การปลุกตำนานรถสปอร์ตระดับไอคอน 1959 Ferrari 250GT SWB ครั้งล่าสุด นี่คือ “RML Short Wheelbase” ผลงาน Restomod จากสำนัก Motorsport มากประสบการณ์ RML (Ray Mallock Limited) Group บนพื้นฐาน chassis ของ Ferrari 550 Maranello ที่ผ่านขั้นตอนการดัดแปลงตัดต่อตัวถังใหม่ คงไว้ซึ่งเครื่องยนต์ 5.5-liter V12 สุดสะเด่าเร้าใจให้กำลังถึง 478 แรงม้า ชื่อ RML Group อาจจะไม่ค่อยเป็นที่ผ่านหูกันมากนัก แต่นี่คือบริษัทสัญชาติอังกฤษที่มีประสบการณ์และเทคโนโลยีด้าน Motorsport และ Car Engineering ปกติมักจะอยู่เบื้องหลังผลงานดัดแปลงแต่งรถโหด ๆ อย่าง Nissan GT-R-powered Juke-R รวมถึงการสร้าง Aston Martin Vulcan เปลี่ยนจาก Track-only Supercar
MG เปิดตัว “ALL NEW MG5” ด้วยคอนเซ็ปต์ “BEYOND” เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความโดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยรถยนต์ที่มีรูปลักษณ์โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตคูเป้ซีดาน เหนือชั้นกว่ารถยนต์ในกลุ่ม B –Sedan และ Eco-Car ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารขนาดใหญ่ ฟังก์ชั่นอำนวยความสะดวกครบครัน สมรรถนะการขับขี่ที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยเหนือระดับ รวมถึงเทคโนโลยีล้ำสมัย ALL NEW MG5 เป็นยนตรกรรมรุ่นล่าสุดที่สะท้อนแนวทางการพัฒนาของเอ็มจี ประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี (Technology) ความทันสมัย (Fashion) และ ความคุ้มค่า (Value) โดยมีรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตคูเป้ที่เป็นเอกลักษณ์ มีมิติตัวถังที่ใหญ่กว่ารถยนต์ประเภท B-segment ทั่วไป จึงให้มีพื้นที่ภายห้องโดยสารที่กว้างขวาง นั่งสบาย มีพื้นที่เหนือศีรษะที่สูงโปร่ง พร้อมการตกแต่งสไตล์สปอร์ตพรีเมียม การออกแบบคอนโซลกลางแบบ Driver-focus cockpit ที่ให้องศาที่เหมาะกับตำแหน่งคนขับ รวมไปถึงการติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ในระดับมาตรฐานของ B-Sedan มาตั้งแต่รุ่นเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED พร้อมระบบเปิดปิดอัตโนมัติ วัสดุภายในเป็นแบบผิวสัมผัสนุ่ม
Audi เปิดตัวน้องเล็กรหัสแรง RS3 ใหม่พร้อมกันทั้งตัวถัง Sedan และ Sportback ด้วยสมรรถนะสุดแจ่ม 400 horsepower แรงบิด 500 Nm of torque จากเครื่องยนต์ 2.5-liter 5-cylinder turbocharged ทำเวลา 0-100 km/h ใน 3.8 วินาที นับเป็นอีกหนึ่งรถไซส์กะทัดรัดที่ขับสนุกเร้าใจไม่แพ้ค่ายไหนแน่นอน ทุกรายละเอียดของ RS3 รุ่นล่าสุดนี้ได้อัพเกรดโดยเน้นความดุดันขับมันส์เป็นหัวใจหลัก เกียร์ 7-speed dual-clutch สับไวกว่าเก่าด้วยอัตราทดใหม่ที่สั้นให้อารมณ์สปอร์ตกว่าเดิม ช่วยให้ออกตัวจากจุดหยุดนิ่งได้อย่างรวดเร็ว เมื่อบวกกับระบบ Quattro ขับเคลื่อน 4 ล้อเข้าไป ยิ่งได้เปรียบกว่าใครเมื่อเห็นสัญญาณไฟเขียว และพิเศษสุดด้วย “Drift Mode” ระบบช่วยควบคุม clutch และเพลาหลังเพื่อการกระจายแรงบิดไปที่ล้อหลังได้ตามต้องการ ช่วยให้การควบคุมที่ดีขึ้นแถมยังสั่งท้ายปัดได้ง่ายขึ้นกว่าขับ 4 ตลอดเวลาแบบปกติด้วย ช่วงล่างอัพเกรดเป็น RS Sport Suspension Plus ที่มี
ถูกยกให้เป็นหนึ่งใน Scooter ที่ดีไซน์โดนใจนักบิดมากที่สุดในโลก BMW Motorrad CE 04 Electric Scooter ออกแบบภายนอกด้วยคอนเซปต์แนวคิด futuristic styling พร้อมเทคโนโลยีขุมพลัง EV เป็น electric scooter ที่สร้างมาตอบโจทย์การใช้งานในเมืองโดยเฉพาะ ลายละเอียดภายนอกที่ออกแบบลายเส้นให้บึกบึน แฝงไว้ด้วยรายละเอียดจากอนาคต ขุมพลัง EV จากมอเตอร์ไฟฟ้าสร้างกำลังได้ 42 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แบตเตอรี่ความจุ 8.9kWh ช่วยให้ขี่ได้ระยะทางมากถึง 128 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ความเจ๋งเทคโนโลยี EV นี้คือการคิดค้นและพัฒนาขึ้นเองโดย BMW Motorrad ที่ได้แชร์ know-how มาจาก BMW iX SUV ที่ล้ำหน้า จึงสามารถนำมาปรับใช้ใน Scooter คันนี้ได้อย่างรวดเร็วกว่าคู่แข่งในตลาด ใช้เวลาในการชาร์จไฟที่สั้นกว่า มีเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่มากมาย เช่น Automatic Stability Contorl ช่วยควบคุมการทรงตัว
“เท่สุด ๆ ไปเลย” คำอุทานจากทุกคนที่ได้เห็นหน้าตาและความสามารถของรถตู้เอนกประสงค์ไซส์มินิ แต่อัดแน่นด้วยฟังก์ชันรองรับทุกกิจกรรมลุย และเทคโนโลยีพร้อมพลังงานไฟฟ้าคันนี้ ชื่อของมันคือ XBUS รถตู้พลังไฟฟ้าสัญชาติ German เป็นรถที่เพียบพร้อมไปด้วยความสามารถ สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้มากมาย แหล่งพลังงานแบตเตอรี่ 10kWh 75 แรงม้า แม้จะไม่มาก แต่ตัวเลขแรงบิดกลับเคลมไว้มากถึง 737lb-ft ซึ่งค่อนข้างแปลก แต่ถ้าจริงก็นับว่าแรงบิดระดับน้อง ๆ supercar เลยทีเดียว ส่วนตัวคิดว่าน่าจะหมายถึงแรงบิดตีต้นที่ราว 0-100 km/h ด้วยรูปทรงของรถที่ไม่น่าจะมี Top speed สูงมากนัก ตัวรถดีไซน์พื้นที่ด้านหลังแบบ Modular 3 ตอน ช่วยให้สามารถแบ่งส่วนพื้นที่และปรับแต่งการใช้งานได้อย่างไร้ขีดจำกัด ตั้งแต่เปิดโล่งเป็น flat-bed pick-up สำหรับบรรทุกของ บรรทุก surfboard ไปทะเล จะปรับเป็นพื้นที่สำหรับโดยสารสไตล์ boxy vans ก็ยังได้ หรือจะปรับเป็นพื้นที่บรรทุกสัมภาระแบบรถ mini truck ก็ได้เช่นกัน ซึ่งสำหรับสายลุยป่าตั้งแคมป์ ก็ยังมีชุด off-road option
คงไม่มีอะไรต้านทานกระแสรถ 90 ได้ ใคร ๆ ก็คงจะเห็นด้วยกับประโยคนี้ เว้นแต่ว่าเขาจะได้เห็นภาพ Render ของรถที่เรากำลังจะพูดถึงต่อไปนี้ มันคือ ตัวแทนหนึ่งในรถ Iconic ยุค 70 จากแดนอาทิตย์อุทัย ที่ครั้งนึงเคยครองใจวัยรุ่นน้อยใหญ่ทั่วทวีปเอเซีย โดยรถที่ว่านี้มาจากค่าย Mitsubishi นั่นเอง ใช่แล้วครับฟังไม่ผิด Mitsubishi ที่หายไปนานนับสิบปี แต่ล่าสุดได้มีสำนักข่าวรถยนตร์ชื่อดังจากต่างประเทศทำภาพ Render รถ Concept ที่บอกเลยว่าถ้าทำออกมาจริง เหมือนกันการทิ้งบอมตูมเดียวสั่นสะท้านไปทั้งวงการยานยนต์แน่นอน กับการนำ Lancer A70 ซึ่งเป็น Lancer Gen บุกเบิกที่คนทั่วไปมักจะเรียกมันง่ายว่า รุ่น ‘ไฟท้ายตัว L’ มาปัดฝุ่นใหม่ พัฒนาให้ไฉไลเป็นโปรเจ็คแห่งอานาคตต้อนรับปี 2022 ว่ากันว่าคนที่ชอบรถในยุคนั้นต่างใฝ่ฝันจะเป็นเจ้าของ Mitsubishi Lancer กันทั้งนั้น โดยเฉพาะ ตัว 1600 GSR ที่มาพร้อมเกียร์ 5 สปีด ซึ่งเป็นรถ Lancer ในเวอร์ชั่นรถ Rally
Sportster® S เป็นรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตที่ได้รับการออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อมอบประสบการณ์แห่งการขับขี่อันดุดัน ก้าวแรกของยุคใหม่แห่งรถมอเตอร์ไซค์ตระกูลสปอร์ตสเตอร์ ด้วยเครื่องยนต์ V-Twin สองลูกสูบ Revolution® Max 1250T พร้อมกำลัง 121 แรงม้า เพื่อตอบโจทย์ให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทางสู่อิสรภาพได้อย่างเต็มกำลัง รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Sportster® S มีสไตล์ที่ดุดันและทรงพลัง ถังน้ำมันและส่วนท้ายรถถูกประกบเข้ากับเครื่องยนต์ เพื่อให้แก่นกลางของตัวรถมีความน่าดึงดูด ยางหน้าขนาดใหญ่แบบไร้บังโคลนให้ความรู้สึกเหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์สไตล์บ็อบเบอร์สุดคลาสสิก ในขณะเดียวกัน ณ ส่วนท้ายของรถ ท่อไอเสียที่มีการยกสูงและที่นั่งเดี่ยวแบบบาง ได้แรงบันดาลใจมาจากรถมอเตอร์ไซค์แข่งรุ่น XR750 ของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ตะเกียบหน้าแบบหัวกลับและยางขนาดใหญ่ สะท้อนให้เห็นว่านี่คือรถมอเตอร์ไซค์สปอร์ตสมรรถนะสูง ระบบส่งกำลังที่โดดเด่นด้วยพื้นผิวแบบ Chocolate Satin บนฝาครอบเครื่องยนต์แมกนีเซียมน้ำหนักเบา ซึ่งทั้ง สี สัมผัส พื้นผิว และรายละเอียดต่าง ๆ ที่ได้รับการคัดสรรมาอย่างดีเพื่อทำให้รถมอเตอร์ไซค์รุ่น Sportster® S มีลักษณะของรถดัดแปลงที่สามารถอวดโฉมได้แม้จะจอดไว้เฉย ๆ ในโรงจอดรถ เครื่องยนต์ Revolution Max 1250T ขนาด 1,250 ซีซี คือหัวใจของรถรุ่น
Lamborghini Miura supercar แม่พิมพ์ที่สร้างตำนานอันยิ่งใหญ่ รวมถึงจุดเริ่มต้นของสัญลักษณ์กระทิงดุ เป็นรถหายากที่ควรค่าแก่การสะสมอย่างไม่ต้องสงสัย ในตระกูล Miura เองก็มีหลายรุ่นที่พิเศษแยกย่อยออกไป ซึ่งเราเคยนำเสนอไว้แล้วในบทความนี้ “LAMBORGHINI MIURA กระทิงนักสู้ตัวสำคัญที่ยังรันวงการ SUPERCAR” แต่รุ่นที่หายากที่สุดของ Miura ทั้ง 700 คันที่ถูกผลิตออกมา พึ่งจะถูกนำออกมาเปิดประมูลให้นักสะสมขนหัวลุกกัน นั่นคือ Lamborghini Miura SVJ “The Corsican” supercar edition พิเศษที่มีเพียง 3 คันในโลก Miura SVJ ถือกำเนิดขึ้นในปี 1970 เมื่อ Bob Wallace หัวหน้าฝ่ายทดสอบรถของ Lamborghini รู้สึกว่า Miura เวอร์ชั่นปกติยังมีศักยภาพอีกหลายจุดที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้หากต้องการเป็นผู้ชนะในสนามแข่ง จึงลงมืออัพเกรด Miura ลดน้ำหนักตัวลงด้วยบอดี้ผลิตจาก aluminum-alloy อัพเกรดช่วงล่างสำหรับสนามแข่งและพัฒนา aerodynamic ด้วย aero kit ที่มีช่องดักลมแตกต่างจากรุ่นปกติ ปิดท้ายด้วยการจูนเครื่องยนต์ V12
BMW เสริมความสดใหม่ให้กับ mid-size SUV หรู ด้วย limited edition “Black Vermilion Edition” สำหรับ X5, X6 บนโมเดล xDrive40i รวมถึง X7 M50i ในโทนสีดำแดงพิเศษ ภายนอกโดดเด่นเตะตาด้วยกระจังไตคู่หน้าสีแดง ล้อ double-spoke ขนาด 22 นิ้วสี Orbit Grey และ brake calipers สีแดง เสริมความสปอร์ตทันสมัย ดุดันเข้ากับตัวถังสีดำ “BWM Individual Frozen Black Metallic” ไฟหน้า Adaptive Full LED Laserlight ชุดแต่ง M Sport รอบคัน กันชนหน้าหลัง รวมถึงท่อไอเสีย M Sport exhaust system สร้างความแตกต่างและย้ำภาพความสปอร์ตที่เหนือกว่าคู่แข่งบนท้องถนน
สำหรับคนที่อยากได้ทั้งกล้องถ่ายรูปและ Android smartphone รวมกันไว้ในเครื่องเดียว Yongnuo รุ่น YN455 คือสิ่งที่คุณอาจจะกำลังตามหา ชื่อ Yongnuo อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูหลายคนเท่าไหร่ แต่แบรนด์กล้องจากจีนนี้เคยออกรุ่นก่อนหน้ามาแล้วในปี 2018 กับรหัส YN450 กล้อง micro 4/3 mirrorless camera ที่รันบนระบบปฏิบัติการ Android พร้อม mount EF และอีกไม่กี่ปีก็มีรหัสใหม่ YN450M ที่คงสเปกเดิม แต่เปลี่ยนเป็น Micro Four Thirds mount ซึ่งทั้งสองรุ่นขายเฉพาะในประเทศจีน และไม่ค่อยได้รับเสียงตอบรับที่ดีเท่าไหร่จากนักรีวิวทั้งหลาย แต่นั่นก็ไม่ได้หยุดให้ Yongnuo พัฒนาต่อไป ล่าสุดได้เปิดตัว YN455 ใหม่ล่าสุด มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์และสเปกครั้งใหญ่ทำให้น่าใช้งานมากขึ้น Yongnuo YN455 บอดี้มีการพัฒนา handgrip ให้ถือจับใช้งานได้ถนัดมือขึ้น ความละเอียด 20-megapixel Four Thirds sensor ด้านหลังใช้จอ tilt touchscreen
เมื่อได้มองดูภูมิทัศน์อันงดงามและเงียบสงบของโลกใบนี้เรามักจะลืมตระหนักไปว่า จุดเริ่มต้นของดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกได้กำเนิดจากพลังอันมหาศาล ที่รุนแรงและยากยิ่งต่อการดำรงชีวิต อีกครั้งที่ Azimuth ได้ใช้จินตนาการพาเราท่องไปยังอดีตกาลซึ่งเป็นปฐมบทของโลกใบนี้ ณ สถานที่ ที่เต็มไปด้วยภูเขาไฟและลาวาอันร้อนระอุ ผ่านยานสุดแกร่งชื่อ SPACESHIP PREDATOR LAVA OVERLAND 2021 SPACESHIP PREDATOR LAVA OVERLAND เป็นผลผลิตจากความหลงใหลที่ดำเนินมาอย่างยาวนานระหว่าง Azimuth และโลกแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ ความหลงใหลเหล่านี้ก่อให้เกิดคอลเลกชันที่โดดเด่นของแบรนด์ อาทิ Mr. Roboto, Spaceship และ Twin Turbo SPACESHIP PREDATOR LAVA OVERLAND ได้รับการผสมผสานระหว่างการขึ้นรูปตัวเรือนที่ล้ำยุค การเคลือบวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ และการออกแบบที่ล้ำหน้า เป็นทายาทโดยตรงของคอลเลกชัน Spaceship คอลเลกชันยอดนิยมของ Azimuth ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องสุนทรียศาสตร์ในการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากยานอวกาศ แสดงเวลาด้วยเข็มชั่วโมงแบบกระโดดอันชาญฉลาด และมีสไตล์ด้วยเข็มนาทีแบบกว้าง รูปลักษณ์ที่โดดเด่นของ SPACESHIP PREDATOR LAVA OVERLAND ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “ค็อกพิทนักบิน” แสดงถึงจิตวิญญาณแห่งการประดิษฐ์ที่แน่วแน่ของ Azimuth ตัวเรือนสองส่วนออกแบบด้วยแคปซูลด้านในและแชสซีด้านนอก ทำการสลักโครงสร้างตัวเรือนแบบโมดูลาร์
หากพูดถึงแบรนด์ EPOS ขึ้นมา เชื่อว่านักสะสมนาฬิกาน้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เพราะ EPOS นั้นไม่ใช่แบรนด์นาฬิกาน้องใหม่หรือไก่กาแต่อย่างใด แต่เป็นแบรนด์นาฬิกาจากสวิสที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึงเกือบ 100 ปี ซึ่งถ้าพูดถึงนาฬิกาคุณภาพดี มีมาตรฐานระดับสวิส บรรจุฟังก์ชันที่น่าสนใจในราคาที่ทุกคนเอื้อมถึง นาฬิกาแบรนด์ EPOS มีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วนแน่นอน และถ้าพูดถึงอนิเมะระดับตำนานจากญี่ปุ่น Astro Boy หรือเจ้าหนูปรมาณู ก็จะต้องติดทำเนียบความขลังและเป็นหนึ่งในอนิเมะที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากแฟน ๆ ทั่วโลกแน่นอน นับตั้งแต่ปี 2495 ที่เจ้าหนูปรมาณูได้เฉิดฉายสู่สายตาชาวโลกเป็นครั้งแรก ผ่านการพัฒนาและปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย จนมาถึงเวอร์ชั่นล่าสุดที่ปล่อยออกมาในปี 2019 โดยใช้ชื่อว่า Go Astro Boy Go การร่วมมือของแบรนด์นาฬิกาคุณภาพจากสวิสและเจ้าของลิขสิทธิ์อนิเมะระดับตำนานจากญี่ปุ่น เปิดตัวประวัติศาสตร์ของวงการเครื่องบอกเวลา EPOS X Go Astro Boy Go เรือนเวลาที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนสตีลแบบ classic pilot watch ขนาด 42 มิลลิเมตร (ไม่รวมเม็ดมะยม) แมทชิ่งได้ง่าย ไม่เลือกขนาดข้อมือผู้สวมใส่ โดยใช้ดีเอ็นเอจากนาฬิกา EPOS รุ่น


