“ความมั่นใจ”เป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งที่ถ้าใครสักคนมีมันอยู่ในตัวก็จะได้รับการยอมรับทั้งในโลกแห่งการทำงานและโลกแห่งการปฏิสัมพันธ์ แต่หลายครั้งความมั่นใจในตัวเองกับความบ้าอำนาจหรือหลงตัวเองก็มีเส้นกั้นบาง ๆ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นคนที่มีความมั่นใจแบบถึงแก่นหรือที่แท้เราแค่บ้าอำนาจและหลงตัวเองเท่านั้น ? ไม่ต้องคิดให้เหนื่อย ลองสำรวจตัวเองจาก 12 สิ่งต่อไปนี้ เพราะนี่คือ 12 สิ่งที่มนุษย์มีความมั่นใจถึงแก่นแตกต่างจากคนทั่วไป มีความสุขจากภายใน ความสุขคือปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งของความมั่นใจ เพราะมนุษย์ที่มั่นใจในตัวเองแบบถึงแก่นนั้นไม่ว่าเขาเลือกจะทำอะไรเขาย่อมคำนึงถึงความสุขของตัวเองเสมอว่าสิ่งที่เขาทำลงไปมันส่งผลให้เขาพอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นหรือเปล่า ดังนั้นคนที่มั่นใจในตัวเองนั้นมีความสุขมาจากตัวตนของตัวเอง เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาทำไปมันมีค่าให้ตัวเขาเองชื่นชมตัวเองหรือไม่ ถ้าเขารู้สึกว่านี่ดีกับตัวเขาเองแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องรอฟังคำชมจากคนอื่นเพื่อให้ตัวเองมีความสุขอีกต่อไป ไม่ตัดสินคนอื่น มนุษย์ที่มั่นใจในตัวเองอย่างถึงแก่นจะไม่ใช้มาตรฐานตัวเองเป็นมาตรวัดตัดสินคนอื่น ๆ เพราะเขารู้ดีว่ามนุษย์ทุก ๆ คนมีบางสิ่งบางอย่างในตัวเองที่เป็นจุดพีค และแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีเหมือนกัน ดังนั้นเขาจะไม่บอกว่าตัวเองเหนือกว่าใคร หรือตัดสินใครว่าต่ำกว่าใคร เพื่อยกระดับความสามารถตัวเองให้ดูดี คนที่ตัดสินคนอื่นหรือมัวแต่เปรียบเทียบอาจจะไม่ได้มั่นใจอย่างที่เขาแสดงออก แต่ตัวตนเขาแสนเปราะบาง ไม่ตอบตกลงมั่ว ๆ แต่จะตอบเมื่อตัวเองต้องการ งานวิจัยจาก University of California ระบุว่าการที่มนุษย์คนหนึ่งไม่กล้าปฏิเสธคนอื่น นั่นแปลว่าคนนั้นกำลังเผชิญหน้ากับภาวะสุดตึงเครียด หมดไฟ หรือแม้กระทั่งซึมเศร้า ในขณะที่มนุษย์ที่มีความมั่นใจถึงแก่นรู้ดีว่าการรู้จักปฏิเสธในสิ่งที่พวกเขาไม่ต้องการนี่แหละที่ดีต่อตัวเอง ที่สำคัญคือพวกเขารู้ว่าตัวเองต้องการอะไรมากพอที่รู้ว่าเรื่องไหนมันต้องปฏิเสธ และเรื่องไหนคือเรื่องที่พวกเขาเต็มใจทำจริง ๆ ไม่ใช่ตอบตกลงส่ง ๆ แค่เพราะเกรงใจคนอื่น หรือตอบตกลงแค่เพราะกลัวคนอื่นไม่ชอบขี้หน้า ฟังมากกว่าพูด มนุษย์ที่มีความมั่นใจถึงแก่นจะฟังมากกว่าพูด เพราะพวกเขารู้ว่าการฟังมากกว่าพูดทำให้เขาเรียนรู้และเติบโตขึ้น และเขาไม่ได้มองว่าวงสนทนาเป็นสถานที่ที่มีไว้อวดว่าใครฉลาดกว่าใคร หรือใครรู้อะไรมากกว่าใคร แต่เขามองว่าวงสนทนาคือสถานที่ที่มีไว้เพื่อปฏิสัมพันธ์กับผู้คน
ถ้าเราให้เรียงลำดับว่าอะไรสำคัญที่สุดในชีวิต นอกจากปัจจัย 4 แล้ว บอกเลยว่า โทรทัศน์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสุด ๆ ไปเลย ลองคิดดูว่าในชีวิตนึงเราผูกพันกับ TV มากแค่ไหน ในวันที่เหนื่อยล้า ก็ได้ TV นี่แหละคอยเยียวยาหัวใจให้หายเครียด ในวันที่มีความสุข ก็ TV นี่แหละที่เพิ่มอถรรสความมันส์บันเทิงให้ชีวิต หรือแม้แต่ในวันที่เราต้องการความรู้ ก็ได้ TV เป็นครูสอนเรื่องราวน่าสนใจจนเกิดไอเดียใหม่ ๆ ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าจะลงทุนกับอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด TV ก็เป็นสิ่งที่เราทุ่มได้แบบไม่ต้องเสียดายเงิน ปัจจุบันการซื้อ TV ไม่ใช่แค่กล่องสี่เหลี่ยมที่ฉายภาพได้อีกต่อไป เพราะคุณภาพที่ได้รับคือความคมจัดชัดจริงที่สังเกตความแตกต่างได้ชัดเจน และประสบการณ์รวมถึงอารมณ์ที่ได้นั้นแตกต่างจาก TV คุณภาพพอใช้ เรียกว่าเข้าถึงอารมณ์มากกว่าก็ไม่ผิด ลองนึกถึงความอินในอารมณ์จากการดูภาพยนตร์ในโรงหนัง กับการดูภาพยนตร์เรื่องเดียวกันบนจอทีวีที่ภาพเบลอ ๆ สีจืด ๆ ดูซิครับ ฉากบู๊ล้างผลาญถึงกับดูไม่น่าเกรงขามกันเลยทีเดียว นอกจากนี้เรื่องดีไซน์ ก็เรียกได้เลยว่า TV เป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านที่ทำให้ดูโมเดิร์น เท่และลงตัวขึ้น เพราะ TV มันมีค่ากว่าความมินิมอลเรียบเท่ อีกทั้งดีไซน์ของ TV สามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของคุณได้
ทุกวันนี้เรื่องการเขียนด้วยปากกาดินสอ ถ้าไม่นับการเซ็นบัตรเครดิตก็แทบไม่ค่อยได้ใช้งานกันเท่าไหร่ เนื่องจากนวัตกรรมส่วนใหญ่มันอำนวยความสะดวกให้เราเหลือเกิน ทั้งการเขียนผ่านเสียง หรือการขยับนิ้วพิมพ์แล้วมีโปรแกรมช่วยสะกดเดาข้อความให้ก่อนที่เราจะพิมพ์เสร็จ ประกอบกับการรณรงค์ paperless เพื่อช่วยเรื่องภาวะโลกร้อนด้วย สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุผลให้นักวิทยาศาสตร์ชาวจีนอยากเข้ามาพัฒนานวัตกรรมกระดาษมหัศจรรย์ขึ้น ล่าสุดวารสาร ACS Applied Materials and Interfaces ได้ตีพิมพ์เรื่องนวัตกรรมกระดาษมหัศจรรย์ รีเฟรชตัวเองให้เขียนได้ไม่หยุดและไม่ต้องขยำลงถัง โดยเป็นผลงานการวิจัยของทีมนักวิจัยชาวจีน นำโดย Luzhuo Chen หนึ่งในผู้นำทีมวิจัยจาก Fujian Normal University ใช้หลักการที่เราคล้ายกับหมึกลบได้ โดยเอาเรื่องอุณหภูมิมาเป็นกุญแจสำคัญในการประดิษฐ์ ด้วยการนำกระดาษธรรมดามาเคลือบด้านหนึ่งด้วยสาร thermochromic (สารที่เปลี่ยนสีเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน) ย้อมสีน้ำเงิน นำมาเคลือบกระดาษด้านหนึ่ง และเคลือบผิวด้านอื่น ๆ ด้วยผงหมึกสีดำจากเทคนิค Photothermal ที่ใช้วิธีซับแสงเป็นพลังงานความร้อน หลักการใช้งานจะเป็นการใช้กระดาษใบนี้ร่วมกับ heat-emitting pen (ปากกาความร้อนหรือปากกาแสง) จากนั้นเมื่อหมึกได้รับความร้อนจะเปลี่ยนสีบริเวณที่ถูกย้อมให้สว่างขึ้น เผยให้เห็นผิวกระดาษสีขาวด้านล่าง ซึ่งในอนาคตมันจะสามารถใช้งานได้กับเครื่องปรินต์แสง ทำให้เราประหยัดหมึกไปในคราวเดียว ทีเด็ดที่มันทำได้เหนือกว่านวัตกรรมในอดีตก็อยู่ที่การจัดการให้อยู่ได้นานและจำนวนครั้งที่ใช้งานได้ซึ่งพอเห็นแล้วออฟฟิศเราก็อยากอุดหนุนเหมือนกัน เพราะนักวิจัยเขาประดิษฐ์ให้มันสามารถเก็บไว้ระยะเวลานานสุด ๆ โดยกว่าข้อความหรือภาพจะลบเลือนกลับไปเป็นสีฟ้าทั้งแผ่นจะต้องเจอกับอุณหภูมิที่เย็นถึง 14 องศาฟาเรนไฮน์ หรือ 10 องศาเซลเซียส ซึ่งแน่นอนว่าเราเก็บไว้ในออฟฟิศได้สบาย ๆ
สิ้นปีกำลังจะมาถึงในไม่กี่อาทิตย์ เพื่อไม่ให้ปลายปีนี้เราต้องเฉามานั่งไล่ลิสต์ที่เขียนไว้ต้นปีเพื่อกดก๊อปปี้วาง แล้วไปพอกไว้ปีหน้า UNLOCKMEN ขอทำหน้าที่เป็นป๋าดัน แนะนำวิธีคลอดไอเดียเป็นล้านที่คุณมี ให้มันไม่เป็นแค่จินตนาการฟุ้ง ๆ ในอากาศ สามารถบรรลุเป้าหมายได้แม้ว่าคุณจะงานล้นมือหรือมีเวลาน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม เหตุผลคนดองไอเดีย ไม่ได้ขี้เกียจแค่ทางเลือกมันเยอะเกิน ใครที่ไอเดียพลุ่งพล่านมาหลายปี แต่ชั่วชีวิตนี้ไอเดียก็ยังเป็นได้แค่ไอเดียเฉย ๆ ไม่เห็นเป็นรูปเป็นร่างในชีวิตจริงสักที เรื่องนี้อธิบายได้ว่ามันมีเหตุผลของมัน เพราะเคยมีนักจิตวิทยาทำวิจัยเรื่องการวางแผนลงทุนเพื่อนการเกษียณสำหรับพนักงานไว้แล้วพบว่า ยิ่งเรามีทางเลือกให้เลือกเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ แทนที่เราจะได้ทำตามทางเลือกเหล่านั้นกลับกลายเป็นว่าไอ้ทางเลือกเยอะ ๆ นี่แหละที่สกัดดาวรุ่งเรา จนสุดท้ายคนที่เข้าร่วมการวิจัยที่เจอทางเลือกลงทุนเยอะ ๆ เข้าไปเลยล้มแผนออมเพื่อเกษียณมันซะเลย ดังนั้น การขยับไปทำอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นสิบเป็นร้อยสิ่งนี่แหละที่มันดูดพลังงานเราเหลือเกิน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นกับเรา นี่คือ 5 สิ่งที่เราควรปักหมุดในใจและลงมือทำเสมอไม่ว่าจะคิดอะไรอยู่ ใครพร้อมลุยก่อนสัปดาห์สุดท้ายของปีจะมาถึงก็เริ่มได้ทันที ไม่ต้องรอฤกษ์ปีใหม่แต่อย่างใด 1. สร้างเดดไลน์ย่อย ๆ ให้เดินตาม โปรเจ็กต์งานชิ้นนี้ให้เวลา 2 เดือน ฟังดูเหมือนจะนานเพราะเราคิดเอาเองว่างานชิ้นนั้นวันสองวันก็เสร็จแล้ว แต่พอเอาเข้าจริงสิ่งที่เราเจอมันกลับกลายเป็นหวุดหวิดจะไม่ทันเสียได้ ถ้าใครอยู่ในอาการนี้อาจจะเข้าข่ายว่าเรากำลังเข้าโหมด Parkinson Law ที่กล่าวไว้ว่า “การทำงานมันยืดจนเต็มเวลาเดดไลน์ได้เสมอแหละ” ซึ่งถ้าถามว่าเวลาไปไหนหมด ทำไมไปปั่นตอนใกล้นนาทีสุดท้ายมันชัดเลยว่าเราเอาไปเติมอย่างอื่น เช่น ขอเล่นเกมก่อน
สิ่งที่เหล่ามนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นต้องพบเจออยู่เสมอคือความตึงเครียดในการทำงานแต่ละวัน กลายเป็นภาพลักษณ์ให้คนทั่วโลกเห็นว่าคนญี่ปุ่นมักบ้างาน แต่ใช่ว่าขยันแล้วจะดีเสมอไปเพราะแท้จริงแล้วความขยันมากไปนั่นแหละที่จะสร้างความลำบาก บางครั้งก็เสียเวลาไปกับการทำโอทีโดยไม่เกิดประโยชน์อะไร วัฏจักรแบบมนุษย์เงินเดือนที่เวียนไปทุกวันไร้ซึ่งการตอบคำถามว่าทำอย่างไรถึงจะมีความสุขท่ามกลางกองงานพะเนิน แล้วโรคบ้างานแบบนี้มีโอกาสจะเกิดกับมนุษย์เงินเดือนไทยมากน้อยแค่ไหน ? จุดเริ่มต้นของ ‘โรคบ้างาน’ หรือ ‘Workaholic’ เริ่มต้นขึ้นในปีค.ศ. 1969 เหล่าทีมวิจัยค้นพบโรคบ้างานหรือ ‘คาโรชิ’ มีต้นเหตุจากการเสียชีวิตของหนุ่มญี่ปุ่นอายุ 29 ปี เพราะพื้นฐานของคนญี่ปุ่นถูกปลูกฝังเรื่องความมุ่งมั่นตั้งใจ ความภักดีต่อองค์กรที่ตัวเองอยู่ รวมถึงเรื่องความรับผิดชอบที่สูงลิบ ค่านิยมเหล่านี้ทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ และไม่แปลกที่พวกเขาจะทำให้โรคบ้างานกลายเป็นโรคยอดฮิตของชายชาวญี่ปุ่น เดิมทีโรคบ้างานถูกพบแค่ในหมู่ชายชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกต้องเผชิญกับความเครียดจากการทำงานไม่ต่างจากผู้ชายญี่ปุ่นเท่าไหร่นัก โรคบ้างานจึงแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลกรวมถึงในประเทศไทย จากการสำรวจประชากรไทยพบว่ามีคนเป็นโรคบ้างานถึงร้อยละ 67 และยังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เราอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า “งานหนักไม่เคยฆ่าใคร” ขอบอกเลยว่าไม่จริง แม้บางครั้งเหล่าผู้ขยันทำงานเกินเหตุอาจรู้สึกสนุกไปกับการทำงานหนัก โดยไม่คิดว่าจะส่งผลกระทบกับร่างกายเท่าไหร่นัก แต่แท้จริงแล้วโรคภัยจำนวนมากต่างแห่เข้ามาอย่างไม่รู้ตัวทั้ง ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ อัมพาต เพราะความเครียดทำร้ายระบบการไหลเวียนของเลือดจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน รวมถึงโรคซึมเศร้าที่คนบ้างานมีโอกาสจะเจอสูงกว่าคนทั่วไป วิจัยวารสารวิชาการ PLOS One ของมหาวิทยาลัย Bergen University กล่าวว่าคนขยันทำงานเกินเหตุมีโอกาสเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำสูงถึง 25.6% เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานตามปกติ รวมถึงมีโอกาสเกิดอาการวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าได้ง่าย เห็นได้ชัดว่าการทำงานหนักนั้นก่อให้เกิดโรคทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แถมเมื่ออยู่กับความเครียดเป็นเวลานาน เหล่ามนุษย์เงินเดือนผู้ขยันขันแข็งมักหาทางออกโดยการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่จัด และทำให้ต้องเพิ่มโรคมะเร็งปอดกับตับแข็งเข้าไปอีก แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นบ้างานหรือไม่? มนุษย์เงินเดือนบ้างานสามารถสังเกตุว่าตัวเองมีอาการปวดตามร่างกายหรือไม่ เช่น ปวดหัว ปวดหลัง ปวดท้ายทอย
คงไม่มีใครอยากทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ยกเว้นแต่จะเป็นเจ้าของธุรกิจเพราะอันนั้นไม่ต้องร้องหาวันหยุดให้เสียเวลา เราก็อยากอยู่กับดอกผลที่หว่านลงไป แต่ว่าล่าสุดผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์จาก Melbourne Institute Worker Paper เขาบอกว่าถ้าคุณอายุ 40 หรือเกิน 40 ไปแล้วล่ะก็ อย่าว่าแต่ทำงาน 5 วันเหมือนสมัยวัยรุ่น งานวิจัยระบุว่าอย่าพยายามทำงานเกิน 3 วันต่ออาทิตย์เลยจะดีกว่า “3 วันกำลังดี” ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ไม่ได้สนับสนุนการอู้งาน แต่เพื่อบอกหนุ่มใหญ่ว่าอย่างเราจะทำงานได้ดีมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าทำตามเวลานี้ เพราะนักวิจัยศึกษาด้วยการติดตามอาสาสมัครหญิงและชายในวัยนี้จำนวนถึง 6,500 คน แบ่งเป็นชาย 3,000 คน หญิง 3,500 คน โดยระหว่างการทดสอบจะมีการสอบถามและทดสอบความรู้ความเข้าใจ และนำมาคิดวิเคราะห์อุปนิสัยการทำงาน ความจำ การใช้หลักเหตุผล รวมถึงการให้เหตุผลในรูปแบบนามธรรมไปพร้อมกัน ในการทดสอบมีการทดสอบนอกจาก IQ แล้วยังรวมถึงการประมวลผลจากการให้อาสาสมัครอ่านเนื้อหาย้อนจากหลังมาหน้า อ่านออกเสียงให้ชัดเจน และจับคู่ตัวเลขกับข้อความภายใต้ความกดดันด้วย จากนั้นนักวิจัยจะเพิ่มชั่วโมงการทำงานเป็นชั่วโมงที่ 25 เข้าไป แต่พอทดสอบแล้วพบว่าหลังจากชั่วโมงที่ 25 ทักษะและความสามารถของการทำงานจะเริ่มถดถอยไม่ว่าผู้ทดสอบจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม ซึ่งการที่บอกว่าแค่ 3 วันก็เหลือแหล่มันก็มาจากตัวเลขการทำงานแบบ 9
กว่าเราจะยอมไว้เนื้อเชื่อใจใครสักคนให้มาร่วมเตียงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเวลานอนหลับคือช่วงเวลาที่เราปล่อยตัวปล่อยใจที่สุด เราอ่อนแอที่สุดและป้องกันตัวเองได้น้อยที่สุด ดังนั้นใครสักคนที่เรายอมพลีกายร่วมหมอนนอนเสื่อด้วย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน คนในครอบครัว หรือสาวน่ารัก ๆ สักคนจึงเป็นคนสำคัญกับเราไม่น้อย ในฐานะผู้ชาย ถ้าเรานอนร่วมเตียงกับใครสักคนเราก็ย่อมอยากให้เขาหรือเธอคนนั้นได้หลับเต็มอิ่ม มีคุณภาพการนอนที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนนั้นคือคุณภรรยาสุดที่รักหรือแฟนสาวที่อยู่กินด้วยกันมา แต่มันจะช็อกโลกแตกขนาดไหน ถ้าเรากำลังจะรู้ความจริงที่สาว ๆ ออกมาระบุว่า “นอนกับหมายังหลับสบายกว่านอนกับคน!” อย่าเพิ่งตีโพยตีพาย หายใจลึก ๆ แล้วมาอ่านรายละเอียดงานวิจัยชิ้นนี้ไปด้วยกันก่อน ดร. Christy L. Hoffman ศาสตราจารย์ด้านพฤติกรรมสัตว์ นิเวศวิทยาและการอนุรักษ์จาก Canisius College ผู้เป็นทีมนักวิจัยผู้พยายามสำรวจว่าสัตว์เลี้ยงมีผลต่อคุณภาพการนอนหลับของมนุษย์อย่างไรโดยงานวิจัยนี้มีชื่อว่า An Examination of Adult Women’s Sleep Quality and Sleep Routines in Relation to Pet Ownership and Bedsharing พวกเขาสำรวจผู้หญิงจำนวน 962 คนในสหรัฐอเมริกา พบว่า 55% นอนร่วมเตียงกับสุนัขอย่างน้อยหนึ่งตัวและ 31 %
เสียงเคี้ยวอาหารเป็นจังหวะ เสียงเคี้ยวหมากฝรั่ง เสียงเคาะโต๊ะ เสียงกรรไกรที่กำลังแบ่งกระดาษเป็นชิ้น ๆ และอีกสารพัดเสียงที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา นับเป็ย Ambient ที่เรามองข้ามและอาจไม่เคยตั้งใจฟังมันจริง ๆ เลยสักครั้ง เชื่อไหมว่ามีบางคนที่ “ฟิน” กับเสียงเหล่านั้น (หรือคุณเองก็อาจจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน) เราอาจจะคุ้นเคยกับการฟังเพลงแล้วฟิน ด้วยดนตรี เนื้อเพลง หรือเสียงของนักร้อง แต่ครั้งนี้มันจะแตกต่างออกไป เพราะเสียงที่คนบางกลุ่มฟินนั้น มันคือเสียง Ambient ในชีวิตประจำวัน ที่ถูกทำขึ้นมาอย่างจงใจ แล้วเก็บเสียงนั้นมาร้อยเรียงเป็นแทร็กให้เราฟังไม่ต่างจากเพลง UNLOCKMEN พามาทำความรู้จักกับ ‘ASMR’ จะได้เก็ตว่าทำไมคนเราถึงฟินกับเสียงประหลาดเหล่านั้นได้ เสียงเหล่านั้น ทำอะไรกับร่างกาย ? ‘ASMR’ หรือ Autonomous sensory meridian response เข้าใจง่าย ๆ คือการตอบสนองทางความรู้สึกเมื่อประสาทสัมผัสของเราไป Touch กับอะไรที่มันตรงจุดแล้วทำให้เราฟินได้ วันนี้ที่เราจะพูดถึงคือเสียง Ambient ในชีวิตประจำวัน อย่างการเคี้ยวอาหาร การตัดกระดาษ เสียงห้องครัวในตอนที่ทำกับข้าว หรือเสียงที่เป็นระเบียบมากขึ้นอย่างเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้า พัดลม เครื่องซักผ้า เสียงที่มีจังหวะแน่นอนหรือที่เราเรียกมันว่า White Noise เสียงเหล่านี้ทำให้เราเกิดสมาธิ จดจ่อกับมันได้นานจึงถูกนำไปใช้เป็น
กัญชา พืชสารพัดประโยชน์ที่เป็นได้มากกว่าสารมึนเมา ทั้งคุณสมบัติอันน่าพิศวงในด้านการแพทย์ รวมถึงเส้นใยพิเศษที่ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ และอีกสารพัดส่วนผสมในหลากหลายรูปแบบ ล่าสุดพืชใบเขียวอย่างกัญชายังถูกนำมาเป็นส่วนผสมในไวน์ได้อีกด้วย ถึงแม้ว่าไวน์แดงและไวน์ขาวที่มีส่วนผสมจาง ๆ ของกัญชานั้นจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่วันนี้ UNLOCKMEN จะขอนำเสนอ ไวน์สีเขียว เครื่องเดิมที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้หลงใหลในควันแต่พร้อมดื่มด่ำไปกับมิติใหม่ของการจิบไวน์ให้ High สบายใจสบายตัว Canna Wine หรือ Weed Wine มีความหมายเหมือนกันคือไวน์ที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบหลัก เกิดจากกรรมวิธีการผลิตที่พิถีพิถัน โดยเริ่มจากการนำองุ่นขาวที่ปลูกแบบไบโอไดนามิคไร้สารเคมี มาบ่มพร้อมกับกัญชาออแกนิคตากแห้งในสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิต่ำ โดยใช้กัญชาในปริมาณครึ่งกิโลกรัมต่อไวน์ขาวหนึ่งถังไม้โอ๊คและบ่มไว้เป็นเวลาหนึ่งปี จนได้ออกมาเป็นไวน์สีเขียวที่มีความแตกต่างจากไวน์แดงและไวน์ขาวทั่วไป เพราะไวน์กัญชานั้นจะมีสารที่ชื่อว่า เตตร้าไฮโดรแคนนาบินอล หรือ ทีเอชซี (Tetrahydrocannabinol – THC) ซึ่งเป็นสารมีฤทธิ์กล่อมประสาทแบบอ่อน ๆ ในปริมาณที่พอดิบพอดี ไวน์กัญชาเจ้าแรกอย่าง Mary Jane จึงได้ถือกำเนิดขึ้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไวน์ที่เมื่อดื่มก็จะให้ความรู้สึกผ่อนคลายและทำให้มึนเมาอยู่แล้ว แต่ใน Canna Wine นั้นให้ได้มากยิ่งกว่า ด้วยฤทธิ์สาร THC ในไวน์กัญชาจะช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย เคลิบเคลิ้มสุขใจ นอนหลับง่าย และกระตุ้นให้เจริญอาหารมากขึ้น แถมยังปราศจากอาการหลอนเหมือนการใช้กัญชาโดยการสูบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการดื่มในปริมาณที่พอดีเป็นสำคัญ แล้ว Canna Wine มีขายที่ไหนบ้าง ?


