กระแสภาพยนตร์ The Joker (2019) ผู้คนกำลังพูดถึงเป็นวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการแสดงอันสุดยอดจากพระเอกอย่างวาคีน ฟินิกซ์ รวมถึงตัวบทและฝีมือการถ่ายทอดอารมณ์ของผู้กำกับท็อดด์ ฟิลลิปส์ที่ดิบเถื่อนและสวยงาม ขณะเดียวกันผู้ผลิตนาฬิกาจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์อย่าง RJ ก็ได้แรงบันดาลใจจากจอมร้ายตัวนี้ในเวอร์ชัน Comics มาถ่ายทอดลงบนนาฬิกาโดยใช้ชื่อว่า The Joker สุดยอดอาชญากรจากเมือง Gotham ดูเหมือนจะเป็นที่ชื่นชอบมากกว่าเกลียดชัง หลังจากปรากฏตัวครั้งแรกในคอมิกส์ Batman เล่มที่ 1 ในปี 1940 นับตั้งแต่นั้นมาโจ๊กเกอร์ก็ปรับเปลี่ยนและพัฒนาออกมาหลากหลายเวอร์ชัน แต่ละเวอร์ชันก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมและเสียงค้านปะปนกันไป อย่างไรก็ตามตัวละครนี้ก็ถูกยกให้เป็นสุดยอดศัตรูตลอดกาลของอัศวินรัตติกาลเป็นที่เรียบร้อย The Joker จาก RJ อยู่ในคอลเลกชัน RJ x Batman Villains โดยมีพื้นฐานจากเรือนเวลารุ่น Arraw มาพร้อมหน้าปัดไทเทเนียม เกรด 5 ขนาด 45 มิลลิเมตรพร้อมกรอบที่สลักเลเซอร์ เป็นลวดลายแพตเทิร์นรูปตัวละครโจ๊กเกอร์ ด้านในเป็นกระจกแซฟไฟร์แบบป้องกันการสะท้อนแสงที่ออกแบบมาอย่างลงตัวสวยงาม พร้อมการป้องกันน้ำลึกถึง 100 เมตร ภายในของกระจกแซฟไฟร์ของ The Joker แต่ละเรือนจะถูกทาสีด้วยมือ ที่มีระบบทำงานแบบ RJ-2042
หลังจากที่คอลเลกชันนาฬิกา Neo-Tokyo ทั้ง 4 เรือนเพิ่งปล่อยออกมาหมาด ๆ G-SHOCK ก็ไม่รอช้า เตรียมคอลแลปส์โมเดลนาฬิกากับ Herschel Supply Co. แบรนด์แฟชั่นยอดฮิตระดับโลก การผสมผสานที่ลงตัวของสองแบรนด์นี้เกิดเป็นเรือนเวลารุ่น ‘Herschel G-Lide’ ที่ถอดแบบความแข็งแกร่งของกองทัพสหรัฐฯ มาได้อย่างแยบยล Herschel นำโมเดลยอดนิยมในหมู่นักโต้คลื่น นักกีฬา และผู้ชายสายสตรีตอย่าง G-SHOCK GLX5600-1 มาเป็นต้นแบบและต่อยอดงานดีไซน์ให้มีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น นาฬิการุ่นนี้โดดเด่นด้วยหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีเหลืองอ่อนจากกระจก mineral ที่ผนวกความเท่แบบย้อนยุคและความทันสมัยเข้าด้วยกัน ตัวบอดี้และสายรัดข้อมือของ Herschel G-Lide ห่อหุ้มด้วยเคสเรซิ่นแบบด้านสีเขียวมะกอก สะท้อนกลิ่นอายของเหล่าทหารผู้กล้า พร้อมสลักโลโก้ Herschel Supply ไว้ที่สายนาฬิกา ไฮไลต์ของนาฬิการุ่นนี้คือฝาหลังที่ใช้สเตนเลสสตีลสลักว่า “YOU CAN SURF LATER” ซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของทหารอเมริกัน เพราะเป็นประโยคที่มักจะสลักไว้บนซิปโป้ เพื่อให้เหล่าทหารรู้สึกว่าไฟแช็กของพวกเขาเป็นเหมือนเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ชนิดหนึ่งที่มอบกำลังใจให้พวกเขาทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงโดยสวัสดิภาพ Herschel G-Lide ยังคงเอกลักษณ์ของฟังก์ชันนาฬิกาจาก G-SHOCK ที่สามารถกันกระแทกและกันน้ำลึก 200 เมตร ใช้เทคโนโลยี Electroluminescent Backlight
ขึ้นชื่อว่าแฟชั่นมักเป็นสิ่งที่ผ่านกระบวนการคิด การสร้างสรรค์ และการออกแบบมาอย่างแยบยล จนใครหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า Fashion Design ล้ำ ๆ ที่เราเห็นโลดแล่นอยู่บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากอะไรกันบ้าง? บางครั้ง Fashion Design ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งของรอบตัว เพราะแฟชั่นไม่ใช่แค่เรื่องบนรันเวย์ แต่แฟชั่นอยู่ในทุกสิ่งรอบตัวเรา แม้บางสิ่งจะดูห่างไกลกับคำว่าแฟชั่น จนกระทั่งมีแบรนด์หาญกล้าคว้าเอาแรงบันดาลใจจากสิ่งนั้นมารังสรรค์จนเกิดแฟชั่นไอเทมที่ไม่เหมือนใครและใช้งานได้จริง วันนี้ UNLOCKMEN อาสาพามาสำรวจ “CAMPER Fall/Winter 2019 Collection” คอลเลกชันรองเท้าล่าสุดจาก Camper ที่ถือเป็น Premium Casual Brand เก่าแก่ระดับโลกจากสเปน โดย CAMPER Fall/Winter 2019 Collection ได้แรงบันดาลใจจาก Motor Sports กีฬาที่เต็มไปด้วยความแรง ความเร็ว การแข่งขัน หลายคนอาจจะไม่คุ้นกับ Motor Sports มากนัก แต่เมื่อ Camper นำมาสร้างสรรค์และตีความใหม่ จากความเร็ว ความแรง ก็นำไปสู่รองเท้าที่เป็นตัวแทนของ Race และ Speed ซึ่งมาพร้อมดีไซน์สุดเท่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนเมืองผู้ชอบแฟชั่น แม้ไม่หลงใหลเรื่องการแข่งขันและความเร็วก็สวมใส่เพื่อบ่งบอกตัวตนคู่ไปกับฟังก์ชันการใช้งานที่คล่องตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ Camper รุ่น Pix Camper รุ่น
เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา หนุ่ม ๆ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเวียนนาเมืองหลวงของประเทศออสเตรียได้เฉือนเอาชนะแชมป์เก่า 7 ปีซ้อนอย่างเมืองเมลเบิร์นของประเทศออสเตรเลีย ขึ้นแท่นเมืองน่าอยู่ที่สุดในโลกจากการจัดอันดับของนิตยสาร Economist แต่ไม่ต้องเห็นผลการจัดอันดับก็พอทราบอยู่บ้างว่าเมืองเวียนนานั้นมีพื้นฐานการคมนาคมที่เป็นระบบ มีบรรยากาศอบอุ่นน่าอาศัย ทั้งยังมีเทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อชีวิตของชาวเมืองและนักท่องเที่ยว ยิ่งไปกว่านั้นเวียนนายังซ่อนกลิ่นอายทางสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่เป็นเอกลักษณ์และเสริมเสน่ห์ให้เมืองแห่งนี้ดูน่าหลงใหลยิ่งขึ้น OMA (Office for Metropolitan Architecture) สตูดิโอสถาปัตยกรรมที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1975 โดย Rem Koolhaas สถาปนิกชาวเนเธอร์แลนด์ ออกแบบสถาปัตยกรรมแห่งแรกในกรุงเวียนนาที่มีชื่อว่า ‘THE LINK’ ตั้งอยู่บนถนน Mariahilfe หนึ่งในถนนสายสำคัญใจกลางเมือง THE LINK เป็นทั้งห้างสรรพสินค้าและโรงแรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์เมือง และเชื่อมโยงเมืองเก่า ผู้คน สถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ด้านหน้าดีไซน์ให้เป็นห้างสรรพสินค้า แต่เมื่อเดินลอดผ่านซุ้มประตูขนาดใหญ่ที่เรียงรายด้วยต้นไม้และพื้นที่นั่งสาธารณะ จะสามารถเชื่อมไปยังโรงแรมต่าง ๆ ด้านหลังได้ นอกจากที่นี่จะอัดแน่นไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรมมากมาย ยังมีสวนบริเวณชั้นดาดฟ้าที่ครอบคลุมตั้งแต่สวนผลไม้ไปจนถึงลานอาบแดด เพื่อสร้างสวนสาธารณะแห่งใหม่ให้ชาวเมืองและเป็นจุดชมวิวที่มองเห็นทัศนียภาพโดยรอบเมืองได้อย่างแจ่มชัด การออกแบบภายนอกอาคารจะใช้สีขาวและครีมเป็นหลัก สอดแทรกโครงสร้างที่เป็นแพตเทิรน์เพื่อให้กลมกลืนกับเมืองเก่า พร้อมใช้กระจกใสสร้างความรู้สึกโปร่งโล่งสบายและไม่อึดอัด การออกแบบด้านหน้าอาคารจะสอดแทรกแนวคิดเวียนนาซีเซสชัน (Vienna Secession) ที่ได้อิทธิพลจากศิลปินระดับตำนานอย่าง
การออกแบบพื้นที่พักอาศัยนับเป็นอีกหนึ่งผลงานสถาปัตยกรรมที่มีความสำคัญไม่น้อย ไม่เพียงสร้างสเปซเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้พักอาศัยในแง่ฟังก์ชัน แต่ยังต้องสร้างสรรค์งานดีไซน์ที่มีเสน่ห์และเป็นเอกลักษณ์ เพื่อมอบประสบการณ์การพักอาศัยเหนือระดับและนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญปัญหาโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกหลอมละลาย และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม เหล่าสถาปนิกและสตูดิโอสถาปัตยกรรมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด หากขบคิดและสร้างสรรค์ไอเดียการออกแบบโดยหยิบนำ ‘ธรรมชาติ’ มาผนวกเข้ากับงานดีไซน์ จนได้ออกมาเป็นผลงานสถาปัตยกรรมที่เล็งเห็นทั้งคุณค่าของชีวิตและคุณค่าของธรรมชาติ BIG สตูดิโอสถาปัตยกรรมเจ้าดังได้ดีไซน์ ‘KING TORONTO’ สถาปัตยกรรมเรือนกระจกกลางกรุงโตรอนโตที่ปกคลุมไปด้วยธรรมชาติสีเขียว ตั้งอยู่ในย่าน King West ที่ตรอกซอกซอยทะลุถึงกันได้หมด แถมยังเป็นย่านที่มีชีวิตชีวาที่สุดแห่งหนึ่งของแคนาดา ผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นนี้ซ่อนกลิ่นอายบรูทัลลิสต์ เน้นหนักในการใช้แพตเทิร์นเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา โดยได้อิทธิพลมาจากผลงาน Habitat 67 ในกรุงมอนทรีออลที่ดีไซน์โครงสร้างให้เป็นสามมิติ แต่จะต่างตรงที่ KING TORONTO เลือกใช้บล็อกแก้วโปร่งใสแทนบล็อกคอนกรีต บล็อกแก้วโปร่งใสนั้นทำให้มองเห็นการตกแต่งภายในของตัวอาคารได้เป็นอย่างดี แถมยังนำต้นไม้น้อยใหญ่มาผสมผสานกับงานดีไซน์ มีการปลูกต้นไม้ตามระเบียง ปลูกพืชเกาะผนังตามฟาซาด และสอดแทรกพื้นที่สีเขียวไว้ตามจุดต่าง ๆ ของอาคาร ธรรมชาติสีเขียวถือเป็นอีกหัวใจของโครงการ KING TORONTO เพราะนอกจากจะมอบบรรยากาศร่มรื่นให้กับผู้พักอาศัยแล้ว ยังช่วยสร้างความเป็นส่วนตัวโดยไม่ปิดบังทัศนียภาพโดยรอบมากจนหนาทึบและน่าอึดอัด ด้านการตกแต่งภายในก็มีเสน่ห์ไม่แพ้ด้านนอกเลย ภายในอาคารได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากสถาปัตยกรรมสแกนดิเนเวียนสมัยใหม่ เน้นการใช้วัสดุเรียบง่ายอย่างพื้นไม้ ผนังสีขาว และหินสีขาว เพื่อสะท้อนความอบอุ่น ดูเรียบง่าย แต่ยังคงทันสมัยพร้อมก้าวไปในทุกยุค นอกจากนั้นเพนเฮาส์แห่งนี้ยังมีสระว่ายน้ำในร่ม
ครั้งหนึ่งในชีวิตของเราอาจเคยได้ยินประโยคที่ว่า “ศิลปะเป็นเรื่องไกลตัว และเป็นเรื่องสำหรับคนรวยเท่านั้น” ประโยคที่ฟังแล้วทำให้คิดตามว่า จริงหรือไม่ที่ศิลปินและคนเสพศิลปะจำกัดไว้เฉพาะแวดวงร่ำรวย ถ้าเป็นอย่างที่ว่า คนจนหรือคนชนชั้นกลางไม่มีสิทธิ์เข้าถึงศาสตร์แห่งการเล่าเรื่องด้วยภาพเลยเหรอ ? ในช่วงเวลาที่กำลังครุ่นคิดว่าคนรุ่นใหม่จะหันมาเป็นศิลปินเยอะหรือไม่ หรือคิดว่าประเทศไทยจะไม่มีศิลปินรุ่นใหม่ ๆ อย่างที่เขาว่า ก็ดันเหลือบไปเห็นแฮชแท็กหนึ่งที่ขึ้นเทรนด์ความนิยมในทวิตเตอร์ช่วงนี้ที่สามารถตอบคำถามคาใจได้ แฮชแท็กขึ้นเทรนด์ที่ว่าคือ #Thaiartist ที่มีความหมายตรงตัว เปิดโอกาสให้ศิลปินน้อยใหญ่ลงผลงานของตัวเองกันอย่างเต็มที่ และจากแฮชแท็กทำให้ UNLOCKMEN พบว่าประเทศไทยเต็มไปด้วยศิลปินมากความสามารถ เห็นผลงานหลากสไตล์กับลายเส้นที่บ่งบอกตัวตน บางคนวาดลงบนผ้าใบหรือกระดาษ บางคนวาดบนไอแพดหรือใช้เมาส์ปากกาวาดในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งผลงานเท่ ๆ สไตล์คอลลาจ จนเราอดใจไม่ไหว อยากแบ่งปันผลงานศิลปะจากฝีมือคนไทยมาให้ทุกคนได้ชมกัน ART & TECHNOLOGY ถ้าเป็นสมัยก่อนผลงานศิลปะส่วนใหญ่จะอยู่บนผืนผ้าใบ แผ่นกระดาษหรือแผ่นไม้ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนศิลปะก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมปัจจุบันด้วยเช่นกัน ในยุคนี้จึงมีศิลปินรุ่นใหม่จำนวนมากใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ บ้างก็เพื่อความสะดวกสบาย บ้างก็เป็นความชอบและรสนิยมแถมเครื่องมือไฮเทคก็จะช่วยถ่ายทอดจินตนาการที่มีอยู่เต็มหัวออกมาเป็นผลงานจับต้องได้จริง ศิลปินไทยหลายคนนิยมสร้างสรรค์ผลงานด้วยโปรแกรม Illustrator หรือใช้เครื่องมือแตกต่างกันไปตามความถนัดของศิลปิน แต่สิ่งที่เราจะเห็นเหมือนกันคือความชอบและลายเส้นที่บ่งบอกตัวตนเฉพาะตัว บ้างก็หยิบสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวัน ความทรงจำกับสถานที่ต่าง ๆ รวมถึงความชอบของตัวเองสื่อออกมาเป็นผลงาน การนำแรงบันดาลใจจากศิลปินยุคเก่าที่วาดภาพบนผ้าใบมาปรับแนวให้เข้ากับสไตล์ของตัวเองก็น่าสนใจไม่น้อย เช่นภาพของกลุ่มผู้ชายยุคกลางกับโทนภาพมืด ๆ เน้นเส้นสีสะเทือนอารมณ์ และเล่นเรื่องแสงเงาตามแบบมิเกลลันเจโล คาราวัจโจ นอกจากนักวาดและศิลปินสร้างสรรค์ผลงานเท่ ๆ เราจะเห็นสายอาชีพออกแบบอื่น
ใกล้เข้ามาทุกทีแล้วกับการแข่งขันกีฬาที่ยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติอย่าง Olympic Games การแข่งกีฬาระหว่าง 200 กว่าประเทศ ส่งตัวแทนนักกีฬาหลายพันคนต่างตั้งใจฝึกซ้อมเพื่อชิงชัยในงานนี้ การเลือกเจ้าภาพจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุก ๆ สี่ปี และ Olympics ครั้งนี้เจ้าภาพที่จะได้จัดมหกรรมกีฬาสุดยิ่งใหญ่ก็คือเมืองเกาะกลางทะเลอย่างประเทศญี่ปุ่น เมื่อกีฬาสุดยิ่งใหญ่ Tokyo 2020 กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้ ทำให้ Omega แบรนด์นาฬิกาที่อยู่คู่กับการแข่งขัน Oympics มาอย่างยาวนานในฐานะ Olympic Official Timekeeper หรือผู้จับเวลาการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกจึงไม่พลาดเปิดตัวนาฬิกาที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจจาก Tokyo 2020 นาฬิกาที่บอกเล่าเรื่องราวของ Tokyo 2020 จาก Omega มีชื่อว่า Seamaster Planet Ocean Tokyo 2020 Limited Edition (Ref.522.33.40.20.04.001) ด้วยชื่อที่ยาวเกินไปกว่าจะเรียกจบนาฬิกาเรือนนี้ก็คงขายหมดไปแล้ว ทำให้เหล่านักสะสมเรียกมันว่า Omega Tokyo 2020 แทน และจุดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยสีขาวล้วนก็ทำให้ใคร ๆ ต่างก็ให้ความสนใจกับนาฬิกาเรือนนี้ Omega Tokyo 2020 สีขาวล้วนตัวเรือนทำมาจากสเตนเลสสตีล ขนาด
‘ญี่ปุ่น’ ประเทศเมืองเกาะที่เป็นดินแดนในฝันของผู้ชายหลายคน ห้อมล้อมอยู่ในอ้อมกอดธรรมชาติตั้งแต่ภูเขายันท้องทะเล มีอาหารเลิศรสและจารีตประเพณีงดงามทรงเสน่ห์ ทั้งยังผู้คนที่มีระเบียบ ใส่ใจรายละเอียด และขยันขันแข็งกับแทบทุกเรื่องในชีวิต หากคุณเคยไปเยือนประเทศญี่ปุ่นมาบ้าง คงจะพอคุ้นชินกับเหตุการณ์หยุดรถไฟกะทันหัน เนื่องจากมีคนกระโดดลงรางรถไฟความเร็วสูงเพื่อปลิดชีพ และมันเป็นอีกวิธีฆ่าตัวตายยอดนิยมของคนที่นี่ จริง ๆ แล้วการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นมีมาตั้งแต่สมัยหลังสงคราม เนื่องด้วยชาวญี่ปุ่นต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและไม่อาจทนทุกข์ทรมานอยู่บนโลกนี้ได้ จึงตัดสินใจยุติลมหายใจเฮือกสุดท้ายด้วยวิธีการฆ่าตัวตายในรูปแบบต่าง ๆ การผูกคอตายครองแชมป์มาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยการกระโดดลงรางรถไฟ และการปล่อยให้ร่างกายซึมซับแก๊สพิษตามลำดับ สาเหตุการฆ่าตัวตายของคนญี่ปุ่นก็หนีไม่พ้นเรื่องการทำงานที่เคร่งเครียด ปัญหาทางเศรษฐกิจ อาการเจ็บป่วยที่ไม่อยากเป็นภาระให้ลูกหลาน หรือแม้แต่ปัญหาชีวิตวุ่น ๆ ของเหล่าวัยรุ่น Kenji Chiga ช่างภาพหนุ่มชาวญี่ปุ่นจึงถ่ายทอดเรื่องราวการฆ่าตัวตายของคนในประเทศตนด้วยคอลเลกชันภาพถ่ายที่แฝงความโศกเศร้าไร้ทางออก และมีเพียง ‘การฆ่าตัวตาย’ เท่านั้นที่อาจทำให้ใคร (บางคน) พ้นจากความทุกข์ได้จริง ๆ การฆ่าตัวตาย อาจเปรียบดั่งโรคติดต่อของคนในประเทศนี้ แพร่กระจายอย่างรวดเร็วราวไวรัสจากสมองของคนหนึ่งไปสู่สมองอีกคน บางครั้งผู้ตายอาจไม่ได้มองหาความตายเสมอไป หากมองหาการปลดปล่อยตัวเองจากความเจ็บปวดทั้งทางกายและใจที่ถูกพันธนาการ ความตายจึงเป็นวิธีปลดปล่อยอย่างง่ายและชัดเจนที่สุด ยิ่งในช่วงที่สื่อและเทคโนโลยีผลัดกันนำเสนอเรื่องราวของคนตาย ไวรัสที่ชื่อ ‘Werther Effect’ ก็ค่อย ๆ รุนแรงและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ถึงอย่างนั้นก็ยังมียาต้านไวรัสที่จะสร้างขึ้นเมื่อคุณ เขา เธอ หรือใครก็ตามเห็นคุณค่าของชีวิตและคนรอบตัวมากพอ นำความรักและการเห็นคุณค่านั้นหล่อเลี้ยงความคิดเพื่อการใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข แม้การฆ่าตัวตายจะเป็นคำตอบสำหรับบางคน
ถ้าพูดถึงสถาปัตยกรรมจีนโบราณ หนุ่ม ๆ หลายคนคงนึกภาพกำแพงเมืองจีนที่ใช้โครงสร้างอิฐก้อนใหญ่ถมทับด้วยดินเหลืองและเศษหินความยาว 21,196.18 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 15 มณฑลทั่วประเทศแดนมังกร และเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลาง ในอดีตกำแพงอิฐที่ทอดยาวนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นป้อมปราการเพื่อป้องกันการรุกรานดินแดน แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นสถาปัตยกรรมจีนโบราณอันล้ำค่า ที่เป็นรากฐานให้งานออกแบบชนิดอื่น ๆ นอกจากไม้ที่เป็นจุดเด่นของสถาปัตยกรรมจีน การออกแบบพื้นที่ให้กว้างขวางก็เป็นอีกเอกลักษณ์ที่สำคัญไม่แพ้กัน ทีมสถาปนิกของ Zaha Hadid Architects จึงหยิบโครงสร้างสถาปัตยกรรมจีนโบราณผนวกเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ จนออกมาเป็นท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง-ต้าซิง ที่ผสมผสานเทคโนโลยีกับกลิ่นอายทางวัฒนธรรมของจีนอย่างลงตัว แม้อาคารผู้โดยสารขนาด 700,000 ตารางเมตร จะดีไซน์ออกมาให้กะทัดรัด แต่ก็สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 72 ล้านคนต่อปี โครงสร้างของอาคารผู้โดยสารถูกล้อมด้วยหลังคากระจกที่เป็นเหมือนสกายไลต์ช่วยเปิดรับแสงจากธรรมชาติ พร้อมสร้างความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย ให้กับเหล่านักท่องเที่ยว ที่นี่ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ ระบบดูดความร้อนจากชั้นพื้นดิน ทั้งยังออกแบบช่องทางลำเลียงน้ำฝนและมีระบบจัดการน้ำที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ การออกแบบภายในถอดแบบมาจากสถาปัตยกรรมจีนโบราณ ที่เน้นหนักในการจัดพื้นที่ให้เชื่อมต่อถึงกันได้แบบ open plan จากจุดศูนย์กลางของท่าอากาศยานผู้โดยสารสามารถเดินเชื่อมไปยังเครื่องบินโดยตรงผ่านประตูทั้ง 79 แห่ง เมื่อมองจากมุมสูงท่าอากาศยานแห่งนี้จะมีรูปทรงคล้าย ๆ ปลาดาว 5 แฉก ที่ไม่เพียงสวยงามแปลกตา
ถ้าพูดถึงภาพยนตร์สายลับเราจะนึกถึงใครจากเรื่องอะไรบ้าง ? แน่นอนว่าหนึ่งชื่อที่จะต้องถูกยกขึ้นมาทุกครั้งเมื่อพูดถึงสายลับก็คือ James Bond เจ้าหน้าที่จากหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษรหัส 007 ที่ใครหลายคนยกให้เป็นต้นแบบของความเท่สไตล์สุภาพบุรุษ James Bond เป็นตัวละครโคตรเท่โลดแล่นอยู่ในหน้ากระดาษจากงานเขียนของ Ian Fleming ก่อนจะถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลายภาคด้วยกัน และตอนนี้ก็มีภาคหนึ่งที่มีอายุถึง 50 ปีแล้ว ภาคที่ว่าคือ On Her Majesty’s Secret Service (1963) นวนิยายลำดับที่ 10 จากหนังสือชุดของ James Bond วางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1963 และถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อเดียวกันว่า On Her Majesty’s Secret Service (1969) โดยได้ George Lazenby รับบทเป็นสายลับสุดเท่ ซึ่งตอนนี้เรื่องราวของหนังสายลับฉบับภาพยนตร์ On Her Majesty’s Secret Service ก็ครบรอบ 50 ปี ในปี 2019 จึงทำให้แบรนด์นาฬิกาที่อยู่คู่กับ James
กว่าภาพยนตร์แต่ละเรื่องจะผ่านกระบวนการผลิตจนนำมาฉายให้เราได้ชมกันล้วนต้องผ่านขั้นตอนมากมายที่มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการเขียนหรือพัฒนาบท การแคสติ้งนักแสดง ไปจนถึงการเตรียมงานโปรดักชัน สร้างเอฟเฟกต์พิเศษทำให้หนังบางเรื่องต้องให้เวลาผลิตหลายปี แม้จะเป็นเพียงขั้นตอนการเตรียมตัวถ่ายทำเท่านั้น นอกจากบทภาพยนตร์ที่เตรียมไว้ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายทำในแต่ละฉากสามารถเล่าภาพในหัวที่ผู้สร้างต้องการออกมา อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ทีมงานสามารถลำดับภาพของหนังให้ชัดเจนมากขึ้นก็คือสตอรี่บอร์ด (Storyboard) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เฉพาะในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เท่านั้น แต่รวมถึงการทำโฆษณา ไปจนถึงงานประเภท Motion Picture และ Animation ด้วย ทั้งหมดเป็นเหตุผลที่ภาพยนตร์แต่ละเรื่องเลือกใช้ศิลปินฝีมือดีมาช่วยสร้างสตอรี่บอร์ดสำหรับการถ่ายทำ วันนี้ UNLOCKMEN อยากพาชมความสวยงามของ 23 สตอรี่บอร์ดของ 23 ภาพยนตร์ดังที่รวมไว้ทั้งยุคสมัยเก่าและใหม่ สตอรี่บอร์ดของหนังแต่ละเรื่องจะถูกสร้างออกมาสวยงามและมีเอกลักษณ์แค่ไหน มาชมไปพร้อมกันเลย Alien (1979): Storyboards by Ridley Scott Jurassic Park (1993) Storyboards by David Lowery Transformers (2007) Storyboards by Ed Natividad There Will
ถ้าพูดถึง Kanye West ผู้ชายส่วนใหญ่ก็จะต้องรู้จักเขาไม่ว่าจากเพลงที่ร้องหรือรู้จักผ่านสนีกเกอร์ Yeezy ที่เขาดีไซน์ หรือรู้จักจากดราม่าสะเทือนวงการเพลงระหว่างเขากับนักร้องสาว Taylor Swift แต่ไม่ว่าจะรู้จักทางไหนคนส่วนใหญ่ก็ต้องเคยได้ยินชื่อของเขาอยู่ดี สไตล์ห่าม ๆ ที่เราเห็นผ่านบทเพลง การสัมภาษณ์ หรือแม้กระทั่งทัศนคติและมุมมองทางการเมืองที่แสดงออกมาอย่างร้อนแรงของเขาทำใครหลายคนมองว่าแรปเปอร์คนนี้ไม่เป็นมิตรและคงจะอารมณ์ร้อนอยู่ตลอดเวลา และในตอนนี้อพาร์ตเมนต์กลางเมืองนิวยอร์กของเขาก็กลับเข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เป็นที่เรียบร้อย ด้วยโอกาสที่ดีแบบนี้จึงทำให้ UNLOCKMEN สนใจพาทุกคนไปสำรวจบ้านของ Kanye West ไปพร้อมกันว่าที่พักอาศัยของเขาจะดุดันเหมือนเพลงที่ร้องหรือการเมืองที่เขาวิจารณ์มากน้อยขนาดไหน อพาร์ตเมนต์ที่ว่าคือที่พัก 1 ห้องนอน 1 ห้องนั่งเล่น ขนาด 2,427 ตารางฟุต ตั้งอยู่ในย่าน Soho ใจกลางกรุงนิวยอร์ก ออกแบบและตกแต่งภายในโดยเจ้าของเก่าคือ Kanye West ร่วมกับ Claudio Silvestrin สถาปนิกชื่อดังชาวอิตาลี จุดเด่นของอพาร์ตเมนต์นี้อยู่ที่ห้องนั่งเล่นโปร่งโล่ง มีหน้าต่างขนาดใหญ่ทั้งหมด 13 บาน ทั้งทางทิศเหนือและทิศตะวันออก ซึ่งหน้าต่างทั้งหมดใช้เทคโนโลยี Smart home สามารถปรับเฉดสีอัตโนมัติตามแสงแดดหรือปรับตั้งค่าความเข้มอ่อนได้ตามใจ ทำให้เราเห็นทัศนียภาพและทิวทัศน์ของมหานครทั้งกลางวันและกลางคืนได้อย่างเต็มตา ดีไซน์แทบทุกห้องจะตกแต่งด้วยสไตล์มินิมัลสีอ่อนทำให้ห้องดูกว้างขวางสบายตา จากนั้นตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์และไอเทมแต่งบ้านโทนสีธรรมชาติอย่างสีน้ำตาลของไม้ สีเขียวของใบไม้ หรือสีเทาของก้อนหิน ซึ่งสไตล์ที่เป็นธรรมชาติช่วยให้ห้องชุดหรูหราและให้บรรยากาศเป็นกันเองไปพร้อมกัน


