คงปฏิเสธไม่ได้ว่า Adidas Stan Smith เป็นรองเท้าผ้าใบสามัญประจำบ้านของใครหลายคนไปแล้ว ด้วยรูปทรงที่เรียบง่ายสุดคลาสสิก คงไว้ด้วยเรื่องราวจากยุค 1967 แถมยังเข้ากับสไตล์ที่หลากหลาย ด้วยเหตุผลหลายอย่างที่กล่าวมาจึงทำให้ Stan Smith กลายเป็นรองเท้าในดวงใจ ที่ครั้งนี้จะสร้างความตื่นเต้นใหม่ให้กับทุกคนด้วยการร่วม collaboration กับแบรนด์สุดเท่อย่าง Fucking Awesome Fucking Awesome เป็นแบรนด์แฟชั่นสตรีตและสเกตบอร์ดชื่อจากสหรัฐอเมริกาของ Jason Dill แชมป์สเกตบอร์ดในตำนาน เขาเคยเป็นชายที่ติดยาเสพติดและท้ายที่สุดก็สามารถพาตัวเองออกจากวงจรนั้นมาตั้งแบรนด์ของตัวเองได้สำเร็จ ด้วยเรื่องราวที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและไอเทมเท่ ๆ ที่ปล่อยออกมาให้เราได้รับชมอยู่เสมอจึงทำให้ Fucking Awesome เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่เด็กสเกตจะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี เมื่อแบรนด์ดังอย่าง Adidas มาเจอกับแบรนด์เก๋าของวงการสเกต จึงทำให้ Adidas Stan Smith รองเท้าสุดคลาสสิกมีสีสันที่แตกต่างจากเดิม การเจอกันระหว่าง Adidas กับ Fucking Awesome ไม่ใช่การเจอกันครั้งแรก แต่การเจอกันในครั้งนี้กลับสร้างการพูดถึงเป็นวงกว้างด้วยสีสันจัดจ้านที่อยู่บนรองเท้าดีไซน์วินเทจ ด้วยการหยิบสีสันสดใสอย่างสีส้มและสีม่วงมาอยู่บนรองเท้า สลัดความวินเทจออกไปเพื่อให้ความทันสมัยเข้ามาแทนที่ จากนั้นเติมลูกเล่นตรงบริเวณด้วยพินที่มีข้อความว่า Fucking Awesome สีทองประทับไว้ตรง Upper หรือบริเวณด้านข้างของรองเท้า แค่สีสันจัดจ้านคงไม่ทำให้
พาหนะอะไรที่สามารถทำให้เราเห็นผู้คนจำนวนมากได้ในคราวเดียว ? หากมีคนถามแบบนี้คำตอบที่ได้ก็คงหนีไม่พ้นระบบขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์และรถไฟที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน แต่ในความวุ่นวายก็ทำให้เราได้เห็นสไตล์ที่แตกต่างของผู้คน บางวันเราอาจเจอคนที่แต่งตัวเหมือนกัน 10 คน ยืนอยู่บนชานชาลา หรือเมื่อวานก็อาจเห็นแฟชั่นโคตรเท่จากชายที่ยืนฟังเพลงอยู่ในรถไฟฟ้า เพราะสถานีรถไฟกลายเป็นแหล่งรวมคนมากมาย ทำให้มีเรื่องราวหลากหลายเล่าสู่กันฟังผ่านเครื่องแต่งกายที่สามารถบอกว่าไอเทมชิ้นไหนฮิต หรือสไตล์ไหนที่ได้รับความนิยม UNLOCKMEN จึงอยากพาย้อนไปสถานีรถไฟใต้ดินใจกลางมหานคร New York ยังวันเก่าก่อนที่สไตล์ไม่เคยหลุดวงโคจรแฟชั่นไปไหนแฟชั่นช่วงปลายยุค 70 ไปจนถึงช่วงต้นของยุค 80 อันแสนจัดจ้านเป็นตัวของตัวเอง FASHION x MUSIC in NYC 70-80s แฟชั่นผ่านภาพถ่ายแสดงให้เห็นถึงความชอบและวิถีชีวิตของชาว New York ช่วงปี 1977-1984 โดยช่างภาพชาวที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่นาม Willy Spiller เขาบันทึกการเดินทางบนรถไฟผ่านภาพถ่ายทั้งช่วงเวลาเร่งด่วนผู้คนอัดแน่นอยู่เต็มขบวนรถไฟฟ้า ไปจนถึงกลางดึกที่สถานีใกล้ได้เวลาปิดทำการ และการถ่ายภาพของเขากว่า 40 ปี เขาเริ่มถ่ายภาพปี 1977 ช่วงปลายของยุค 70 อันโดดเด่นด้วยสไตล์ของ Disco ของเหล่าศิลปินชื่อดังอย่าง Bee Gees หรือ ABBA เพราะการออกไปพบปะผู้คนในบาร์ Disco จึงทำให้เสื้อผ้ายอดฮิตช่วงเวลานั้นคงหนีไม่พ้นเสื้อผ้าพลิ้ว
ผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่ ขาเตียงสั่นคลอนตามจังหวะการกระแทก และเสียงเพลงดังลั่นที่กลบเสียงครวญครางจากความเสียวซ่าน ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนประกอบของ ‘เซ็กซ์’ กิจกรรมเรียกเหงื่อยอดนิยมบนเตียงที่ช่วยขับเคลื่อนความสัมพันธ์ หรือแม้ขับเน้นมวลความสุขในมุมมองของคนที่ปราศจากพันธะ แล้วคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องเซ็กซ์ยังเดินจงกรมและเวียนวนอยู่ในหัวผู้ชายเราเสมอ ตราบเท่าที่มนุษย์ยังต้องการสร้างเผ่าพันธุ์หรือปรารถนาความสุขทางเพศ แต่หากจะจำแนกให้ลึกลงกว่านั้น ก็อาจแบ่งเซ็กซ์ได้ด้วยความเรียบง่ายและความรุนแรง คงมีผู้ชายที่ชอบมีเซ็กซ์แบบดั้งเดิม เริ่มจากลูบไล้ เล้าโลม ก่อนจะดื่มด่ำกลืนกินร่างกายกันตามสูตรสำเร็จของหนังโป๊ที่เป็นแรงบันดาลใจ แต่เราก็เชื่อว่ายังมีผู้ชายประเภทที่หลงใหลในความรุนแรง ความตื่นเต้นเร้าใจ ความเสียวที่ทำให้พูดไม่เป็นภาษา หรือแม้แต่ความเจ็บปวดในระหว่างการร่วมเพศอยู่เหมือนกัน KINK COMMUNITY กลุ่มคนที่ชอบเสพสมด้วยความรุนแรง ท่ามกลางความหลากหลายของชาติพันธุ์ สีผิว และความเชื่อทางศาสนา บนโลกนี้ยังซ่อนความหลากหลายทางเพศเอาไว้อีกด้วย ซึ่งความหลากหลายที่ว่าถือเป็นจุดเริ่มต้นของ Kink Community กลุ่มคนที่ไม่ได้ใช้ชีวิตในดาวเคราะห์สีน้ำเงินด้วยความเรียบง่าย หากเติมรสชาติให้ชีวิตด้วยเซ็กซ์รุนแรงและความเจ็บปวด เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันจะช่วยบำบัดและเยียวยาความเจ็บปวดภายในได้ เพราะเอาความรู้สึกมาโฟกัสที่ความเจ็บปวดที่ร่างกายแทนที่ความเจ็บปวดในใจ Kink Community เป็นศัพท์สแลงที่นิยามถึงกลุ่มคนที่แสดงออกทางอารมณ์ผ่าน BDSM อาจมีการใช้เครื่องหนัง การจองจำ หรือทักษะพื้นฐานอย่าง ‘การตบก้น’ เป็นจุดเริ่มต้นของความสุขทางกามารมณ์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแผกอะไร ทั้งความเจ็บปวดและรุนแรงยังถูกบรรจุอยู่ในรสนิยมทางเพศของคนในยุคนี้อีกด้วย เรื่องราวของเซ็กซ์เจ็บแสบในอดีต แม้ในอดีตสมาคมจิตแพทย์อเมริกันจะจัดว่าการทำร้ายร่างกายระหว่างร่วมเพศถือเป็นอาการป่วยทางจิต แต่ปัจจุบันรสนิยมที่เปิดกว้างก็ทลายกรอบความคิดเดิม ๆ ทิ้งไป แถม 36% ของชาวอเมริกันยังยอมรับว่าพวกเขาใช้เครื่องมือทาสในระหว่างมีเซ็กซ์จริง แล้วการกระทำพื้นฐานที่สุดที่ผู้ชายหลายคนต้องเคยเจอกันมาบ้าง คือความคึกคะนองกับการมีเซ็กซ์ที่มากจนพลั้งฟาดฝ่ามือหยาบกระด้างลงไปบนบั้นท้ายเนียนนุ่มของหญิงสาว
หากพูดว่าตอนนี้เป็นยุคสมัยแห่ง ‘วัสดุไม้’ ก็คงจะไม่ผิดนัก แม้ในอดีตไม้จะเป็นวัสดุจากธรรมชาติที่เหล่านักออกแบบต่างเมินหน้าหนี เพราะคิดว่ามันเปราะบาง ไม่ทนทานต่อสภาพอากาศ และยากที่จะนำมาสร้างงานทางสถาปัตยกรรม แต่ในปัจจุบันคงต้องยอมรับว่าทั้งเปลือก กิ่งก้าน หรือแม้แต่ส่วนใบไม้สามารถนำมาต่อยอดและรังสรรค์ผลงานชิ้นต่าง ๆ ได้อย่างไม่รู้จบ บวกกับนวัตกรรมการก่อสร้างที่ก้าวล้ำของมนุษย์ยุคก้าวกระโดด ทำให้ไม้ที่เคยเปราะบางถูกแปรรูปและพัฒนาจนมันหลุดออกจากข้อจำกัดด้านความแข็งแรงทนทาน ทั้งยังทนต่อความร้อนและยืดหยุ่นมากพอที่จะนำไปก่อสร้างตึกรามบ้านช่องได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งอาคารสไตล์โมเดิร์นทรอปิคัล อาคารสไตล์มินิมัลแบบญี่ปุ่น หรืออาคารอบอุ่นแบบสแกนดิเวียน ล้วนมี ‘ไม้’ เป็นพระเอกหลักในการก่อสร้างด้วยกันทั้งนั้น วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากพาหนุ่ม ๆ มาชมงานสถาปัตยกรรมเท่ ๆ ที่ใช้ไม้ซ้อนทับจนเกิดสเปซอบอุ่น แถมยังเล่าถึงประวัติศาสตร์ของเมืองในเวลาเดียวกัน Odunpazari เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะสไตล์โมเดิร์นที่ตั้งตระหง่านกลางเมือง Eskisehir ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตุรกี เกิดจากฝีมือของสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น Kengo Kuma เขาใช้ไม้ทับซ้อนและเสียบประสานกันจนเกิดเป็นรูปร่างอาคารทรงบล็อกที่มีเอกลักษณ์ สร้างความอบอุ่น แถมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ชื่อ Odunpazari ของอาคารนิยามถึง “ตลาดฟืนในตุรกี” ที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าไม้อันโด่งดังในยุคก่อน Kengo Kuma จึงหยิบนำเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาผูกโยงกับคอนเซ็ปต์การออกแบบ เพื่อให้พิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้สามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์และความทรงจำในอดีตของเมืองนี้ได้โดยสมบูรณ์ รูปแบบการดีไซน์ของตัวอาคารประกอบด้วยบล็อกทรงสี่เหลี่ยมเป็นหลัก อันเกิดจากคานไม้ลามิเนตที่ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บสะสมผลงานศิลปะในแขนงต่าง ๆ ตลอดพื้นที่ 4,500
หากเอ่ยถึงผู้ชายสไตล์สปอร์ตขึ้นมา หลายคนอาจเห็นภาพหนุ่มนักกีฬากล้ามล่ำ หรือภาพของหนุ่มสายเปย์ใจป้ำ หล่อ ใจดี สปอร์ต โผล่ขึ้นมาในหัว ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วคำจำกัดความของผู้ชายสปอร์ตนั้นไม่จำเป็นต้องถูกตีกรอบเอาไว้แค่แบบหนึ่งแบบใดอย่างที่ใครเข้าใจกัน เพราะความสปอร์ตในหัวจิตหัวใจของผู้ชายอย่างเรา ๆ นั้น เป็นได้ทั้งความเอื้อเฟื้อต่อผู้คนรอบข้าง รวมถึงความมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะ เมื่อมีปัญหากับใครก็พร้อมเคลียร์ใจให้จบกันได้แบบแมน ๆ และแน่นอนว่าผู้ชายสปอร์ตทั้งหลายต่างมองเห็นความท้าทายเป็นของหวาน พร้อมพุ่งทะยานสู่ปลายทางความสำเร็จ โดยไม่หวั่นต่อความยากลำบาก หากแต่มองว่าอุปสรรคที่ต้องเจอระหว่างทางมันก็แค่อีกหนึ่งความเร้าใจที่ช่วยกระตุ้นไฟในการใช้ชีวิต จนต้องยอมรับว่าความกระหายในรูปแบบชีวิตที่ท้าทายเร้าใจ คือคาแรคเตอร์หลักที่ฝังลึกอยู่ใน DNA ของผู้ชายสไตล์สปอร์ตแทบทุกคน ซึ่งความเป็นตัวตนที่เข้มข้นชัดเจนของผู้ชายสปอร์ตนั้น มันเป็นอะไรที่ไม่สามารถอำพรางเอาไว้ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอก ยกตัวอย่างเบื้องหลังการแต่งตัวที่ดูเรียบร้อยภูมิฐานนั้นอาจมีจิตวิญญาณความสปอร์ตซ่อนอยู่อย่างเต็มเปี่ยม รอวันเผยตัวตนออกมาผ่านทางวิธีคิด คำพูดคำจา การแสดงท่าทีต่อผู้คน ไม่เว้นแม้กระทั่งข้าวของเครื่องใช้ รวมไปถึงรถยนต์คู่ใจ พาหนะที่ไปไหนไปกันแทบทุกที่ซึ่งสามารถสะท้อนไลฟ์สไตล์ของผู้ชายสปอร์ตออกมาให้เห็นได้เป็นอย่างดี และถ้าจะให้เราหยิบยกรถยนต์ที่สามารถสะท้อนตัวตนของผู้ชายสปอร์ตออกมาได้อย่างแจ่มชัดขึ้นมาสักคัน ในตอนนี้คงไม่มีคันไหนที่น่าจับตาไปกว่า All-new Honda Accord เครื่องยนต์เทอร์โบ ซึ่งเป็น Generation ที่ 10 ของตระกูล Accord ที่โลดแล่นครองใจผู้ขับขี่มาอย่างยาวนานนับตั้งแต่รุ่น 1st Gen ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 1976
สำหรับ “10 คน 10 เพลง” วันนี้ เราอาจจะไม่ได้ออกไปถามใคร แต่ยังคงคอนเซ็ปต์ตามล่าเพลงโปรดเฉพาะตัวจากคนสิบคนเหมือนเดิม และวันนี้เราจะมาตีแผ่เพลงในดวงใจของเหล่าคนดังที่เป็นไอดอลหนุ่ม ๆ อย่างเรา เพราะถึงจะหล่อไม่เท่าก็ไม่เป็นไร เราจะได้พูดได้ว่าอย่างน้อยผมกับเขาก็ฟังเพลงเดียวกันแหละเว้ย! เพลงโปรด George Clooney อายุก็ปาไป 58 แล้ว แต่ยังหล่อไม่เสื่อมคลาย สมแล้วที่ใครหลายคนยกให้เป็นไอดอลในดวงใจ พี่จอร์จของเราเกิดปี 1961 เท่ากับว่าได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นช่วง 70 เต็ม ๆ ศิลปินที่เขาชอบมีหลายคน ตั้งแต่วง Progressive Rock อย่าง Pink Floyd ราชาเพลง Folk อย่าง Bob Dylan เพลงร็อกหนักแน่นอย่าง Foo Fighters ไปจนถึง Marvin Gaye แต่ตัวเขาเองกลับบอกว่าเพลง Jazz อย่าง Destination Moon ของศิลปินสาว Dinah Washington ต่างหากที่เป็นเพลงโปรดตลอดกาลของเขา หลายคนบอกว่าเพราะเขาเป็นหลานชายแท้ ๆ
ใกล้เข้ามาทุกทีกับงานประกาศรางวัลสุดยิ่งใหญ่ทรงคุณค่ามากที่สุดงานหนึ่งของโลกภาพยนตร์กับงานออสการ์ ครั้งที่ 92 (Oscar 2020) ทำเอาเหล่านักวิจารณ์รวมถึงคอหนังหลายคนต่างพากันจับตามองถึงรายชื่อหนัง นักแสดงและผู้กำกับที่มีโอกาสจะได้เข้าชิงรางวัลอันทรงเกียรติ UNLOCKMEN ยังไม่สามารถบอกได้ว่าใครจะได้รับรางวัลไหน หรือมาเดาว่าภาพยนตร์เรื่องใดจะผ่านการเข้ารอบเป็นหนึ่งในห้ารายชื่อเข้าชิงรางวัลในรอบสุดท้าย แต่เรากลับเห็นความน่าสนใจในรางวัลสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม (Best International Feature Film) เดิมเคยชื่อว่ารางวัลภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best Foreign Language Film) ว่าสองประเทศจากทวีปเอเชียที่กำลังมีข้อพิพาทขัดแย้งกันทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจอย่างเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น ต่างก็ส่งหนังตัวเก็งเข้าช่วงชิงความเป็นหนึ่งในสาขาเดียวกัน บางคนอาจจะยังไม่เคยติดตามข่าวความขัดแย้งของสองประเทศเท่าไหร่นัก เราจึงขอเท้าความให้เข้าใจตรงกัน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2019 ญี่ปุ่นประกาศงดสั่งวัตถุดิบ 3 ชนิด ที่มีผลต่ออุตสาหกรรมและเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ เนื่องจากทางเกาหลีใต้ฟ้องร้องขอค่าเสียหายเพิ่มจากญี่ปุ่นกับเหตุการณ์ที่เคยทำไว้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (แต่ทั้งสองประเทศเคยเจรจาลงนามตั้งแต่ 1965) แถมทางฝั่งญี่ปุ่นยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้าของเกาหลีใต้ ส่วนทางเกาหลีใต้ก็ประกาศแบนสินค้าที่มาจากฝั่งญี่ปุ่น จึงทำให้ความตึงเครียดของทั้งสองประเทศทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กลับมายังวงการภาพยนตร์ ทั้งสองประเทศก็ต้องมาพบกันอีกครั้งในงานออสการ์ กับรางวัลสาขาภาพยนตร์นานาชาติยอดเยี่ยม ที่หลายประเทศต่างก็ส่งหนังดังของตัวเองเข้ามาเพื่อช่วงชิงรางวัลนี้ อย่างประเทศออสเตรเลียส่งภาพยนตร์เรื่อง Joy สเปนส่งเรื่อง Pain And Glory เยอรมนีส่งเรื่อง System Crasher หรือแอลจีเรียส่งเรื่อง Papicha
Benjamin Franklin คือหนึ่งในบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา แม้เราจะพอคุ้นหน้าคุ้นตากับใบหน้าขาวดำที่ปรากฏอยู่บนธนบัตร 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เชื่อว่าหนุ่ม ๆ หลายคนยังไม่รู้ว่าเขาคือผู้ชายที่ถูกขนานนามว่า “ประสบความสำเร็จแทบทุกเรื่องในชีวิต” เขาเป็นทั้งช่างพิมพ์ นักเขียน นักปรัชญา นักการเมือง นักประดิษฐ์ นักวิทยาศาสตร์ และนักการทูต มีพรสวรรค์ในการเขียนหนังสือ แต่งเพลง เล่นไวโอลิน ทั้งยังมีทักษะการเล่นกีตาร์ในระดับสูง Benjamin Franklin คือผู้ให้กำเนิดหอสมุดแห่งแรกของสหรัฐอเมริกา ก่อตั้ง The University of Pennsylvania และเป็นหนึ่งในคนสำคัญแห่งยุคเรืองปัญญาที่คิดค้นสายล่อฟ้า จุดเริ่มต้นความรู้ครั้งใหญ่ของสาขาวิชาฟิสิกส์โลก แล้วที่สำคัญที่สุด Benjamin Franklin คือผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้แยกตัวออกจากอาณานิคม และก่อตั้งชาติสหรัฐอเมริกาขึ้นมาจนทุกวันนี้ ด้วยรางวัลความสำเร็จที่การันตีและชื่อเสียงจากหลากหลายแขนงวิชา ทำให้เราสงสัยว่า ทั้งที่มีเวลาเพียง 24 ชั่วโมงเฉกเช่นมนุษย์คนอื่น แต่ทำไมผู้ชายคนนี้ถึงประสบความสำเร็จได้แทบทุกเรื่องในชีวิต? 9 กุญแจไขความสำเร็จของ BENJAMIN FRANKLIN ทำให้มันง่าย ในหนังสืออัตชีวประวัติของ Benjamin Franklin เผยว่าเขาแบ่งตารางกิจวัตรประจำวันอย่างเรียบง่าย โดยมีเพียง 6 เรื่องเท่านั้นที่ต้องทำในแต่ละวัน ไม่จำเป็นต้องมีกิจกรรมมากมาย
คุณยังกระโดดอยู่ไหม? เราอยากเริ่มต้นบทสนทนากับ “ธนชัย อุชชิน” หรือ “ป๊อด-Moderndog” ด้วยวลีนี้ แต่ก็ยั้งปากไว้ได้ทัน หรืออาจเป็นเพราะเมื่อเขานั่งอยู่ตรงหน้าทำให้เราประหม่าเล็กน้อย แววตาของเขาทรงพลังอย่างอธิบายไม่ถูก เราจึงทักทายเขาเพื่อมารยาทอันควรแล้วเริ่มต้นบทสนทนา ทุกครั้งที่สิ้นสุดคำถามของเรา เขาจะนิ่งนึก ก่อนตอบออกมาเป็นประโยคที่เราอยากจะโควตเป็นคำคมประจำใจเก็บไว้ทุกคำ “ยังกระโดด และที่กระโดดเพราะมีคนท้าว่ากระโดดไหวมั้ย” ท้ายที่สุดเราก็ได้คำตอบของคำถามที่เราอยากรู้ เขายังกระโดด กระโดดเหมือนที่ 25 ปีก่อนเขากระโดดบนเวทีประกวดดนตรีซึ่งปูทางเขาสู่การเป็นนักดนตรีมืออาชีพถึงทุกวันนี้ “ผมชอบพลังงานจากการเคลื่อนไหว” “การเคลื่อนไหว” ในคำตอบของเขาไม่ได้หมายความถึงแค่การกระโดดโลดเต้นบนเวทีเท่านั้น แต่รวมไปถึงการเคลื่อนไปในมิติใหม่ ๆ ของชีวิต การท้าทายตัวเองให้สนุกกับการเรียนรู้ทุกรูปแบบ การกระตุ้นตัวเองให้ไม่ทิ้งสิ่งที่ทำมาตลอดอย่างดนตรี คู่ไปกับการที่ไม่เคยทิ้งความฝันวัยเด็กอย่างการทำงานศิลปะ เขาเคลื่อนไหวอย่างสุดขีดอย่างนี้มาโดยไม่หมดแรงได้อย่างไร? แรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนให้เขาก้าวไปข้างหน้าอยู่ตลอดมาจากไหน? ให้บทสนทนานี้ไขข้อสงสัยของคุณ อนุญาตให้กระโดด หรืออยากนั่งนิ่ง ๆ แล้วกำซาบเรื่องของ “ป๊อด-ธนชัย อุชชิน” ไปพร้อมกันก็ย่อมได้ ชีวิตคือฤดูกาล เราจะผ่านทุกฤดูไปได้ ชีวิตไม่มีสูตรสำเร็จ แต่เมื่อเราอยู่ตรงหน้าศิลปินที่เล่นดนตรีก็ประสบความสำเร็จ ทำงานศิลปะก็สำเร็จอย่างงดงามไม่แพ้กัน เราอดถามเขาไม่ได้จริง ๆ ว่า “ถ้ามีหนึ่งสิ่งที่ทำให้คุณมาถึงจุดนี้ คุณว่าหนึ่งสิ่งนั้นมันคืออะไรกันแน่” และบนถนนแห่งการทำงานสร้างสรรค์ ไอเดียมันสามารถพรั่งพรูออกมาได้เรื่อย ๆ จริงหรือ? หรือคนอย่างเขาจะมีเวทมนตร์บางประการที่เป็นความลับซ่อนไว้ไม่ให้ใครล่วงรู้? “ผมว่าการเรียนรู้นะ ผมชอบการเรียนรู้ การเรียนรู้ไม่ใช่แค่ว่าไปรู้เรื่องราวอื่น


