หลังจากแง้มไปแง้มมา ยั่วน้ำลายชาวดาวลูกไก่มานานนับปี วันนี้เปิดตัวแล้วเรียบร้อยสำหรับ Generation ที่ 5 ของสุดยอดอดีตตำนาน Rally อย่าง 2022 Subaru WRX ตัวแรงโมเดลใหม่ทั้งคัน ที่หน้าตาอาจจะโดนใจและแปลกตาสำหรับใครหลายคน กับสมรรถนะที่ขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย และการออกแบบแผงคอนโซลใหม่ด้วยจอที่ใหญ่สุดสะใจ พูดถึง WRX ต้องเข้าเรื่องเครื่องยนต์ก่อน แม้ขุมพลังใน Subaru WRX ใหม่จะมากับเครื่องยนต์ 2.4-liter turbocharged boxer engine ซึ่งความจุมากกว่าตัวก่อนหน้าที่ใช้ 2.0-liter แต่น่าผิดหวังที่มีแรงม้าเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 3 ตัว และมีแรงบิดเท่าเดิม 271 แรงม้า 258 lb-ft of torque ซึ่งทาง Subaru ยืนยันว่าประสบการณ์การขับขี่ที่ได้จะมันส์และตอบสนองคล่องตัวขึ้นกว่ารุ่นก่อนมาก เกียร์มีให้เลือกทั้ง 6-speed manual และเกียร์อัตโนมัติตัวใหม่ CVT automatic “Subaru Performance Transmission (SPT)” สามารถ “upshifts” ได้เร็วขึ้น
เข้าใกล้โลกอนาคตในอุดมคติของ Mark Zuckerberg ไปอีกก้าว กับการเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะ Smart Glasses ที่ร่วมมือกันพัฒนาระหว่าง Facebook และ Ray-Ban ในชื่อ “Ray-Ban Stories” ความเจ๋งของแว่นตา Ray-Ban Stories ที่ดูจะเท่กว่าอดีต Google Glasses โปรเจคที่โดนพับจากความล้มเหลวไปก่อนหน้านี้หลายปี เพราะนอกจากความสามารถจากเทคโนโลยีสุดล้ำ ด้านดีไซน์ แว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่เลือกใช้โครงจาก 3 รุ่นดัง Wayfarer, Round และ Meteor แว่นทรงยอดนิยมที่ใครใส่ก็เท่ ที่สำคัญคือฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามา แว่น Ray-Ban Stories สามารถถ่ายภาพนิ่งและวีดีโอได้ด้วยกล้องความละเอียด 5 Megapixels – high resolution photos (2592×1944 pixels) and quality video (1184×1184 pixels at 30 frames per second) พร้อม
หากใครเป็นคอหนังภาพยนตร์ไซไฟคงคุ้นเคยกับ ‘ไซบอร์ก’ หรือ สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นจากการผสมผสานระหว่างคนและเครื่องจักรเป็นอย่างดี หลายคนน่าจะรู้จักมันเป็นครั้งแรกจากภาพยนตร์สุดคลาสสิก เช่น RoboCop และ Terminator แต่อาจไม่รู้ว่าในโลกเราก็มีมนุษย์ไซบอร์กตัวจริงเหมือนกัน หนึ่งในนั้น คือ Neil Harbisson ชายชาวสเปนผู้เติบโตมาพร้อมกับโรค achromatopsia หรือ ที่เราเรียกว่าภาวะตาบอดสีแบบ 100% เขามองเห็นโลกมีเพียงสีขาวดำมาตลอด จนกระทั่งวันที่เทคโนโลยีกับเขาเริ่มกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน กว่าจะมาเป็นไซบอร์ก Neil Harbisson เกิดและเติบโตใน Mataro เมืองชายฝั่งแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในบาเซโลน่า ประเทศสเปน เขามีความสามารถด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก หลังจากได้เรียนรู้การเล่นเปียโนที่บ้านเกิด เขาก็สามารถแต่งประพันธ์เพลงของตัวเองได้ตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาได้เรียนวิจิตรศิลป์ (Fine Art) ในสถาบัน Institut Alexandre Satorras และได้รับอนุญาตให้สร้างสรรค์งานศิลปะแบบไม่ใช้สีได้ ผลงานศิลปะในช่วงแรกของชีวิตเขาเป็นสีขาวดำทั้งหมด แต่ชีวิตของ Harbisson ก็ต้องเปลี่ยนไปตลอดกาล เมื่อเขาอายุ 19 ปี และได้ไปศึกษาเรื่องการประพันธ์เพลงที่ Dartington College
เปิดตัวทีเด็ดออกมาไม่หยุด สำหรับการเดินหน้าเต็มสูบเข้าสู่โลกของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของ Mercedes-Benz ก่อนหน้านี้พึ่งจะเซ็ทมาตรฐานความแรงใหม่ให้รถยนต์ 4-door ด้วย Mercedes-AMG GT63 S E Performance 831 แรงม้าจากโรงงาน ล่าสุดได้ตอกย้ำความล้ำหน้าด้วยการเปิดตัว G-Class พลังงานไฟฟ้า ว่าที่เจ้าแห่ง eSUV ที่จะมาถึงในปี 2025 Mercedes-Benz เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในตระกูล EQ ด้วยการนำ G-Class ที่สุดของ SUV ทรงกล่องสุดคลาสสิค มาอัพเกรดขุมพลังใหม่สุดล้ำให้เป็นไฟฟ้าเต็มระบบในชื่อรหัส “EQG” Concept ซึ่งไม่ใช่แค่ขายฝันหรือเน้นทำข่าว เพราะ all-electric G-Class คันนี้กำลังจะเข้าสู่กระบวนการผลิตจริงเร็ว ๆ นี้ ดีไซน์ภายนอกของ EQG ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ G-Class มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมากเมื่อเทียบกับรุ่นอื่น ๆ ในตระกูล EQ และนั่นก็ถือเป็นเรื่องที่ดี จุดเด่นที่ใช้แยกความแตกต่างคือกระจังหน้าที่มาพร้อมแสงไฟสีฟ้าเรียงตัวด้วย 3D effect สัญลักษณ์ของรถ Mercedes-EQ ทุกรุ่น Mercedes-Benz เลือกใช้สี
ถ้าหากพูดถึงแบรนด์ผู้ผลิตยางระดับโลกอย่าง ‘Continental’ เชื่อว่าน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักชื่อนี้ เพราะไม่ว่าเวลามองไปที่ยานพาหนะอะไรที่มีล้อ เราก็มักจะเห็นยางคอนติเนนทอลติดอยู่ด้วยเสมอ โดยเฉพาะใครที่ชื่นชอบในเรื่องยานยนต์ ยานพาหนะ และอยู่ในแวดวงความเร็วแล้ว Continental ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตยางรถยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และได้ผ่านการพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยผลงานมากมายทั้งในและนอกสนาม ปัจจุบัน Continental คือหนึ่งในผู้ผลิตยางที่ดีที่สุดในโลก จากการ ‘ได้รับคะแนนการโหวตสูงสุดเป็นจำนวน 454 ครั้ง จากการทดสอบทั้งหมด 575 ครั้ง‘ และยังครองตำแหน่งยางรถยนต์ที่แบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์เลือกใช้มากที่สุดในโลก ถึงขนาดมีสถิติว่า ‘รถทุก ๆ 3 คัน ในยุโรป จะต้องใช้ยางคอนติเนนทอลอย่างน้อย 1 คัน‘ เป็นยางรถยนต์ที่แบรนด์ชั้นนำจากยุโรปต่างเลือกใช้ ไม่ใช่แค่ในยุโรป ปัจจุบัน Continental กับคนไทยมีความผูกพันมากขึ้นเรื่อย ๆ นับตั้งแต่วันที่ Continental ได้ตัดสินใจลงหลักปักฐานสร้างโรงงานบนพื้นที่ขนาด 470 ไร่ ที่มีมาตรฐานและเทคโนโลยีระดับโลกเทียบเท่าโรงงานในประเทศเยอรมนีมาตั้งแต่ปี 2560 และที่พิเศษไปกว่านั้น ในวันที่ 8 ตุลาคมปีนี้ ถือเป็น ‘วันครบรอบปีที่ 150 ของการก่อตั้งบริษัท Continental’ อย่างเป็นทางการ วันนี้
สำหรับ Car Enthusiast ทุกคน แค่เห็นชื่อ Pininfarina ก็สามารถนึกภาพรถดีไซน์ล้ำสวยงามตามออกมาได้ไม่รู้จบ และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่สำนักออกแบบจาก Italy ดีไซน์ Driving Simulator สำหรับนักขับที่อยากซ้อมฝีมือแบบ indoor และแน่นอนว่าดีไซน์สวยล้ำนำโลกเหมือนเดิม Leggenda eClassic Driving Simulator ออกแบบและสร้างขึ้นด้วยวิธี hand-built ทั้งคัน ผลิตในโรงงาน Cambiano, Italy ซึ่งเป็น headquarter ของ Pininfarina จึงการันตีได้เรื่องการควบคุมคุณภาพในระดับสูงสุดเช่นเดียวกับการผลิตรถยนต์ที่ประณีต สร้างขึ้นเพื่อจำลองความตื่นเต้นของอารมณ์การขับขี่ในสนามแข่งด้วยรถยนต์คลาสสิค ความสวยงามของ Leggenda eClassic Driving Simulator นั้นห่างไกลจาก driving sim อื่น ๆ ที่คุณเคยเห็นมาทั้งชีวิต ส่วนบอดี้รถได้แรงบันดาลใจมาจาก Cisitalia 202 รถสปอร์ต two-seat grand tourer ที่ Pinin Farina ออกแบบในปี 40s ซึ่งเป็นรถที่สวยงามจนถูกเก็บรักษาไว้ใน
Cake ค่ายผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจาก Sweden เปิดตัว Makka e-moped ยานพาหนะประเภทจักรยานยนต์เบาที่กึ่งกลางอยู่ระหว่างมอเตอร์ไซค์และจักรยาน ในดีไซน์เท่สุดล้ำแถมยังใช้พลังงานไฟฟ้า ออกแบบมาเพื่อช่วยให้การเดินทางใกล้ ๆ ในเมืองใหญ่เป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น หลายคนอาจจะรู้จัก Cake ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน motorbike นี่จึงเป็นผลงานชิ้นแรกที่ฉีกกรอบเดิม ๆ ของแบรนด์ไปอย่างสิ้นเชิง โครงสร้างของ Makka ออกแบบอย่างเรียบง่ายแต่มีสไตล์โดดเด่น พร้อมคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่คนเมืองต้องการ ตัวรถผลิตจาก aluminum แบบ naked พร้อมหน้าจอ touchscreen display แสดงข้อมูลความจุแบตเตอรี่ ความเร็ว และเลือกโหมดการขับขี่ระหว่าง Extended range และ Balanced Performance มีที่วางเท้าเพื่อความสะดวกสบายในการขับขี่ ด้านหลังมี cargo rack พื้นที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น กล่องใส่สัมภาระ ที่นั่งผู้โดยสาร หรือแม้แต่ child seat ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ขนย้ายได้ง่ายด้วยน้ำหนักตัวรวมแบตเตอรี่เพียง 59 กิโลกรัม Makka
Audemars Piguet แบรนด์เครื่องบอกเวลาชั้นสูงจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้นำเสนอนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ 3 โมเดลใหม่ที่พัฒนาจากรุ่นดั้งเดิมในปี 1993 รังสรรค์ด้วยวัสดุที่แตกต่างกัน ได้แก่ สเตนเลส สตีล (Stainless steel) ไทเทเนียม(Titanium) และพิ้งค์โกลด์ 18 กะรัต ถึงแม้จะคงไว้ซึ่งรายละเอียดสำคัญของนาฬิการุ่นดั้งเดิม ทว่าเรือนเวลาขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตรทั้ง 3 เรือนนี้มาพร้อมกลไกเซลฟ์ไวนด์ดิ้ง ฟลายแบ็ก โครโนกราฟ (Selfwinding Flyback Chronograph) คาลิเบอร์ล่าสุดจากโอเดอมาร์ ปิเกต์ รวมถึงระบบถอดเปลี่ยนสายด้วยตนเองแบบใหม่ อีกทั้งยังมีการปรับดีไซน์หน้าปัดเล็กน้อย พร้อมยังนำฝาหลังแซฟไฟร์กลับมาใช้อีกครั้งเพื่อนำเสนอกลไกโครโนกราฟซึ่งรังสรรค์อย่างประณีต แม้รังสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ รุ่นดั้งเดิมจากปี 1993 ทว่านาฬิกา 3 เรือนใหม่ในขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตร มาพร้อมกลไกเซลฟ์ไวนด์ดิ้ง ฟลายแบ็ก โครโนกราฟใหม่ล่าสุด และระบบถอดเปลี่ยนสายด้วยตนเอง อีกทั้งยังมีการปรับดีไซน์บนหน้าปัดเล็กน้อย การทำงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคย นาฬิการุ่นรอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ใหม่ทั้ง
แม้หนัง James Bond “No Time to Die” ลำดับที่ 25 จะโดนเลื่อนฉายไปนานแสนนาน คาดว่าไม่เกินเดือนหน้าอาจจะได้ดูพร้อมกันทั่วโลก ตอนนี้เราสามารถเสพความดุเดือดผ่าน Land Rover รุ่นพิเศษ “Defender V8 Bond Edition” สีดำสุดดุดันกันไปก่อน บอกเลยว่ามันเป็น edition ที่น่าเก็บสะสมมากจริง ๆ Land Rover Defender V8 Bond Edition รถที่แต่งเป็นพิเศษเพื่อฉลองการปรากฎตัวในภาพยนตร์ James Bond ตลอดระยะเวลา 38 ปี โดยในภาค No Time To Die นี้นอกจาก Defender ยังมี Range Rover Sport SVRs, Range Rover Classic และ Land Rover Series
Audemars Piguet เปิดตัวนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ ไดเวอร์ ขนาดหน้าปัด 42 มิลลิเมตรรุ่นใหม่ที่ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 300 เรือน เช่นเดียวกับนาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ ไดเวอร์ 3 โมเดลที่เปิดตัวในช่วงต้นปีที่ผ่านมา นาฬิการุ่นลิมิเต็ดเรือนนี้ขับเคลื่อนด้วยคาลิเบอร์ 4308 ซึ่งเป็นกลไกเซลฟ์ไวนด์ดิ้ง (Selfwinding) ล่าสุดของโอเดอมาร์ ปิเกต์ อีกทั้งยังใช้ระบบถอดเปลี่ยนสายนาฬิกาด้วยตนเอง พร้อมดีไซน์หน้าปัดที่ตอบโจทย์ทุกการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะบนบกหรือใต้น้ำ กลไกที่พร้อมสำหรับทุกการผจญภัย นาฬิการอยัล โอ๊ค ออฟชอร์ ไดเวอร์ รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น มาพร้อมกลไกอัตโนมัติแบบล่าสุดของโอเดอมาร์ ปิเกต์ พร้อมการแสดงวินาทีและการแสดงวันที่แบบ Instant-Jump คาลิเบอร์ 4308 ถูกติดตั้งพร้อมกลไกที่ช่วยมอบเสถียรภาพและความแม่นยำเมื่อปรับฟังก์ชันของนาฬิกา สเกลเวลาการดำน้ำที่แสดงอยู่บนวงแหวนด้านในที่สามารถหมุนได้ของหน้าปัดสามารถเปิดใช้งานด้วยกลไกการคลิกแบบทิศทางเดียวที่ถูกติดตั้งให้เชื่อมกับเม็ดมะยมตรงที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา ฝาหลังแซฟไฟร์เผยให้เห็นเทคนิคการตกแต่งสุดประณีตของคาลิเบอร์ 4308 ไม่ว่าจะเป็นลาย โกตส์ เดอ เฌอแนฟ (Côtes de Genève) เทคนิคเทรตส์ ทิเรส์
โลกแห่งความเร็วของรถยนต์สมรรถนะสูงกำลังก้าวไปสู่มาตรฐานอีกขั้นด้วยเทคโนโลยี High-performance Hybrid ยืนยันด้วยนวัตกรรมชิ้นล่าสุดจาก Mercedes-AMG กับการเปิดตัว 2022 GT63 S E Performance ขุมพลังระดับ 831 แรงม้า แรงบิดมหาศาล 1400 นิวตันเมตรจากโรงงาน จากเดิมที่เราคาดว่าจะใช้ชื่อรหัส GT73 การเพิ่มตัวอักษร E เข้าไปในชื่อรุ่นนี้ ย่อมหมายถึงการใช้ขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์ 4.0-liter twin-turbo V8 พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าติดตั้งที่เพลาท้าย เกียร์ AMG Speedshift MCT 9-speed พร้อม multi-clutch ช่วยรีดเค้นสมรรถนะให้กับรถบอดี้ 4 ประตูจนแรงแซง Brabus 800 แบบไม่ต้องจูนอะไรเพิ่ม ทิ้ง 2021 Mercedes-AMG GT Black Series 720 แรงม้า แรงบิด 800 นิวตันเมตร อดีต supercar ที่ร้อนแรงที่สุดจาก
เชื่อว่าสาวกเรือนเวลาทั้งหลายที่ชอบแสวงหาความแปลกใหม่ไม่จำเจ คงคุ้นเคยกับชื่อของ ALBA แบรนด์นาฬิกาดีไซน์สวย ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องราคาที่สามารถจับต้องได้ภายใต้คุณภาพการผลิตที่การันตีโดย SEIKO แบรนด์นาฬิกาชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง ALBA นั้นถือเป็นแบรนด์น้อง ที่รวมพลังร่วมบุกตลาดในไทย ยืนหยัดเคียงข้างแบรนด์พี่ใหญ่อย่าง SEIKO มายาวนาน ล่าสุดในปี 2021 นี้ ทาง ALBA ได้กลับมาอีกครั้งพร้อมคอนเซ็ปต์ “The Reflection Of Japan” ด้วยงานดีไซน์ที่สะท้อนถึงคุณภาพความเป็น Japan Product โดยเน้นไปที่รูปลักษณ์ของเรือนเวลา Sport Style ที่หนุ่ม ๆ อย่างเราสามารถหยิบมาสวมใส่ได้ในทุกโอกาส และในวันนี้เราได้คัดเลือกเรือนเวลา 5 โมเดลใหม่ที่น่าสนใจจาก ALBA มาอวดโฉมความเท่ ให้ชาว UNLOCKMEN ได้สัมผัส และทำความรู้จักกับจุดเด่นของทั้ง 5 เรือนนี้ ที่พร้อมประทับลงบนข้อมือในฐานะไอเทมบอกเวลาคู่ใจซึ่งช่วยอัพความเท่ให้กับคุณได้ในทุกสถานการณ์ เริ่มต้นที่เรือนแรกซึ่งต้องบอกเลยว่าใครเห็นเป็นต้องสะดุดตา กับความหรูหราที่ผสานความสปอร์ตได้อย่างลงตัวกับ ALBA Automatic รุ่น AL4185X ตัวท็อปแห่งเรือนเวลาดีไซน์สปอร์ตขับเคลื่อนด้วยระบบออโตเมติก มาพร้อมหน้าปัดซันเรย์สีน้ำเงิน มีหลักชั่วโมงแบบพรายน้ำเหลือบทอง


