสิ้นซากกลางอากาศก่อนจะร่อนลงสู่พื้นดินอย่างสง่างาม ด้วยความเก่งกาจและยากจะต้านทานทำให้ Rathalos กลายเป็นมอนสเตอร์ที่เหล่านักเล่นเกม Monster Hunter ต้องรู้จัก เมื่อความแข็งแกร่งของ
“ครั้งแรกน่าจดจำเสมอ” เราเชื่ออย่างนั้นโดยเฉพาะช่วงชีวิตแห่งการเป็นหนุ่มสาวที่ชีวิตเต็มไปด้วยอิสรภาพ ความฝัน และความเป็นไปได้ใหม่ ๆ อะไรก็ตามที่เราทำ ณ ช่วงชีวิตของการเป็นหนุ่มสาวนั้นจึงเป็นครั้งแรกอันเต็มไปด้วยการผจญภัยแสนหอมหวานและน่าจดจำ รวมถึงยังประกอบสร้างตัวตนและความเป็นเรามาจนถึงทุกวันนี้ บ่อยครั้งเราจึงนึกถึงช่วงเวลาดี ๆ ครั้งแรกที่เราได้บรรจงจูบกับใครสักคนด้วยความตื่นเต้น ครั้งแรกที่เราได้ออกเดินทางไปบนถนนหนทางที่เหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด ครั้งแรกที่เราได้ตะลุยผจญภัยอย่างสุดเหวี่ยงกับเพื่อน ครั้งแรกที่เราได้ตกหลุมรัก เพราะไม่มีครั้งไหนเหมือนครั้งแรก เราจึงหวนนึกถึงมันเพื่อเป็นแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เราอยากลองใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังและอิสรภาพอย่างนั้นอีกสักหน CALVIN KLEIN WATCHES & JEWELRY ก็เชื่อในช่วงเวลาแรก เชื่อในอิสรภาพที่ปราศจากความกลัวของหนุ่มสาวจึงออกแคมเปญ NO TIME LIKE THE FIRST เพื่อกระตุ้นเตือนพวกเราว่าไม่มีครั้งไหนจะเหมือนครั้งแรก และขอให้เราเก็บห้วงเวลานั้นไว้ในความทรงจำให้ดี โดยบอกเล่าผ่านภาพถ่ายของ Lachlan Bailey บนถนนที่ทอดยาวสุดสายตา เพื่อสื่อถึงจุดเริ่มต้น อิสรภาพ การออกเดินทาง และความทรงจำที่น่าจดจำของเราทุกคน แคมเปญครั้งนี้ CALVIN KLEIN ถ่ายทอดผ่านนายแบบ นางแบบจากหลากหลายเชื้อชาติเพื่อสื่อถึงความหลากหลายโดยมี คารา เทย์เลอร์ และจัสติน มาร์ติน จากอเมริกา, โคเฮ ทาคาบาทาเกะ จากญี่ปุ่น, ชินฮยอนจี จากเกาหลีใต้ และรูส
หากพูดว่าตอนนี้เป็นยุคสมัยแห่ง ‘วัสดุไม้’ ก็คงจะไม่ผิดนัก แม้ในอดีตไม้จะเป็นวัสดุจากธรรมชาติที่เหล่านักออกแบบต่างเมินหน้าหนี เพราะคิดว่ามันเปราะบาง ไม่ทนทานต่อสภาพอากาศ และยากที่จะนำมาสร้างงานทางสถาปัตยกรรม แต่ในปัจจุบันคงต้องยอมรับว่าทั้งเปลือก กิ่งก้าน หรือแม้แต่ส่วนใบไม้สามารถนำมาต่อยอดและรังสรรค์ผลงานชิ้นต่าง ๆ ได้อย่างไม่รู้จบ บวกกับนวัตกรรมการก่อสร้างที่ก้าวล้ำของมนุษย์ยุคก้าวกระโดด ทำให้ไม้ที่เคยเปราะบางถูกแปรรูปและพัฒนาจนมันหลุดออกจากข้อจำกัดด้านความแข็งแรงทนทาน ทั้งยังทนต่อความร้อนและยืดหยุ่นมากพอที่จะนำไปก่อสร้างตึกรามบ้านช่องได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งอาคารสไตล์โมเดิร์นทรอปิคัล อาคารสไตล์มินิมัลแบบญี่ปุ่น หรืออาคารอบอุ่นแบบสแกนดิเวียน ล้วนมี ‘ไม้’ เป็นพระเอกหลักในการก่อสร้างด้วยกันทั้งนั้น วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากพาหนุ่ม ๆ มาชมงานสถาปัตยกรรมเท่ ๆ ที่ใช้ไม้ซ้อนทับจนเกิดสเปซอบอุ่น แถมยังเล่าถึงประวัติศาสตร์ของเมืองในเวลาเดียวกัน Odunpazari เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะสไตล์โมเดิร์นที่ตั้งตระหง่านกลางเมือง Eskisehir ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี เกิดจากฝีมือของสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น Kengo Kuma เขาใช้ไม้ทับซ้อนและเสียบประสานกันจนเกิดเป็นรูปร่างอาคารทรงบล็อกที่มีเอกลักษณ์ สร้างความอบอุ่น แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชื่อ Odunpazari ของอาคารนิยามถึง “ตลาดฟืนในตุรกี” ที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าไม้อันโด่งดังในยุคก่อน Kengo Kuma จึงหยิบนำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาผูกโยงกับคอนเซ็ปต์การออกแบบ เพื่อให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้สามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์และความทรงจำในอดีตของเมืองนี้ได้โดยสมบูรณ์ รูปแบบการดีไซน์ของตัวอาคารประกอบด้วยบล็อกทรงสี่เหลี่ยมเป็นหลัก อันเกิดจากคานไม้ลามิเนตที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บสะสมผลงานศิลปะในแขนงต่าง ๆ ตลอดพื้นที่ 4,500
การตั้งรกรากในอวกาศหรือดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ อาจเป็นพล็อตยอดนิยมที่หนุ่ม ๆ หลายคนเคยเจอมาจากซีรีส์หรือภาพยนตร์ไซไฟเรื่องดัง แต่ก็ดูเป็นเรื่องไกลตัวมาก ๆ สำหรับเราหลายคน เมื่อเวลาเปลี่ยนผ่าน โลกก็เริ่มส่งสัญญาณบ่งชี้ถึงความผิดปกติ ทั้งภาวะโลกร้อน ไฟป่า น้ำแข็งขั้วโลกหลอมเหลว หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ ทำให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างนำความรู้ความสามารถแต่ละแขนงมาผนวกรวมกัน เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีแห่งโลกอนาคต เมื่อไม่นานมานี้ The Gateway Foundation มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรมการก่อสร้างอวกาศผู้สร้างสถานีอวกาศแห่งแรกได้เปิดตัว ‘SPACE HOTEL’ โรงแรมกึ่งสถานีอวกาศแห่งแรกของโลก หรือที่นักบินอวกาศรู้จักกันในชื่อสถานีอวกาศวอนเบราน์ (Von Braun Space Station) ถือเป็นหนึ่งในแผนการสร้างเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้ในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) แต่แทนที่จะสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว มันกลับเป็นเหมือนเรือสำราญที่โคจรท่องอวกาศ พร้อมบรรจุห้องพักหรูหราและบาร์ค็อกเทลระดับพรีเมียมราวถอดแบบมาจากโรงแรมไฮเอนด์ Tim Alatorre ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบโรงแรมแห่งนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากแนวคิดของ Wernher von Braun วิศวกรการบินและอวกาศลูกครึ่งอเมริกัน-เยอรมัน เขาจึงนำเสนอตัวโครงสร้างโรงแรมแบบวงล้อขนาดมหึมาที่หมุนอย่างช้า ๆ เพื่อสร้างแรงโน้มถ่วง ตัวล้อมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 190 เมตร ระหว่างล้อแบ่งเป็นห้องพัก 24 ห้อง และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับแขกจำนวน 400 คน ภายในห้องตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์สีอบอุ่น
‘ศิลปะ’ เป็นศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดอีกแขนงหนึ่งของโลกที่ไม่เพียงสะท้อนความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ และแรงบันดาลใจในการรังสรรค์ผลงานของศิลปิน หากยังเป็นสิ่งที่ช่วยจรรโลงจิตใจมนุษย์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าแทบทุกรายละเอียดยิบย่อยในชีวิตเราล้วนมีศิลปะเกี่ยวพันอยู่เสมอ แม้ศิลปะจะไม่เคยหยุดอยู่กับที่และถูกนิยามความหมายใหม่ในบริบทที่แตกต่างกัน แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังจำกัดศิลปะไว้เพียงในแกลเลอรีและพิพิธภัณฑ์เท่านั้น ติดภาพจำเดิม ๆ ว่าศิลปะต้องเป็นภาพวาดหรืองานประติมากรรมที่ตั้งตระหง่าน แต่ในความเป็นจริงแล้วศิลปะกว้างขวางมากกว่านั้น แล้วความสงสัยใคร่รู้ด้านศิลปะแขนงใหม่ก็พาเราเดินดุ่มมาหาคุณ ‘เบียร์-พันธวิศ’ คอลเลกเตอร์มือทองควบตำแหน่งพ่อมดแห่งวงการอีเวนต์ที่เชื่อเหมือนเราว่า ศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่ในแกลเลอรีเสมอไป มุมมองของคนเล่นของและศิลปะนอกแกลเลอรี “เบียร์-พันธวิศ” ถ้าเอ่ยชื่อนี้ในวงการอีเวนต์ เชื่อว่าหลายคนคงพอคุ้นหูกันอยู่บ้าง เพราะเขาคือหนุ่มนักสร้างสรรค์ที่มีไอเดียในหัวพลุ่งพล่านไม่รู้จบ เป็นเจ้าของบริษัทด้าน New Media & Interactive Media, บริษัทตกแต่งภายใน, บริษัทร่วมทุนรับเหมาก่อสร้าง หรือแม้แต่ดิจิทัลเอเจนซี่น้องใหม่ที่กำลังมาแรงในตอนนี้ นอกจากตำแหน่งงานในหลากมิติอุตสาหกรรม สิ่งหนึ่งที่หลายคนยังไม่รู้คือคุณเบียร์ พันธวิศ ลวเรืองโชค เป็นหนึ่งในคอลเลกเตอร์ตัวยงที่รวบรวมของสะสมไว้เต็มโกดัง เพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้คือศิลปะอย่างหนึ่งที่แตกแขนงแยกย่อย “ศิลปะมันไม่ใช่อะไรที่สูงส่ง แค่เป็นสิ่งที่คนเข้าถึงได้” “ตั้งแต่เด็ก ๆ มาจนถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่าคนที่ทำงานในแวดวงศิลปะกำลังถูกละเลย ไม่ว่าจะนักออกแบบ ศิลปิน หรืออาชีพอะไรต่อมิอะไร เพราะหากพูดถึงงานศิลปะ ผู้คนมักจะนึกถึงภาพวาดและงานประติมากรรมเท่านั้น แต่แก้วน้ำ เสื้อผ้า จานชาม ผ้าห่ม หรือเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นศิลปะเหมือนกัน หากอยู่ใกล้ตัวมากไปจนผู้คนมองข้าม แค่นั้นเอง” แรงบันดาลใจที่เปลี่ยน ‘คนเล่นของ’
สำหรับคนในยุคปัจจุบัน แทบไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์สตรีตแฟชั่นจากมหานคร New York อย่าง Supreme ที่เริ่มต้นจากร้านสเกตบอร์ดจนกลายมาเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงและมักจะได้ไป collaboration กับแบรนด์ดังอื่น ๆ อยู่บ่อยครั้ง พร้อมกับจำนวนแฟนคลับ Supreme ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากก่อนหน้านี้ที่แบรนด์แฟชั่นสตรีตได้ปล่อยไอเทมเด็ดอย่างกลองชุด เซตไม้ปิงปอง หรือเก้าอี้สนามที่ล้วนโดดเด่นด้วยตัวอักษร ‘SUPREME’ ที่เป็นทั้งชื่อและสัญลักษณ์ของแบรนด์ ล่าสุดในคอลเลกชัน Fall/Winter 2019 ก็สร้างเสียงฮือฮาอีกครั้งด้วยการจับมือกับ BLU บริษัทโทรศัพท์ราคาประหยัดปล่อยไอเทมชวนอึ้งให้เหล่าแฟน ๆ ได้ชมกัน บางคนอาจรู้จักแค่ Supreme แต่ไม่เคยได้ยินชื่อของ BLU มาก่อน ต้องขอเท้าความนิดหนึ่งว่า BLU เป็นบริษัทผลิตโทรศัพท์มือถือที่ชาวต่างชาตินิยมเรียกมันว่า “มือถือใช้แล้วทิ้ง” หรือ “Burner Phone” เราจะเห็นโทรศัพท์พกพาแบบนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เห็นจากหนังมาเฟียทุกวันนี้ หนังแหกคุกที่ชาวแก๊งมักใช้มือถือประเภทนี้โทรคุยระหว่างกัน หรืออาจจะเห็นจากคนใกล้ตัวที่ชื่นชอบความวินเทจก็เป็นได้ สเปกของมือถือ Supreme ที่ทำร่วมกับ BLU เป็นโทรศัพท์พกพารูปแบบ 3G สามารถรองรับได้ 2 ซิม
สไตล์มินิมัล (Minimal Style) เป็นอีกหนึ่งผลผลิตของศาสนาพุทธนิกายเซนที่หยั่งรากลึกลงในวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่น โดยมีคำสอนหลักคือเน้นความเรียบง่ายแต่ซ่อนความหมายสุดลึกซึ้งเอาไว้ แล้วแนวคิดทางศาสนาอันแรงกล้านี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้สไตล์มินิมัลเป็นที่ยอมรับและครองความนิยมอย่างล้นหลามในประเทศแดนปลาดิบ ด้วยพฤติกรรมการถอยห่างจากลัทธิบริโภคนิยมของวัยรุ่นชาวญี่ปุ่น ทำให้คอนเซ็ปต์ ‘Less is more’ เริ่มคืบคลานเข้ามาในสังคมและผสมผสานกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างลงตัว แล้วในปัจจุบันนี้คงต้องบอกว่าการออกแบบตกแต่งสไตล์มินิมัลนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลต่องานดีไซน์ทั่วโลก เริ่มตั้งแต่แฟชั่น ของตกแต่ง การใช้ชีวิต หรือแม้แต่การออกแบบบ้าน ที่ลดทอนสิ่งไม่จำเป็นออกไป เหลือไว้เพียงความพอดี เป็นธรรมชาติ และกลิ่นอายความเรียบง่ายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับตัวบ้าน วันนี้ UNLOCKMEN เลยจะพาหนุ่ม ๆ มาชมงานดีไซน์มินิมัลเท่ ๆ ของบ้านขาวดำในบราซิลที่ผนวกความเรียบง่ายเข้ากับอิทธิพลของศิลปะ Bauhaus โดยสมบูรณ์ ‘RP HOUSE’ บ้านสีดำสุดเท่หลังนี้เป็นผลงานการออกแบบของ Estúdio BG สตูดิโอสถาปนิกชื่อดังแห่ง São Paulo ที่ตัดสินใจตอกเสาเข็มใจกลางเมือง Ribeirão Preto ของ Brazil จนเกิดเป็นตัวบ้านเรียบง่ายสองชั้น ที่สร้างพื้นผิวเรียบเนี้ยบจากสีขาวโพลน ก่อนจะชูความโดดเด่นของโครงเหล็กสีดำทึบที่เป็นพระเอกหลักของบ้านหลังนี้ จุดนำสายตาที่ขโมยความสนใจเราไปตั้งแต่แรกเห็น คือทฤษฎีการทำซ้ำที่จัดวางเค้าโครงให้เป็นแพตเทิร์นเดียวกัน ทั้งยังนำมาตรฐานของโรงเรียนสอนศิลปะและการออกแบบที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์อย่าง Bauhaus ช่วงศตวรรษที่ 20 เข้ามาสอดแทรกในผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ด้วย ตัวโครงสร้างหลักเป็นการจัดองค์ประกอบบ้านด้วยรูปทรงเรขาคณิต ใช้หลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กกล้า
ถ้าพูดถึงนาฬิกาคู่ใจสำหรับผู้ชาย เชื่อว่าคงมีไม่กี่แบรนด์ที่ครองใจหนุ่ม ๆ หลายคนอยู่ตอนนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในไม่กี่แบรนด์นั้นต้องมี G-SHOCK อยู่อย่างแน่นอน แบรนด์นาฬิกาสุดเท่จากแดนอาทิตย์อุทัยรายนี้ได้รับความนิยมมาหลายยุคหลายสมัยจวบจนปัจจุบัน โดยเฉพาะซีรีส์ CASIO ที่เรียกได้ว่าโดดเด่นทั้งดีไซน์และไม่ทิ้งจุดเด่นของแบรนด์ในด้านความแข็งแรงทนทาน เมื่อไม่นานมานี้ G-SHOCK เพิ่งเปิดตัวโมเดลรุ่นล่าสุดอย่าง ‘CASIO GA-2100’ มาพร้อมตัวเรือนบางเฉียบ น้ำหนัก 51 กรัม และความหนาเพียง 11.8 มิลลิเมตร ทำให้นาฬิกาเรือนนี้ขึ้นแท่นเรือนเวลาที่บางที่สุดของค่าย G-SHOCK ไปโดยปริยาย สำหรับผู้ชายที่หลงใหลในความเรียบง่าย คมเท่ และรูปแบบงานดีไซน์ที่ไม่หวือหวาจนเกินไป คงต้องบอกว่า CASIO GA-2100 เรือนนี้ตอบโจทย์คุณเป็นอย่างยิ่ง ด้วยตัวเรือนที่ดีไซน์มาเป็น 8 เหลี่ยมพร้อมสายเรซินแบบดั้งเดิม ทำให้นาฬิกาสะท้อนความร่วมสมัย แถมยังแฝงกลิ่นอายมินิมัลผ่าน 3 เฉดสีเรียบเท่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เสริมความแข็งแกร่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่ห่อหุ้มตัวเรือน สายเรซินคุณภาพสูง และโครงสร้างป้องกันแกนกลางระดับพรีเมียม ช่วยให้นาฬิกาเรือนนี้ทนทานต่อแรงกระแทกและมีความสามารถในการกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร ภายใต้กระจกมิเนอรัลสุดแกร่งยังซ่อนจอ LED สองชั้น บรรจุไฟ Super Illuminator และ Auto Light
หลังจากที่ดีไซเนอร์หนุ่มไฟแรงอย่าง Virgil Abloh เจ้าของแบรนด์ Off-White แฟชั่นสตรีตชื่อดังไปร่วมออกแบบสินค้ากับ IKEA และเปิดตัวไอเทมของเขาไปแล้วเมื่อกลางปี 2019 ตอนนี้เขาได้สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนอีกครั้งด้วยการออกคอลเลกชันของใช้และของตกแต่งบ้านในแบรนด์ของตัวเอง คอลเลกชันที่ว่าจะถูกแยกออกมาจากหมวดแฟชั่นสตรีตของ Off-White แล้วมาอยู่ในหมวดดีไซน์ภายใต้คอลเลกชันพิเศษที่ชื่อว่า Home ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์สุดมินิมัลสีขาวครีมสบายตา โดยไอเทมแต่งบ้านสไตล์มินิมัลเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยเรื่องราวของแบรนด์ Off-White จะถูกแบ่งออกเป็นสามไลน์ด้วยกันคือ ส่วนห้องนอน ห้องน้ำ และ เซรามิก UNLOCKMEN จะขอเริ่มจากส่วนของห้องนอนกันก่อน เพราะห้องนอน เตียงนุ่ม ๆ และผ้าห่มผืนโปรดถือเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างพื้นที่แสนสุขสำหรับเหล่ามนุษย์ทำงานผู้เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน โดย Off-White ออกไอเทมได้ครบครัน ทั้งชุดเครื่องนอน ปลอกหมอน ผ้านวม ผ้าปูที่นอนสีขาวครีม และผ้าคลุมเตียงสีแดงที่ฉีกแนวออกจากไอเทมชิ้นอื่น นอกจากนี้โลโก้ลูกธนูไขว้อันโด่งดังของ Off-White จะถูกปักไว้บนไอเทมทุกชิ้นเพื่อความพิเศษกว่าใครตามที่ Virgil Abloh เฝ้าย้ำมาตลอด ไลน์เซรามิกถือเป็นหมัดเด็ดที่ Off-White Home ตั้งใจปล่อยออกมาเลยก็ว่าได้ เพราะดีไซเนอร์หนุ่มจัดเต็มทั้งของใช้บนโต๊ะอาหาร ทั้งชุดจานสำหรับอาหารเช้าและชุดอาหารเที่ยงที่เข้ากันไม่ว่าจะเป็น จาน ชาม ถ้วย แก้วกาแฟ แก้วน้ำ เหยือก ถาดใส่เซตอาหาร ไปจนถึงที่เขี่ยบุหรี่


