นอกจากรถของเล่น เกมบอยตลับ และบรรดาหุ่นยนต์กันดั้มที่โตมากับเราตั้งแต่เด็ก ก็มีตัวต่อเลโก้ (LEGO) ที่เป็นหนึ่งในความทรงจำของเด็กผู้ชาย แถมยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานจนถึงปัจจุบัน เลโก้ (LEGO) เป็นตัวต่อพลาสติกที่เริ่มผลิตครั้งแรกในปี ค.ศ. 1949 ที่เมืองบิลลุนด์ (Billund) ประเทศเดนมาร์ก จากฝีมือของช่างไม้ระดับปรมาจารย์ Ole Kirk Christiansen ที่สร้างก้อนอิฐพลาสติกหลากสีขนาดต่าง ๆ เพื่อให้เด็ก ๆ นำมาต่อประกอบกันจนเกิดเป็นรูปร่างมากมาย CF Møller Architects สตูดิโอสถาปัตยกรรมแห่งเดนมาร์กจึงนำเอกลักษณ์ของเลโก้ มาถ่ายทอดผ่านดีไซน์ของอาคารสำนักงานใหญ่เลโก้ เพื่อให้สถาปัตยกรรมแห่งนี้สะท้อนความทรงจำในวัยเด็กที่แสนมีค่าของใครหลาย ๆ คน อาคารทั้งสองหลังที่สร้างขึ้นครอบคลุมพื้นที่กว่า 52,000 ตารางเมตร ตัวโครงสร้างออกแบบให้เป็นรูปทรงเรขาคณิต วางก้อนอิฐขนาดใหญ่ด้านหน้าอาคาร เน้นการใช้โครงเส้นหนาและกระจกทรงสูงเพื่อมอบความรู้สึกที่เปิดโล่ง แถมยังมีตัวต่อเลโก้ขนาดยักษ์ที่ยื่นออกมาจากหลังคาเป็นจุดนำสายตาหลัก ทีมนักออกแบบอยากถ่ายทอดความภาคภูมิใจของเด็กคนหนึ่งที่ต่อเลโก้จนสำเร็จ จึงดีไซน์ภายนอกอาคารให้ดูสนุกสนาน แม้จะใช้โครงสร้างสถาปัตยกรรมแบบเรขาคณิตบอกถึงความแข็งแกร่งขององค์กร แต่ก็สอดแทรกจินตนาการและความสนุกสนานแบบเด็ก ๆ ผ่านตัวต่อเลโก้ที่ซ่อนไว้ตามจุดต่าง ๆ การออกแบบภายในก็โดดเด่นไม่แพ้ด้านนอก มีบันไดวนสีเขียวมะนาวและดีไซน์พื้นตลอดจนผนังให้เป็นหลากสีสัน นำแผ่นยิปซัมไฟเบอร์มาใช้เพื่อลดปริมาณการใช้โครงเหล็ก แถมยังใช้ไม้และอิฐเป็นวัสดุหลักในการออกแบบ สะท้อนสไตล์นอร์ดิก (Nordic Style) หรือ สแกนดิเนเวียน
คงปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าตลาดรองเท้าในปัจจุบัน เหล่าอินฟลูเอนเซอร์หรือพรีเซนเตอร์ที่มาร่วมออกแบบรองเท้า ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาหรือศิลปินชื่อดังมักมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อ แบรนด์ต่าง ๆ ก็ทราบดีว่าพวกเขาต้องหาบุคคลที่ทรงอิทธิพลต่อผู้คนมาร่วมสร้างรองเท้าโมเดลสุดไฮป์ออกมาสู่ตลาด ในขณะที่ Adidas มีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาร่วมสร้างรองเท้า Signature จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Kanye West, Pharrell Williams, Donald Glover และเกิร์ลกรุ๊ประดับโลกอย่าง Blackpink ที่ทำให้ผู้คนต่างชื่นชมรองเท้าแต่ละโมเดลมากน้อยต่างกันออกไป ส่วน Nike ก็มีพรีเซนเตอร์สายกีฬาจำนวนมากรวมถึงแรปเปอร์ชื่อดังอย่าง Kendrick Lamar ที่ล่าสุดเพิ่งเปิดตัวงานคอลแลปส์กับโมเดลรองเท้าวิ่งอย่าง React Element 55 ออกมา หลังการร่วมงานก่อนหน้านี้ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น Kendrick Lamar แรปเปอร์มากฝีมือจาก West Coast เคยร่วมงานกับค่าย Swoosh มาแล้วก่อนหน้านี้ โดยในปี 2018 เขาเลือกใช้รองเท้าโมเดลสุดเก๋าอย่าง Cortez โดยทำออกมาทั้งหมด 4 คู่ด้วยกันคือ Kendrick Lamar x Nike Cortez Kenny
เราเชื่อว่าผู้ชายแทบทุกคนคงต้องมีสิ่งของสักอย่างที่รัก หวง และหลงใหลคลั่งไคล้จนแทบอยากเก็บบูชาเอาไว้บนหิ้ง แต่ถ้านั่งนับนิ้วดูดี ๆ จะรู้ว่าในบรรดาของสะสมทั้งหมด มีไม่กี่อย่างที่มอบทั้งคุณค่าและมูลค่าให้กับเราในเวลาเดียวกัน แล้ว ‘นาฬิกา’ ก็คงเป็นหนึ่งในสิ่งของไม่กี่อย่างที่ว่านั้น เพราะนอกจากจะมีมูลค่าตามราคาแล้ว นาฬิกายังมีคุณค่าพิเศษบางอย่างในสายตาของนักสะสมที่หลงรักมันเสียยิ่งกว่าอะไร ถึงจะรู้ว่าการเก็บสะสมของสักชิ้นต้องเกิดจากความหลงใหล แต่ความหลงใหลจะพาใครสักคนเดินไปได้ไกลขนาดไหนกัน? เราเลือกเก็บคำถามนี้ไว้ในหัว ก่อนจะเดินไปคุยกับ “ตุ้ย อัฐวุฒิ” ชายที่ใช้ความหลงใหลเป็นจุดเริ่มต้นของการสะสมนาฬิกา และความหลงใหลที่ว่าก็พาเขามาไกลจนถึงขั้นเก็บรวบรวมนาฬิกาหายากไว้กว่า 100 เรือน ผศ.ดร. อัฐวุฒิ ปภังกร หรือ คุณตุ้ย เป็นหนึ่งในนักสะสมนาฬิกาตัวยง ที่ควบตำแหน่งที่ปรึกษาด้านบัญชีและอาจารย์ในระดับอุดมศึกษา เขาชื่นชอบนาฬิกาตั้งแต่อายุ 16-17 ปี จากนั้นก็เริ่มฝันว่าอยากมีนาฬิกาดี ๆ ใส่สักเรือน เพราะเชื่อว่านาฬิกาบ่งบอกความเท่ สะท้อนตัวตน และช่วยเสริมบุคลิกภาพของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี คุณตุ้ยจึงเก็บสะสมนาฬิกาเรือนที่ชอบมาเรื่อย ๆ จากนั้นวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ล่วงเลยมากว่า 20 ปี แต่ความหลงใหลในนาฬิกาของเขาก็ยังหมุนวนรอบหน้าปัดอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย เหมือนเข็มวินาทีที่ไม่เคยหยุดเดิน “นาฬิกาไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา ผมว่ามันมีคุณค่ามากกว่านั้น” ผมคิดว่าของสะสมสำหรับผู้ชายส่วนใหญ่มีแค่สองอย่าง หนึ่งคือรถยนต์ สองคือนาฬิกา แล้วสมัยวัยรุ่นการถือเงินสดมันก็ร้อน มันร้อนมือจนเราอยากเอาไปใช้ซื้ออะไรสักอย่าง แต่ถ้าเอาไปซื้อรถก็คงยังไม่มีปัญญาและถ้าซื้อมาก็ไม่รู้จะเก็บไว้ตรงไหนไม่ให้พ่อแม่รู้ แต่นาฬิกานั้นไม่เหมือนรถ ผมสามารถซื้อนาฬิกาจำนวนมากเก็บไว้ที่บ้านได้โดยไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น
ยอมหักไม่ยอมงอ ยอมงอไม่ยอมโดนนิ้ว ใครที่มือเคยจับค้อนจับตะปูมาย่อมรู้ดีว่าไอ้ทักษะที่ดูไม่ยากแบบนี้ บางทีเราก็พลาดแบบโง่ ๆ มาแล้วนักต่อนัก บ้างก็ตอกโดนนิ้วจนม่วง บ้างก็หล่นใส่เท้า สารพัดอุบัติเหตุไม่คาดฝันทำให้เราได้แผลกันทุกที นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้นวัตกรรมที่อาจจะดูออกแบบไม่ยากอย่างค้อนชิ้นนี้ เอาชนะใจและได้รับรางวัลชนะเลิศ Red Dot Design Concept Award ประจำปี 2019 โดยผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานของ Alvaro Uribe จากสหรัฐอเมริกา The Tuk Hammer นวัตกรรมค้อนทรงตัวที ที่มาพร้อมกับที่บล๊อกการตีโดนนิ้วตัวเองสีเหลือง เวลาจะใช้แค่ถอดอุปกรณ์เซฟตี้ออกจากตัวค้อนก็สามารถสอดนิ้วเข้าไปตรงกลางยึดไว้ให้ตำแหน่งแล้วใช้งานได้ทันท่วงที ที่สำคัญเรายังสามารถจัดองศาให้ตะปูไม่เบี้ยวได้ด้วย! เพราะว่าตำแหน่งตรงกลางของแผ่นสีเหลืองที่เราใช้บล๊อกนิ้วมีร่องตรงกลางเพื่อจัดตำแหน่งตะปูให้ตอกลงพื้นผิวได้ตรง ๆ ไม่ต้องเสียเวลาไปถอนออก หรือทำให้ไม้และผนังมีแผลโดยไม่จำเป็น ค้อนทรงตัวที ขนาดเหมาะมือออกแบบพิเศษให้หัวค้อนทั้ง 2 ด้านแตกต่างกัน เป็นฟังก์ชันแบบ 2 in 1 ด้านหนึ่งเป็นยาง เพื่อใช้สำหรับงานทั่วไปที่พื้นผิวนุ่มไม่ต้องการให้งานแตกร้าว บุบ เน้นความประณีต ส่วนอีกด้านที่ทำจากเหล็กใช้ตอกบนพื้นผิวแข็งได้ดีทำให้ไม่ต้องพกอุปกรณ์หลายชิ้นให้เปลืองพื้นที่ สำหรับใครที่คิดว่า อ้าว ถ้าทำหัวแบบนี้แล้วจะถอนตะปูออกได้ยังไงถ้าตอกพลาดหรืออยากดึงตะปูเก่าออก เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงเพราะเขาคิดมาแล้วแบบไม่ให้เสียพื้นที่ จากการออกแบบเว้นช่องให้แกนกลางของตัว T มีที่ดึงเพื่องัดตะปูออกมาได้แบบไม่เปลืองแรง ปิดท้ายด้วยความคิดง่าย ๆ
เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2018 แบรนด์รองเท้าชื่อดัง Adidas ร่วม Collaboration กับร้านรองเท้าระดับตำนานของญี่ปุ่นอย่าง Atmos ที่เริ่มต้นจากร้านรองเท้าเล็ก ๆ ในย่านฮาราจูกุแต่เต็มไปด้วยรองเท้ารุ่นหายากจากหลากแบรนด์ ทั้งสองร่วมกันออกรองเท้าสีขาว-ดำ จากโมเดล NMD R1 Atmos และปีนี้ก็สานต่อปีที่แล้ว เตรียมออกรุ่นถัดมาให้คอสนีกเกอร์ได้หาซื้อมาครอบครองอีกครั้ง การกลับมาเจอกันของโมเดลรองเท้ารุ่น NMD R1 ของ Adidas x Atmos Tokyo ครั้งนี้มีชื่อสนีกเกอร์เท่ ๆ ว่า Tricolor โดยใช้สนีกเกอร์รุ่นออริจินัล OG ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2016 มาสร้างสรรค์ความสนุกสนานกับแฟชั่นปัจจุบัน อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า NMD R1 เป็นสนีกเกอร์ที่ถักทอด้วยวัสดุชิ้นเดียวแบบ Primeknit ผ้าสีดำคุณสมบัติโดดเด่นเรื่องการระบายอากาศ ยืดหยุ่นกระชับเข้ากับรูปเท้าของผู้สวมใส่ ผสานเข้ากับเทคโนโลยี BOOST บริเวณ midsole ส่วนปลั๊ก EVA มีสีดำด้านเหมือนกับตัวสนีกเกอร์ การเจอกันครั้งนี้ของ Adidas NMD R1 Tricolor
ในที่สุดลมหนาวที่ใครหลายคนเฝ้ารอก็เริ่มพัดพาเข้ามาให้เรารับรู้ว่าเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แบรนด์รองเท้าหลายเจ้าต่างขนคอลเลกชัน Fall/Winter 2019 ออกมาต้อนรับสิ้นปีกันถ้วนหน้า รวมถึงแบรนด์ดังอย่าง Adidas ที่ปล่อยรองเท้าเท่ ๆ กับดีไซน์อันหรูหราออกมาเอาใจคอสนีกเกอร์ที่กำลังมองหารองเท้าวิ่งสักคู่ในช่วงปลายปี Adidas นำสีสันและสไตล์โมเดิร์นทันสมัยมาอยู่บนสนีกเกอร์โมเดล UltraBOOST สำหรับวิ่งที่ดึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมหลากหลายมาอยู่บนรองเท้าคู่เดียวเพื่อให้การวิ่งทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นส่วน Upper ทำจากผ้าถักช่วยกระชับหยืดหยุ่นไปตามรูปเท้า ราวกับว่าสนีกเกอร์คู่เก่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย พื้นรองเท้าแบบ dual-density ซัพพอร์ตด้านใน ลดแรงกระแทก รองรับอุ้งเท้า ไปจนถึงยาง Continental ยืดเกาะพื้นถนนได้เป็นอย่างดี สนีกเกอร์ต้อนรับลมหนาวแบบเท่ ๆ ของ Adidas UltraBOOST คู่นี้คงความเคร่งขรึมด้วยสีดำ เพิ่มความโดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยโลหะสีทองเงาวับตรงบริเวณสามแถบอันเป็นสัญลักษณ์คู่ใจของ Adidas รวมถึงบริเวณส้นเท้าที่ประกอบโลหะสีทองเข้ากับสนีกเกอร์ นอกจากผ้าตาข่ายสีดำที่เป็นส่วนประกอบหลักของ UltraBOOST ทางแบรนด์ยังเพิ่มผิวรองเท้าสีดำด้านและเพิ่มขอบสีด้วยสีเหลืองทอง ส่วนบริเวณลิ้นรองเท้าประทับชื่อแบรนด์ขนาดเล็กด้วยสีเดียวกันเช่นเดียวกัน ทั้งสีดำสุดคลาสสิกกับสีทองอร่ามทำให้ภาพรวมของสนีกเกอร์ ดูหรูหราและสมบูรณ์แบบ สนีกเกอร์สไตล์โมเดิร์นที่เปี่ยมด้วยความเท่ต้อนรับลมหนาวของ Adidas UltraBOOST มีวางจำหน่ายแล้วในร้านค้าของ atmos บางสาขา ในราคา 202 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 6,100 บาท SOURCE
นอกจากมังงะเรื่องดัง แฟชั่นหลุดโลก และดนตรี J-Rock ที่ทำให้วัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางไปทั่วโลก อีกหนึ่งสิ่งที่สร้างชื่อให้กับประเทศนี้คงต้องนับรวมภาพยนตร์สัตว์ประหลาดปี 1954 อย่างเรื่อง Godzilla ด้วย ไม่น่าเชื่อว่าจากปีที่ฉายภาพยนตร์ครั้งแรกก็เนิ่นนานมาถึง 65 ปีแล้ว จึงทำให้แบรนด์นาฬิกาสัญชาติเดียวกันอย่าง Grand Seiko ไม่พลาดออกนาฬิกาเรือนพิเศษเพื่อร่วมฉลองความสำเร็จของราชามอนสเตอร์ครั้งนี้ Grand Seiko ร่วมฉลองความสำเร็จยาวนานกว่า 65 ปี ของมอนสเตอร์สุดยิ่งใหญ่ของโลกอย่าง Godzilla ด้วยการนำเอกลักษณ์และดีไซน์ของสัตว์ประหลาดมาอยู่บนนาฬิกา SBGA405 ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดียวกับรุ่น SBGA403 ตัวเรือนขนาด 44.5 มิลลิเมตร หนา 14.3 มิลลิเมตร ทำจากไทเทเนียมความเข้มสูง สร้างสรรค์ด้วยดีไซน์โมเดิร์นทันสมัยอย่างการแต่งเหลี่ยมมุมของหน้าปัดนาฬิกาที่เป็นงานทำมือจากช่างฝีมือของ Grand Seiko สายนาฬิกาสีดำทำจากหนังฉลามถูกแต่งแต้มสีสันตามรอยแตกของแผ่นหนังด้วยสีแดง เข้ากับเรือนหน้าปัดขนาดกำลังดีประกอบเข้ากับกระจกแซฟไฟร์แบบดูอัลเคิร์ฟตัดแสงสะท้อนอย่างดีเยี่ยม ส่วนสีที่ถูกเลือกให้เป็นสีพื้นของเรือนเวลารุ่นพิเศษคือสีแดงเบอร์กันดี มีต้นแบบมาจากลำแสงความร้อนสูงที่พ่นออกมาจากปากของ Godzilla จากนั้นใช้สีเงินตรงบริเวณแต้มเวลา เข็มบอกเวลาเคลือบด้วยสารเรืองแสงลูมิไบร์ท เพื่อทำให้การบอกเวลาชัดเจนง่ายต่อการดู โดยไม่ลืมรายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการแต้มสีแดงและสารเรืองแสงตรงเข็มวินาทีอันจิ๋ว ช่องบอกวันที่บริเวณ 3 นาฬิกา ใช้พื้นเป็นสีดำตัดกับตัวเลขบอกเวลาที่เป็นสีขาวเพื่อให้มองเห็นชัด ส่วนเข็มบอกพลังงานสำรองของนาฬิกาจะอยู่ตรงนำแหน่ง 7
Sneakersnstuff อยู่ในช่วงฉลองครบรอบ 20 ปี การก่อตั้งร้าน หลังที่ทั้งปีนี้ร่วมงานกับแบรนด์รองเท้ามากมายโดยปล่อยงานคอลแลปส์คู่พิเศษออกมา เป็นคอลเลกชันที่ทำร่วมกับ Adidas ประกอบไปด้วยรองเท้าทั้งหมด 3 รุ่นด้วยกัน Sneakersnstuff (SNS) ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในประเทศสวีเดนโดย Peter Jansson และ Erik Fagerlind ในปี 1999 ก่อนรีเทลชื่อดังจะมีคนรู้จักมากขึ้นเรื่อย ๆ ล่าสุดพวกเขาเตรียมฉลองสาขาใหม่ที่กำลังจะเปิดในลอสแอนเจลิส โดยคอลเลกชันรองเท้าชุดใหม่ที่ทำร่วมกับ Adidas ก็ได้แรงบันดาลใจการออกแบบมาจากเรื่องราวของเมืองแห่งนี้ ผ่านมุมมองของ SNS คอลเลกชันฉลองครบรอบ 20 ปี และร้านสาขาใหม่ในสหรัฐอเมริกาประกอบไปด้วยรองเท้าทั้งหมด 3 รุ่น คู่แรกคือ Adidas ZX400 4D มี 2 โทนสีคือ Day และ Night คู่แรกเป็นสีส้มที่หมายถึงช่วงประอาทิตย์ขึ้นของลอสแอนเจลิส ส่วนคู่ที่ 2 เป็นสีชมพู-ม่วงที่หมายถึงช่วงพลบค่ำของมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ทั้งสองมากับมิดโซล 4D Futurecraft สี Mint Green
Farnsworth House เป็นบ้านพักตากอากาศอันโด่งดังของ Edith Farnsworth ที่ตั้งอยู่ทางใต้ของเมืองพลาโน ในรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา บ้านรูปทรงเรขาคณิตหลังนี้สร้างขึ้นระหว่างปี 1945-1951 ออกแบบโดย Ludwig Mies van der Rohe สถาปนิกลูกครึ่งเยอรมัน-อเมริกัน ผู้บุกเบิกแนวคิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ บนพื้นที่ขนาด 10 เอเคอร์ ห้อมล้อมด้วยต้นไม้นานาชนิดและอยู่ห่างจากแม่น้ำฟ็อกซ์เพียง 100 ฟุต การออกแบบบ้านใช้โครงสร้างสถาปัตยกรรมเป็นเรขาคณิต นำเสาเหล็กรูปตัวไอ (I) แปดเสามารองรับโครงหลังคา และยกพื้นบ้านขึ้นจากพื้นดิน 5 ฟุต 3 นิ้ว เพื่อให้มองเห็นสเปซตั้งแต่พื้นจรดเพดานได้อย่างแจ่มชัด ด้วยแนวคิดที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ บวกกับรูปทรงเรขาคณิตที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้ Farnsworth House ถูกขนานนามว่าเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมสไตล์นานาชาติแห่งศตวรรษที่ 20 และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผลงานสถาปัตยกรรมชิ้นอื่น ๆ ทั่วโลก แถม National Trust ยังจัดให้ที่นี่เป็นโบราณสถานเพื่ออนุรักษ์ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม โดยผู้เข้าชมทุกคนจะต้องเช็กอินที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและเข้าชมบ้านหลังนี้ได้ต่อเมื่อมีไกด์นำเที่ยวเท่านั้น แต่เมื่อมีสถาปัตยกรรมใหม่ ๆ ผุดขึ้นทั่วโลก บ้านเรขาคณิตหลังนี้ก็กลายเป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกลืม ซ้ำร้ายคือที่ตั้งที่อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำมากนัก ทำให้
เหล่าสุภาพบุรุษที่ชื่นชอบการอ่านมังงะและดูแอนิเมะแถมยังชอบอัปเดตแฟชั่นคงต้องยิ้มกันอีกครั้ง โดยเฉพาะกับแฟนมังงะเรื่อง One Punch Man ผลงานจากปลายปากกาของนักเขียนที่ใช้นามปากกาว่า ‘ONE’ เพราะในปีนี้มังงะเรื่องดังที่ตัวเอกเก่งจนผิดวิสัยการ์ตูนญี่ปุ่นได้ก้าวเข้าสู่โลกของแฟชั่นอีกครั้งจากการมีคอลเลกชันพิเศษเป็นของตัวเอง เรื่องราวของเหล่าฮีโร่รวมถึงตัวร้ายจากเรื่อง One Punch Man โลกเต็มไปด้วยสงครามจากการโจมตีของเหล่ามอนสเตอร์จะออกจากหน้าหนังสือการ์ตูนและจอภาพยนตร์มาอยู่บนเสื้อผ้าของ BAIT ที่หนุ่ม ๆ หลายคนต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี ไซตามะ (Saitama) หนุ่มชีวิตตกอับเพราะตกงานและเคยมีความฝันวัยเด็กว่าอยากเป็นฮีโร่ เขาบ้าคลั่งการฝึกฝนเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นฮีโร่ที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการซิตอัพร้อยครั้ง ลุกนั่งร้อยครั้ง วิดพื้นร้อยครั้ง วิ่ง 10 กิโลเมตรทุกวัน แถมกินข้าวแค่วันละมื้อเท่านั้น ซึ่งการฝึกบ้าบิ่นทำให้ไซตามะกลายเป็นยอดฮีโร่ที่ล้มคู่ต่อสู้ในหมัดเดียว แต่ต้องแลกกับเส้นผมร่วงหมดหัวกลายเป็นตัวละครหัวใสทำให้ใคร ๆ ต่างก็จดจำเขาได้ เสื้อของไซตามะในคอลเลกชันนี้ออกแบบมาจำนวนมากที่สุดตามสูตรสำเร็จเพราะเขาเป็นพระเอกของเรื่อง โดยไซตามะปรากฏตัวอยู่บนเสื้อยืดสีฟ้า ด้านหลังของเสื้อจะเห็นไซตามะก่อนหัวล้านอีกด้วย ไปจนถึงเสื้ดยืดสีขาว เสื้อฮู้ดสีเทาที่มีเขาประดับอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของเสื้อผ้า ตัวละครต่อมาที่ BAIT เลือกมาอยู่บนเสื้อคงเป็นคนที่ใครหลายคนเดาถูก เพราะจีนอส (Genos) ไซบอร์กที่มีชีวิตวัยเด็กสุดรันทดผู้เป็นศิษย์เอกของไซตามะจะต้องตามอาจารย์ของเขามาอยู่บนคอลเลกชันนี้ด้วยอย่างแน่นอน ชายจริงจังที่อยากแข็งแกร่งและสร้างชื่อเสียงให้เลื่องลือไปไกลากรีนอยู่บนเสื้อยืดสีเหลือง ทัตสึมากิ (Tatsumaki) ซูเปอร์ฮีโร่พลังระดับ S ผู้มีฉายาน่าเกรงขามว่า ‘พายุทอร์นาโดแห่งความหวาดกลัว’ เป็นอีกตัวละครที่เข้าไปครองใจใครหลาย ๆ คน หญิงสาวหน้าตาดีที่มีผมสีเขียวนีออน แถมยังมีพลังจิตแข็งแกร่งสามารถยกสิ่งของน้ำหนักมหาศาลกว่าตัวเอง
หากจะให้พูดถึงความน่าหลงใหลในมนต์เสน่ห์แห่งเรือนเวลา ประเด็นหลัก ๆ ที่บรรดาเซียนนาฬิกาทั้งหลายไม่พลาดที่จะกล่าวถึงคงหนีไม่พ้นชื่อชั้นประวัติศาสตร์แบรนด์ ตลอดจนเรื่องราวของวัสดุชั้นยอด งานดีไซน์ที่งดงาม และแน่นอนว่าจะขาดไปไม่ได้กับสิ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของนาฬิกา นั่นก็คือกลไกเครื่องบอกเวลาสุดซับซ้อน อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ที่คิดค้นสร้างสรรค์จากฝีมือมนุษย์ เพื่อให้ได้มาซึ่งการบอกเวลาที่แม่นยำในระดับเสี้ยววินาที ซึ่งชื่อของแบรนด์นาฬิกาหรูระดับโลกสัญชาติสวิสอย่าง OMEGA ถือเป็นอีกสัญลักษณ์ของการบอกเวลาอันเที่ยงตรงแม่นยำ ที่เหล่านักสะสมนาฬิกาต่างรู้จักกันดี กับเรื่องราวในหน้าประวัติศาสตร์ที่สามารถการันตีถึงความใส่ใจในความแม่นยำของกลไกบอกเวลาแบบสุดขั้ว นับย้อนไปในปี ค.ศ.1848 ที่บุรุษนามว่า Louis Brandt (หลุยส์ บลาดต์) ริเริ่มก่อตั้งบริษัทนาฬิกา ด้วยความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะประดิษฐ์กลไกบอกเวลาความแม่นยำสูงสุดเท่าที่เคยมีมา จนกระทั่งในปีค.ศ. 1894 แม้ Louis Brandt จะจากโลกนี้ไป แต่ความอุตสาหะของเขาได้ผลิดอกออกผลในรุ่นลูก ที่ยังคงมุ่งมั่นพัฒนากลไกบอกเวลา จนเกิดเป็นผลงานชิ้นสำคัญ นั่นคือกลไก 19-ligne ‘OMEGA’ calibre (19-ลิญจน์ ‘โอเมก้า’ คาลิเบอร์) ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่ถูกยกให้เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมนาฬิกาครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์ และชื่อ ‘OMEGA’ ของกลไกบอกเวลารุ่นตำนานในครั้งนั้น ได้กลายมาเป็นชื่อแบรนด์ที่รู้จักกันไปทั่วโลกจวบจนถึงปัจจุบัน และต้องบอกว่า OMEGA คือผู้ผลิตนาฬิการายเดียวของโลกที่ตั้งชื่อแบรนด์ตามชื่อกลไกบอกเวลาประสิทธิภาพสูงที่ตัวเองคิดค้นขึ้นมาด้วยความภาคภูมิใจ เพื่อให้ชื่อนี้เป็นตัวแทนเรื่องราวของเรือนเวลาที่ใส่ใจในกลไกที่เที่ยงตรงแม่นยำจากจุดเริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งตลอดเส้นทางที่ผ่านมา OMEGA ได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการคว้ารางวัลจากการทดสอบความแม่นยำมาแล้วนับไม่ถ้วน และหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ การได้รับความไว้วางใจในฐานะผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกตั้งแต่ปีค.ศ. 1932 จนถึงปัจจุบัน เรียกได้ว่าสถิติของนักกีฬาที่ดีที่สุดในโลก ล้วนมาจากการบันทึกเวลาที่แม่นยำและเชื่อถือได้ของ
ในแวดวงศิลปะน้อยคนที่ไม่เคยได้ยินชื่อภาพอิสตรีสาวเมืองฟลอเรนซ์อย่าง “Mona lisa (โมนาลิซา)” ผ่านหู ภาพของเธอคือมรดกศิลป์ ผลงานของศิลปินระดับโลก เลโอนาร์โด ดา วินชี ที่ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ประเทศฝรั่งเศส สถานที่เสพงานศิลปะที่คนจากทั่วทุกมุมโลกตั้งเป้าว่าจะเดินทางไปให้ได้สักครั้งในชีวิต วันเวลาผ่านไป โลกเปลี่ยนแปลง ลูฟวร์ในฐานะผู้จัดแสดงงานศิลปะจึงนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้ชมได้เสพมากกว่าเดินดูภาพบนกำแพงหลังกระจกเช่นที่แล้วมา โดยร่วมมือกับ HTC VIVE arts เพื่อสร้างภาพเสมือนจริงที่ และตั้งชื่อผลงานว่า ‘mona lisa: beyond the glass’ กระบวนการสร้างผลงานใช้ทั้งอินฟราเรด เอกซเรย์และการหักเหของแสงเพื่อสร้างภาพ Portrait ในรูปแบบ 3D และจำลองท่าทางเคลื่อนไหว ในนิทรรศการฉลองครบรอบ 5 ศตวรรษการจากไปของดาวินชีในฝรั่งเศส ห้องจัดแสดง VR คือโซนพิเศษที่แยกไว้ ด้านในห้อง HTC นำ Vive Cosmos Headset จำนวน 11 เครื่องติดตั้งไว้ให้คนได้ชมอย่างเต็มอิ่ม จุใจ จากปกติที่ซื้อตั๋วไปแต่มีเวลาดูเพียง 30 วินาทีรายล้อมด้วยผู้คนเบียดเสียด หนนี้คือการเปิดโอกาสให้ได้ใกล้ชิดมากที่สุดเท่าที่เคยได้ชมกันมา เพราะเมื่อสวม VR จะช่วยตัดบรรยากาศรายล้อมด้านข้างออกไปหมดเลย


