ที่สุดของกล้องถ่ายรูป ที่คนใช้เท่านั้นถึงจะบอกได้ว่า ทำไมการจ่ายเงินค่ากล้องที่ราคาแพงกว่าคนอื่นหลายเท่าตัวนั้น มันแลกกับความพิเศษอะไรกลับมาบ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็น Leica User อยู่หรือไม่ก็ตาม ทุกคนต่างให้ความสนใจทุกครั้งเมื่อมีกล้อง Leica รุ่นใหม่เปิดตัวออกมา แม้จะไม่มีการพัฒนาในด้านสเปค แต่ก็มีลูกเล่นและเสน่ห์ที่ชวนให้เราอยากควักเงินเก็บสะสมได้ตลอดเวลา เพราะ Leica ไม่ใช่แค่กล้องถ่ายรูป แต่มันเป็นงานศิลป์ที่ส่งต่อให้คนใน Generation ต่อไปได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ล่าสุด Leica ได้ร่วมมือกับ Marcus Wainwright ผู้เป็นทั้ง CEO และ Creative Director ของ Rag & Bone แบรนด์เสื้อผ้าชื่อดังจากย่าน New York City ซึ่งเน้นความเท่แบบ Minimal พร้อมคุณภาพที่สูงกว่าใคร ซึ่งเข้ากับคาแรคเตอร์ของ Leica M Monochrom กล้องสำหรับถ่ายภาพขาวดำของ Leica จนได้ร่วมมือกันออกแบบกล้องโมเดลพิเศษ ‘M Monochrom Stealth Edition’ ตัวกล้องสีดำด้าน (Matte Black Body) ที่จัดการถอดแม้แต่โลโก้
เปิดต้นสัปดาห์ด้วยข่าวเศร้าวงการลูกหนังที่เห็นเต็ม feed โซเชียล ที่เฝ้ารอแมตช์สำคัญของฟิออเรนตินากับอุดิเนเซ ที่เกิดขึ้นก่อนการดวลเพียงไม่กี่ชั่วโมง จนเป็นเหตุให้เลื่อนตารางการแข่ง กัลโช่ เซเรีย อา (Calcio Serie A) ยกแผงเพื่อไว้อาลัยการเสียชีวิตของ Davide Astori ปราการหลัง กัปตันม่วงมหากาฬจากอาการหัวใจวายเฉียบพลันขณะนอนหลับในห้องพักโรงแรมด้วยวัยเพียง 31 ปีเท่านั้น คอบอลคนไหนที่งงว่าฟิออฯ ไม่ใช่ทีมในอิตาลีที่ผลงานเปรี้ยงปร้างในตอนนี้และ Astori ก็เป็นเพียงกัปตันทีมชาติตัวสำรองทำไม pause ไปได้ทั้งลีก แปลว่าเลือดแฟนบอลแดนมักกะโรนีอาจจะยังไม่ข้นพอ เพราะที่นี่! วงการนี้! เขารักกันแบบครอบครัว ถ้านักเตะมีเหตุให้เสียชีวิตกระทันหัน เราจะหยุดเตะทุกลีกแดนมักกะโรนี ส่วนใครที่ยังไม่รู้จัก Astori เข้าไปดูได้ในคลิปของ The Sun ใช้เวลาแค่นาทีครึ่งเท่านั้นก็ทะลุปรุโปร่งเหมือนตามดูมานานเลยทีเดียว ผลงานรับใช้ชาติ ก่อนเป็นตำนานไร้ลมหายใจ R.I.P. ASTORI ก่อนจะเข้าเรื่องอื่น เพื่อให้เกียรติการจากไปของ Astori เราขอรวมคำไว้อาลัยและคำชื่นชมของคนสำคัญวงการลูกหนัง ที่ฝากไว้ให้กับ Astori รวมถึงเราชาว UNLOCKMEN ด้วย ทำไมนักกีฬาที่แข็งแรงสามารถวิ่ง ปะทะได้ตลอด 90 นาทีถึงมักหัวใจล้มเหลว ? คำถามที่หลายคนสงสัย ไม่เพียงแค่แฟนบอลเลี่ยน แต่รวมถึงแฟนนักกีฬาทีมชาติต่างสโมสรและทุกวงการต้องเตรียมใจเป็นประจำทุกปี
ถ้าใครสนใจเรื่องวัฒนธรรมที่มีผลต่อการออกแบบและพฤติกรรมมนุษย์เหมือนเรา น่าจะรู้สึกแปลกใจในการเปลี่ยนแปลงความนิยมในหมู่มนุษย์ที่มีต่อรูปทรงและการใช้งานของมัน ในยุคก่อน เราเริ่มด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องใหญ่ยักษ์ จากนั้นเทคโนโลยีก็พยายามพัฒนาอย่างสุดความสามารถในการย่อขนาดมันให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนั้นยิ่งเล็กยิ่งล้ำ ยิ่งเล็กยิ่งแพง แต่แล้ววันนึง เราก็มาพบว่ารูปทรงโทรศัพท์เคลื่อนที่มีหน้าตาเหมือนกันทั้งโลกโดยมิได้นัดหมาย และวันนี้พวกเค้ากำลังแข่งกันใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ซึ่งดูแล้วน่าจะถึงจุดอิ่มตัวในไม่ช้า ทีนี้ถ้าเราให้ทายกันเล่น ๆ ว่า ต่อไปเทรนด์การออกแบบและใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน วันนี้เรากล้าฟันธงเลยว่า มันกำลังจะกลับไปสู่ความเป็น Dumb Phone หรือโทรศัพท์โง่ ที่ไม่ต้องมีความสามารถอะไรมากมาย เพราะคนเริ่มตีตัวออกห่างจากความวุ่นวายออนไลน์กันมากขึ้น ก่อนหน้านี้ Nokia ก็ได้ตอกย้ำเทรนด์ที่เราทำนายไว้อย่างชัดเจน ด้วยการเปิดตัว 3310 ที่ทำเอาโลกสั่นสะเทือน และพีคสุดอีกครั้งที่ทำเอาคนไม่สนใจ Samsung S9 ก็คือการเปิดตัว Nokia 8110 หรือกล้วยหอม ที่บอกตามตรงว่าเรายังอยากได้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มี Dumb Phone ที่น่าสนใจ และเลือกมุ่งยึดพื้นที่นี้ก่อนใครเพื่อน นั่นก็คือโทรศัพท์ตระกูล Light Phone ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 ปัจจุบันได้เดินทางมาถึงรุ่นที่ 2 แล้ว และมีความมั่นใจจากหลายสื่อว่า นี่แหละคืออนาคตของโทรศัพท์มือถือ นั่นคือการกลับคืนสู่สามัญ ที่เราเกริ่นมายาวนาน
บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นสิ่งที่ถกเถียงกันแบบเมามันอยู่เสมอว่าตกลงมันปลอดภัยหรือไม่อย่างไร ความปลอดภัยในที่นี้นอกจากจะหมายถึงความปลอดภัยต่อร่างกายแล้ว ยังหมายถึงความปลอดภัยของตัวผลิตภัณฑ์เองด้วย เพราะสายการบินของสหรัฐอเมริกาออกกฎห้ามนำบุหรี่ไฟฟ้าโหลดใต้เครื่องแล้ว ซึ่งระหว่างการหารือเรื่องข้อกฎหมายนี้สมาชิกสภาของรัฐแคลิฟอร์เนียเลยหยิบบุหรี่ไฟฟ้าของตัวเองขึ้นมาดูดกลางที่ประชุมแม่งเลย! เรื่องชวนหัวแบบนี้เกิดขึ้นเพราะอะไรยังไง UNLOCKMEN จะมาเล่าให้ฟัง หลังจากสายการบินของสหรัฐอเมริกาไม่อนุญาตให้นำบุหรี่ไฟฟ้า หรือแม้แต่แบตเตอรี่โหลดลงใต้เครื่อง (แน่นอนว่าเป็นเหตุผลเรื่องความปลอดภัยเช่นเดียวกับที่ไม่ให้นำ Power Bank โหลดใต้เครื่อง) แต่ยังคงนำใส่กระเป๋า Carry On ได้ แต่ไม่สามารถใช้งานและชาร์จบนเครื่องบินได้ ทั้งหมดนี้เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากบุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงความปลอดภัยของสุขภาพผู้โดยสารส่วนรวมอีกด้วย แล้วไอ้ที่ห้ามเนี่ย หมายความรวมถึงทุกสายการบินของสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะบินในประเทศ หรือบินนอกประเทศก็ตาม งานนี้ใครจะยอมก็ยอมไป แต่ Duncan Hunter สมาชิกสภาของ Republican ไม่ยอม! เขาหยิบบุหรี่ไฟฟ้าของตัวเองขึ้นมาดูด ระหว่างการประชุมของกระทรวงคมนาคม ที่กำลังถกกันเรื่องวุ่นวายของบุหรี่ไฟฟ้ากับเครื่องบิน ไม่ใช่ว่าทำเพราะโชว์เก๋าอะไรแค่นั้น แต่เขาทำเพื่อพิสูจน์ว่ามันไม่เป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง เขากล่าวในที่ประชุมว่า “นี่คือบุหรี่ไฟฟ้า” แล้วก็พ่นไอออกมาแบบไม่แคร์ใครทั้งนั้น “มันไม่ติดไฟ ไม่มีสารก่อมะเร็ง” ดูดเสร็จให้งงกันทั้งสภาแล้วก็เก็บเข้ากระเป๋าไป เขายังพูดถึงต่ออีกว่ามันช่วยให้เขาเลิกบุหรี่จริงได้ และต่อไปในอนาคต เราอาจสามารถใช้ยาอย่าง Ibuprofen กับเจ้าเครื่องนี่ก็ได้ สาเหตุที่เขาสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าแบบสุดซอยขนาดนี้ เป็นเพราะเขาเองก็สูบมันในชีวิตประจำวันและยังเขียนลงบน The Hill ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมาว่า “ใช่ ผมสูบบุหรี่ไฟฟ้า ก็รู้นะว่ามันไม่เท่แบบบุหรี่จริง เหตุผลที่ผมดูดบุหรี่ไฟฟ้าก็ง่าย ๆ แหละ
อย่าหาว่าทะลึ่งเลยนะ แต่ผู้ชายอย่างเราทุกคนล้วนมีถุงอัณฑะเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ถ้าเรียกง่าย ๆ ภาษาปากก็คือเจ้าถุงหุ้มไข่หรือหนังไข่นั่นเอง เรื่องราวก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นตกใจเลย (เอาเป็นว่าอนุญาตให้ก้มลงมองถุงไข่ตัวเองได้หนึ่งรอบถ้วน เป็นไงกันบ้าง?) หนังไข่ก็คือหนังไข่ใช่ไหมล่ะ มันก็มีรอยยับย่นยู่ยี่ตามธรมชาติของมันไป แต่ปัญหามันเกิดขึ้นที่มนุษย์ดันไม่พอใจความยับยู่ยี่ของหนังไข่ตัวเองจนเกิดนวัตกรรม “Scrotox” หรือการทำหนังอวัยวะส่วนนั้นให้เรียบตึงขึ้น! “Scrotox” เป็นคำศัพท์ที่เกิดจากการประกอบกันของคำสองคำนั่นก็คือ Scrotum ที่แปลว่าถุงอัณฑะ กับ Botox หรือโบทอกซ์ที่สาว ๆ เขาฉีดให้ใบหน้าเรียบตึงนั่นแหละ ดังนั้น “Scrotox” จึงเป็นการฉีดโบทอกซ์ไปที่ถุงอัณฑะหรือหนังไข่น้อย ๆ ของพวกเรานั่นเอง (แค่คิดก็สยองมากกว่าจะคิดถึงเหตุผลเรื่องความสวยงามแล้ว) คำถามก็คือ เฮ้ย!? แล้วกูจะฉีดโบทอกซ์ให้หนังไข่ตัวเองไปทำไม? คำตอบก็ไม่ต่างจากสาว ๆ ที่เธอฉีดให้หน้าเรียบตึงแบบไหน เราก็ต้องการฉีดโบทอกซ์ให้หนังไข่เราเรียบตึงดูอ่อนกว่าวัยแบบนั้นเลยทีเดียว (โลกมันชักจะบ้าบอขึ้นไปทุกวัน) กระบวนการก็คือโบทอกซ์ที่ฉีดเข้าไปในหนังไข่จะทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวไม่เคลื่อนไหว จนปราศจากรอบยับยู่ยี่ไม่พึงปรารถนา ดังนั้นหลังจากฉีดเข้าไปหนังไข่เราก็จะดูสดใสเรียบตึงสมใจอยาก อ้อ แต่อย่าคิดว่ายอมเจ็บตัวครั้งเดียวแล้วจะหายเหี่ยวไปได้ตลอดชีวิตกันล่ะ โบทอกซ์จะช่วยให้เราเรียบตึงอยู่ได้แค่ 4-8 เดือนเท่านั้น Dr. John Mesa ศัลยแพทย์จากนิวยอร์กเปิดเผยว่าเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมาเขาทำ “Scrotox” ให้ผู้ชายไปแล้ว 15 ราย (UNLOCKMEN
ถ้าพูดถึงการฉี่ ไม่ว่ายังไงผู้ชายอย่างเราก็จินตนาการออกได้อย่างเดียวว่าต้องเป็นการ “ยืนฉี่” เท่านั้น จะให้นั่งฉี่เหมือนสาว ๆ ให้ตายยังไงเราก็นึกภาพไม่ออก แถมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมกูต้องนั่งฉี่ด้วยล่ะวะ? พ่อแม่ก็สอนให้ยืนฉี่มาตั้งแต่เด็ก ๆ วันนี้ UNLOCKMEN อยากมาเล่าให้ฟังว่า เฮ้ย ผู้ชายก็นั่งฉี่ได้ว่ะเพื่อน แถมมันเป็นเทรนด์ที่กำลังมาในหลาย ๆ ประเทศมาก ๆ (What The F***!) แม้ในไทยจะยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้กันมากนัก แถมใครที่เข้าห้องน้ำชายแล้วต้องเดินเข้าห้องส้วมเพื่อไปฉี่แทนที่จะยืนก็มักจะถูกมองด้วยสายตาแปลก ๆ หรือถูกยัดเยียด ตีตราให้ว่าผู้ชายคนนั้นไม่แมนหรือเปล่า? การนั่งฉี่สำหรับผู้ชายไทยจึงเป็นอะไรที่โคตรใหม่และแทบจะไม่มีใครพูดถึง แต่ถ้าบินลัดฟ้าไปไกลถึงเยอรมนี (และประเทศอื่น ๆ ) ในรอบทศวรรษที่ผ่านมาวัฒนธรรมการนั่งฉี่เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย โดยจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในปี 2004 ที่บริษัทในเยอรมันหลายแห่งได้ทำคลิปวีดีโอสั้น ๆ รณรงค์ให้ผู้ชายหันมานั่งฉี่กันมากขึ้นด้วยเหตุผลด้านความสะอาด (และอีกหลาย ๆ เหตุผล) ถัดมาในปี 2006 โรงเรียนประถมในประเทศนอร์เวย์ก็เริ่มบอกให้พ่อแม่เด็ก ๆ ฝึกลูกของตัวเองให้นั่งฉี่อย่างมีอารยธรรม จากนั้นวัฒนธรรมการนั่งฉี่ก็แพร่หลายไปอีกทั่วประเทศแถบ ๆ นอร์เวย์ แถมยังมีการเคลื่อนไหวให้นั่งฉี่ในแบบคล้าย ๆ กันที่ฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์ด้วย โดยรายงานพบว่าปรากฏการณ์การนั่งฉี่เริ่มปรากฏชัดเจนที่สุดในช่วงปี 2012 เมื่อพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายในสวีเดนพยายามกำหนดให้สมาชิกสภาเมืองเพศชายนั่งฉี่แทนที่จะยืน
คงต้องยอมรับถึงเทรนด์วิถีชีวิตล้ำ ๆ แห่งอนาคต ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างออกมาให้เห็นเป็นเทคโนโลยีที่ชัดเจนจับต้องได้ในปัจจุบัน ว่า ณ ตอนนี้ไม่น่าจะมีอะไรโดดเด่นไปกว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่เขยิบมาเข้าใกล้ชีวิตประจำวันของมนุษย์เราขึ้นทุกที ผ่านรูปแบบของผู้ช่วยอัจฉริยะที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียง อารมณ์เดียวกับที่อัจฉริยะมหาเศรษฐีปากดีขี้โอ่อย่าง Tony Stark (aka Iron Man) นั้นสั่งการ JARVIS ให้ช่วยงานต่าง ๆ ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง แบบครอบจักรวาล ซึ่งระบบสั่งงานด้วยเสียงที่พวกเราคุ้นเคยกันดี และกำลังมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตมนุษย์ยุคปัจจุบัน นอกจากระบบผู้ช่วยอัจฉริยะรองรับคำสั่งเสียงอย่าง Siri จาก Apple, Google Now จาก Google และ Cortana จาก Microsoft ที่มีไว้ให้พวกเราได้เอ่ยปากเจรจาถามไถ่ข้อมูล รวมถึงช่วยจัดการงานต่าง ๆ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งยักษ์ใหญ่ที่กำลังร้อนแรงแห่งซิลิคอนวัลเลย์อย่าง Amazon ที่ได้ลงมาลุยเต็มตัว เพื่อผลักดันวิถีชีวิตสะดวกสบาย จัดการชีวิตง่าย ๆ แค่เปล่งเสียงให้ความเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น ด้วยระบบ Alexa ที่มีให้ใช้งานในลำโพง Amazon Echo รวมถึงอุปกรณ์อื่น
ถึงจะเป็นผู้ชายอกสามศอกแต่หลายครั้งเราก็มีน้ำตา เพราะน้ำตาไม่ได้แปลว่าอ่อนแอเสมอไป มันมีทั้งน้ำตาแห่งความโศกเศร้า น้ำตาแห่งความปลื้มปิติ หรือบางทีถูกแฟนสั่งให้ทำกับข้าว หั่นหัวหอมแล้วน้ำตาไหลก็มีถมไป ประเด็นมันจึงอยู่ตรงนี้นี่แหละ ในเมื่อน้ำตามันมีที่มาอันหลากหลาย แล้วมันจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมไหมล่ะ? เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราสงสัยอยู่คนเดียว แต่ Rose-Lynn Fisher ก็สงสัยเหมือนกัน จึงเกิดโปรเจกต์ส่องกล้องจุลทรรศน์ดูน้ำตา The Topography of Tears ขึ้น โดยเธอศึกษาน้ำตาที่มีที่มาแตกต่างกันมากถึง 100 แบบ จนออกมาเป็นภาพผลึกน้ำตาที่แตกต่างกันไปตามอารมณ์และที่มาอีกด้วย จะคูล จะเท่ จะมีรูปแบบเป็นแบบไหนบ้าง วันนี้ UNLOCKMEN ชวนมาดูพร้อม ๆ กัน Joseph Stromberg จาก Smithsonian’s Collage of Arts and Sciences อธิบายว่าน้ำตามีอยู่ 3 ประเภทด้วยกันคือ basal tears, reflex tears, และ psychic tears โดย basal tears เป็นน้ำตาพื้นฐานที่เกิดจากการที่ตาผลิตน้ำออกมาเพื่อหล่อเลี้ยงดวงตา
ชาว UNLOCKMEN ที่ติดตามข่าว AI เชื่อว่าเรื่องของ DeepMind กับ Alphago ที่โด่งดังไปในปีที่แล้วและทำหลายคนลุ้นตัวโก่งคงยังอยู่ในความทรงจำ การตีแสกหน้าเซียนโกะมีลมหายใจทั้งหลายด้วยการเอาชนะจากการใช้เวลาช่วงสั้นเพียง 40 วัน เขย่าวงการ boardgame กลับมาหนนี้ AI ขอบุกวงการแพทย์กับเขาบ้าง จับมือกับแพทย์ชั้นนำหัตถ์เทวดาสอนมวย AI เพื่อก่อการดี ให้สามารถใช้อัลกอริทึมเล่นบทคุณหมอตรวจอาการล่วงหน้าได้ว่าใครกำลังจะหมดลมหายใจ DeepMind คืออะไร ? Beginner ที่เพิ่งจะหันมาสนใจเรื่อง AI บริษัท DeepMind คือบริษัทลูกที่ Google เห็นแววปล่อยแสงตั้งแต่ยังเป็น Startup ของอังกฤษในชื่อ “Deep Mind Technology” ที่พัฒนาด้าน AI อย่างเดียวเท่านั้น และมีเป้าหมายให้เจ้า AI เข้าใจวิธีคิดของเราชาวมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้ การ take over ของลูกพี่ใหญ่ก็เลยยังเน้นสานต่อความต้องการของบริษัทรุ่นน้อง ส่งเสริมกันไปแบบไม่หวังให้ DeepMind ลุกมาทำหุ่นยนต์หรืออะไรที่ไม่ได้ต้องการ แต่ให้ใจเรื่องปัญญาประดิษฐ์อย่างเดียวแล้วปลุกนวัตกรรมล้ำ ๆ ช่วยสังคม
ผู้ชายอย่างเราคงคุ้นเคยกับ Johnnie Walker ดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะโลโก้ผู้ชายก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมาดมั่น แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้หญิงจะก้าวขึ้นมาอยู่บนขวดวิสกี้กับเขาบ้าง แล้วมันเป็นเพราะอะไร ทำไมผู้หญิงต้องก้าวขึ้นมาบนขวดวิสกี้กันล่ะ? UNLOCKMEN เอาปริศนามาไขให้ Diageo Plc ซึ่งเป็นบริษัทแอลกอฮอล์ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิต Johnnie Walker กำลังจะเปิดตัวโลโก้ใหม่บนขวดวิสกี้ที่มีสัญลักษณ์เป็นหญิงสาว โดยการเปิดตัวครั้งนี้ถือว่าเป็นความพยายามครั้งสำคัญที่จะดึงดูดผู้หญิงให้มาสนใจเจ้าสก๊อตช์วิสกี้ที่ขายดีที่สุดระดับโลกตัวนี้มากขึ้น ที่สำคัญโลโก้ใหม่อย่าง Jane Walker ยังมีเป้าหมายพีค ๆ ที่อยากให้ผู้คนรับรู้กันอย่างกว้างขวางเรื่องความเท่าเทียมทางเพศอีกด้วย (ทั้งคูล ทั้งเท่ ทั้งได้สาระจริง ๆ ) วิสกี้ limited U.S. edition ที่จะออกมาครั้งนี้นั้นจะเป็นรูปผู้หญิงกำลังก้าวเท้าอย่างมาดมั่นแทนที่จะเป็นผู้ชายแบบเดิม และผู้หญิงคนนี้มีชื่อชิค ๆ ล้อไปกับชื่อ Johnnie Walker ว่า Jane Walker Stephanie Jacoby รองประธานของ Johnnie Walker เปิดเผยว่าเจ้าของแบรนด์ Diageo Plc หวังให้การเปิดตัวโลโก้ Jane Walker จะสามารถดึงดูดความสนใจในตัวผลิตภัณฑ์มากขึ้น รวมถึงเป็นการเฉลิมฉลองให้กับผู้หญิงทุกคนด้วย Jacoby
ถ้าแต่ละประเทศมีกระทรวงและรัฐมนตรีดูแลสิ่งที่โคตรจะสำคัญสำหรับประเทศตัวเอง ไม่ว่าจะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือจะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แล้วทำไมจะมี “รัฐมนตรีความเหงา” (Minister for loneliness) ด้วยไม่ได้ โดยรัฐมนตรีกำกับดูแลปัญหาความเหงาของประชาชน เป็นรัฐมนตรีของรัฐบาลอังกฤษ เชื่อว่าผู้ชายสายหว่องสายเหงาชาว UNLOCKMEN ทั้งหลายคงกึ่งดีใจกึ่งขำ ๆ ว่า WHAT THE F*** ความเหงามันต้องสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอวะ? จะสำคัญขนาดไหน UNLOCKMEN จะมาไขปริศนาให้ Tracey Crouch คือรัฐมนตรีคนแรกที่ต้องรับมือกับการแพร่ระบาดของความเหงา (อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ในนิยายมุราคามิอย่างไรอย่างนั้น) โดยรัฐบาลอังกฤษเขาก็ไม่ได้แต่งตั้งรัฐมนตรีกำกับดูแลปัญหาความเหงาขึ้นมาเพื่อความคูล ๆ เท่ ๆ ให้เป็นข่าวดังไปทั่วโลกเล่น ๆ เท่านั้น เพราะความเหงากลายเป็นปัญหาสุดจริงจังในสหราชอาณาจักรเลยทีเดียว ปัญหาความเหงาส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 9 ล้านคนในสหราชอาณาจักร ผู้สูงอายุราว ๆ 2 แสนคนไม่ได้คุยกับญาติหรือเพื่อนตัวเองมากกว่า 1 เดือน! และคาดว่าครึ่งหนึ่งของคนที่อายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไปประมาณ 2 ล้านคนต้องอาศัยอยู่ตัวคนเดียว ปัญหาความเหงาแพร่ระบาดไม่ได้จบแค่เพียงผู้สูงอายุเท่านั้น เพราะ 85% ของวัยหนุ่มสาวและผู้ใหญ่ต่างอยู่อย่างโดดเดี่ยว บางคนไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมเลยเป็นวัน
แม้ว่าจะจากไปนานกว่า 37 ปีแล้ว แต่ยังคงเป็นที่จดจำสำหรับแฟน ๆ และทั่วโลกอยู่เสมอกับ Bob Marley นักร้อง Reggae ที่นอกจากจะฝากผลงานไว้ในความทรงจำของทุกคนแล้ว เขายังพยายามสร้างกระแสของความสันติสุขให้กับโลกใบนี้อีกด้วย แม้แต่ไอศกรีมก็สร้างสันติสุขได้เมื่อ Ben and Jerry’s เล็งเห็นถึงอุดมการณ์อันน่ายกย่องของเขา จึงเกิดไอศกรีมรสใหม่เอามา Tribute ให้กับความสันติสุขนี้ UNLOCKMEN จะพามาดูกันว่ามันมีดีเทลยังไง เชิญอ่านไปพร้อม ๆ กัน ไอศกรีมรสที่ว่านั่นคือรส Bob Marley’s One Love โดยเบสของไอศกรีมจะเป็นรสกล้วยและคาราเมล มีแคร็กเกอร์และช็อกโกแลตให้เคี้ยวกันกรุบ ๆ ให้สัมผัสคล้าย ๆ รส Cookie n’ Cream โดยวัตถุดิบที่เลือกมาก็ไม่ได้มามั่ว ๆ แบบเดาสุ่มเลือกเอา แต่มีความหมายอยู่ด้วย Ziggy Marley หนึ่งในสมาชิกครอบครัว Marley ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ชาวจาไมก้าชอบกินกล้วยเอามาก ๆ แล้วพวกเขาก็กินมันทุกวันด้วย” Jerry Greenfield จาก Ben and Jerry’s ได้พูดต่อจากนั้นว่า “ที่เราเลือกรสกล้วยมาเป็น Base ของไอศกรีมเพื่อเป็นการ Tribute


