เรารู้จักคำว่า GLOBAL WARMING มานานแล้ว เรารู้จักผลของมัน เรารู้ว่ามันทำให้เกิดอะไรขึ้นได้บ้าง พวกเรารู้ว่าแผ่นน้ำแข็งแถว GREENLAND ละลายเร็วขึ้นทุกปีแบบก้าวกระโดด ทั้งหมดนี้อาจจะยังไม่สามารถทำให้พวกเราเห็นความน่ากลัวเป็นรูปธรรมของมันออก ทำให้คนส่วนใหญ่ยังคงรู้สึกห่างไกลจากมัน แต่ภาพของหมีขั้วโลกที่กำลังจะหิวตายเพราะไม่มีอะไรกิน ไม่มีน้ำแข็งซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของมันให้หาอาหาร อาจจะเป็นภาพที่ถ่ายทอดอันตรายของ CLIMATE CHANGE ได้รุนแรงและชัดเจนที่สุด PAUL NICKLEN นักชีววิทยา และช่างภาพประจำของ NATIONAL GEOGRAPHIC เป็นผู้บันทึกภาพวีดีโอของหมีขั้วโลกที่คาดว่ากำลังจะตายในอีกไม่กี่ชั่วโมง สภาพร่างกายผอมโซ กล้ามเนื้อลีบ ไม่มีแม้แต่แรงจะยืน ต้องขุดหาเศษอาหารจากพื้น แต่ทำได้ไม่นานก็หมดแรงอีก เป็นภาพที่ทีมงานของ NICKLEN บอกว่า เห็นแล้วน้ำตามไหลด้วยความสงสาร แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะการให้อาหารเพียงนิดหน่อย ก็เหมือนยืดต่อความทรมานของมันออกไปอีก เพราะโดยปกติหมีขั้วโลกต้องกินสิงโตทะเลหนักราว 4.4 กิโลกรัมต่อมื้อ แต่ยิ่งแผ่นน้ำแข็งที่เป็นเหมือน ECOSYSTEM รวมถึงสิงโตทะเลหายไปแบบนี้ ยิ่งทำให้หมีขั้วโลกต่างประสบปัญหาอดตายกันมากขึ้นเรื่อย ๆ NICKLEN ต้องการให้ FOOTAGE ชิ้นนี้ เป็นสัญลักษณ์อันเป็นรูปธรรมของ GLOBAL WARMING โดยในบทสัมภาษณ์ของเค้านั้น ยิ่งถ่ายทอดเรื่องราวให้วีดีโอนี้มีความน่ากลัวครบถ้วนถึงยิ่งขึ้น “It’s a
หลังจากหายไปนาน THE REAL SLIM SHADY ก็กลับมาฝากผลงานชิ้นใหม่อีกครั้ง ในยุคที่ RAPPER 2017 ต่างเปลี่ยนคำจำกัดความของการ RAP ไปอย่างสิ้นเชิง จากการพูดถึงสภาพสังคมแบบที่ OLD SCHOOL RAPPER ทำกันตั้งแต่สมัย 60s ปัจจุบันกลายเป็นเพลงอวดรวยของ CELEBRITY วัยรุ่น ที่แม้แต่ฝรั่งยังฟังไม่รู้เรื่อง การกลับมาครั้งนี้ของ EMINEM จึงเป็นสิ่งที่หลายคนเฝ้ารอ และ ‘UNTOUCHABLE’ single ใหม่ ที่จะอยู่ในอัลบั้ม Revival เตรียมปล่อยออกมาในอีกไม่นาน ก็ได้ระบายสภาพสังคมในปัจจุบันได้อย่างสะใจ ‘UNTOUCHABLE’ พูดถึงเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของสัมคมอเมริกัน มีการพูดถึงเรื่อง White Privilege ที่แม้แต่ในยุค 2017 คำว่า RACISM ก็ยังคงอยู่ในกลุ่มคนผิวสี แม้สื่อหรือปากนักการเมืองจะพ่นแต่เรื่องความเสมอภาค แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังคงกระทำรุนแรง ใช้อาวุธ ยิงกันถึงขั้นเสียชีวิตทั้งเด็ก ผู้หญิง คนแก่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ EM มองว่าเกินกว่าเหตุ และคนผิวขาว ก็ดูจะมีสิทธิพิเศษมากมาย เป็นที่มาของชื่อเพลง UNTOUCHABLE
สองหัวดีกว่าหัวเดียว น่าจะเป็นเทรนด์สำเร็จที่เราเห็นได้ชัดในการสร้างแบรนด์ประจำปีนี้ การ COLLABORATION กันระหว่างแบรนด์ประเภทเดียวกัน แบรนด์ต่าง CATEGORY กัน ที่เขย่าโลกมากที่สุด ต้องยกให้ LOUIS x SUPREME ที่เขย่าวงการแฟชั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทั้งคู่ WIN-WIN ไปด้วยกัน หรือจะเป็นการร่วมงานระหว่างแบรนด์กับศิลปิน ที่ช่วยทำให้สินค้ามีเรื่องราวที่น่าสนใจขึ้น อย่าง ADIDAS x KANYE WEST สร้างลัทธิ YEEZY CRAZY ในหมู่วัยรุ่น MASS หรือ ALEXANDER WANG ที่เน้นจับกลุ่ม HIGH-FASHION STREETWEAR ถ้าให้เรานับนิ้วว่าปีที่ผ่านมามีการ COLLABORATION กี่ครั้ง คงจะเยอะเกินนับไหว ไม่ใช่แค่ในต่างประเทศ บ้านเราเองก็มีเทรนด์การ COLLABORATION มากขึ้น แต่จะเน้นไปที่การจับมือกับ ARTIST มากกว่าการข้ามแบรนด์ ที่เห็นตัวอย่างชัดเจนก็มี CHANG LIMITED EDITION เป็นผู้นำการ COLLABORATION ของไทยไปในช่วงปลายปีที่แล้ว โดยการจับมือกับ ALEX TROCHUT,
เกิดมาเป็นผู้ชายทั้งที เชื่อว่าทุกคนคงจะหนีไม่พ้นการโดนตบกระบาลกันมาอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่ามันเป็นวิธีการหรือวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ที่จำความได้ก็คือ ไม่ไปตบกระบาลเขา ก็โดนเขาตบกระบาลมาตลอด แต่อย่างที่เคยได้ยินกัน การตบกระบาลเพียงเบา ๆ อาจจะทำให้เซลล์สมองตายไปหลายล้านตัวเลยทีเดียว มันจึงทำให้เราเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า ขนาดโดนตบกระบาลเบา ๆ เซลล์ยังตายไปล้าน แล้วพวกที่โดนต่อยโดนกระทืบแบบเต็มข้อล่ะสมองจะมีอะไรเหลือรอดอยู่บ้าง? เราจึงได้ลองคิดทฤษฎีความน่าจะเป็นชิ้นหนึ่งขึ้นมา จากสมองที่เซลล์ถูกทำลายไปหลายล้านตอนสมัยเด็กว่า หรือทุกวันนี้ที่เรานั่งบื้อ ๆ อยู่เพราะโดนตบโดนต่อยมาหนักเกินไปหรือเปล่า? เพราะพวกเด็กเรียนฉลาดหัวที่สอบได้ลำดับต้น ๆ ของห้องส่วนใหญ่ มันไม่ค่อยจะเล่นอะไรที่เสี่ยงต่อการโดนตบกระบาลมากนัก เซลล์สมองมันเลยอยู่รอดไปจนได้ดิบได้ดีกลายเป็นหมอ เป็นนักวิจัยหรือไปทำอาชีพอะไรที่มันดูฉลาด ๆ กัน เมื่อความสงสัยมันคาใจ เราจึงไม่สามารถปล่อยมันทิ้งเอาไว้เฉย ๆ ได้ รีบทำการค้นหากันในทันที และในที่สุดเราก็พบข้อเท็จจริงที่จะบอกเราว่า ‘จะเกิดอะไรขึ้นกันสมองของคนเราบ้าง ถ้าหากคุณโดนมือ และเท้าสาวเข้าไปให้แบบเต็ม ๆ’ วันนี้ใครก็ตามที่รู้สึกว่าทำไมโตมาแล้วรู้สึกบื้อ ๆ บ๊อง ๆ ลองนึกกันดูให้ดีว่าช่วงเวลาในวัยเด็กของคุณนั้น คุณเป็นคนที่โดนตบ โดนต่อย โดนตีที่หัวบ่อยแค่ไหน ถ้าคำตอบคือ บ๊อยบ่อยล่ะก็ ขอแนะนำให้อ่านบทความนี้สักหนึ่งที เผื่อมันอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับความบื้อในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้ A punch to the head
เชื่อว่าคุณผู้อ่านชาว UNLOCKMEN ส่วนใหญ่ น่าจะอยู่ในช่วงวัยที่มีโอกาสได้เห็นการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้รูปแบบการใช้ชีวิตของพวกเราเปลี่ยนไปมากในช่วงระยะเวลาเพียงแค่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา วิถีชีวิตแบบล้ำ ๆ ของมนุษย์ในอนาคตที่เราได้เห็นจากการ์ตูน The Jetsons หรือภาพยนตร์ดังอย่าง Back to the Future ที่เคยสร้างความว้าวให้กับพวกเราในวัยเด็ก รวมถึงการเปิด-ปิดระบบต่าง ๆ ภายในบ้านเหมือนกับ Jarvis ในภาพยนตร์เรื่อง Iron Man นั้นเกิดขึ้นจริงแล้ว ด้วยการมาของเทรนด์ IoT หรือ Internet of Things ที่ทุกสรรพสิ่งล้วนเชื่อมต่อกับ Internet ให้เราเข้าถึงข้อมูล หรือสั่งการทุกสิ่งอย่างแบบไร้สายได้แบบทันทีทันใด ทำให้การใช้ชีวิตล้ำยุคที่เคยเป็นแค่ภาพจินตนาการในสมัยก่อน ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในปัจจุบัน ที่สำคัญยังใกล้ตัวและจับต้องได้ง่ายกว่าที่คิดอีกด้วย ไม่จำเป็นต้องเป็นมหาเศรษฐี หรือเก่งเทคโนโลยี ก็สามารถเข้าถึงความสะดวกสบาย มี Smart Home ในแบบของตัวคุณเองได้ไม่ยาก บริษัทชั้นนำด้านอสังหาริมทรัพย์อย่าง ‘พฤกษา’ ก็ไม่รอช้า เริ่มนำร่องดำเนินการแล้วกับ 4 ทาวน์โฮม ได้แก่ บ้านพฤกษา / Pruksa
เรื่องความเก๋าไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งเก๋า เก่ง รวย ยิ่งไปไกลจนหยุดไม่อยู่ ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครภาพชัดเจนเกินกว่า CONOR MCGREGOR , IRISH PROFESSIONAL MIXED MARTIAL ART และ PROFESSIONAL BOXER ผู้เป็นทั้งขวัญใจของใครหลายคน และเป็นที่น่าหมั่นไส้สำหรับใครอีกหลายคน ล่าสุดชื่อของ MCGREGOR ก็เป็นข่าว HEADLINE อีกครั้ง เมื่อโดน IRISH MAFIA GANGSTER หมายหัวตามล่า โดยตั้งเงินรางวัลค่าหัวเอาไว้สูงถึง $900,000 หรือราว 30,000,000 บาท เหตุเกิดจากความเมา เมื่อ MCGREGOR ที่กำลังกรึ่มได้ที่ รู้ข่าวว่าเพื่อนสนิทโดนสมาชิกแกงค์ที่เกี่ยวข้องกับ MAFIA รุ่นใหญ่ประจำ IRISH ชื่อ KINAHAN ‘THE DAPPER DON’ CARTEL รุมกระทืบ ซึ่งไม่ใช่แกงค์ธรรมดา เพราะเป็นถึงองค์กรยาเสพติดเก่าแก่ตั้งแต่ปี 1980s และเมือง DUBLIN, IRELAND ก็ขึ้นชื่อเรื่องความรุนแรงอยู่ไม่น้อย รู้แบบนี้เลือดเลยขึ้นหน้า
ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเติบโตไปอย่างรวดเร็ว เราคงไม่จำเป็นต้องเกิดเป็นโนบิตะที่มีโดเรม่อนเป็นหุ่นยนต์ข้างกายพาเดินทางไปเยี่ยมอนาคตได้ เพราะเทคโนโลยีที่เราเคยเห็นในการ์ตูนตอนวัยเด็ก ที่เราเคยคิดว่าอยากให้มีในอนาคตเหลือเกิน มันคงสบายถ้ามันเกิดขึ้นจริง ณ ตอนนี้มันเกิดขึ้นแล้ว เราจึงไม่พลาดที่จะมาอัพเดท 5 เทคโนโลยีที่จะพาคุณก้าวสู่โลกอนาคต Crypto Currency เคยจินตนาการไหมว่า วันหนึ่งเราอาจไม่ได้จับจ่ายซื้อของด้วยเงินบาท เงินดอลลาร์ เงินยูโร อีกต่อไปแล้ว? ถึงนาทีนี้ต้องบอกว่าไม่แน่อีกต่อไป เพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วของเงินสกุลดิจิทัลหรือ Crypto Currency โดยเฉพาะ Bitcoin ที่ปีนี้ได้ชื่อว่าเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในโลกไปแล้ว ถ้าจะให้อธิบายอย่างละเอียดคงใช้เวลานาน เอาเป็นว่านักการเงินชั้นนำและธนาคารกลางหลายประเทศเริ่มตอบรับเจ้าสกุลเงินดิจิทัลนี้มากขึ้น (คนไทยเองก็ได้สร้างสกุลเงินดิจิทัลขึ้นแล้วเช่นกันในชื่อ OmiseGo) ในหลายประเทศอย่างเช่นญี่ปุ่น ก็สามารถใช้ Bitcoin ซื้อของได้แล้วจริง ๆ Crypto Currency จึงเป็นหัวใจสำคัญหากจะเกิดสังคมไร้เงินสดขึ้นจริง ๆ BlockChain ถัดจาก Crypto Currency ที่จะมาเป็นเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก ย่อมต้องพูดถึง Blockchain เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มาคู่กัน (เงินสกุลดิจิทัลซื้อขายบนแพลตฟอร์มของ blockchain) อธิบายสั้น ๆ ก็คือ Blockchain จะเชื่อมโยงฐานข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้ด้วยกันโดยแต่ละหน่วยจะมีสถานะเหมือนเป็น Mainframe Computer
โดยปกติของการทำแคมเปญการตลาดของแบรนด์ หรือการทำเพลงของศิลปินทุกคน คิดอะไรได้ต้องรีบปล่อยให้เร็ว ต้องเข้าถึงผู้คนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางแคมเปญถึงขั้นทำเรื่องฉาวให้ VIRAL เพื่อสร้างยอดขาย ให้คุ้มค่าเงินลงทุน แต่แคมเปญ CSR ของ LOUIS XIII CONGAC ชั้นนี้ ทำได้อย่างกล้าหาญจนเราอยากชวนให้ทุกคนลุกขึ้นปรบมือ เพราะมีทั้งความเท่ และยังสะกิดต่อมให้คนทั้งโลก โดยเฉพาะแฟนเพลงของ PHARRELL WILLIAMS ลุกขึ้นมาช่วยกันรักษ์โลกต่อไปอีกอย่างน้อย 100 ปี ถ้าอยากจะฟัง ‘100 YEARS’ SINGLE สุด EXCLUSIVE ที่จะปล่อยให้ฟังในปี 2117 หรืออีก 100 ปีข้างหน้า ถ้าโลกนี้ยังไม่จมน้ำไปก่อน LOUIS XIII CONGAC ได้ร่วมมือกับ PHARRELL WILLIAMS ในการแต่งเพลงสุดพิเศษชึ้นมา โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์บนเรื่องของระยะเวลา และการดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงผลกระทบที่เรากระทำต่อโลก พร้อมเสนอรางวัลล่อใจ ถ้าทุกคนช่วยกันประคองโลกให้มีอายุอยู่รอดไปอีก 100 ปี ด้วยการให้ PARRELL WILLIMAS อัดเพลงใหม่ล่าสุดที่ไม่มีใครที่ไหนเคยฟังมาก่อน RECORD
คุณต้องไม่เชื่อแน่ ๆ หากวันหนึ่งเดินเข้าไปในห้องน้ำแล้วเจอกระดาษทิชชู่ยี่ห้อ NIKE หรือวันดีคืนดีจะมีที่ตรวจครรภ์ยี่ห้อ PUMA เนื่องจากทุกวันนี้ SPORTWEARS ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันอย่างแยกกันไม่ออก HYPERMARKT เว็ปไซต์ออนไลน์ของเยอรมันได้เกิดไอเดีย อยากสร้าง viral ด้วยการนำสินค้าของใช้ภายในบ้านอย่าง ถุงพลาสติก ผงซักฟอก ครีมอาบน้ำ กระดาษชำระ แปรงสีฟัน หรือแม้กระทั่ง ถุงยางอนามัย มาติดโลโก้แบรนด์กีฬาที่เราคุ้นตา อาทิ adidas , New Balance , Puma , Nike ซึ่งสินค้าแต่ละประเภทก็จะอธิบายสรรพคุณไว้อย่างระเอียดหยิบอาทิ Nike Performax Condom ถุงยางอนามัยที่สวมใส่ง่ายเป็นพิเศษ พร้อม Benzocine gel 5% เพื่อทำให้อวัยะเพศชายรู้สึกชา เสริมพลังอึด ใช้ในการควบคุมการหลั่งเร็ว ใส่จัดเต็มเสริมสมรรถนะได้มากขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ต้องตกใจไป หากคุณเข้าไปที่เว็ปไซต์ Hypermarkt.com สินค้าทุกชิ้นจะขึ้น sold out ทั้งหมด เพราะมันยังอยู่ในช่วงทดลองอยู่ และทาง Hypermarkt กำลังติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์จากทางแบรนด์ต้นสังกัด
เชื่อว่าหลายคนฝันที่จะมีโอกาสออกไปสัมผัสความเวิ้งว้างอันไกลโพ้นที่นอกอวกาศสักครั้งในชีวิต เพราะอยากรู้ว่ามันจะมีความรู้สึกอย่างไร แต่ถึงอย่างไรก็ตามห้วงอวกาศนั้นมันไม่ได้เดินทางกันไปได้ง่าย ๆ เหมือนกับไปเซเว่น และนอกจากนั้นแล้ว สถานที่นอกโลกอย่างอวกาศยังเป็นอะไรที่กว้างใหญ่ และเต็มไปด้วยสิ่งเร้นลับเกิดกว่ามนุษย์อย่างเราจะคาดเดาได้ จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับมัน ได้เพียงแต่นั่งดูรายการสารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราว และความรู้ต่าง ๆ ผ่านทางทีวีเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีมนุษย์คนใดเคยขึ้นไปบนอวกาศมาก่อน เพราะอย่างน้อย ๆ ก็มีนักบินอวกาศจากหลายประเทศที่เคยขึ้นไป และกลับลงมาได้สำเร็จ อีกทั้งยังมาเล่าถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้พบเจอมาเพื่อเป็นประโยชน์ และความรู้ใหม่ให้กับมวลมนุษย์ชาติอีกด้วย แต่ในตอนนี้ หลายคนที่ฝันอยากจะมีโอกาสได้สัมผัสกับ อวกาศ แต่ไม่สามารถจะบินทะลุนอกโลกไปได้อย่างพวกเราส่วนใหญ่นั้น ฝันของท่านกำลังจะเป็นจริง เมื่อล่าสุดได้มีผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาในรูปแบบของเทียนหอมที่สามารถสร้างบรรยากาศ และถ่ายทอดความเป็นอวกาศให้กับคุณแม้อยู่ที่บ้าน ด้วยการส้างกลิ่น ที่ทางผู้ผลิตบอกว่า เป็นกลิ่นของอวกาศ ให้เราได้สูดดมดื่มด่ำบรรยากาศกันง่าย ๆ บนโลก เทียนกลิ่นอวกาศที่ว่านี้ ไม่ได้นั่งเทียนมโนกลิ่มขึ้นมาแต่อย่างใด แต่พวกเขาได้นำกลิ่นอวกาศมาจากตัวของนักบินอวกาศที่เพิ่งกลับลงมาสู่โลก หลังจากที่ออกไปปฎิบัติภารกิจที่ดินแดนอันไกลโพ้นมา ซึ่งพอหลังจากที่นักบินกลับลงมาถึงโลก และถอดหมวกออก ทุกคนต่างรู้สึกได้ถึงกลิ่นที่แตกต่างออกไป และไม่เคยได้กลิ่นแบบนี้บนโลกมาก่อน พวกเขาจึงได้เอากลิ่นนี้ มาวิเคราะห์แล้วสร้างมันขึ้นมาให้ได้ใกล้เคียงที่สุด และเรียกมันว่า เทียนกลิ่นอวกาศ โดยกลิ่นอวกาศที่อยู่ในเทียนนี้ นอกจากจะให้ความหอมแล้ว มันยังเป็นกลิ่นที่แปลกใหม่ ผ่อนคลาย และทำให้มีสมาธิได้ชนิดอย่างน่าอัศจรรย์อีกด้วย หากใครที่สนอยากได้เทียนหอมไว้จุดที่บ้าน เราขอแนะนำให้คุณลองหา “เทียนหอมอวกาศ”
ปัญหาวัยรุ่นอันธพาล กลั่นแกล้ง หรือที่เรียกว่า BULLY PROBLEM เป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะการกลั่นแกล้งเป็นสาเหตุให้เกิดการฆ่าตัวตายตามมา รวมถึงปัญหาทางสภาพจิตใจ โดยเฉพาะในอเมริกา ซึ่งความรุนแรงนั้นสามารถดูได้จากซีรีย์ 13 REASONS WHY ที่โด่งดังเพราะไปสะกิดโดนใจวัยรุ่น และสะท้อนปัญหา ผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี เมื่อมันเป็นเรื่องใหญ่ระดับนี้ พ่อแม่บางบ้านจึงยอมไม่ได้เมื่อรู้ว่าลูกชายของตัวเองเป็นพวกขี้แกล้ง ต้องลงมือแก้ไขทันที ซึ่งการพูดสั่งสอนอาจจะไม่พอทำให้วัยรุ่นเลือดร้อนเหล่านี้เปลี่ยนใจ การตัดไฟแต่ต้นลมที่ดีที่สุด จึงต้องให้เด็ก BULLY โดนความรุนแรงเข้ากับตัวเองแบบไม่มีทางตอบโต้บ้าง และคลิปวีดีโอนี้ก็คือความเฉียบขาดที่น่าเอามาใช้กับเด็กแวนซ์ ช่างกล อันธพาลบ้านเราเหลือเกิน พ่อของเด็ก BULLY คนนี้ต้องการจะสั่งสอนลูกชายให้รู้สำนึก โดยการจับไปขึ้นเวทีมวย ต่อยกับ PRO BOXER ให้รู้ถึงอารมณ์ที่โดนทำร้ายแต่ตอบโต้ไม่ได้ว่ามันรู้สึกอย่างไร แน่นอนว่าเด็กขี้แกล้งเจอของจริงเข้าไป ไม่มีทางรับมือได้อยู่แล้ว โดนไล่ถลุงอยู่ฝ่ายเดียวจนเลือดกลบปากอย่างที่เห็น น่าเสียดายที่เราไม่รู้ว่าหลังจากการสั่งสอนครั้งนี้ เด็กคนนี้จะรู้สำนึก เลิกแกล้งคนที่อ่อนแอกว่าหรือยัง แต่ดูยังไงก็น่าจะจดจำบทเรียนนี้ไปอีกนานแน่นอน
อะไรที่เป็นเทคโนโลยี มักจะมาพร้อมจุดอ่อนช่องโหว่ที่ถูกเจาะระบบได้ง่าย ๆ และในกรณีนี้ถือว่าใกล้ตัวมากจนเราต้องรีบนำมาเตือนภัยชาว UNLOCKMEN กันเลยทีเดียว เพราะทีมนักวิจัยชาวจีนพิสูจน์ให้เราดูกับตาแล้วว่า รถยนต์ราคาแพงของเรามีโอกาสถูกโจรขโมยไปได้ง่าย ๆ ด้วยการ hack สัญญาณกุญแจรีโมท โดยเฉพาะรถที่มีระบบ Keyless Entry ผลงานน่าตกใจชิ้นนี้เป็นของทีมนักวิจัยชาวจีนที่เรียกตัวเองว่า Unicorn Team ประกอบด้วย Yingtao Zeng, Qung Yang, และ Jun Li ใช้หลักการทำงานของระบบ Smart Entry ที่กุญแจจะส่งสัญญาณไปหารถยนต์เพื่อปลดล็อก และผู้ขับขี่ไม่ต้องหยิบกุญแจออกจากกระเป๋าหรือกดปุ่มแต่อย่างใด โดยมีเงื่อนไขว่าระยะของกุญแจกับรถต้องใกล้กันค่อนข้างมาก มันจึงมีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า Proximity Key วิธีที่ Unicorn Team ใช้ คือการหลอกรถยนต์ว่ากุญแจอยู่ในระยะที่ปลดล็อกได้ ด้วยอุปกรณ์รับส่งสัญญาณราคาแค่ 600 บาท ประกอบด้วยตัวส่งและรับสัญญาณ ทีมงานคนแรกจะเข้าใกล้เจ้าของรถ เพื่อใช้อุปกรณ์ส่งสัญญาณกุญแจที่อยู่กับเจ้าของรถ ไปที่ทีมงานอีกคนที่อยู่ใกล้รถเป้าหมาย โดยมีระยะหวังผลไกลถึง 300 เมตร และใช้ตัวรับสัญญาณแทนกุญแจตัวจริง เท่านี้รถยนต์ก็เปิดประตูต้อนรับ พร้อมให้โจรขับออกไปได้ทันทีอย่างสง่าผ่าเผยราวกับเป็นเจ้าของรถ หลายคนอาจจะมีคำถามว่า


