ความเป็นผู้นำมันอาจไม่ได้ติดตัวผู้ชายอย่างเรามาตั้งแต่โผล่หัวมาลืมตาดูโลก แต่ UNLOCKMEN เชื่อว่ามันเรียนรู้กันได้ โดยเฉพาะการเรียนรู้จากคนที่มีประสบการณ์โดยตรง ถือเป็นการเรียนรู้ทางลัดที่เราไม่ต้องลงแรงไปเจอสถานการณ์นั้นด้วยตัวเอง ดังนั้นสภาวะวิกฤตในเรือดำน้ำที่แม่งโคตรกดดันในการควบคุมคน ทั้งพื้นที่ที่แคบ คนจำนวนมาก ไหนจะสภาพการที่ไม่ได้อยู่บนดินตามปกติ จึงเป็นอีกสถานการณ์วิกฤตที่น่าเรียนรู้ว่าเราต้องงัดความเป็นผู้นำออกมาในรูปแบบไหน และวันนี้เราเอาทริคดี ๆ จากราชนาวีที่เคยคุมสถานการณ์บนเรือดำน้ำที่ตกอยู่ในสภาวะวิกฤตมาแล้ว (แม้ภาวะจะไม่วิฤตเท่ากระแสวิพากษ์เรื่องลุงตู่ซื้อเรือดำน้ำ แต่เราว่าก็วิกฤตมากไม่แพ้กัน) John DeVine คือเจ้าหน้าที่ราชนาวีคนหนึ่งที่เริ่มต้นอาชีพของเขาด้วยการทำงานในเรือดำน้ำ และใช้เวลากว่า 8 ปีในอาชีพนั้นก่อนจะผันตัวเองมาทำงานในองค์กรเอกชน John DeVine บอกว่าเรือดำน้ำไม่ต่างจากห้องปฏิบัติการความเป็นผู้นำที่หล่อหลอมให้เขาออกมาทำงานในภาคเอกชนแบบโคตรแข็งแกร่งชนิดหาตัวจับยาก เพราะการทำงานในเรือดำน้ำมันเต็มไปด้วยข้อจำกัด และการทำงานใต้ความลึกของมหาสมุทรระดับนั้น การตัดสินใจทุกอย่างก็มีเดิมพันสูงมากเพราะมันคือชีวิตของลูกเรือทุกคนเลยทีเดียว อย่างไรก็ตามเราอาจคิดว่า John DeVine คือคนที่มีตำแหน่งสูงสุดในเรือดำน้ำ แล้วการที่เขาจะแสดงความเป็นผู้นำอะไรออกมาใคร ๆ ในเรือก็ต้องวิ่งทำตามคำสั่งเขาแบบหูตาเหลือกอยู่แล้ว แล้วจะไปเรียนรู้บทบาทความเป็นผู้นำแบบเขาได้ยังไงในเมื่อเราเป็นผู้น้อย ยังต้องวิงตามตูดบอสต้อย ๆ อยู่ดี ? UNLOCKMEN อยากจะบอกว่าคุณคิดผิดว่ะ เพราะขณะที่เกิดเหตุการณ์สุดวิกฤตครั้งสำคัญนั้นเขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ในเรือดำน้ำที่มียศต่ำกว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป โดยเหตุการณ์ที่ชาวเรือดำน้ำเห็นว่าวิกฤตที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการที่เรือดำน้ำของเราดันไปซ้อนอยู่ใต้เรือดำน้ำอีกลำ ความพีคคือ John DeVine เป็นคนแรก ๆ ที่ตระหนักถึงวิกฤตนั้นแต่เขาไม่ใช่เจ้าหน้าที่ระดับที่จะสั่งการได้ มันจึงมีอยู่ 2 ทางคือการรอจนกว่าผู้บัญชาการจะสั่งซึ่งไม่รู้ว่าจะช่วยชีวิตทุกคนได้ทันไหม หรือลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยชีวิตทุกคนไว้โดยไม่สนว่าผู้บัญชาการจะว่าอย่างไร นั่นคือการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิตเขา
ในสายตาผู้ชายอย่างเรา ๆ ถ้าพูดถึงเมืองในประเทศญี่ปุ่น ชิซึโอกะอาจจะเป็นเพียงเมืองทางผ่าน แต่ถ้าคุณเป็นผู้ชายที่รักความเงียบสงบต้องการหลุดพ้นจากความคลาคล่ำวุ่นวายของผู้คนในเมืองใหญ่และอยากแสวงหาความสงบสดชื่นของธรรมชาติ แถมได้เข้าถึงความเป็นญี่ปุ่นแบบถึงเลือดถึงเนื้อสไตล์คนท้องถิ่นผ่านศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ชิซึโอกะจะให้ประสบการณ์ใหม่ที่ผู้ชายอย่างเราต้องหลงใหลผ่านการนั่งลงในมุมสงบ ๆ แล้วดื่มด่ำชาเขียวของชิซึโอกะแท้ ๆ ได้แบบที่หาหาที่ไหนไม่ได้ แม้ไม่ใช่ผู้ชายที่อินกับการท่องเที่ยวมากนัก แต่ผู้ชายอย่างเราก็รู้ดีว่าการเดินทางไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นกลายเป็นความนิยมท็อปฮิตในหมู่ชาวไทย แต่ถ้าเราจะไปทั้งทีจะให้มุ่งไปยังเมืองที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวอย่างโตเกียว โอซาก้า หรือซัปโปโรก็ดูจะธรรมดาเกินไป ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความหนาแน่นของผู้คนและซึมซับบรรยากาศแบบชาวญี่ปุ่นท้องถิ่น รวมทั้งธรรมชาติรอบตัวและความเป็นอยู่ที่ความเป็นเมืองท่องเที่ยวยังไม่เข้ามาทำลายความสงบนั้น “ชิซึโอกะ” จึงเป็นคำตอบที่ลงตัวที่สุด ชิซึโอกะ : ความหลากหลายของทัศนียภาพเพื่อผู้ชายทุกคน ชิซึโอกะก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่หลายคนเลือกที่จะแวะมาพักกายพักใจด้วยหลากจุดประสงค์ ผู้ชายที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติ ชิซึโอกะก็มีให้เลือกมากมายด้วยภูมิประเทศที่มีทั้งภูเขาและทะเล (รวมถึงที่ราบสูง ทะเลสาบ และวิวริมแม่น้ำสวย ๆ ทั้งหมดนี้รวมอยู่ในจังหวัดเดียวกัน!) เช่น ริมทะเลสาบฮามานะ หรือทัศนียภาพริมชายฝั่งที่ลาวาเซาะให้ภูเขาเป็นร่องโอบล้อมแผ่นน้ำที่โจกะซากิ หรือถ้ำโดกาชิม่า เทนโซโดะ ที่มีไฮไลต์อยู่ที่ลำแสงอาทิตย์ที่สามารถส่องลอดเข้ามาได้ สถานที่เหล่านี้จึงยืนยันความมหัศจรรย์ของธรรมชาติของชิซึโอกะอย่างแท้จริง เรียกว่าถ้าพาสาวมาด้วยสักคน เธอจะต้องประทับใจไปตลอดชีวิตแน่นอน ชิซึโอกะ : สวรรค์ของผู้ชายสายกิน สำหรับผู้ชายสายกิน ชิซึโอกะก็เป็นที่ที่ตะลุยกินได้แบบไม่มีเบื่อแน่นอน เพราะที่ตั้งของจังหวัดที่อยู่ติดทะเลจึงไม่น่าแปลกใจ หากจะบอกว่าตลาดปลาที่นี่จะคึกคักและเป็นแดนสวรรค์ของคนรักปลาดิบสด ๆ จากทะเล ความพีคคือปลาดิบสด ๆ ยั่วยวนใจพวกนั้นเสิร์ฟมากับวาซาบิพันธุ์ที่ลือชื่อที่สุดจากไร่ในชิซึโอกะเอง นอกจากนั้นถ้าได้มาชิซึโอกะแล้วก็ต้องห้ามพลาดอุนะจูหรือข้าวหน้าปลาไหลที่เสิร์ฟปลาชิ้นโต โตเต็มคำชนิดที่ว่าแทบมองไม่เห็นข้าวเลยทีเดียว! และที่ห้ามลืมคือต้องไปเยือนถนนสายโอเด้งที่นอกจากจะละลานตาไปกับการจัดหน้าร้านของแต่ละร้านให้เดินเลือกรับประทานกันอย่างสนุกสนานแล้ว โอเด้งของชิซึโอกะก็มีรสชาตินุ่ม
“The most beautiful car ever made” นี่คือคำชมของ Enzo Ferrari ที่กล่าวชื่นชมและกลายเป็นวลีติดตัว Jaguar E-Type รถคลาสสิคที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุด และมูลค่าสูงที่สุดแม้กาลเวลาจะผ่านไปแล้วถึง 50 ปี และในพิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี และเมแกน มาร์เคิล ซึ่งนอกจากบรรยากาศที่น่าชื่นใจ สิ่งที่เตะตาเรามากกว่าก็คือรถยนต์ 1968 E-Type series 1.5 roadster ความภาคภูมิใจของคน UK ซึ่งนี่ไม่ใช่เวอร์ชั่น Restored ธรรมดา แต่มันคือ Jaguar E-Type Concept Zero สีฟ้าคันงาม ที่คงความคลาสิคทุกอย่าง ยกเว้นขุมพลังใหม่จากพลังงานไฟฟ้า 100% ดูจากภายนอก คงไม่มีใครคาดคิดว่านี่คือรถคลาสสิคที่ถูก Jaguar นำกลับมาเปลี่ยนหัวใจใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งคำว่า Concept Zero ก็มาจาก ‘Zero Emission’ หรือไม่ปล่อยควันเสียออกมาแม้แต่นิดเดียว ซึ่งก่อนหน้านี้ Jaguar E-Type ถูกตั้งให้เป็นรถธงในโครงการ ‘Reborn
ถือเป็นข่าวดีสำหรับหนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบในรถยนต์และรักในการชมภาพยนตร์ โดยเฉพาะแฟนของบีเอ็มดับเบิลยู (BMW) เพราะไม่นานมานี้มีแฟนคลับที่หลงใหลในรถยนต์ของค่ายใบพัดฟ้าขาว ได้ทำการ Remastered หนังสั้นของ BMW Films ทั้งหมด 10 ตอน อัปโหลดให้ทุกคนได้ชมฟรีผ่านทาง YouTube กันแล้ว BMW Films เป็นหนังสั้นที่ถูกสร้างขึ้นระหว่างยุค 90’s – 00’s ถือเป็นผลงานทรงคุณค่าที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างวงการภาพยนตร์และโลกยนตรกรรมที่หลายคนอาจไม่เคยรับรู้ แต่ก่อนจะได้พิสูจน์เรื่องราวทั้งหมดด้วยตาตัวเอง วันนี้มาทำความรู้จักที่มาและรายละเอียดของ BMW Films รวมถึงเหตุผลที่ไม่ควรพลาดหนังทั้ง 10 ตอนนี้ ไปพร้อม ๆ กัน จุดเริ่มต้นของ BMW Films เกิดขึ้นในช่วงต้นยุค 2000 ในขณะนั้นทางบีเอ็มดับเบิลยู สหรัฐอเมริกา ยังไม่มีการเปิดตัวรถยนต์ครั้งใหญ่ในตลาด และหัวหน้าฝ่ายการตลาดอย่าง จิม แม็คโดเวล ก็ต้องการทดลองใช้กลยุทธ์ใหม่เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ผู้ชอบความท้าทายและหลงใหลในการขับขี่ ให้ได้มากขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์รถยนต์ของพวกเขาให้กลายเป็นที่รู้จักมากกว่าเดิม และได้ข้อสรุปว่า “เรามาทำหนังสั้นสำหรับปล่อยบนโลกออนไลน์กันเถอะ!” อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นของยุค 2000 การเผยแพร่วิดีโอผ่านทางอินเทอร์เน็ตเพียงช่องทางเดียวยังคงเป็นเรื่องใหม่
ถ้าพูดถึงการตามหาอะไรบางอย่างที่โคตรลึกลับ สัญชาตญาณภายในตัวผู้ชายมันมักสูบฉีดแบบฉุดไม่อยู่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ UNLOCKMEN มาที่นี่ Sport Bar แห่งหนึ่งในย่านนานาที่กลับมีตู้ถ่ายรูปปริศนาตั้งตระหง่านอยู่กลางร้านเหมือนต้องการเชิญชวนให้คนที่ผ่านไปมาลองเข้าไปสำรวจดู แน่นอนว่าตู้ถ่ายรูปตู้นี้ไม่ใช่ตู้ถ่ายรูปธรรมดา แต่มันคือทางเข้าสู่บาร์ลับแห่งใหม่! อย่าง #FINDTHEPHOTOBOOTH วันนี้ UNLOCKMEN เลยขออาสาเป็นไกด์พาไปสำรวจเอง มันจะลึกลับสักแค่ไหนกันเชียว มาค่อย ๆ คลายปริศนาไปด้วยกัน! หาเราให้เจอสิ! ถ้าจะพูดถึงบาร์ลับ สิ่งแรกที่ต้องพูดถึงคือตำแหน่งที่ตั้งของมัน สำหรับร้าน #FINDTHEPHOTOBOOTH ที่เราจะพาไปทำความรู้จักในวันนี้ที่ตั้งมันก็ลึกลับสมกับที่เป็นบาร์ลับ และไม่สามารถโทรไปถามกับทางร้านได้ด้วยเพราะร้านนี้ไม่มีโทรศัพท์ อย่าว่าแต่เบอร์โทรศัพท์เลย ชื่อร้านยังไม่มีเลยด้วยซ้ำ #FINDTHEPHOTOBOOTH เป็นแค่ Hashtag ที่คนใช้เวลาพูดถึงบาร์แห่งนี้ในโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่เสน่ห์ของร้านแนวนี้ก็อยู่ตรงนี้แหละ ความน่าค้นหา ความท้าทาย การสืบเสาะ แบบนี้สิถึงจะสมกับการเป็นบาร์ลับท้าทายการตามหาที่แท้จริง แต่ UNLOCKMEN ขอใบ้ให้สักนิดว่า การเดินทางไปร้านนี้ให้คุณลงรถไฟฟ้าสถานีนานา เดินมุ่งหน้าเข้าไปในซอยสุขุมวิทซอย 11 ไม่เกิน 500 เมตร มองทางขวามือไว้ให้ดีจะเจอ Sport Bar ชื่อ Score Bar ให้คุณขึ้นไปชั้น 2 คุณจะเจอตู้ถ่ายรูปปริศนาตั้งอยู่ ทางเข้าซ่อนอยู่ในตู้นั้นนั่นแหละ
เรียกว่าโตมาด้วยกันก็ว่าได้เพราะเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้วนับตั้งแต่ Star Wars: Episode IV – A New Hope เข้าฉายเป็นครั้งแรกในปี 1977 แต่เรื่องราวในจักรวาลสงครามระหว่างดวงดาวยังไม่จบลงง่าย ๆ ล่าสุด Solo: A Star Wars Story เตรียมลงโรงฉายให้ผู้ชายอย่างเราได้เนื้อเต้นในสัปดาห์หน้านี้แล้ว เวลาพูดถึงจักรวาล Star Wars ที่กว้างใหญ่ เรื่องราวและตัวละครเยอะเต็มไปหมด ถ้าใครไม่ใช่ชาว Warsie ตัวจริงอาจจะรู้สึกกังวลว่าจะดูรู้เรื่องมั้ย ต้องดูภาคไหนก่อนหรือเปล่า แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะวันนี้ UNLOCKMEN จะมาบอกเรื่องที่ควรรู้เป็นการติวคร่าว ๆ ก่อนซื้อตั๋วเข้าไปดู Solo: A Star Wars Story Before A New Hope สำหรับเรื่องที่แฟน Star Wars ขาจรทุกคนกังวลคงเป็นเรื่อง Timeline เพราะเรื่องราวในจักรวาลภาพยนตร์เรื่องนี้นั้นมีรายละเอียดเยอะ ยิบย่อย และมีหลายยุค หลายรุ่นเหลือเกิน
ผู้ชายหลายคนแค่ได้ยินคำว่า “ศิลปะ” ก็เกิดอาการคลื่นเหียน เพราะภาพที่สมองเรียกจากความทรงจำเป็นภาพฝีแปรงปาดฉวัดเฉวียน สีที่ไม่เข้ากัน รูปร่างกับองค์ประกอบไม่คุ้นเคยจากงานสไตล์ abstract ที่ทำให้เข้าถึงยากเหลือเกิน บางทีก็แอบสบถเบา ๆ ว่า “นี่อะไรวะเนี่ย” หากคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดแบบนั้น เราอยากขอให้คุณเปิดใจให้กว้างเข้าไว้ เพราะ UNLOCKMEN คิดว่าศิลปะก็ไม่ต่างจากผู้หญิงที่มีหลายประเภท บางคนคุณก็อาจจะไม่เข้าใจ เข้าถึงยาก ขณะที่บางคนก็เฟรนด์ลี่ เข้าถึงง่าย แต่ไม่ว่าพวกเธอจะอยู่ใน Type ไหน จำไว้ว่าคุณไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจเธอทั้งหมดก็สามารถชื่นชมได้ สำหรับหนุ่ม ๆ ที่อยากลิ้มรสงานศิลป์ที่เสพง่ายในรูปร่างที่คุ้นเคย และมีความดิบ ความแสบจากละอองสเปรย์ติดแคนวาสแบบบอย ๆ สไตล์ graffiti เราขอแนะนำให้ไปที่ Central Embassy เพราะหนนี้เขายกสตรีทอาร์ตผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง MADSAKI เข้าไปไว้ในลักซ์ชัวรี สโตร์ อย่าง Central Embassy แล้ว ใต้ชื่อนิทรรศการ “MADSAKI: Combination Platter” WHO’s MADSAKI ก่อนจะดูสตรีทอาร์ตดิบ ๆ ด้านล่าง เราขอเปิดวิชา
คอเพลงหลายคนคงคุ้นชินกับการใช้ Music Streaming กันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าหากย้อนไปในสมัยที่ยังไม่มี Music Streaming เหล่านี้ล่ะ พอจะนึกออกมั้ยว่าเราฟังเพลงบนอินเทอร์เน็ตจากทางไหนกัน ? คำตอบของหลายคนคงไปในทางเดียวกัน ก็คือ YouTube ไงล่ะ แต่พอถึงวันที่ Music Streaming บูมขึ้นมาอย่างปัจจุบัน YouTube ถูกลดบทบาทในเรื่องนี้ลง เพราะคนก็หันไปฟังใน Music Streaming กันมากขึ้น ด้วยคุณภาพเสียง โฆษณาคั่น ความสะดวกสบายและสารพัดเหตุผล แต่ UNLOCKMEN ขอบอกเลยว่าวันนี้ YouTube เตรียมตัวกลับมาผงาดอีกครั้ง ด้วยไม้เด็ดที่เราจะได้เห็นพร้อม ๆ กันในสัปดาห์หน้า จะเป็นอะไรนั้นมาดูกัน “YouTube Music” YouTube เตรียมตัวงัดไม้เด็ดออกมาชนกับคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Apple, Spotify และ Amazon ด้วย Music Streaming ซึ่งจะเปิดให้บริการในสัปดาห์หน้านี้แล้วในชื่อ “YouTube Music” โดยในตอนแรกจะให้บริการใน US, Australia, New Zealand, Mexico และ South Korea ในวันที่
เวลาที่เรารู้สึกซึมเศร้า ไม่ว่าจะเกิดขึ้นชั่วครั้งชั่วคราว หรือป่วยเป็นโรคซึมเศร้า หนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้ความรู้สึกดีขึ้นได้ ก็คือการโฟกัสกับการทำกิจกรรมที่มัน healthy กับชีวิต ง่าย ๆ ก็คือออกกำลังกายนี่แหละครับ ซึ่งไอ้การยืดเส้นยืดสายออกแรงเพื่อให้เสียเหงื่อเป็นหนึ่งในกิจกรรมรายวันที่ใช้บำบัดอาการซึมเศร้ามานาน แต่การออกกำลังกายแบบไหนที่เหมาะกับการคลายอาการดังกล่าวมากที่สุด ? สำหรับท่านที่มีอาการซึมเศร้า และไม่รู้ว่าจะเริ่มออกกำลังกายแบบไหนดี ผลการวิจัยล่าสุดระบุว่า Strength Training คือการเริ่มต้นที่ดีที่สุด การออกกำลังกายแบบนี้ก็คือการเล่นกล้าม มุ่งเป้าไปที่การเพิ่มความแข็งแรงของมวลกล้ามเนื้อ ด้วยการยกเวทและวิธีอื่น ๆ แตกต่างจากการออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobicexcercise) ที่เน้นออกแรงอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มสมรรถนะของระบบหัวใจหลอดเลือด เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือเล่นกีฬาต่าง ๆ จากข้อมูลจากล่าสุดที่ตีพิมพ์ลงใน JAMA Psychiatry ทำให้เรารู้ว่า การออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (resistance exercise training หรือ RET) เช่น การยกเวท และ Strength Training ที่สามารถช่วยให้โครงสร้างร่างกายของเราแข็งแรงขึ้น และทำให้สมองปลอดโปร่ง คิดอะไรคม ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ยังสามารถช่วยให้คนที่เป็นโรคซึมเศร้าสามารถควบคุมภาวะอาการของตัวเองได้ดีขึ้นด้วย และสมควรได้รับบทบาทเป็นพระเอกเรื่องสุขภาพที่จะมาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยปราบอาการที่เป็นที่พูดถึงกันทั้งโลก ขณะที่ TIME ก็นำเสนอผลงานวิจัยของ Brett Gordon นักศึกษาจบใหม่ในสาขาพลศึกษาและวิทยาศาสตร์การกีฬาจาก Ireland’s University of


