การเสียชีวิตของจอร์จ ฟลอยด์ ได้สร้างความตื่นตัวให้ผู้คนให้มองเห็นความสำคัญในการต่อต้านการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติให้เกิดขึ้นทั่วโลก การประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมครั้งนี้ก็กำลังขยายวงกว้างไปทั่วสหรัฐอเมริกาอย่างไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ ขณะเดียวผู้คนที่ออกมาประท้วงจำนวนมาก ไม่ได้มาเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับจอร์จ ฟลอยด์เพียงคนเดียวเท่านั้น แต่มันคือการต่อสู้เรียกร้องความเท่าเทียมให้กับมนุษย์ทุกคน เพราะพวกเขาเบื่อเต็มทีกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผู้มีอำนาจและเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณีล่าสุดคือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตกมานาน ปัญหาเหล่านี้เคยถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงเสียดสีสังคมจากศิลปินหลากแนวจากหลายยุคสมัย ซึ่งปัจจุบันกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง แต่บทเพลงไหนจะถูกเปิดฟังมากที่สุดในช่วงการประท้วงครั้งนี้ มาฟังเหตุผลและทำความรู้จักแต่ละบทเพลงไปพร้อมกันได้เลย ‘Alright’: Kendrick Lamar เริ่มต้นกับ Alright ผลงานเพลงจากสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ‘To Pimp a Butterfly’ ของศิลปิน Kendrick Lamar หนึ่งในบทเพลงที่เหล่าคนดำยกให้เป็นเพลงที่ย้ำเตือนถึงการเติบโตอันแสนเจ็บปวด ขณะเดียวกันก็ให้กำลังใจผู้ฟังให้เอาตัวรอดจากชีวิตบัดซบได้อย่างมีพลัง Alright ยังมีเนื้อหาที่สะท้อนถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นล่าสุดอย่าง “Nigga, and we hate po-po Wanna Kill us dead on the street fo sho” ซึ่งไรม์ที่เจ็บแสบแต่กระแทกใจนี่เองที่ทำให้ Alright กลับมาติดอันดับ 26 ในชาร์ตเพลงจากคนฟังทั่วโลกของ Spotify ในช่วงการประท้วงครั้งนี้ ‘This
Ricoh GR ถือเป็นกล้อง Compact ที่มีเอกลักษณ์ความ Indy เฉพาะตัว เป็นกล้องที่แฟนคลับอาจารย์ Daido Moriyama ใช้ตามเพราะชอบในอารมณ์โทนภาพตั้งแต่สมัยกล้องฟิลม์ GR1 ปี 1996 ซึ่งใครได้สัมผัสก็ติดใจจนยากจะย้ายค่าย และการเปิดตัว Ricoh GR III compact camera ไปเมื่อปีที่แล้วหลังจากปล่อยให้คนรอมานานร่วมสามปี ก็มีเสียงตอบรับที่ดีพอสมควร สามารถดึงดูดลูกค้าใหม่ ๆ ให้หันมาลองใช้ Ricoh ได้มากขึ้น กระแสดี ต้องตีเหล็กตอนร้อน ล่าสุด Ricoh พึ่งจะเปิดตัว Ricoh GR III Street Edition กล้องรุ่นพิเศษที่ไม่ใช่แค่เปลี่ยนสีให้สวยงาม แต่มันยังมาพร้อมชุด Kit ที่เข้าชุดแบบจบ ๆ เช่น Viewfinder และสายหนัง น่าจะดึงดูดคนที่กำลังมองหา Compact Camera ประสิทธิภาพดีและพกพาง่ายเพิ่มได้อีกสักตัวแน่นอน Ricoh GR III Street Edition
วันนี้แบรนด์ Luxury ไหนยังไม่ย้ายตัวเองเข้ามาอยู่ใน Subculture นอกสายแฟชั่น อาจจะถูกนับว่าเป็นแบรนด์ที่ห่างไกลไลฟ์สไตล์คนมากเกินไป ล่าสุดเป็นการ Collaboration สุดปังของ Christian Dior และ Vespa สองแบรนด์ที่เกิดพร้อมกันในปี 1946 จึงมีอายุ 74 ปีเท่ากัน เรียกว่าชื่อชั้นความเก๋าขลังอยู่ในขั้นตบไหล่กันได้สบาย ๆ Vespa ได้นำเอาโมเดลยอดฮิต 946 ซึ่งเป็นโมเดลกลางเก่ากลางใหม่ เพราะพึ่งจะถือกำเนิดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2013 แต่ด้วยดีไซน์แบบ retro-futurist ที่ผสมผสานทั้งความคลาสสิคของ Vespa ยุคเก่า ให้เข้ากับความทันสมัยของเทคโนโลยี และปรับโฉมให้คล่องตัวขึ้นกว่าเดิม มันจึงผ่านการ Collab ทำรุ่นพิเศษมาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น Emporio Armani edition สีดำด้านสุดเท่ หรือ RED edition สีแดงสดเพื่อการกุศล ก็ล้วนประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีทั้งนั้น ล่าสุดเป็นการสร้างสรรค์ดีไซน์พิเศษที่เน้นจับกลุ่มหญิงสาวมีสไตล์และชอบใช้ของหรูหราโดยเฉพาะ ผลงานของ Maria Grazia Chiuri, Dior’s director โดยเลือกใช้โทนสีครีมรอบคัน เพิ่มความหรูด้วยลายเส้นสีทองตามจุดต่าง
พลิกโฉมนาฬิกาคอลเลคชั่นจาก MIDO ถือเป็นครั้งแรกสำหรับแบรนด์นาฬิกาดังจากสวิตเซอร์แลนด์ กับการสร้างสรรค์นาฬิกาจักรกลรุ่นใหม่อย่าง Commander Gradient ที่มาพร้อมกับหน้าปัดเล่นแสงเงา และสีเทาควันบุหรี่ที่ไล่เฉดสีไปจนถึงเห็นความโปร่งใสสามารถมองทะลุได้ จนเห็นชุดเฟืองของกลไกสุดยอดเยี่ยมอย่าง Caliber 80 ที่อยู่ใต้หน้าปัดจากทั้งด้านหน้าและด้านหลังของตัวนาฬิกา ความเที่ยงตรงและการออกแบบที่มีความโดดเด่นของ Commander Gradient ทำให้เห็นถึงความแตกต่างที่ลงตัวในการดีไซน์ และชุดเข็มสีส้มที่เป็นโทนสีเอกลักษณ์ของ MIDO แนวคิดสถาปัตยกรรมที่อยู่เบื้องหลังสไตล์อันโดดเด่น เส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์ และอยู่บนตัวเรือนของ Commander ถือเป็นภาพสะท้อนของเงาโครงสร้างหอไอเฟล และตัวเรือนที่มีจุดเด่นขอบบางเฉียบ รูปทรงแบบกลมแสดงให้เห็นถึงแนวโค้งของสถาปัตยกรรม หลักชั่วโมงและชุดเข็มที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พร้อมกับการขัดเงาบนพื้นผิวที่เป็นโลหะ เปรียบเหมือนโครงเหล็กของตัวหอไอเฟล ที่มีความโดดเด่นเหนือกาลเวลาและยืนท้าทายความเปลี่ยนแปลงของเวลามานานถึง 5 ทศวรรษ Mido ผลิตคอลเล็กชั่นออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องนับจากรุ่นแรกที่เปิดตัวออกมาเมื่อปี 19591 เฉกเช่นเดียวกับหอไอเฟลที่มีชื่อเสียงของชาวปารีส คอลเล็กชั่น Commander ถือเป็นสัญลักษณ์แท้จริงของ MIDO เลยก็ว่าได้ ความแปลกใหม่ แต่ยังเผยให้เห็นถึงความดั้งเดิม หน้าปัดแบบโปร่งใสของ Commander Gradient ที่ชวนให้จับจ้องไปที่ชิ้นส่วนกลไกข้างใน แต่ยังคงความคล้ายหน้าปัดดั้งเดิมที่เป็นสีเทาควันบุหรี่ แต่เพิ่มความน่าสนใจด้วยการไล่เฉดสีออกไปทางขอบนอกของหน้าปัด ดีไซน์ช่องวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกาถูกจัดวางอย่างลงตัว แผงหน้าปัดควบคุมระบบทั่วไปที่สามารถมองเห็นรายละเอียดได้อย่างชัดเจนเมื่ออยู่ในที่มืด หลักชั่วโมงที่ขัดเงา และชุดเข็มชั่วโมง-นาที ออกแบบให้มีรูปทรงแบบไดมอนด์คัต
กว่า 3,000 คนดู และ 10 ศิลปินแห่งยุค จัดเต็มความยิ่งใหญ่อลังการสมการรอคอยจริง ๆ สำหรับมิวสิคเฟสติวัลออนไลน์อินเตอร์แอครูปแบบใหม่ที่คนดูสามารถโต้ตอบกับศิลปินได้แบบเรียลไทม์อย่าง “Online Music Festival Top Hits Thailand” ที่ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการเพลงไทยครั้งแรกของโลก เนรมิตความตระการตาเปลี่ยนฮอลล์สตูดิโอขนาดใหญ่เป็นลานคอนเสิร์ต ขนความสนุก #ฮิตแบบไม่มีอะไรมากั้น นำทีมโดย The TOYS / BOWKYLION / Scrubb / Jaylerr x Paris / INK Waruntorn / Tilly Birds / Three Man Down / Safeplanet / Mirrr และ Gungun นอกจากนั้นยังมีเซอร์ไพรส์จากวงฮิตระดับอินเตอร์อย่าง “Oh Wonder” ที่ส่งสัญญาณตรงจากเกาะอังกฤษ มามอบความสุขให้กับแฟนคลับชาวไทยอีกด้วย โดยในงานนี้จัดเต็มโปรดักชั่น ทั้งแสง-สี-เสียง และวิชวลพิเศษ ที่ทั้ง
หากเอ่ยถึงชื่อ ‘จเด็จ คาลายานนท์’ หลายคนอาจจะงง ๆ ว่าเรากำลังพูดถึงใคร เพราะเชื่อว่าผู้คนส่วนใหญ่ต่างรู้จักผู้ชายคนนี้ในนาม ‘เจเด็ด FEDFE’ หนึ่งในชาวแก๊ง YouTuber ยุคบุกเบิก ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของ Content ห่าม กล้า บ้าดีเดือด จนสามารถแหวกทางให้พวกเขายืนหนึ่งเป็น YouTuber ยุคบุกเบิก ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ชีวิตเต็มไปด้วยโอกาส และรายได้มากมาย แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งหลังจากปีนสู่ยอดเขาแห่งการทำ Online Content สำเร็จ ในวันที่ทุกอย่างอิ่มตัว เพื่อนฝูงต่างแยกย้ายไปทำตามฝันของแต่ละคน ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงเลือกทางเดินเส้นใหม่ เลือกเริ่มต้นใหม่ด้วยการไต่ยอดเขาอีกลูกบนสายอาชีพช่างตัดผม? แน่นอนว่าคำถามนี้คงไม่มีใครให้ความกระจ่างได้ดีกว่าเจ้าตัว และ เขาก็พร้อมแล้วที่จะเล่าเรื่องราวชีวิตให้เราฟังย้อนไปตั้งแต่สมัยวัยเด็กกันเลยทีเดียว จากเด็กเรียบร้อยระดับหัวหน้าชั้น สู่ตัวกลั่นแห่งแก๊ง FEDFE “สมัยเด็กผมเป็นหัวหน้าห้องตั้งแต่ประถมเลย เป็นเด็กเรียบร้อย ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ได้ จะมีรอยสักเยอะแยะแบบไม่เคยคิดมาก่อน แต่ด้วยความที่แบบว่า ชอบมานานเรารู้สึกว่าเราเสพแฟชั่น เสพสื่อแล้วเรารู้สึกชอบรอยสักจนที่สุดแล้วก็เป็นตัวตนเราที่ทุกคนรู้จักในตอนนี้” เจเด็ดเริ่มต้นบทสนทนา ด้วยคำตอบสุดเซอร์ไพรส์ กับคำถามจากความสงสัยเรื่องรอยสักเต็มตัวดูดุดัน และความห่าม บ้า ซ่า ที่เคยได้เห็นจาก YouTube จนทำให้อยากรู้ว่าวัยเด็กของเขานั้นจะแสบขนาดไหน ก่อนที่จะเข้าประเด็นหลักที่เราอยากรู้ที่มาที่ไปของการเริ่มทำ
ถ้าจะมีสักช่วงวัยที่ทิ้งคราบน้ำตาและความทรงจำปวดเจ็บยากลืมเลือนไว้ในชีวิตเราได้มากพอ ๆ กับที่ฝากเสียงหัวเราะและเรื่องราวชวนอุ่นในใจเอาไว้ วันวัยที่ว่านั้นก็คงเป็น “วัยรุ่น” ช่วงวัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน ณ ขณะที่ชีวิตคาบเกี่ยวระหว่างการเป็นเด็กและการเป็นผู้ใหญ่ ณ ขณะที่เราเชื่อว่ามีแต่ความเป็นไปได้รอเราอยู่ วัยที่เต็มไปด้วยความหวังเจิดจ้า แต่ขณะเดียวกันการเติบโตก็นำบาดแผลใหม่ ๆ มาสอนให้เราเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นทุกที ๆ แม้บางคนจะผ่านวัยนั้นมาแล้ว แต่เมื่อหวนนึกถึงทีไรก็ชวนให้รู้สึกอะไรบางอย่างในใจทุกที เพราะนั่นคือชั่วขณะสำคัญที่ประกอบร่างสร้างให้เราเป็นผู้ใหญ่อย่างที่เราเป็นในตอนนี้ เพื่อให้ทบทวนตัวเองได้ดื่มด่ำกว่าเดิม เพื่อให้ระลึกถึงทุกเสียงหัวเราะและหยาดน้ำตาของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ เราเลยอยากเอา ‘5 หนัง COMING OF AGE’ตีแผ่รอยยิ้มและบาดแผลของการเติบโตมาปลอบประโลมความทรงจำ และความเจ็บปวดจากการเติบโต The Perks of being a wallflower วินาทีที่เราตระหนักได้ว่าชีวิตตอนมัธยมก็ไม่เห็นจะหนักหนาอะไรนี่หว่า นั่นอาจเป็นวินาทีที่เราข้ามผ่านช่วงวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ถ้าหมุนเข็มนาฬิกากลับไปช่วงวัยก่อนจะ 20 ปี ความพยายามไขว่คว้าคะแนนดี ๆ มาครอบครอง การวิ่งสุดฝีเท้าเพื่อเป็นที่รักในแก๊งเพื่อน การเอื้อมสุดแขนเพื่อให้สาวสักคนหันมามอง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเป็นเรื่องง่ายของเราในวัยรุ่น The Perks of being a wallflower พาเราย้อนกลับไปในช่วงมัธยมปลาย ตอนที่ตัวละครหลักเพิ่งเข้าไฮสคูลเป็นครั้งแรก ที่ที่เราต้องปรับตัว
หลายคนอาจจะเคยสงสัยเหมือนเรา ว่าเพราะอะไร ถึงค่ายรถถึงนิยมดีไซน์รถยนต์ Coupe SUV ออกมาขาย ทำไมเราถึงต้องเอารถที่มีจุดเด่นเรื่องพื้นที่ห้องโดยสารและที่เก็บสัมภาระ ลดขนาดมันให้เล็กลง เพื่อแลกกับความโฉบเฉี่ยวสวยงามที่เพิ่มขึ้น แถมยังต้องจ่ายเงินแพงกว่าหลายแสนบาท? จนกระทั่งเราได้รีวิวมัน ถึงได้เข้าใจว่าอารมณ์ของรถ Coupe SUV และการขับขี่ในความเร็วสูงนั้น มันแตกต่างกันจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม BMW และ Porsche ถึงต้องมีรถทรงนี้ออกมาขายกันอย่างจริงจัง ที่จริง BMW เป็นผู้ริเริ่มการทำ Coupe SUV ไม่ว่าจะเป็น X4, X6 ซึ่งมีความสวยงามโฉบเฉี่ยวมากขึ้น และก็ทำกำไรได้มากกว่ารุ่นทั่วไป เช่นเดียวกับ Mercedes-Benz ที่ตั้งราคาขายรุ่น Coupe SUV ไว้สูงกว่าปกติพอสมควร อย่างใน GLC 220d 4MATIC Coupe’ AMG Dynamic Facelift คันนี้ราคา 4,040,000 บาท ซึ่งต่างจากรุ่นหลังคาปกติ GLC 220d Off-Road ราคา 3,239,000
ชีวิตเรายากกันไปคนละแบบ มีเรื่องท้าทายกันไปคนละอย่าง โดยเฉพาะในสถานการณ์ตอนนี้ที่เหมือน COVID-19 พาชีวิตเราขึ้นประจำที่นั่งบนรถไฟเหาะตีลังกาที่ไม่มีจุดหมาย บางช่วงพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด แต่บางทีก็ตีลังกาพลิกกลับหลัง หรือดำดิ่งจนหัวใจแทบวาย การคิด การวางแผน หรือการทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อมุ่งมั่นทำให้ชีวิตให้ดีขึ้นนั้นไม่ผิดอะไร แต่การวางแผนหรือการแก้ปัญหาก็ต่างกับ “การคิดมาก” พอสมควร หลายคนคิดมากแล้วสามารถพาตัวเองออกจากความคิดเหล่านั้นได้ ในขณะที่บางคนจมอยู่กับ “การคิดมาก” จนบั่นทอนตัวเองและคนใกล้ตัว “กังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ดึงดันกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว” สำรวจตัวเองหน่อยว่าคุณคิดมากไปหรือเปล่า? การเป็นคนคิดมาก กับการเป็นคนช่างคิดและวางแผนรอบคอบนั้นมีเส้นแบ่งบาง ๆ กั้นอยู่ หลายคนปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความคิด ความกังวล หรือสิ่งที่แก้อะไรไม่ได้แล้ว แต่อ้างกับคนอื่นว่า ผมแค่เป็นคนรอบคอบ ฉันแค่เป็นคนช่างคิดช่างวางแผน ลองสำรวจตัวเองอีกครั้งว่าเรากำลังครุ่นคิด หมกตัวอยู่กับสิ่งที่เราจัดการได้แน่ ๆ จริงไหม? หรือบางเรื่องมันพลาดไปแล้ว ให้ตายอย่างไรก็แก้ไม่ได้ (ซึ่งคนละเรื่องกับการคิดถึงทางแก้ในอนาคต) ในขณะที่บางสิ่งที่เรากังวลก็คือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง และบางทีมันอาจไม่ได้มาถึงในรูปแบบที่เราเอาแต่คิดถึงมันก็ได้ (ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการวางแผนรับมือกับปัญหาที่เราเจอ) ดึงดันกับอดีต คิดมากในสิ่งที่แก้ไม่ได้และคิดไปก็ไม่ได้อะไร “เมื่อเช้าไม่น่าพูดแบบนั้นในที่ประชุมเลย หัวหน้าจะมองเรายังไงนะ? คนในทีมต้องมองว่าเราโง่แน่ ๆ” “ไม่น่าตัดสินใจลาออกจากที่ทำงานเก่าเลยว่ะ ถ้ายังอยู่ที่นั่น ป่านนี้คงมีความสุขไปแล้ว จะตัดสินใจลาออกทำไมวะ?” “ถ้าเลือกแผนการตลาดอีกแผนคงดีกว่านี้ เลือกแผนนี้แล้วห่วยจัง ทำไมทีมเลือกแผนห่วยแบบนี้?” กังวลกับอนาคต


