วันหยุดทั้งทีอะไรจะเหมาะกับผู้ชายอย่างเราไปมากกว่ากิจกรรมกลางแจ้ง ให้เราได้ออกแรง บริหารร่างกายไปพร้อม ๆ กับเสพความมันส์ในไลฟ์สไตล์เท่ ๆ การออกไปว่ายน้ำไม่ว่าจะในสระหรือทะเลจริง ๆ ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเหมือนกัน เพราะมันสนุกโดยที่เราไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรเยอะแยะมากมาย (รวมถึงเสื้อผ้าด้วย) แต่ UNLOCKMEN อยากจะแนะนำอุปกรณ์ ที่จะเปลี่ยนการว่ายน้ำแบบธรรมดาให้มีความมันส์ และกลายเป็นกิจกรรมเจ๋ง ๆ จนอยากจะออกไปว่ายน้ำในทุกวันหยุด CUDA JETPACK เราอาจจะคุ้นเคยกับ Jetpack ที่ทำให้เราลอยตัวขึ้นจากผิวน้ำได้เหมือนกับ Ironman แต่ว่า Jetpack ตัวนี้จะแตกต่างออกไปตรงที่เราจะได้ดำดิ่งลงไปใต้น้ำแบบมันส์ ๆ ในความเร็วที่พอดี เพราะต้องนึกถึงความถ่วงจำเพาะของแหล่งน้ำที่ต่างกันอีกด้วย แต่นั่นทำให้การดำใต้น้ำในระยะที่ไม่ลึกมากของเรา เพิ่มความสนุกมากขึ้นกว่าเดิม แถมดีไซน์และขนาดของมันยังเท่เหมือนกระเป๋า Backpack ให้เราสะพายไปกับเราได้ทุกที่ ไม่ว่าจะสระน้ำ หรือแหล่งน้ำตามธรรมชาติ โดยเจ้า Jetpack ตัวนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย Archie O’Brien’s Cuda จากวัสดุ 3D Hubs หลักการของมันก็ง่าย ๆ คือการดึงเอาน้ำจากด้านหน้าเข้ามา และดันออกทางด้านหลังด้วยแรงที่มากพอที่จะทำให้เราพุ่งไปข้างหน้าได้ ประมาณ 8mph ทำให้เราโลดแล่นใต้น้ำได้แบบไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด ความเร็วระดับนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนกำลังบินแต่เปลี่ยนสถานที่เป็นใต้น้ำแทน เพราะนั่นคือความตั้งใจของ Archie
นาทีนี้คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักแบรนด์ Supreme ยิ่งถ้าเป็นสาย Street Fashion แน่นอนว่าต้องมีชื่อ Supreme ติดเป็นหนึ่งในแบรนด์ระดับท็อปของสายนี้ แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าเบื้องหลังโลโก้ Supreme ที่ประกอบด้วยอักษรสีขาวบนพื้นแดงนี้มีแรงบันดาลใจมาจากที่ไหน ถ้าพวกคุณคือคนหนึ่งที่ใช้ไอเท็มของแบรนด์ Supreme ที่อยากเพิ่มความเท่มากกว่าการใส่ ลองมาเติมความลึกกันหน่อยกับศิลปินหญิงเบื้องหลังแรงบันดาลใจโลโก้ และชนวนดราม่าของการฟ้องร้องระหว่าง Supreme กับ Supreme Bitch เพราะทั้งหมดเกิดและจบด้วยเธอคนนี้ “บาร์บาร่า ครูเกอร์” (Barbara Kruger) Say Hello to Barbara Barbara Kruger คือศิลปินอเมริกันที่เติบโตจากเมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ เธอเกิดใน ค.ศ. 1945 เข้าเรียนที่สถาบัน Parson’s School of Design และได้เรียนกับช่างภาพระดับตำนานอย่าง Diane Arbus กับกราฟิกดีไซน์เนอร์ดัง Marvin Israel ซึ่งการเรียนเหล่านี้เองที่ทำหน้าที่เป็นโรงบ่มงานไอเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพ เสียง หรือองค์ประกอบอื่น ๆ ในฉบับของตัวเธอ หลังจากเรียนจบ
เมื่อการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตแน่นอนว่า ชายหนุ่มอย่างเราจะต้องแพ็คกระเป๋าเพื่อเตรียมสิ่งของจำเป็น ซึ่งนอกจากเสื้อผ้าและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น ๆ แล้ว อีกหนึ่งไอเท็มที่ผู้ชายควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมากก็คือ นาฬิกา โดยเฉพาะสำหรับหนุ่มนักธุรกิจที่ต้องเดินทางเป็นประจำ การมีนาฬิกาที่สามารถบอกเวลาได้ 2 ไทม์โซนนั้นย่อมสามารถช่วยให้การใช้ชีวิตในต่างประเทศสะดวกมากยิ่งขึ้น ล่าสุดแบรนด์ผู้สร้างสรรค์ประดิษฐกรรมแห่งเรือนเวลาหรู ‘มิโด’ (Mido) ได้อวดโฉมเรือนเวลาดีไซน์ใหม่ ‘มัลติฟอร์ท จีเอ็มที’ (Multifort GMT) ที่มาพร้อมฟังก์ชั่น GMT กับการบอกเวลาที่ 2 หรือ T2 ผ่านการออกแบบบนรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวที่ผสานความหรูหราตามดีเอ็นเอของแบรนด์เอาไว้ได้อย่างลงตัว ‘มิโด’ (Mido) แบรนด์นาฬิกาในเครือ สวอทช์ กรุ๊ป (Swatch Group) ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน รวมถึงความเที่ยงตรงสูงซึ่งงได้รับการรับรองจาก Contrôle Officiel Suisse des Chronomètres (Official Swiss Chronometer Testing Institute) หรือ COSC. ‘มัลติฟอร์ท จีเอ็มที’
เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ โครงการที่ 3 ย่านเอกมัยจาก เสนา ฮันคิว คอนโดสุดลักชูรี่ “ปีติ เอกมัย (PITI EKKAMAI)” มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท ที่ได้ดึงหลักปรัชญาชีวิตจากแนวคิดญี่ปุ่น “lKIGAI (อิคิไก)” จุดประกายการใช้ชีวิตให้มีความสุขและมีคุณค่า เผตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัท ฮันคิว ร่วมทุนพัฒนาโครงการกับทางบริษัทเสนามาแล้ว 2 โครงการ ประกอบด้วย นิช โมโน สุขุมวิท – แบริ่ง และ นิช ไพรด์ เตาปูน – อินเตอร์เชนจ์ รวมมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท ปัจจุบันทั้ง 2 โครงการที่เป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ล่าสุดได้พัฒนาโครงการที่ 3 ร่วมกันเป็นโครงการระดับลักชูรี่แบรนด์ใหม่ที่มีมูลค่าสูงสุดในปีนี้ ซึ่งมีความมั่นในความเป็นมืออาชีพของทางเสนาเป็นอย่างมากและเชื่อว่าโครงการนี้จะประสบความสำเร็จเหมือนโครงการที่ผ่าน ๆ มาอย่างแน่นอน และทางฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ปฯ เองได้มองถึงแผนการพัฒนาโครงการร่วมกันในระยะยาวต่อจากนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยครึ่งปีหลัง 2561
จากภาพยนตร์โลกอนาคตหลาย ๆ เรื่อง มักจะนำเสนอเกี่ยวกับยุคของหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ครองโลกจนไม่มีพื้นที่ให้มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ จนมาถึงปี 2018 นี้ที่กระแส AI จะมาแทนที่แรงงานมนุษย์มาแรงและเข้าใกล้ความเป็นจริงเข้าไปทุกที ซึ่งก็ยังเป็นเรื่องที่ยังคงต้องถกเถียงถึงความเหมาะสมกันต่อไป UNLOCKMEN ขอแนะนำความสามารถของ AI ที่จะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นอีกเยอะ อย่าง “Noise2Noise” ที่จะมาลด Noise ในภาพถ่ายได้แบบเหนือชั้น มาทำความรู้จักกับมันแบบ Before It Was Cool กันดีกว่า ผู้พัฒนาจาก Nvidia, MIT, และ Aalto University กำลังซุ่มปั้นโปรเจ็กต์แจ่ม ๆ ที่ชื่อ “Noise2Noise” ที่นำระบบ AI มาลบ Noise ในภาพถ่าย ทางทีมได้นำภาพจำนวน 50,000 ภาพจาก ImageNet เพื่อให้ระบบ AI ได้ทดสอบการลบ Noise และมันก็ทำออกมาได้ดีจริง ๆ โดยสามารถลบ Noise
คงไม่มีใครไม่รู้จักแบรนด์นาฬิกาชั้นนำระดับโลกจากสวิตเซอร์แลนด์ Swatch (สวอท์ช) ที่ยังควหลักปรัชญาของแบรนด์ที่สะท้อนถึงสีสัน กลไก ความเบาสบาย และความโปร่งใส สู่เรือนเวลาคุณภาพของ Swatch ทุกเรือนมาโดยตลอด แน่นอนว่าในปัจจุบัน Swatch ยังคงดำเนินความเป็นผู้พัฒนานวัตกรรม และเรียกเสียงฮือฮาจากตลาดโลก ด้วยสินค้ารุ่นใหม่ คอลเลคชั่นใหม่ รวมถึงนาฬิการุ่นพิเศษที่นำเสนออย่างต่อเนื่อง Swatch ยังคงยืนหยัดตัวตนในโลกแห่งกีฬามาเสมอ ที่ยังคงสนับสนุนกีฬา Snowboard, Free Ski, Surfboard, วอลเล่ย์บอลชายหาด และจักรยานทางลาดวิบาก อีกทั้ง Swatch ยังสนันสนุนคุณค่าแห่งงานศิลปะ ด้วยการร่วมงานกับศิลปินมากมาย และหมายให้นาฬิกา Swatch เป็นแผ่นภาพที่สะท้อนผลงานการรังสรรค์ของศิลปินหลากหลายแขนงเช่นกัน ในปีนี้ Swatch ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง SKIN Irony ที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่แห่งวงการนาฬิกาด้วยการผสานจุดเด่นแห่งดีไซน์ และความบางของคอลเลคชั่น Skin เข้ากับวัสดุที่มีความทนทานและสวยงามอย่าง Stainless Steel ด้วยความบางเพียง 5.8 มิลลิเมตรเท่านั้น และถือเป็นนาฬิการุ่นแรกที่ใช้ Stainless Steel เป็นวัสดุในการผลิตที่มีความบางที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา ตอกย้ำความเป็นผู้บุกเบิกนาฬิกาแบบใหม่ที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน SKIN Irony การรวมตัวแห่งแนวคิด Minimal และนวัตกรรมแห่งเรือนเวลา
เมื่อหลายปีก่อน คงจำ Viral ตัวนึงกันได้ เป็นรูปภาพชุดเดรสที่ถูกปล่อยออกมาให้ผู้คนถกเพียงกันว่านี่คือสีอะไรกันแน่ เสียงแตกออกเป็นสองฝั่งอย่างชัดเจน Comment ก็ถกเถียงกันอย่างสนุกสนาน สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้มีเฉลยออกมาแต่อย่างใดว่าจริง ๆ แล้วมันคือสีอะไรกันแน่ จากกระแส Viral นั้น ทำให้เห็นชัดเจนเลยว่า แต่ละคนมีมุมมองต่อสีที่แตกต่างกันออกไป ไม่ต้องเป็นรูปปริศนาชวนตีกันอย่างรูปเดรสตัวนั้นก็ได้ ในชีวิตจริงหลายครั้งเราก็ถกเถียงกับเพื่อน คนรอบข้างกันเป็นประจำอยู่แล้ว ว่าไอ้สีที่เห็นเนี่ย มันคือสีอะไรกันแน่ โดยเฉพาะหนุ่มสายดีไซน์ที่จำแนกสีได้เยอะกว่าคนทั่วไป อาจจะต้องอธิบายกับคนอื่นเหนื่อยหน่อยว่าสีมันต่างกันยังไง โทนไหน เฉดไหน UNLOCKMEN ขอเสนอ Gadget แจ่ม ๆ ที่เอาไว้เป็นของเล่นหรือใช้งานจริงก็ยังได้ กับ Nix Mini Color Sensor ให้เราได้ดูดสีทุกสิ่งรอบตัวได้จริง ๆ มาดูกันว่ามันเจ๋งยังไง ทำไมถึงต้องมี Match colors easily with Nix Mini Color Sensor ทาสีห้อง ออกแบบเว็บไซต์ ซื้อรถสักคัน ช่วยสาวเลือกลิปสติก หรืออีกสารพัดสิ่งรอบตัวเรา ที่เราต้องการคำตอบของสีที่แม่นยำ ว่าสีนี้แน่นะ
“สำหรับประชาชนทุกคนที่ถูกรัฐบาลรังควาน ผมว่า เฮ้ย! คุณต้องสู้ เพราะเมื่อไหร่ที่คุณกลัว เขาจะยิ่งไล่ต้อนคุณไปเรื่อย ๆ ” ประโยคนี้จาก Headache Stencil ทำให้เรานิ่งคิด ถ้าเราเป็นประชาชนแต่ถูกรัฐบาลรังควานไม่ว่าจะในรูปแบบของการมาข่มขู่ตรง ๆ หรือภายใต้รูปแบบการบริหารงานที่ตรวจสอบไม่ได้ ทำไมเราต้องนิ่งเฉยล่ะ ? ทำไมเราต้องปล่อยให้เขาทำอะไรกับประเทศเราก็ได้ล่ะ ? แน่นอนว่ามีคนที่เลือกนิ่งเฉย แต่ก็แน่นอนว่ามีคนที่ไม่กลัว มีคนที่ไม่ยอมถูกไล่ต้อนและลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับอำนาจที่ไม่เป็นธรรม หนึ่งในคนที่กล้าลุกมาปะทะกับรัฐบาลทหารคราวนี้ต้องมีชื่อของ Headache Stencil อยู่ด้วยแน่นอน Headache Stencil อาจเป็นชื่อที่บางคนรู้จักเป็นอย่างดี แต่ก็อาจเป็นชื่อที่บางคนเกาหัวแกรก ๆ แล้วถามว่า “ใครวะ?” แต่ถ้า UNLOCKMEN แปะผลงาน Political Art ฝีมือเขาให้ดู เชื่อว่าเกือบทุกคนต้องร้องอ๋อแน่นอน เพราะผลงานเขาที่แผลงฤทธิ์ด้วยการตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองได้แบบดุเดือดชนิดที่เป็นคนไม่สนใจการเมืองก็ต้องเคยเห็นเพื่อนแชร์งานเขาผ่านตามาแน่ ๆ ถ้าจะให้พูดแบบสั้น ๆ Headache Stencil คือศิลปินสตรีทอาร์ตที่ทำงาน Political Art เพื่อตั้งคำถามกับความไม่ปกติในสังคม แต่ถ้าจะเอาฉบับจุใจ เราก็ชวนคุณมาเสพความคิดของเขาผ่านการพูดคุยครั้งนี้ไปด้วยกัน แต่ถ้าอ่านจบแล้วมันปลุกพลังบางอย่างในตัวคุณให้เดือดพล่านจนดับไม่ลง วันเสาร์นี้ (30 มิถุนายน
ในยุคปัจจุบันอะไรก็สามารถเป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะคงพิสดารไม่น้อย เมื่อแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง IKEA จะไปขอทำคอลเลคชั่นร่วมงานกับองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือ NASA’s เพื่อพัฒนาข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านให้อลังการกว่าเดิม แต่ทว่าโปรเจคต์นี้ได้เกิดขึ้นจริงเป็นที่เรียบร้อย เพราะว่าก่อนหน้านี้ IKEA ได้ส่งทีมพนักงานของบริษัทไปใช้ชีวิตที่ Mars Desert Research Station (แบบจำลองการใช้ชีวิตบนดาวอังคาร) เพื่อเก็บข้อมูลให้ได้ความรู้สึกแบบเดียวกับที่นักบินอวกาศต้องเจอเมื่ออยูบนดาวอังคาร และนำมาพัฒนาต่อจนเป็นโปรดักต์ที่เกิดประโยชน์มากที่สุดสำหรับคนเมืองที่มีพื้นที่ใช้สอยอย่างจำกัด หลังจากไปใช้ชีวิตเต็ม 3 วันเป็นที่เรียบร้อย ทางทีมดีไซน์ที่นำโดยหัวหน้าฝ่ายครีเอทีพ Micahel Nikolic ก็นำไอเดียต่าง ๆ เหล่านั้นกลับมาผลักดันจนเกิดเป็นคอลเลคชั่นใหม่ที่พร้อมวางจำหน่ายในอนาคตอันนี้ สำหรับเฟอร์นิเจอร์ชุด IKEA x NASA’s นั้น จะเน้นไปถึงการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ที่กำลังประสบปัญหามีพื้นใช้สอยน้อย IKEA จึงอยากมอบความสะดวกสบายในพื้นที่กะทัดรัด จนออกมาเป็นสินค้าต่าง ๆ ที่ล้วนมีความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายและพับเก็บง่าย เป็นการจัดการพื้นที่เก็บของในรูปแบบใหม่ ซึ่งจำแนกตามไลน์สินค้าเป็น Time, Space, Water และ Air จนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบไปด้วย Terrarium (ระบบนิเวศในภาชนะใส) ที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นโคมไฟได้ พร้อมทั้งยังมีเครื่องฟอกอากาศ ชั้นวาง โต๊ะ ตู้เสื้อ ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทำมาจากวัสดุไม้รีไซเคิล และมีน้ำหนักเบา
ถ้าพูดถึงสุดยอดแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลกสัญชาติสวิส ต้องไม่พลาดนึงถึง OMEGA ที่ล่าสุดได้จัดเอ็กซ์คลูซีฟ ปาร์ตี้แห่งปี “OMEGA TRESOR COLLECTION” ที่เหล่าสาวกต่างรอคอยกับคอลเลคชั่นระดับตำนานรุ่นล่าสุด “เทรซอร์” (Trésor) อย่างเป็นทางการ เรื่องราวของกาลเวลาในคอนเซ็ปต์ “Fountain of Youth” ที่เปรียบความงามอันเป็นนิรันดร์ของ “เทรซอร์” เหมือนความมหัศจรรย์ของธรรมชาติในแต่ละฤดูกาลที่มีเสน่ห์ และตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยอย่างแท้จริง พร้อมถ่ายทอดความน่าหลงใหลแห่งคอลเลคชั่นเทรซอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ร่วมด้วยเหล่าเซเลบริตี้ และวอทช์ เลิฟเวอร์ที่มาร่วมงาน ด้วยจิตวิญญาณของแบรนด์ที่เชื่อว่าแต่ละคนล้วนมีคาแรคเตอร์ สไตล์ และบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ในปีนี้ OMEGA ส่งมอบคอลเลคชั่นอันภาคภูมิใจอีกครั้งกับ เทรซอร์ ที่ผสานคุณสมบัติชั้นเลิศทางด้านวัสดุและหลากโทนสีหน้าปัดให้คุณเลือกเจิดจรัสในแบบของตนเอง สำหรับคอลเลคชั่นเทรซอร์ล่าสุดนี้ ออกแบบมาพร้อมความมั่นใจ สดใส เข้าใจถึงไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่แต่ก็ไม่ละทิ้งความคลาสสิคในยุคเก่า ดังจะเห็นได้จากดีไซน์ทันสมัยของตัวเลขโรมันตกแต่งลายนูนบนรอบหน้าปัด ความละอียดอ่อนของการฝังเพชรตามเส้นโค้งด้านข้างตัวเรือน และสายรัดข้อมือที่จับคู่กับดีเอ็นเอความคลาสสิคของตัวเรือนบางเฉียบและเข็มนาทีได้อย่างลงตัว ควรค่าแก่การครอบครอง โดยภายในงานได้เนรมิตชั้น 19 เกษร เออร์บัน รีสอร์ท ให้กลายเป็นสเปซสุดหรู ทว่าเรียบง่ายสะท้อนตัวตนตามแบบฉบับเทรซอร์ ที่เพียบพร้อมไปด้วยความงดงามและสมบูรณ์แบบในคอนเซ็ปต์ “Fountain of Youth” การเดินทางที่เชิญชวนให้แขกผู้มีเกียรติดื่มด่ำไปกับไทม์เลสบิวตี้ที่ต่างเฝ้าปรารถนา โดยบอกเล่าเรื่องราวแห่งความงามเหนือกาลเวลาผ่านผลงานอินสตอลเลชั่น ซึ่งเผยให้เห็นถึงความน่าอัศจรรย์ของฤดูกาลทั้ง 4 อันได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ
พูดถึงลูกกลม ๆ ที่โดนชายทั้ง 22 คนในสนามทั้งเตะ เหยียบ เขี่ย โขก จับ ทุ่ม ชก และเขวี้ยงแล้ว มันช่างฟังดูยิ่งใหญ่ และยิ่งถ้าพูดถึงลูกฟุตบอลที่ใช้ในศึกฟุตบอลโลกยิ่งฟังดูใหญ่ยิ่ง เพราะว่ามันถูกยิงเพื่อตัดสินความเป็นชาติเจ้าแห่งลูกหนังบนโลกใบนี้ ด้วยความที่เป็นลูกฟุตบอลที่ใช้ในทัวร์นาเม้นต์ที่มีความหมายมากที่สุด ลูกบอลนั้นย่อมต้องผ่านการออกแบบมาให้มีความหมายมากที่สุดเช่นกัน มีดีไซน์สวยงาม และมีเทคโนโลยีที่ทันเท่ากับการพัฒนาฝีเท้าของนักเตะ ขณะเดียวกันก็ต้องได้มาตรฐานตามกฏ กติกาฟุตบอล ซึ่งไม่ใช่งานง่าย ๆ เลยในทุกกระบวนการผลิต อย่างใน World Cup Russia 2018 ลูกฟุตบอลที่เราเห็น คือ adidas Telstar 18 ที่ได้แรงบันดาลใจมากจากรุ่นที่เป็นไอค่อนอย่าง Telstar ปี 1970 ซึ่งออกแบบให้เป็นสีขาวและดำสลับกัน เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในขณะที่แฟนบอลกำลังชมเกมผ่านทางทีวีขาวดำในตอนนั้น และได้รับการยกย่องมากมาย โดยในรุ่นปี 2018 นี้ ได้เพิ่มเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดให้มีโครงสร้างผิวสัมผัสที่มีคุณสมบัติเกาะยึดดีขึ้น ทนทานมากขึ้นทั้งในและนอกสนามแข่งขัน ขณะที่วัสดุบางชิ้นสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แถมยังฝังชิพ NFC เอาไว้ ให้ผู้เล่นสามารถปฏิสัมพันธ์กับเจ้าลูกบอลใบนี้ผ่านสมาร์ทโฟน เรียกได้ว่าล้ำและลุยขึ้น ตามเกมฟุตบอลสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีมาผสานกับความดั้งเดิม ดูลูกฟุตบอลของครั้งล่าสุดกันไปแล้ว ลองมาย้อนดูการออกแบบลูกหนังในใช้ในศึกฟุตบอลโลกในอดีตกันบ้างดีกว่า จะได้รู้ถึงประวัติศาสตร์ และพัฒนาการของอุปกรณ์ที่จะขาดไม่ได้เลยของกีฬาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก World Cup 1930
พาไปสัมผัสเสน่ห์เรือนเวลาอันมีประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกกับนิทรรศการ บลองแปง โอเชี่ยน คอมมิตเมนต์ (Blancpain Ocean Commitment) ซึ่งบลองแปงถือเป็นแบรนด์นาฬิกาที่มีความผูกพันกับมหาสมุทรมาอย่างยาวนาน พร้อมการเซอร์ไพรส์เปิดตัวนาฬิกาฟิฟตี้ ฟาธอมส์ รุ่น BOC III Limited Edition ที่มาจัดแสดงในเมืองไทยเป็นที่แรกของโลก เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ของบลองแปงในการสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ท้องทะเล ภายในงานนิทรรศการ บลองแปง โอเชี่ยน คอมมิตเมนต์ ถูกออกแบบในโทนสีน้ำเงินเข้มเหมือนท้องทะเลอันสงบนิ่ง ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและอิสระในการดำดิ่งไปสู่ความงดงามของโลกใต้น้ำ ภายในงานมีการจัดแสดงนาฬิการุ่นดังอย่าง ฟิฟตี้ ฟาธอมส์ (Fifty Fathoms) ซึ่งถือเป็นนาฬิการูปแบบโมเดิร์นสําหรับดําน้ำเรือนแรกของโลก (Modern Diving Watch) ที่ต่างมีเอกลักษณ์อันทรงพลังและฟังก์ชั่นโดดเด่นเฉพาะตัวกว่า 10 รุ่น รวมถึงนำเสนอประวัติศาสตร์และวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการร่วมสนับสนุนโครงการสํารวจใต้ท้องมหาสมุทรที่ถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายใต้ท้องทะเลอันสวยงามจากช่างภาพชื่อดังระดับโลกกว่า 20 ภาพ ที่ถูกจัดวางบริเวณรอบงานให้ทุกคนได้ซึมซับบรรยากาศท้องทะเล และนำรูปภาพมาจัดทำเป็นโปสการ์ดเพื่อส่งต่อความมหัศจรรย์และเจตนารมณ์การอนุรักษ์ธรรมชาติใต้ท้องทะเลให้ทุกคนได้ตระหนักถึงคุณค่าและร่วมกันรักษามหาสมุทรให้สวยงามไปตลอดกาล โดยในงานได้มีการพูดคุยกับช่างถ่ายภาพใต้น้ำ มร.อิมราน อาหมัด (Imran Ahmad) หนึ่งในเจ้าของผลงานที่ได้จัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ มาร่วมถ่ายทอดประสบการณ์และความประทับใจในการสวมใส่นาฬิกาบลองแปงระหว่างการบันทึกภาพความสวยงามใต้ท้องมหาสมุทร โดยไฮไลท์ของนิทรรศการครั้งนี้คือการเปิดตัวนาฬิกาบลองแปงรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น Fifty Fathoms Ocean Commitment III ที่จัดแสดงครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทย และผลิตเพียงแค่ 250


