จากทัศนียภาพหนาทึบของเสาไฟและตึกระฟ้าในเมืองหลวง สู่ความเบียดเสียดของแมกไม้สลับกับหนองน้ำในถิ่นทุรกันดาร โอบล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าและฝูงสัตว์ป่าที่ธรรมชาติเป็นผู้ครอบครอง หมุนลูกโลกไปทางซ้ายข้ามทวีปเอเชียที่คุ้นเคยมาสู่แอฟริกา ทวีปที่กว้างใหญ่เป็นอันดับสองของโลก เล็กลงไปในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ที่นี่มี GARAMBA NATIONAL PARK อุทยานแห่งชาติที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกา อุทยานแห่งนี้ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 5,133 ตารางกิโลเมตร แถมยังเป็นบ้านเกิดของสัตว์ป่ากินพืช สัตว์นักล่าที่รวดเร็ว หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก หากลองแหวกดูตามสุมทุมพุ่มไม้ก็จะพบว่ามีสัตว์ป่าแอฟริกาหลากชนิดรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ตั้งแต่แอนทิโลป ควายป่า ไฮยีน่า สิงโต ยีราฟ ฮิปโปโปเตมัส ลิงชิมแปนซี ไปจนถึงหมูป่ายักษ์ ทั้งยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 138 สายพันธุ์ นกอีก 286 สายพันธุ์ และช้างป่าลูกผสมของป่าสะวันนาและป่าแอฟริกาก็อาศัยอยู่ที่นี่ด้วย GARAMBA NATIONAL PARK สถานที่ที่รวมความหลากหลายทางชีวภาพสุดน่าทึ่ง กำลังถูกคุมคามโดยกองโจรล่าสัตว์ป่า ผู้ลักลอบขนอาวุธ และกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่คร่าชีวิตสิงห์สาราสัตว์บนผืนป่าแห่งนี้ไปนับไม่ถ้วน ตลอดพื้นที่ 1,268,390 เอเคอร์ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด แต่น่าเสียดายที่ในช่วง 10 ปีให้หลังจำนวนสัตว์ป่าในอุทยานแห่งนี้ค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ อันเนื่องมาจากการรุกล้ำ จำนวนช้างลดลง 90%
วันนี้ผู้ชายทุกคนที่มีความหลงใหลในโลกของยนตกรรม และได้ติดตามวิวัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมรถยนต์คงทราบกันดีว่า ในปัจจุบันรถยนต์พลังงานทางเลือกกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นต่อผู้คนทั่วโลก ที่ต่างตื่นตัวในเรื่องการหาพลังงานสะอาดเพื่อทดแทนการใช้น้ำมัน ทั้งการออกกฎเกณฑ์ที่เตรียมพร้อมสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจังในฝั่งยุโรป การเกิดขึ้นของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจากทั้งแบรนด์รถยนต์ใหม่และเก่า ซึ่งมีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดในหลายประเทศ และหลายคนคงมีคำถามเกิดขึ้นว่า แล้วทิศทางของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังก้าวไปในทิศทางไหน? ขณะเดียวกันในบ้านเราค่าย MG (เอ็มจี) ก็เล็งเห็นถึงทิศทางและความสำคัญของเทคโนโลยีสำหรับอนาคตดังกล่าว ทำให้เกิดงานสัมมนา “EVolution Of Automotive” ซึ่งถูกจัดขึ้นเพื่อทำความเข้าใจและผลักดันการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย ให้พร้อมสำหรับยานยนต์แห่งอนาคตที่จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเรามากขึ้นในอนาคตอันใกล้มาก ๆ นี้ เราได้เข้าร่วมงานสัมมนารถยนต์ MG ประเทศไทย ที่จัดขึ้นเพื่อแลกแชร์มุมมองและวิเคราะห์ความพร้อมของประเทศไทยต่อการพัฒนาและยกระดับการใช้ “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” (EV) ให้เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้น ในงานสัมมนา “EVolution of Automotive” เพื่อนำเสนอประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในทุกมิติ โดยในงานนี้ได้ 7 Guru ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจากทั้งภาครัฐและเอกชน มาร่วมสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางความเป็นไปได้ และความคืบหน้าในการขับเคลื่อนประเทศไทยของอุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานทางเลือกที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นไปอีกขั้น ภายในงานสัมมนาครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง คุณพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันประชาคมโลกให้ความสำคัญกับการใช้รถยนต์พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพราะตระหนักถึงคุณภาพชีวิตควบคู่กับความต้องการลดภาวะมลพิษในระยะยาว เนื่องจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% จึงไม่มีการปล่อยไอเสียสู่ธรรมชาติ พร้อมพัฒนาการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่เงียบ มีอัตราเร่งที่ดี และสามารถขับได้ระยะทางที่ไกลมากขึ้น
ในช่วงนี้ข่าวการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนนั้นถือว่าค่อนข้างเข้มข้น ตั้งแต่ที่รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแบนอุปกรณ์มือถือของ Huawei ตามมาด้วยการเลิกสนับสนุนซอฟต์แวร์บนเครื่องโดย Google ก่อนที่สถานการณ์การแบนจะผลิกผันไป เมื่อทางสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงงานผลิตแร่ชนิด Rare Earth ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณไปยังสหรัฐ จนต้องมีการเลื่อนการแบนออกไป 90 วันเลยทีเดียว แล้วแร่ Rare Earth นั้นคืออะไร สำคัญขนาดไหนจนถึงขั้นที่สหรัฐยังต้องยอม แร่ Rare Earth นั้นมีด้วยกันทั้งสิ้น 17 ชนิดด้วยกัน ได้แก่แร่ Lanthanide ทั้งหมด และ Scandium กับ Yttrium ซึ่งอันที่จริงแล้วแร่ Rare Earth เหล่านี้ไม่ได้หายากตามชื่อของมันเลย ยกตัวอย่างเช่น Thulium ที่หายากที่สุดในตระกูล Rare Earth แล้ว ก็ยังมีมากกว่าทองคำอยู่ถึง 125 เท่าด้วยกัน ที่มาของคำว่า Rare Earth จริงๆ นั้นเป็นเพราะว่าแร่เหล่านี้มีกระจัดกระจายไปทั่วโลก แต่ไม่ได้กระจุกอยู่รวมกันเป็นปริมาณมากในที่ใดที่หนึ่งเลย ซึ่งจีนเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่กว่า
การทำงานเป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องพบเจอกันเป็นปกติ และก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งตาคอยวันหยุดช่วงเทศกาลต่าง ๆ รวมถึงวันลาพักร้อนของตัวเองด้วย แต่ดันผลสำรวจที่น่าตกใจว่าคนไทยลางานน้อยติดอันดับและยกเลิกทริปเที่ยวเป็นอันดับหนึ่งของโลก เหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ? คนไทยบ้างานหรือว่ามีเหตุผลอื่นที่ทำให้เราไม่อยากลาไปเที่ยว เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกปีสำหรับเว็บไซต์ Expedia ที่ให้บริการด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ทั้งโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน แพ็เกจเที่ยวบินและโรงแรม เช่ารถและกิจกรรมท่องเที่ยว จัดสำรวจพฤติกรรมกลุ่มนักท่องเที่ยวพนักงานประจำทั่วโลกซึ่งปีนี้พบว่า คนกลุ่มนี้รู้สึกไม่อยากลาพักร้อนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน ๆ ถึง 53% โดยมีสาเหตุหลักคือเรื่องงานที่ติดพันจนหาเวลาไปเที่ยวไม่ได้ รวมถึงปริมาณงานจำนวนมหาศาลที่รอต้อนรับเราหลังจากจบทริปที่ทำให้พอนึกถึงก็ยิ่งทำให้ไม่อยากลา รวมถึงเผยสถิติน่าตกใจว่าไทยติดอันดับ 7 ประเทศที่ลาพักร้อนน้อยที่สุดในโลก นอกจากผลสำรวจการใช้วันลาแล้วทาง Expedia ยังสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการเที่ยวของมนุษย์เงินเดือนปี 2018 ว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวไทยมักเลื่อนการจองที่พักหรือยกเลิกทริปกลางคันสูงถึง 75% ด้วยสาเหตุติดงาน มีงานเข้ากะทันหันที่ลาไม่ได้จริง ๆ และด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่อันดับหนึ่งของโลกด้านการเททริป ส่วนอันดับสองที่บ้างานจนต้องยกเลิกทริปเที่ยวรองจากไทยคือยูเออี ตามมาด้วยอินเดีย เม็กซิโก เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฮ่องกงตามลำดับ วลีที่ว่า “คนไทยเป็นคนขี้กังวลและคิดเยอะ” ถือว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริง เพราะวันลาพักร้อนของคนไทยเฉลี่ยที่ 10 วันต่อปี แต่ส่วนใหญ่มักใช้วันลาพักร้อน 8 วัน จากทั้งหมด 10 วัน ด้วยเหตุผลว่าเผื่อวันลาเอาไว้หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน รวมถึงเหตุผลเรื่องงานรัดตัวที่ทำให้หาวันลาดี ๆ
“สงครามอาจกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งเร็ว ๆ นี้” นี่คือประโยคที่คนส่วนใหญ่พูดถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างสองประเทศมหาอำนาจโลกอย่างสหรัฐอเมริกากับจีน บางคนอาจมองว่าประโยคนี้กล่าวเกินจริง แต่หากลองฉุกคิดดูก็จะรู้ว่าสงครามไม่จำเป็นต้องยิงนิวเคลียร์หรือส่งทหารออกไปสู้รบเสมอไป สำหรับใครที่ตามข่าวการเมืองของสหรัฐฯ จะต้องคุ้นเคยกับประโยค “Make American Great Again” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างแน่นอน เพราะเขามักจะพูดอยู่บ่อย ๆ ว่าจะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งและยังแข่งขันกันทุกด้านกับประเทศขั้วตรงข้ามอย่างจีนซึ่งมีผู้นำที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใครอย่างสี จิ้นผิง การต่อสู้ที่ร้อนแรงของสองขั้วมหาอำนาจโลกทำให้ UNLOCKMEN นำเรื่องราวโดยย่อรวมถึงประวัติของ สี จิ้นผิง ชายผู้ต่อกรกับโดนัลด์ ทรัมป์อย่างสูสีมาร้อยเรียงให้ทุกคนติดตามกัน ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน แล้วทำไมผู้ชายอย่างเรา ๆ ต้องสนใจเรื่องราวการต่อสู้ของสองประเทศนี้ สี จิ้นผิง เป็นใคร ? สี จิ้นผิง เป็นลูกชายของ สี จงชุน ทหารผ่านศึกคอมมิวนิสต์จีน ที่มีบทบาทสำคัญทางการเมืองเพราะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีซึ่งใกล้ชิดกับ เหมา เจ๋อตง ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน เกริ่นมาแบบนี้หลายคนอาจคิดว่าเด็กชายผู้เติบโตท่ามกลางผู้ทรงอิทธิพลและมีพ่ออยู่ในแวดวงการเมืองควรมีชีวิตที่โชคดีและได้เปรียบเด็กคนอื่น ๆ จนน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขากลายเป็นประธานาธิบดีในวันนี้ แต่ความจริงไม่ได้ราบรื่นอย่างนั้น เพราะชีวิตของเขาพลิกผันจากเหตุการณ์ที่พ่อของเขาโดนปลดตำแหน่งอย่างสายฟ้าแลบ เนื่องจากตัดสินใจอนุญาตให้สำนักพิมพ์แห่งหนึ่งตีพิมพ์หนังสือวิจารณ์ เหมา เจ๋อตง ผลจากการตัดสินใจของสี จงชุน
สำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบการถ่ายรูปโดยใช้กล้องอินแสตนท์ที่ใช้งานแสนสะดวก หยิบมาถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้รูปที่ต้องการออกมาทันที แต่การถ่ายแบบไม่สามารถตั้งค่าต่าง ๆ ของกล้องให้เหมาะสมก็ทำให้บางโอกาสเราลั่นชัตเตอร์แล้วพลาดไป ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากคุณมีกล้องอย่าง MiNT InstrantKon RF70 อยู่ในมือ InstrantKon RF70 คือผลงานชิ้นล่าสุดของ MiNT บริษัทกล้องจากประเทศฮ่องกงที่เชี่ยวชาญการผลิต Instant Camera โดยเฉพาะ พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในวงการ แม้รูปแบบของกล้องชนิดดังกล่าวคนจะนิยมน้อยลง แต่ความพิเศษของกล้องแบบอินแสตนท์ตัวล่าสุดของพวกเขาคือการสร้างมาให้สามารถตั้งค่าการใช้งานในส่วนต่าง ๆ ได้ รวมถึงถ่ายทอดมันลงบนแผ่นฟิล์มที่มีขนาดแตกต่างจากกล้องทั่ว ๆ ไป MiNT InstrantKon RF70 เป็นกล้องทรง Rangefinder แบบสามารถพับเก็บได้ ตัวกล้องหุ้มด้วยหนังคุณภาพสีดำที่ออกแบบมาให้เข้ากันกับรูปทรงคลาสสิกได้เป็นอย่างดี โดยใช้เลนส์ขนาด 93 มิลลิเมตรที่ให้ภาพสุดคมชัด พร้อมจุดเด่นที่สามารถตั้งค่าความเร็วของสปีดชัตเตอร์รวมถึงรูรับแสงได้ ให้ผู้ใช้งานควบคุมรูปแบบภาพที่ต้องการถ่ายได้อย่างอิสระ ขนาดของรูรับแสงที่สามารถปรับได้ใน InstrantKon RF70 ไล่ตั้งแต่ f/5.6, f/6.7, f8, f11, f/16, f/22 โดยค่ารูรับแสงที่ f/5.6 จะเทียบเท่ารูรับแสง f/2.4 ในเลนส์ขนาด 35
การร่วมงานประจำปีของสองโคตรแบรนด์สตรีตและสปอร์ตแนวหน้าของวงการกลับมาอีกครั้งในคอลเลกชัน Supreme x Nike Summer Collection แม้คราวนี้จะไม่มีรองเท้าคู่งามประกอบรวมอยู่ในคอลเลกชันด้วย แต่ด้วยสไตล์เสื้อผ้าที่สวยได้ใจคงทำให้แฟน ๆ ที่รอคอยกันอยู่ลืมความผิดหวังเล็ก ๆ ไปได้อย่างแน่นอน ทันทีที่ Supreme x Nike Summer Collection 2019 เปิดภาพเต็มของไอเทมทุกชิ้นในแคปซูลออกมาก็ทำให้หนุ่มทั้งสายสตรีตและสายกีฬากระเป๋าเงินร้อนนั่งไม่ติด แม้ปีนี้ในคอลเลกชันจะไม่มีโมเดลรองเท้าแจ่ม ๆ จากค่าย Swoosh รวมอยู่ในงานคอลแลปส์ แต่เสื้อผ้าสไตล์สปอร์ตรูปแบบเรโทรที่ปล่อยออกมาก็สวยงามน่าครอบครองไม่แพ้กัน Supreme x Nike Summer ชุดนี้ประกอบไปด้วยไอเทมสารพัดไม่ว่าจะเป็นเสื้อแจ็คเก็ตกีฬาไนลอนแบบกันน้ำและกางเกงขายาวแบบเดียวกัน รวมไปถึง Sweatshirt Sweatpant และเสื้อไหมพรมที่มาพร้อมโลโก้ขนาดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าสะพายที่ทำจากวัสดุไนล่อนสีสันสดใสปิดท้ายเป็นไอเทมเสริมให้สายสตรีตทั่วโลกได้เตรียมพร้อมเสียเงินกันแล้ว Supreme x Nike Summer Collection 2019 เตรียมวางจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและปารีสเป็นที่แรกในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ ต่อด้วยโซนเอเชียในประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 25 พฤษภาคม สำหรับหนุ่ม ๆ ในบ้านเราแม้อาจไม่ได้ครอบครองทุกชิ้น แต่คาดว่าเหล่าพ่อค้านักหิ้วทั้งหลายจะมือเร็วพอที่จะนำบางชิ้นมาเปิดรีเซลล์ให้หลายท่านได้สู้ราคากันต่อแน่นอน SOURCE 1
วันที่ 12 เดือนมิถุนายน เป็นวันฤกษ์งามยามดีที่เหล่าผู้ชื่นชอบสายลับจักรวาล Men In Black จะได้พบกับภารกิจครั้งใหม่ล่าสุด ซึ่งนับเป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 4 แต่ใช้ชื่ออย่างเป็นทางการว่า Men In Black: International ซึ่งแม้คราวนี้จะไม่มี 2 Agents ตัวหลักใน 3 ภาคแรกอย่าง Will Smith และ Tommy Lee Jones ออกมาปราบปรามวายร้ายจากต่างแดนที่แฝงร่างมาในโลกมนุษย์ แต่ก็ได้ดาราแม่เหล็กอย่าง Chris Hemsworth ซึ่งการันตีความคูลจากบทบาทของ Thor ใน The Avengers หลากหลายตอน รวมถึง Tessa Thompson หรือหลายคนอาจจะจำได้ในบทบาทของ Valkyrie นักรบคู่ใจจากดินแดน Asgard ดังนั้นจึงเป็นคู่ขาที่เล่นเข้าแข้งกันเป็นอย่างดีแน่นอน นอกจากนี้ยังได้ Liam Neeson สายบู๊จอมโหดมาร่วมงานอีกด้วย เนื้อเรื่องของ Men In Black: International เกี่ยวกับภารกิจที่ใหญ่โตยิ่งกว่าเก่า เพราะไม่ใช่แค่กำจัดเหล่า Aliens เหมือนที่ผ่านมา แต่คราวนี้ต้องตามหา “ไส้ศึก”
กิโลกรัม หน่วยวัดน้ำหนักที่เป็นมาตรฐานมานานแสนนานนั้น พึ่งจะได้รับคำนิยามใหม่ในวันที่ 20 พฤษภาคม โดยจะเปลี่ยนจากการอ้างอิงจาก “Le Grand K” ก้อนโลหะทรงกระบอก ที่ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีในปารีส ให้เป็นตามค่าคงตัวของพลังค์ (Planck Constant) แทน ซึ่งนี่จะทำให้ค่าของกิโลกรัมนั้นคงที่ไปตลอดกาลได้ ทว่าการเปลี่ยนแปลงในหนนี้ก็คงไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของเรามากนัก เพราะถึงนิยามของกิโลกรัมจะเปลี่ยนแปลงไป แต่น้ำหนักของสรรพสิ่งต่าง ๆ บนโลกที่เราใช้งานอยู่ก็ไม่ได้ลดลงจนน่าใจหาย (อาจเป็นข่าวดีและข่าวแล้วในเวลาเดียวกัน) โดยสิ่งที่การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะส่งผลนั้น คือหน่วยกิโลกรัมจะได้เป็นหน่วยวัดที่เพอร์เฟ็กกับเขาเสียที หลังจากที่หน่วยวัดอื่น ๆ เขาอ้างอิงจากค่าคงตัวทางฟิสิกส์กันไปหมดแล้ว Le Grand K หรือ International Prototype Kilogram เป็นก้อนอัลลอยของแพลตินัมกับอิริเดียมทรงกระบอก เป็นนิยามที่ใช้เทียบเท่ากับ 1 กิโลกรัมมานานกว่า 1 ศตวรรษแล้ว และนอกจากก้อนต้นฉบับที่ถูกเก็บรักษาในปารีสแล้วนั้น Le Grand K ยังมีอีกหลายก้อนที่ถูกส่งไปให้กับนานาประเทศ (รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย) เพื่อใช้สำหรับการนำมาเทียบค่าน้ำหนักของกิโลกรัมกับก้อนต้นฉบับ แม้แต่สหรัฐอเมริกา ซึ่งใช้หน่วยวัดแบบ Imperial (ปอนด์, ฟุต, แกลลอน) ก็ยังอ้างอิงค่ามาจากหน่วยกิโลกรัมเช่นกัน ซึ่ง


