Snowpiercer เป็นชื่อขบวนรถไฟที่มีจำนวนโบกี้ 1,001 ตู้ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับมือกับยุคน้ำแข็งใหม่ของโลก ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดของโครงการแก้ปัญหาโลกร้อน การปล่อยสารเคมีชื่อ CW-7 สู่ชั้นบรรยากาศของโลก กลับทำให้โลกกลายเป็นหนาวเย็นอุณหภูมิติดลบ 80 องศา อารมณ์คล้ายเรือโนอาห์ในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ก่อนที่พระเจ้าได้ลงโทษมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำท่วมโลก แต่ก็ได้สร้างเรือโนอาห์ไว้เพื่อส่งต่อการดำรงค์เผ่าพันธุ์ของเหล่าสรรพสัตว์ ความแตกต่างกันอยู่ที่การคัดเลือกผู้รอดชีวิตที่จะได้สิทธิ์ขึ้นมาเป็นผู้โดยสารของขบวนรถไฟ Snowpiercer นั้นจะต้องใช้เงินซื้อตั๋วเพื่อทำให้เขาและครอบครัวกลายเป็นมนุษย์กลุ่มสุดท้ายบนรถไฟที่วิ่งวนรอบโลกอย่างไม่มีวันหยุด เมื่อกฎเกณฑ์ในการคัดเลือกขึ้นอยู่กับจำนวนทรัพย์สิน ผู้คนที่จะสามารถขึ้นรถไฟขบวนนี้ จึงเป็นชนชั้นนำที่มีทรัพย์สินมากพอที่จะมาเป็นผู้โดยสารรถด่วนขบวนนี้ เมื่อข่าวกระจายออกไป ก่อนขบวนรถไฟจะออกจากชานชาลาก็เกิดการจลาจลขึ้น เหล่าคนผู้คนรวมกลุ่มกันพยายามจะขึ้นรถไฟขบวนนี้เพื่อเอาชีวิตรอดบางกลุ่มสามารถขึ้นรถไฟมาได้แต่ก็ต้องถูกจำกัดพื้นที่ และคุณภาพชีวิตแบ่งเป็นชนชั้นต่าง ๆ ตู้โดยสารชั้น 1 ชั้น 2 … ชั้น 3 และกลุ่มคนที่ไม่มีตั๋วขึ้นรถไฟเรียกว่าพวกท้ายขบวน เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อระบบของรถไฟถูกแบ่งแยกเป็นชนชั้นต่าง ๆ คุณภาพชีวิต และสิทธิ์ที่จะได้รับของแต่ละชนชั้นจึงไม่เท่าเทียมกัน ทำให้พวกกลุ่มท้ายขบวนมีความคิดลุกฮือเพื่อก่อการกบฎและยึดครองส่วนหัวรถจักร นำไปสู่เรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิ์ความเป็นคนและตั้งคำถามกับระบบในรถไฟขบวนนี้ เมื่อมนุษย์ต้องเผชิญกับวิกฤตกาลครั้งใหญ่ คนที่มีทรัพยากรมากพอย่อมมีโอกาสเอาชีวิตรอดมากกว่าคนที่ไม่พร้อม ทุกคนพร้อมจะดิ้นรนเพื่อให้เราและครอบครัวได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถรับมือกับวิกฤตได้ดีขึ้น แม้ว่าจะยากลำบากสักเพียงไหน หรือต้องแลกมาด้วยชีวิตก็ตาม พล็อตที่ว่ามานี้มากจากผลงาน Graphic Novel เรื่อง Le Transperceneige (1982) นิยายภาพสัญชาติฝรั่งเศสของ
ในวันที่กระแสส่วนใหญ่บนโลกใบนี้เชื่อว่ายิ่ง “หนัก” อาจหมายถึงยิ่งดี คนทำงานหนักกว่าได้รับการยกย่องมากกว่า คนแบกรับภาระมากกว่าหมายถึงรับผิดชอบมากกว่า “ความเบา” กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนหลงลืมกันไป ในวันที่โลกทั้งใบเชื่อในสิ่งหนัก ๆ แต่ใครบางคนอาจเชื่อในความบางเบา คล่องตัว ยืดหยุ่นและพร้อมรับความหลากหลาย แต่ก็ยังมีไลฟ์สไตล์ที่เต็มไปด้วยคุณภาพทุกอณู “ฟ้า-ษริกา สารทศิลป์ศุภา” ยูทูเบอร์สาวก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอเคยลองเป็นนักร้อง รับงานนักแสดง มีธุรกิจเป็นของตัวเอง รวมถึงไลฟ์สไตล์และความสนใจที่หลากหลายจนเราอดสงสัยไม่ได้ว่า “ทำทั้งหมดได้อย่างไร?” ความเบา ความคล่องตัวอยู่ตรงไหนในชีวิตที่ทั้งประสบความสำเร็จและมีความสุขนี้? เบากว่า ตรงเป้ากว่า: เพราะชีวิตไม่จำเป็นต้องหนัก แค่ต้องปล่อยสิ่งที่ไม่จำเป็น โลกตอนนี้อาจบีบบังคับให้เราต้องทำหลาย ๆ สิ่งพร้อมกัน และต้องทำอย่างหนักเพื่อให้ทุกสิ่งออกมาดีที่สุดด้วย ตอนแรกฟ้าเองก็เชื่อแบบนั้น แต่คำถามก็คือ “ชีวิตคนเราต้องหนักขนาดนั้นไหม?” นั่นเองคือจุดเริ่มต้นที่ฟ้าเริ่มมองว่า ความเบาอาจเติมเติมเต็มเธอได้มากกว่า จนเธอตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อทำสิ่งที่เธอรัก “ช่วงมัธยมฟ้าเริ่มเป็นศิลปินฝึกหัด เริ่มมีงานถ่ายแบบเป็นงานในวงการเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรายังทำได้ในช่วงนั้น แต่พอใกล้เข้ามหาวิทยาลัย มันเริ่มหนักจริง เราอยากทำธุรกิจของตัวเอง อยากทำอะไรใหม่ ๆ และเป็นช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัยด้วย เลยเหนื่อยและหนักเป็นพิเศษ” “ช่วงที่หนักที่สุดคือตอนเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เราเริ่มเรียนรู้ระบบมหาวิทยาลัยว่ามีสอบ มีส่งงาน ตอนนั้นเราเป็นนักร้องอยู่ด้วย
หนุ่ม ๆ หลายคนโดยเฉพาะสาวกชาวกล้องฟิล์มคงคุ้นเคยกันดีกับกล้องฟิล์มแบบใช้ครั้งเดียว (Single Use Camera) หรือที่เรียกติดปากว่า กล้องใช้แล้วทิ้ง มีจุดเด่นคือลูกเล่นในการถ่ายภาพ และโทนภาพที่ให้อารมณ์หลายหลาก แต่ผู้ชายคนไหนที่ที่ชอบภาพโทนขาว-ดำ I’M Fine DAWN Black & White Edition ตัวนี้ อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหาอยู่ก็ได้ I’M Fine DAWN Black & White Edition เป็นกล้องฟิล์มใช้ครั้งเดียว ตัวล่าสุดจาก NINM Lab บริษัทดีไซน์ที่หลงใหลการออกแบบผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ถ่ายภาพที่ครั้งนี้เลือกทำเป็นรุ่นขาว-ดำออกมาเอาใจคนที่ชอบภาพโทนสีเทาที่ให้อารมณ์จากกล้องฟิล์มยุค 60’s -70’s กล้องตัวนี้ได้แรงบันดาลใจการสร้างมาจากตอนเช้าและความมืดหลังพระอาทิตย์ตกดิน ตัวกล้องเลยถูกดีไซน์ออกในสีดำล้วนบนพื้นผิวเรียบและด้านผสมกัน และมีเพียงปุ่มชัตเตอร์ที่ใช้เป็นสีเทา ทำให้ออกมาเรียบง่ายแต่หยิบออกมาถ่ายภาพเวลาไหนก็เท่ทุกครั้งแน่นอน I’M Fine DAWN Black & White Edition เป็นกล้องฟิล์มใช้ครั้งเดียวทำงานด้วยระบบ Preloaded โดยชนิดของฟิล์มที่ใช้เป็น Fomapan Action black and white Negative ISO
เชื่อว่าหนุ่ม ๆ หลายคนคงคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตในวันร้อน ๆ ของอากาศบ้านเรา ที่แม้จะหยิบเสื้อยืดและกางเกงขาสั้นมาใส่แต่ก็ยังรู้สึกอบอ้าวอยู่ดี นั่นเพราะไม่ใช่แค่การเลือกเสื้อผ้าผิดประเภทที่ทำให้เรารู้สึกร้อนกว่าปกติ เพราะไอเทมสำคัญอย่างรองเท้าก็มีส่วนกับเรื่องนี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัสดุที่ระบายอากาศไม่ดี หรือดีไซน์ที่ไม่ตอบโจทย์การสวมใส่ที่สะดวกสบาย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ชายที่อยากมีรองเท้าเท่ ๆ ใส่แล้วเย็นสบาย เหมาะจะใช้งานในวันอากาศร้อน STYLE GUIDE วันนี้เรามาแนะนำรองเท้า 5 สไตล์ที่ครอบคลุมตั้งแต่การใส่เดินในบริเวณบ้าน ไปจนถึงออกงานคู่กับชุดทางการ แต่ละคู่จะเหมาะสมด้วยเหตุผลอะไร มาทำความรู้จักไปพร้อมกันได้เลย เริ่มต้นกับรองเท้าที่หนุ่ม ๆ ทุกคนต้องพึ่งพาอย่างรองเท้าแตะ (Sandals) ผู้ชายอย่างเราใช้งานรองเท้าชนิดนี้ตั้งแต่อยู่ในบ้าน ไปซื้อของ รวมถึงใช้ในการแต่งตัวแบบลำลอง เช่นเสื้อยืดกับกางเกงขาสั้น แต่สำหรับคนที่ไม่ต้องการให้ลุคสวมรองเท้าแตะของตัวเองดูธรรมดาจนเกินไป Leather Scandals คือรองเท้าอีกชนิดที่เราอยากแนะนำ Leather Scandals หรือรองเท้าแตะหนัง คือรองเท้าแตะที่เราแนะนำว่าควรลงทุนกับมัน จุดเด่นของมันคือการใช้งานที่หลากหลาย ให้ลุค Smart Casual เมื่อจับคู่กับ Resortwear ชิ้นอื่นไม่ว่าจะเป็น เสื้อโปโล กางเกงชิโน่ขาสั้น รวมถึงเข้ากันได้ดีกับทั้งเสื้อยืดโทนเพลนและเสื้อที่มีสีสันลวดลายได้อย่างลงตัว อย่างไรก็ตามอาจต้องระวังการสวมใส่ในวันที่มีฝนตก และหลีกเลี่ยงการโดนน้ำ เพื่อรักษาหนังไม่ให้เสื่อมสภาพเร็วเกินไป รองเท้าคู่ต่อมาที่อยากแนะนำคือ Knitted Trainers
หนุ่ม ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพร่างกาย แต่ละคนคงมีรูปแบบการออกกำลังที่ชื่นชอบแตกต่างกันไป หลายคนเลือกวิ่งตามพื้นที่สาธารณะเป็นประจำ ส่วนคนที่ให้ความสำคัญกับกล้ามเนื้อก็มักจะเลือกเข้ายิม อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ชายที่มีเวลาน้อยดูแลตัวเองน้อย เพราะต้องแบ่งเวลาให้กับทั้งงาน ครอบครัว รวมไปจนถึงความสัมพันธ์รอบตัว วันนี้เราอยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักการออกกำลังที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่เรียกว่า ทาบาตะ (Tabata) ทาบาตะ คือรูปแบบการออกกำลังที่คิดค้นโดย Izumi Tabata ศาสตราจารย์ด้านการออกกำลังจาก The National institute of Fitness and Sport Tokyo ในปี 1993 เรียกว่าเป็นศาสตร์การออกกำลังที่มีมานานและยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงวันนี้ โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีเวลาจำกัด แต่ต้องการการออกกำลังมีที่ประสิทธิภาพ ทาบาตะมีลักษณะคล้ายกันกับการออกกำลังแบบ High-Intensity interval Training หรือ HIIT แต่มีตารางเวลาการฝึกเฉพาะตัวคือ “เป็นการออกกำลังแบบเต็มที่เป็นเวลา 20 วินาทีเต็ม และพักระหว่างยกเป็นเวลา 10 วินาที ฝึกทั้งหมด 8 เซต โดย 1 ท่าออกกำลังใช้เวลาฝึกเพียง 4 นาที” แถมยังสามารถปรับการฝึกกับท่าบอดี้เวทและท่าออกกำลังต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย
“คุณค่าของกล้อง Toy มันอยู่ที่เอกลักษณ์ในแต่ละตัว คือต้องบอกก่อนว่ามูลค่าของมันไม่ได้เยอะ แต่มันมีระยะเวลาการเดินทางของมัน เหมือนกับคนเราที่คุณค่าอยู่ภายใต้จิตใจ ตัวตน หรือบุคลิกส่วนตัว” เมื่อเอ่ยถึงของสะสมหลายคนอาจนึกไปถึงของที่มีมูลค่าทั้งทางจิตใจ และตัวเงิน แต่กล้อง Toy ที่ ‘มินโซ-จุฬารัตน์’ ช่างภาพสาวผู้รับตำแหน่ง The Collector ประจำเดือนนี้ของเราสะสม แม้จะไม่ได้มีมูลค่ามากมายนักในแง่ของราคา แต่เรื่องราว และเอกลักษณ์ รวมถึงความสามารถในการถ่ายภาพที่แตกต่างของกล้องแต่ละตัวคือเสน่ห์ที่ทำเธอหลงรักกล้อง Toy จนหมดหัวใจ และในวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับของสะสมสุดรัก รวมถึงเรื่องราวชีวิตเธอที่ไม่ได้ง่ายดาย สดใส น่ารักเหมือนกล้อง Toy ที่เธอสะสม แต่บอกเลยว่าทั้งสองประเด็นนี้ของเธอมันต่างก็น่าสนใจไม่แพ้กันเลย ถ่ายรูปก็ได้ แต่งหน้าก็ดี หัวข้อนี้น่าจะเป็นคำจำกัดความถึงสิ่งที่ ‘มินโซ-จุฬารัตน์’ ทำอยู่ ณ ปัจจุบัน กับอาชีพช่างภาพแฟชั่นอิสระ ที่ในวงการต่างขนานนามว่าเป็นช่างภาพสายละมุนซึ่งเน้นงานผิว ที่สวยและเด่นชัด บวกกับ Composition ที่แปลก ๆ ผสานกับ Beauty ไปในตัว “คือถึงแม้เราจะถ่ายแบรนด์เสื้อผ้าหรือถ่ายอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่หลายคนเห็นแล้วดูว่าเป็นงานเราก็คืองานผิว เห็นผิวที่สวยแบบชัด ละก็ดูสวย และละมุน มันก็เลยเป็นคำนิยามเราว่าเป็นช่างภาพสายละมุน มันเหมือนดูรูปแล้วดูละมุนนี” มินโซเล่าถึงความแตกต่างในงานของเธอให้เราฟังอย่างอารมณ์ดี
เดือนมิถุนายนนี้ถือได้ว่าเข้าสู่หน้าฝนกันแบบเต็มตัวแล้ว หลาย ๆ คนคงไม่อยากเดินทางไปไหน แม้ว่าจะออกไปรับประทานอาหารตามร้านอาหารหรือภัตตาคารก็ตาม UNLOCKMEN และ เครือเฮอริเทจ ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ มีเมนูแนะนำที่ทำได้ง่าย ๆ และเหมาะกับทุกคนในครอบครัว อย่างเมนู “ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์” ที่ถือเป็นเมนูยอดฮิตที่หลาย ๆ บ้านคุ้นเคยกันดี และยังนับว่าเป็นเมนูที่ถูกปากทั้งคนไทยและคนต่างชาติอีกด้วย เมนู “ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์” เหมือนจะดูยุ่งยาก แต่ความจริงแล้วไม่ยากอย่างที่คิด เมนูนี้เป็นอาหารจานเดียวที่ใช้เวลาในการทำไม่นาน เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมอย่างมากในร้านอาหารและภัตตาคารหรู เหมาะทานคู่กับข้าวสวยร้อน ๆ หรือข้าวต้ม หากจะให้เมนูนี้อร่อยได้อาจจะต้องทราบเคล็ดลับ ซึ่งก็จะสามารถทำให้เมนูนี้อร่อยเหมือนมีเชฟจากภัตตาคารมาเสิร์ฟเลยทีเดียว เคล็ดลับที่ว่ามีอยู่ 2 อย่าง 1. การเลือกเนื้อไก่ ให้เลือกใช้อกไก่แบบไม่มีหนัง เพราะเนื่องจากเมนูไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์นี้มีความมันอยู่แล้ว จึงไม่ควรเลือกเนื้อไก่แบบมีหนังมาใช้ เพราะจะทำให้ไปเพิ่มความมันให้กับเมนูนี้เข้าไปจนไม่น่ารับประทาน 2. คือการเลือกใช้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ต้องสดใหม่ และไม่มีกลิ่นหืน เมนูนี้เราเลือกใช้ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ออร์แกนิคของแบรนด์เฮอริเทจ ที่ผ่านการรับรองในระดับมาตรฐานสากลและได้รับสิทธิใช้ตรา USDA ว่าเป็นสินค้าออร์แกนิคอย่างแท้จริง ไม่มีการเกี่ยวข้องกับสารเคมีหรือกรรมวิธีที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติ จึงทำให้เชื่อได้ว่าจะได้ประโยชน์จากเม็ดมะม่วงหิมพานต์อย่างครบครัน อย่างการเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย การช่วยลดการดูดซึมไขมัน แถมยังให้เส้นใยอาหารสูง เป็นต้น ลองมาดูว่าเมนู
ในชีวิตที่มีเรื่องชวนให้ความเครียดก่อตัวในหัวสมองเกิดขึ้นรอบตัว ทุกวัน ตลอดเวลา งานที่แสนจะเครียด จะพักผ่อนเปิด Internet ก็เจอแต่เรื่องดราม่า หันไปหาเพื่อนร่วมงานก็เจอคนลบ ๆ ที่มองทุกอย่างในแง่ลบไปหมด อันที่จริงทุกข้อที่เกริ่นมาไม่ใช่แค่เรื่องสมมตินะครับ ชีวิตเรามันเจอเรื่องทั้งหมดนี้ได้ครบในหนึ่งวันจริง ๆ และถ้าเราขาดสติไป สิ่งเหล่านี้ก็พร้อมจะดึงเราให้จมดิ่งไปกับความซึมเศร้าที่ทำให้เรากลายเป็นคนคิดลบได้โดยไม่รู้ตัว สิ่งที่เราต้องทำในยุคที่ความลบอยู่รอบตัว คือการตั้งสติ มีสมาธิกับความคิดของตัวเองให้มาก อย่าปล่อยให้ความคิดลบ ๆ รอบตัวเอาชนะจิตใจเราได้ ไม่พูดพร่ำทำเพลงให้มากไปกว่านี้ อย่างที่โบราณว่าไว้ไม่มีผิด ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว เรามีวิธีปรับเปลี่ยนความคิดให้มี Positive Mindset เพื่อเอ็นจอยพลังความคิดบวก ทิ้งความทุกข์ใจขั้วลบไว้ที่เดิม อย่าเอามันมาซ้ำเติมสมองเรากันอีกเลย Mindset คือกระบวนการทางความคิด ทัศนคติ มุมมองที่มีต่อสิ่งรอบตัวและโลกใบนี้ ซึ่งมันจะมีผลมากกับอารมณ์และพฤติกรรมของเรา ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม คนที่มี Negative Mindset คือคนที่มีทัศนคติในแง่ลบ คนแบบนี้เจอความท้าทายหรืออะไรที่ยากกว่าปกติ จะคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ หาข้ออ้างต่าง ๆ เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้น แต่คนที่มี Positive Mindset คือคนที่ทัศนคติบวก เมื่อเจอความท้าทาย จะหาวิธีจัดการกับมันให้ได้ และมองว่ามันจะช่วยพัฒนาความสามารถขึ้นไปอีก แล้วเราจะเริ่มปรับ Mindset
เราไม่ได้เกิดมาเพื่อสวมวิญญาณของ John Wick หรือรับบทบาทจอมยุทธในหนังจีนกำลังภายในไปเสียทุกคน ดังนั้นเมื่อเราถูกทำร้าย ไม่ว่าจะมาในรูปของการโดนดูถูก โดนเหยียดหยาม หรือแม้แต่โดนแฟนเททิ้งแบบเจ็บแสบ หลายครั้งที่การโดนทำร้ายนั้นไม่ได้ทำให้แค่รู้สึกเศร้า ปวดเจ็บ แต่มันปนมากับความโกรธสุมทรวง อยากเอาคืนให้สาสม! แต่จะให้ลุยดะแบบพระเอกหนังที่ดูก็ใช่ว่าจะจบสวยเสมอไป แถมราคาที่ต้องแลกกับการเอาคืนในรูปแบบระเบิด ภูเขา เผากระท่อมก็สูงลิบ แล้วเราพอจะเอาคืนในทางไหนได้บ้าง? เพื่อให้ความเจ็บบรรเทา ความเศร้าจางลง และความโกรธลดระดับลงได้? แม้การบอกให้ลืม ๆ ไปเถอะดูจะง่ายที่สุด แต่การปล่อยวางมักเป็นเรื่องง่ายเสมอเมื่อเราไม่ได้เจอกับตัวเอง จริง ๆ แล้ว “การล้างแค้น” ไม่ใช่แค่เรื่องเอาคืนให้สะใจเท่านั้น ทว่างานวิจัย Combating the sting of rejection with the pleasure of revenge: A new look at how emotion shapes aggression ระบุว่าเมื่อเราถูกทำให้ขุ่นเคือง โกรธขึ้ง หรือเจ็บปวด กระบวนการล้างแค้นเอาคืนมีผลอย่างมากที่เยียวยาเราจากอารมณ์เหล่านั้นเพื่อให้กลับมาสู่สภาวะปกติ ดังนั้นแทนที่เราจะเอาแต่บอกว่าให้ลืม ๆ มันไปเถอะ


