ถือเป็นข่าวดีโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของรถยนต์สายพันธุ์อเมริกันมัสเซิลอย่าง Chevrolet Corvette เมื่อทางค่ายประกาศเปิดตัวการผลิต Chevrolet Corvette ปี 2020 เจเนอเรชันใหม่ รหัสเครื่อง C8 ที่ถึงแม้จะเปิดเผยรายละเอียดออกมาเพียงบางส่วน แต่มันก็ทำให้เราเฝ้ารอดูสเปคเต็มอย่างใจจดใจจ่อกันแน่นอน หลังจาก Corvette รหัสเครื่อง C7 ที่ผลิตขึ้นระหว่างปี 2014-2019 ใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องยนต์วางหน้าที่ส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อหลัง มาในรหัสเครื่อง C9 ก็มีการเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มแบบ Mid-Engine แต่ยังคงการขับเคลื่อน แบบ RWD เช่นเคย ดีไซน์ภายนอกเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร งานออกแบบเฉียบคมมากขึ้นโดยเฉพาะฝากระโปรงที่นำเอาช่องอากาศขนาดใหญ่ออกไปแทนที่ด้วยเส้นสายที่ตัดกลางตัวรถลงมาบรรจบกันด้านหน้า แต่มีการเพิ่มช่องลมไว้ด้านล่างของไฟหน้ารถของตัวรถเป็นการทดแทน รวมถึงช่องอากาศด้านข้างตัวรถที่ย้ายจากด้านหลังล้อหน้าเพื่อลดอุณหภูมิเครื่องยนต์ที่ถูกเปลี่ยนตำแหน่งการวางไป ดีไซน์ของไฟท้ายยังมีลักษณะคล้ายเดิม แต่เปลี่ยนจุดวางท่อไอเสียให้ออกมาอยู่ด้านข้าง ด้านดีไซน์ภายในคาดว่าห้องโดยสารจะใช้สีดำตัดด้วยเส้นสายสีแดง โดดเด่นด้วยคอนโซลกลางขนาดใหญ่และแผงควบคุมที่วางพาดยาวขนานลงมา แน่นอนว่าจอแสดงผลทั้งตำแหน่งคนขับและตรงส่วนของคอนโซลมาในแบบดิจิทัลที่สามารถปรับระดับได้ พลิกโฉมดีไซน์ไปแล้ว ด้านขุมกำลังก็ต้องพัฒนาไปอีกขั้นกับเครื่องยนต์ V8 ขนาด 6.2 ลิตรตัวใหม่ที่ให้พลัง 490 แรงม้าและแรงบิดที่ 630 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับชุดเกียร์ Dual-Clutch 8-Speed ที่ทาง Chevrolet เคลมว่าให้อัตราเร่ง
เรามักได้ยินปัญหาอยู่เป็นระยะเกี่ยวกับการแคมป์เพื่อรอต่อแถวซื้อรองเท้าบางรุ่นที่คาดว่าผู้คนจะนิยม แต่ใครจะคิดว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นต้นเหตุความวุ่นวายถึงขั้นที่ตำรวจต้องมาปิด POP-UP STORE ก่อนไล่คนกลับบ้านแบบยกขบวน! เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใจกลางนครนิวยอร์ก เมื่อ AdidasNYC เตรียมเปิด POP-UP ขายรองเท้าคอลเลกชัน Adidas Original x Arizona Iced Tea ซึ่งเป็นการร่วมงานกับเครื่องดื่มยอดนิยมที่มีฐานการผลิตอยู่ในนิวยอร์ก ประกอบด้วยรองเท้าสองรุ่นคือ Yung-1 และ Continental โดยแต่ละรุ่นทำออกมาเป็นสองสี ซึ่งเป็นสีของบริษัทเครื่องดื่มชื่อดัง โดยผู้ผลิตประกาศออกมาก่อนหน้านี้ว่าจะมีการวางขายรอบพิเศษระหว่างวันที่ 18 และ 19 เพียงสองวันเท่านั้น ความพิเศษของมันทำให้ผู้คนทั่วนิวยอร์กหลั่งไหลมาเพื่อรอซื้อรองเท้ารุ่นดังกล่าวถึงขั้นล้นออกมาบนถนน บางคนถึงขั้นมายืนรอตั้งแต่ช่วงตีสี่ แต่ดูเหมือนทีมงานจะไม่คาดคิดว่าจะมีคนมารอคิวซื้อมากขนาดนี้ทำให้การจัดระเบียบต่าง ๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างเหมาะสมจนหลายคนเริ่มกังวลถึงความอันตรายหากมีความวุ่นวายเกิดขึ้นจากฝูงชน อีกเหตุผลที่ทำให้ผู้คนแห่กันมารอซื้อเป็นจำนวนมาก เพราะราคาวางขายของ Adidas Original x Arizona Iced Tea รอบนี้ถือว่าถูกมาก แค่ซื้อเครื่องดื่ม AriZona Iced Tea แบบกระป๋องในราคา 99 เซ็นต์ก็จะได้บัตรซึ่งสามารถเลือกรองเท้า 1 ใน 4 คู่จากคอลเลกชันได้ ทันทีที่การขายเริ่มต้น ความวุ่นวายที่หลายคนกังวลก็เกิดขึ้นจริง
ย้อนไปในปี 1986 ภาพยนตร์เรื่อง TOP GUN ได้สร้างตำนานให้กับจอเงินแบบที่คนทั่วทั้งโลกลืมไม่ลง ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่ครบรสและถูกกับจริตแมน ๆ ของผู้ชายเราเป็นที่สุด นอกจาก TOP GUN จะทำให้ Tom Cruise แจ้งเกิดในวงการฮอลลีวูดอย่างเป็นทางการ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังอัดแน่นด้วยฉากแอ็กชันเอฟเฟกต์ผาดโผนบนอากาศ นำเครื่องบินรบและเรือบรรทุกเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ มาเข้าฉากลำเป็น ๆ ให้ได้เห็นกันเต็มสองตา แถมสไตล์ความเนี้ยบเท่ของพระเอก Maverick ที่รับบทโดย Tom Cruise ก็กลายเป็นกระแสนิยมของผู้ชายในยุคนั้นด้วย ทั้งการสวมแว่นตากันแดดทรงหยดน้ำ ขี่บิ๊กไบค์คันเท่ หรือแม้แต่ใส่แจ็คเก็ตหนังหล่อ ๆ ล้วนเป็นแฟชั่นอมตะแห่งยุค 80s ที่ยังคงมีให้เห็นจวบจนทุกวันนี้ TOP GUN (1986) ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงเรื่องราวของเสืออากาศรหัสลับ Maverick นักบินขับไล่ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ที่ประจำการบนเรือบรรทุกเครื่องบิน ซึ่งในขณะนั้นเป็นช่วงที่สงครามเหนือน่านฟ้าของอเมริกาและโซเวียตกำลังคุกรุ่น จนวันหนึ่งที่ Maverick ขับเครื่องบินขับไล่รุ่น F-14 Tomcat ทำภารกิจกับคู่หูตามปกติ แต่แล้วดันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่ทำให้เข้าต้องเข้าร่วมการฝึกในศูนย์ฝึกสอนยุทธการทางอากาศ หรือที่หลายคนรู้จักกันในชื่อ ‘TOP GUN’ สุดยอดโรงเรียนที่เคี่ยวกรำเหล่านักบินขับไล่ให้เชี่ยวชาญการรบทางอากาศ ที่ Naval Air
หากพูดชื่อ Flume คอเพลงที่ไม่ใช่สายดีเจอาจจะยังไม่คุ้นเคย แต่หากลองเปิดเพลงฮิตอย่าง Never be like you, Say it (feat.Tove Lo) หรือ Drop The Game ฟังก็อาจจะพอคุ้นหูกันอยู่บ้าง รู้หรือไม่ว่าในเวลาสั้น ๆ จากปี 2011 จนถึงปัจจุบัน และด้วยวัยเพียง 28 ปี เท่านั้น เขาสามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในศิลปินสายอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รางวัลการันตีมากมาย แถมยังอยู่เบื้องหลังผลงานศิลปินชั้นนำระดับโลกหลายต่อหลายคน วันนี้ UNLOCKMEN จะขุดเอาเบื้องลึกเบื้องหลังของชายผู้นี้มาตีแผ่ให้คุณได้รู้จัก เขาเป็นใคร เก่งมาจากไหน เราจะได้รู้ไปพร้อม ๆ กัน! WHO IS FLUME? Flume มีชื่อจริงว่า Harley Streten อายุ 28 ปี เติบโตมาในย่าน Northern Beaches มหานคร Sydney ประเทศ Australia ที่มาของชื่อ ‘Flume’ นี้เขานำมาจากชื่อเพลง Flume
เมื่อปฏิทินวนกลับมาถึงคืนวันศุกร์ เสียงแตรในสมรภูมิรบก็ดังขึ้น แต่นั่นเป็นสัญญาณที่บอกถึงการพักรบของหนุ่มวัยทำงานกับกองทัพงานเดือด ๆ หลังจากทนทำงานหลังขดหลังแข็งมาร่วมอาทิตย์ ก็ถึงเวลาแห่งการปลดปล่อยความเครียดและเอาตัวเองไปเริงราตรีท่ามกลางแสงสีของคืนครึกครื้น แล้วถ้ายังไม่รู้ว่าคืนวันศุกร์นี้จะไปไหน เราขอแนะนำ 5 บาร์สุดเท่ ที่จะเปลี่ยนบรรยากาศจำเจของคุณไปสู่ประสบการณ์ชิลแบบใหม่ ที่เชื่อว่าหนุ่ม UNLOCKMEN ทุกคนจะถูกใจแน่นอน 008 BAR speakeasy bar สุดเฟี้ยวที่ได้ inspire มาจากสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ดีไซน์ร้านด้วยคอนเซ็ปต์ modern contemporary สะท้อนความคลาสสิกและแฝงกลิ่นอายร่วมสมัยอ่อน ๆ เอาไว้ทุกรายละเอียด เพียงก้าวแรกก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศอบอุ่นของแสงไฟสลัวชวนฉุกคิด เฟอร์นิเจอร์หนังหรูหรา และวัสดุไม้อันโดดเด่นที่ใช้ในงานดีไซน์ ความรู้สึกหว่อง ๆ ของคนอยากเมาที่โหยหาเสียงเพลง ถูกเติมเต็มด้วยดนตรีแจ๊สฟังสบายที่ช่วยให้ 008 BAR แห่งนี้คึกคักขึ้นมากลางดึก นอกจากโซนที่นั่งหลากสไตล์ที่นี่ยังเสิร์ฟเหล้าและค็อกเทลนานาชนิด มีซิกเนเจอร์ค็อกเทล 19 เมนู และตัวคลาสสิกค็อกเทลก็ใช้แค่เหล้า Vermouth นำไปผสมผสานกับวัตถุดิบอื่น ๆ เพื่อให้เหล้าหนึ่งแก้วดูน่าสนใจและมีหลายมิติ สำหรับหนุ่ม ๆ ที่คลั่งไคล้สุรารสเข้มหนักแน่น เราขอแนะนำ ‘1920’ คลาสสิกค็อกเทลที่ผนวก
หลังจากที่ Canon และ Nikon ได้ปล่อยกล้อง EOS R และ Z7 ออกมาเมื่อไม่นานนี้ ฝั่ง SONY เองก็ไม่ยอมนิ่งเฉย เตรียมเปิดตัวทายาทรุ่นต่อไปของตระกูล A7R อย่าง ‘SONY A7R IV’ เพื่อเข้าร่วมศึกครั้งนี้ด้วย แม้จะไม่ได้ครองส่วนแบ่งการตลาดของกล้อง mirrorless มากเท่าบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่คงต้องบอกว่าบริษัทแดนปลาดิบรายนี้ก็ไม่เคยย่อท้อเลยสักนิด เร่งขับเคลื่อนและพัฒนานวัตกรรมภาพถ่ายให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ SONY A7R IV ตัวนี้คือบทพิสูจน์ความสำเร็จของกล้อง mirrorless ที่มีศักยภาพสูงสุดแห่งยุค ความละเอียด 42.4 ล้านพิกเซลของรุ่นพี่ A7R III ตัวก่อนถูกอัปเกรดให้ทรงประสิทธิภาพกว่าเดิม ด้วยเซนเซอร์ BSI CMOS ขนาด 35 มิลลิเมตร ที่ความละเอียดมากถึง 61 ล้านพิกเซล ล้ำหน้าไปอีกขั้นด้วย Dynamic Range ที่ 15 Stop ช่วยให้ถ่ายภาพได้อย่างอิสระไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแสงแบบใดก็ตาม เหมาะสำหรับหนุ่ม ๆ ผู้หลงรักภาพถ่ายแบบ landscape
เสน่ห์ของการขับขี่พาหนะสองล้อทำให้หนุ่ม ๆ จำนวนมากเลือกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์คู่ใจของตัวเองไปทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าระยะจะใกล้หรือไกลแค่ไหน แต่ความรู้สึกเป็นอิสระ มุมมองรอบตัว และกระแสลมที่ไหลบ่าปะทะร่างกายก็มักเติมชีวิตชีวาให้ผู้ชายอย่างเราได้เสมอ นอกจากการหลงใหลในความเร็วและเสพติดประสบการณ์อันยอดเยี่ยมที่ได้รับจากการขับขี่ อีกหนึ่งเรื่องที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้ คือเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญทุกครั้งก่อนออกเดินทาง เพราะร่างกายแต่ละส่วนก็ควรได้รับการปกป้องจากอุปกรณ์เฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นหมวกกันน็อค รองเท้า รวมไปถึงแจ็ตเก็ตสำหรับขับขี่มอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ จะดีแค่ไหนถ้าแจ็คเก็ตเพื่อการขับขี่นั้นให้ทั้งความปลอดภัยและมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ อย่างไรก็ตามหลายคนคงกำลังเผชิญปัญหารูปแบบแจ็คเก็ตไม่เหมาะสมกับอากาศร้อนระอุของเมืองไทย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ 4 หนุ่มผู้หลงใหลในการขับขี่มอเตอร์ไซค์และการเล่นเซิร์ฟให้กำเนิดแบรนด์แจ็คเก็ตที่เหมาะสมกับเหล่าไบค์เกอร์เมืองไทยขึ้นมาในชื่อ Sun of a Beach Thailand เติร์ด-ฐาปนิศร สุขพระโพธิ์, ไปป์-อภิสิทธิ์ เอี่ยมธารทอง, นิว-อิศรา โค้วถาวร และ พจน์-พจนฤทธิ นิมิตกุล ทั้งหมดต่างชื่นชอบการขับขี่มอเตอร์ไซค์ พวกเขาจึงใช้ประสบการณ์ตรงและฟังความต้องการจากเหล่าไบค์เกอร์ถ่ายทอดออกมาเป็นแจ็คเก็ตยีนส์ที่ตอบโจทย์ Urban Men Bikers โดยเฉพาะ วันนี้เรามีโอกาสสนทนากับพวกเขาถึงจุดเริ่มต้นและความพิเศษของแจ็คเก็ตตัวนี้ แรงบันดาลใจที่เป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์ ? เติร์ด : ที่จริงแล้ว มันเกิดจากจุดเริ่มต้นที่เราชอบขี่มอเตอร์ไซค์กันครับ การที่เราขี่มอเตอร์ไซค์กันบ่อยก็ทำให้เราซื้อแจ็คเก็ตสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์กันเยอะมาก ซึ่งคนที่ขี่ Big Bike หลายคนก็จะรู้กันว่าแจ็คเก็ตมีความหมายมากทีเดียวสำหรับคนที่ชื่นชอบกิจกรรมนี้ มาวันหนึ่งผมมีโอกาสซื้อแจ็คเก็ตตัวหนึ่งมาตัวละประมาณสองหมื่นกว่าบาท ช่วงที่ซื้อมาเราก็ออกทริปกันและมันก็ตอบโจทย์การใส่ในระดับหนึ่งเลย แต่พอเรากลับมาที่กรุงเทพเรารู้สึกว่ามันไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศร้อนของบ้านเราเลย ก่อนอื่นต้องยอมรับเลยว่าบ้านเราใส่แจ็คเก็ตจริงจังแบบต่างประเทศไม่ได้เพราะอากาศบ้านเราร้อนมาก
“ความสำคัญ คนสำคัญ” เป็น 2 คำที่น้อยคนจะใช้กับตัวเองแต่สามารถหยิบยื่นให้คนอื่นอย่างเต็มใจ เคยสังเกตกันบ้างไหมว่าเรามักมองคนทั้งโลกดีหมด ใจกว้างให้อภัยคนที่ทำให้เรารู้สึกแย่ได้ แต่กลับหวดตัวเองอย่างรุนแรงเมื่อพบข้อบกพร่องที่เกิดจากตัวเองเสมอ ถ้า “ดีเกินไป” คือสิ่งที่คุณทำให้คนอื่น แต่ไม่ยอมทำให้ตัวเอง เราขอให้ลดดีกรีมันลงอีกนิดเพราะบางครั้งมันอาจถ่วงคุณภาพชีวิตคุณลงจากผลสะท้อนทั้ง 3 ข้อต่อไปนี้ เมตตาธรรมค้ำจุนโลก แต่ไม่ค้ำจุนเรา อารมณ์สงสารเป็นธรรมดาของลูกผู้ชาย กายภาพของเราที่แข็งแรงกว่ามักมาพร้อมหน้าที่ที่ฝังหัวมาว่าควรปกป้องคนอื่น และถ้าดีกว่านั้นหน่อยหลายคนก็เลือกเป็นพ่อพระทางความคิด ทำไปทำมาจนเคยชิน โดยไม่รู้เลยว่าการรับเรื่องราวบอบช้ำของคนอื่นมามาก ๆ สงสารเขาไปเรื่อย มันทำให้เราเหนื่อยล้า สิ้นหวังกับเขาลงได้เหมือนกัน ผลการวิจัยจาก University of Bradford เผยว่าแค่การรับข่าวจากสื่อโซเชียลที่ผ่านตาก็สร้างความเครียด ความรำคาญให้เราได้แล้ว ความเครียดที่ได้รับผ่านประสบการณ์ไม่ว่าจะเป็นของเราโดยตรงหรือของคนอื่นเหล่านี้ค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปในตัวเราจนทำให้รู้สึกดิ่ง จม สิ้นหวังและไร้ค่า แถมผลกระทบนี้ยังสื่อออกมาผ่านพฤติกรรมและความคิดด้วย ถ้าคุณสังเกตว่าช่วงนี้การมองโลกไม่ค่อยเหมือนเดิม จัดการอารมณ์ตัวเองไม่ค่อยได้ ทักษะวิเคราะห์หรือความรู้สึกอยากริเริ่มสิ่งต่าง ๆ ลดลง นอนไม่ค่อยหลับ แสดงว่าต้องเริ่มหันมาเมตตาตัวเองบ้างแล้ว พักการเสพเรื่องแย่จากโซเชียลเสียบ้าง คนเจ็บปวดมือสอง เรื่องของเขาแต่พอเราฟังหรือเห็นก็เอามาเก็บไว้ให้เจ็บแทน สิ่งนี้คือเลเวลสองที่เพิ่มระดับจากความดิ่งแบบแรก การรับความเจ็บปวดมือสอง ฟังแล้วดูคล้าย ๆ ควันบุหรี่มือสอง แต่มันเล่นงานเราด้วยความเจ็บที่รวดเร็วและรุนแรงมากกว่านั้นเพราะจู่โจมการใช้ชีวิตเข้าอย่างจังจากภาวะเหล่านี้ ติดเป็นภาพจำจนเก็บมาเป็นฝันร้าย
ตั้งแต่ภาพยนตร์ Bohemian Rhapsody ปลุกกระแสวง Queen และเพลงร็อก 70 ให้กลับมาฟีเวอร์อีกครั้ง บรรดาหนัง Biopic ของศิลปินคนอื่น ๆ ก็ถูกประกาศสร้างตามกันมาเป็นว่าเล่น ไม่ว่าจะ The Dirt หนังสารคดีวง Motley Crue ที่ลงฉายทาง Netflix, Rocketman หนังสารคดีชีวิต Elton John ล่าสุดก็เพิ่งมีการประกาศทำหนังสารคดี Elvis Presley ไปหมาด ๆ เรียกได้ว่าเป็นยุคที่อุดมหนังเพลงจริง ๆ แล้วแบบนี้จะขาดเรื่องราวของวงดนตรียิ่งใหญ่ตลอดกาล ผู้ไม่เคยถูกใครโค่นได้อย่าง ‘The Beatles’ ไปได้อย่างไร? อย่าเพิ่งเข้าใจผิด สี่เต่าทองยังไม่มีหนัง Biopic แต่หากคุณเป็นแฟนเพลงตัวยงของพวกเขา Yesterday อาจเป็นภาพยนตร์ดี ๆ อีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่ควรพลาด “เมื่อวานนี้ ทุกคนรู้จัก The Beatles แต่วันนี้ มีเพียงแจ็คเท่านั้นที่จำเพลงของพวกเขาได้” นี่คือภาพยนตร์แฟนตาซีที่นำบทเพลงและเรื่องราวของ The Beatles มาร้อยเรียงถ่ายทอด ผ่านพล็อตสดใหม่สุดแสนจะน่าสนใจ เรื่องราวของ


