ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความคิดและจินตนาการของเด็กมักสร้างสรรค์สิ่งที่ผู้ใหญ่อย่างเราคิดไม่ถึงขึ้นมาบ่อยครั้ง ไม่ต่างจากครั้งนี้ที่เกิดขึ้นในวงการนาฬิกา เมื่อเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เริ่มตั้งคำถามง่าย ๆ จนทำให้เกิดคอนเซ็ปต์ดีไซน์นาฬิกาแบรนด์ Rolex ที่รับแรงบันดาลใจจาก Sprite น้ำอัดลมชื่อดังมาอยู่บนนาฬิกาข้อมือ แฟนคลับนาฬิกา Rolax คงไม่มีใครไม่รู้จักกับนาฬิกาข้อมือตระกูล GMT ที่โดดเด่นด้วยสีสันของขอบนาฬิกาไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน-แดง จนทำให้หลาย ๆ คนเรียกนาฬิการุ่นดังกล่าวว่า Pepsi นอกจากนี้ยังมีนาฬิการุ่น GMT-Master II ที่ใช้สีดำ-แดง ตกแต่งบริเวณขอบและถูกเรียกว่ารุ่น Coke Hodinkee เว็บไซต์ที่คล้ายกับเป็นแหล่งนัดพบของผู้หลงใหลนาฬิกาจากทั่วโลกได้แนวคิดที่น่าสนใจจากเด็กชายอายุ 8 ขวบที่ชื่อว่า Zahid Ali โดยเด็กคนนี้คือลูกชายของผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และผลิตภัณฑ์ของ Hodinkee ที่สงสัยว่าเมื่อ Rolex มี Pepsi กับ Coke แล้วทำไมถึงไม่ดึงสีสันสดใสของน้ำอัดลมกลิ่นมะนาวมาอยูบนนาฬิกาข้อมือบ้าง เมื่อเด็กน้อยคิดได้อย่างนั้นเขาจึงไม่รอช้า วาดภาพออกมาให้คนอื่นเข้าใจมากยิ่งขึ้นโดยการร่างแบบนาฬิกาพร้อมแต้มสีที่เขาต้องการลงบนกระดาษ และผลที่ออกมาต่างก็ทำให้นักออกแบบของ Hondinkee ถูกอกถูกใจไอเดียของ Zahid และดีไซน์ให้ดียิ่งขึ้นจนเห็นภาพจริง ๆ ครึ่งบนใช้สีเขียวมะนาวและครึ่งล่างใช้สีเหลืองของเลม่อน จับคู่กับหน้าปัดสีดำวาวที่ส่งให้สีตรงขอบนาฬิกาโดดเด่นยิ่งขึ้น พร้อมกับจุดบอกเวลาสีขาว และก้านเข็มวินาทีจะใช้เขียวที่มีส่วนหัวลูกศรเป็นสีเหลืองเหมือนกับขอบนาฬิกา ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนาฬิกา Rolex ที่ถูกเรียกว่า Sprite
เราทำอะไรกับรองเท้าที่ซื้อมาสวมใส่กันบ้างหลังจากที่มันหมดสภาพใช้งานไปแล้ว วางทิ้งไว้ ส่งซ่อมหรือซื้อคู่ใหม่มาทดแทนเพราะยังไงตลาดรองเท้าที่ขยายใหญ่มากขึ้นทุกวัน ก็ทำให้หนุ่ม ๆ มีสนีกเกอร์มากมายให้เลือกสรรเป็นคู่ใหม่ แต่จะดีแค่ไหนถ้ามีรองเท้าที่สามารถนำไปรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาทำรองเท้าคู่ใหม่ได้โดยไม่ต้องใช้วัสดุที่มีผลกับธรรมชาติ รองเท้าหลายหมื่นคู่ทั่วโลกหลังใช้งานและกลายสภาพเป็นขยะที่ไม่มีใครต้องการ ถูกกำจัดด้วยวิธีฝั่งกลบไม่ก็เผาทำลายซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นด้านขยะมูลฝอยและมลพิษในอากาศ เรื่องราวเหล่านี้เองที่ทำให้แบรนด์กีฬาอย่าง Adidas หันมาผลิตรองเท้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดในชื่อ FUTURECRAFT.LOOP ซึ่งเป็นรองเท้าในสายการผลิตใหม่ล่าสุดจาก Adidas ที่วันนี้พวกเขาไม่ได้มานำเสนอระบบรองเท้าใหม่ แต่เป็นการผลิตรองเท้าที่สามารถนำทุกชิ้นส่วนกลับมารีไซเคิลได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับผลิตรองเท้าคู่ใหม่ได้อีกด้วย แนวทางของ FUTURECRAFT.LOOP คือการผลิตรองเท้าหนึ่งคู่จากวัสดุชิ้นเดียวไม่ว่าจะเป็นส่วนอัปเปอร์ มิดโซล เชือกและพื้นรองเท้า โดยทั้งหมดทำจากวัสดุที่เรียกว่า Thermoplastic Polyurethane (TPU) ที่ทางแบรนด์พัฒนาร่วมกับ BASF ซึ่งมันถูกผลิตจากขยะพลาสติกในทะเล ก่อนจะทำมาประกอบให้กลายเป็นส่วนต่าง ๆ ในรองเท้าคู่สมบูรณ์โดยไม่มีการใช้กาวเชื่อมต่อแม้แต่หยดเดียว นอกจากนี้ผู้สวมใส่สามารถส่งรองเท้าหลังจากไม่ต้องการใช้งานแล้วให้แบรนด์ ก่อนพวกเขาจะนำมาหลอมด้วยความร้อนและแปรรูปเป็นวัสดุสะอาดและสดใหม่สำหรับผลิตรองเท้าคู่ต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตามแม้วัสดุทั้งหมดที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100 เปอร์เซ็นต์จะเป็นสัดส่วนเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของรองเท้าคู่ใหม่เท่านั้น แต่การพัฒนาในครั้งนี้ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับวงการรองเท้าและคนที่รักรองเท้าด้วย เพราะต่อไปทางค่ายรองเท้าทั่วโลกอาจหันมาใช้วัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้นซึ่งผลประโยชน์ก็ตกมาอยู่ที่พวกเราทุกคน SOURCE 1
ในยุคที่แบรนด์นาฬิกาต่างผลิต Smartwatch ออกมามากมาย แต่แบรนด์นาฬิกาสัญชาติอเมริกาอย่าง Nixon เลือกที่จะผสมผสานของสไตล์วินเทจกับแฟชั่นสมัยใหม่อย่างปัจจุบันเข้าด้วยกัน จนทำให้เกิดนาฬิกาข้อมือสุดแหวกที่ส่งเสียงบอกเวลาด้วยปุ่มกดพิเศษชื่อว่า The Dork Too Nixon รุ่น The Dork Too อาจไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยสามารถพูดคุยหรือเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือคู่ใจได้เหมือนกับนาฬิกาอัจฉริยะโดยให้มาแค่ปุ่มกด 3 ปุ่มเท่านั้น ถึงจะเป็นนาฬิกาข้อมือวินเทจแต่ The Dork Too สามารถให้ความสนุกสนานด้วยเสียงแจ้งเตือนที่จะสร้างสีสันได้ตลอดทั้งวัน Nixon The Dork Too ตัวเรือนทำจากสเตนเลส พร้อมกับหน้าจอแสดงผล LCD แบบดิจิทัลทำให้เราสามารถตั้งค่าต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยมีฟังก์ชั่นเด่น ๆ อย่างไฟพื้นหลังแบบ EL ที่จะเพิ่มแสงสว่างทั้งพื้นหลังและหน้าปัด การแจ้งเตือนวันที่ ถึงแม้จะมีดีไซน์วินเทจแต่ระบบแบตเตอรี่จะทันสมัยขึ้นด้วยช่อง micro-USB บริเวณด้านซ้ายของตัวเรือนสำหรับชาร์จแบตเตอรี่โดยไม่ต้องนำนาฬิกาไปเปลี่ยนถ่านที่ร้านให้เสียเวลา นอกจากการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ย้อนยุคที่โดดเด่นแล้ว เสียงแจ้งเตือนคืออีกหนึ่งไฮไลต์ที่ Nixon ภูมิใจนำเสนอ เมื่อกดปุ่มตรงจอแสดงผลก็จะส่งเสียงบอกเวลาแปลก ๆ รวมถึงสีของตัวเรือนที่มีให้เลือกถึง 4 สี ทั้งสีเงิน สี rose gold
Casio สร้างปรากฎการณ์ของแวดวงนาฬิกาในประเทศไทยอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ล่าสุดจากตระกูล Edifice สองคอลเลกชันด้วยกันทั้ง Edifice Scuderia Toro Rosso รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน 2019 และ Edifice Countdown Bezel Series พร้อมกับแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ Alexander Albon นักแข่งรถ Formula 1 สัญชาติไทยจากทีม Scuderia Toro Rosso Edifice ตระกูลนาฬิกาสปอร์ตโครโนกราฟสำหรับผู้ชายรุ่นใหม่ ในคอลเลกชันล่าสุดอย่าง Edifice Scuderia Toro Rosso Limited Edition 2019 และ Edifice Countdown Bezel Series ออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ดีไซน์ที่เน้นความโฉบเฉี่ยว ความเร็วของรถแข่ง และความชาญฉลาดที่เที่ยงตรงแม่นยำ ร่วมกับการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อให้นาฬิกาในตระกูล Edifine แข็งแกร่งตอบโจทย์ทุกความต้องการ ด้วยดีไซน์ทันสมัยและบอกเวลาได้อย่างแม่นยำที่สุด นอกจากความพิเศษเหนือระดับกับนาฬิกา Edifine ทาง Casio ได้เพิ่มความพิเศษยิ่งกว่าด้วยการดึงนักแข่งรถสายเลือดไทยของสนามแข่ง Formula 1
‘ศิลปะ’ คือหนึ่งในคำที่มีความหมายกว้างที่สุดในโลก ไม่มีคำนิยามตายตัว มีมากมายหลายแขนง บ้างก็มีไว้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ บ้างก็มีไว้เพื่อสื่อความหมายอะไรบางอย่าง บ้างก็มีไว้เพื่อตีความ แต่ศิลปะแขนงที่เราจะพูดถึงวันนี้ไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น เพียงแต่ต้องใช้ความสามารถขั้นสูงของศิลปินผู้สร้างสรรค์ ‘Hyper Realistic’ คือศิลปะที่มุ่งเน้นความสมจริง เน้นรายละเอียดทุกรูขุมขน จนยากที่จะแยกออกว่ามันคือภาพวาดหรือภาพถ่าย ศิลปะแขนงนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากยุค 70 ในประเทศสหรัฐอเมริกาและภาคพื้นยุโรปโดยศิลปินผู้บุกเบิกคือ Carole Feuerman, Duane Hanson, และ John De Andrea บนหลักการแห่งสุนทรียศาสตร์ของแสงเสมือนจริงเพื่อแสดงออกถึงความเคลื่อนไหวของศิลปินหัวขบถสมัยใหม่ วันนี้ UNLOCKMEN มีภาพตัวอย่างบางส่วนมาให้ดู รับรองว่าเห็นแล้วตกตะลึงแน่นอน Pencil Drawings by Diego Fazio Acrylic Paintings by Jason de Graaf Oil Paintings by Pedro Campos Oil Paintings by Robin Eley Sculptures by Ron Mueck Oil Paintings by
ถือว่าเป็นปีทองของการ์ตูนขวัญใจเด็กผู้ชายอย่าง Gundam จริง ๆ เพราะปีนี้ถือเป็นการครบรอบ 40 ปีนับตั้งแต่การ์ตูนกันดั้มออกฉายครั้งแรก นาฬิกาสารพัดแบรนด์ต่างก็ออกคอลเลกชันพิเศษเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันครับรอบนี้ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่น Casio แบรนด์จากสวิสเซอร์แลนด์อย่าง Tissot และล่าสุดคอลเลกชันพิเศษสุดหรูจาก Seiko ที่ออกนาฬิกาสวย ๆ ทั้งหมด 3 แบบด้วยกัน Gundam Limited Edition สำหรับนาฬิกาข้อมือเรือนแรกที่อยู่ในคอลเลกชัน Gundam จะใช้นาฬิกา LX Line คอลเลกชันล่าสุดมาปรับแต่งใหม่ โดยแต่งเติมเรื่องราวของ Mobile Suit รุ่น RX-78-2 สุดคลาสสิกเข้าไป ทำให้ตัวเรือนมีธีมสีแสนคุ้นตาทั้งสีขาว สีน้ำเงิน สีเหลือง และสีแดง ขอบหน้าปัดครึ่งบนแต้มด้วยสีนำ้เงิน ส่วนครึ่งล่างใช้สีขาว ขีดของหมายเลข 12 จะดัดแปลงจากเส้นหนึ่งเส้นเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์เสาอากาศส่วนหมวกของรุ่น RX-78-2 ทั้งยังแถมสายนาฬิกาหนังจระเข้สีขาวมาให้อีกหนึ่งเส้น ราคาของ Gundam Limited Edition จะอยู่ที่ 630,000 เยน คิดเป็นเงินไทยราว 180,000 บาท
ตัวตนของผู้ชายไม่ได้มาจากลักษณะนิสัยและความคิดภายในเท่านั้น แต่การเลือกข้าวของเครื่องใช้สามารถนิยามตัวตนของเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะ “นาฬิกา” ที่อยู่บนข้อมือของเรา ไม่ว่าจะไปติดต่องานหรืองานเลี้ยงสังสรรค์ที่ไหนก็เป็นปราการด่านแรกที่ทุกคนมองเห็น การเลือกนาฬิกาที่เหมาะสมจึงไม่ได้เป็นเพียงการเลือกเครื่องบอกเวลาเท่านั้น แต่นาฬิกาสามารถบอกตัวตนของผู้สวมใส่ได้อีกด้วย จึงไม่แปลกที่ในภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ตัวละครแต่ละตัวจะมีนาฬิกาคู่ใจเพื่อใช้บ่งบอกคาแรกเตอร์อันโดดเด่นที่ผู้กำกับหรือผู้สร้างต้องการสื่อให้ผู้ชมเห็น ดังนั้นนาฬิกาใดที่จะถูกนำมาใส่จึงต้องมีความสมจริงกับคาแรกเตอร์ในภาพยนตร์ และตัวนักแสดงต้องโอเคกับนาฬิกาเรือนนั้นด้วย ไม่ใช่แค่มีเงินแล้วจะเข้ามาปรากฎตัวในหนังระดับโลกได้ง่าย ๆ Hamilton จึงถือเป็นอีกแบรนด์นาฬิกาที่มีหลากรุ่น หลายซีรีส์ มีเรื่องราวและประวัติอันยาวนาน เดินทางผ่านหน้าประวัติศาสตร์มากว่า 127 ปี นับตั้งแต่การก่อตั้งแบรนด์ขึ้นที่เมืองแลงคาสเตอร์ รัฐเพนซิลวาเนีย ในปี 1892 ด้วยความคลาสสิกและเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Hamilton ทำให้ตั้งแต่ปี 1932 เป็นต้นมามีนาฬิกา Hamilton สารพัดรุ่นถูกนำไปปรากฏโฉมอยู่บนจอเงินในภาพยนตร์มากถึง 500 เรื่อง เพราะนอกจากการเป็นอุปกรณ์บอกเวลาแล้ว นาฬิกา Hamilton แต่ละรุ่นยังเป็นเครื่องบ่งบอกตัวตนของผู้สวมใส่อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันความเที่ยงตรง แต่ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ร่วมและเรื่องราวมากมาย เสริมคาแรกเตอร์ตัวละครในภาพยนตร์แต่ละเรื่องให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ที่สำคัญแสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของ Hamilton ที่ Hollywood อุตสาหกรรมความบันเทิงระดับโลกไว้วางใจ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือยังไง แต่ภาพยนตร์จำนวนมากที่มี Hamilton อยู่บนข้อมือตัวแสดง มักจะประสบความสำเร็จอย่างมากเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นระดับ Oscar Nominations หรือกระทั่งคว้ารางวัล Oscar
สำหรับนักสะสมนาฬิกาข้อมือหรือผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกา การปรับแต่งนาฬิกาเรือนโปรดให้มีดีไซน์และลูกเล่นที่ไม่ซ้ำใครก็เป็นอีกหนึ่งความสนุกของเหล่านักสะสม และครั้งนี้สำนักปรับแต่งนาฬิกาชื่อดังอย่าง MAD Paris ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับแวดวงนาฬิกาอีกครั้งด้วยการสร้างสรรค์ผลงานสีรุ้งบน Rolex Daytona MAD Paris คือสำนักปรับแต่งนาฬิกาข้อมือชื่อดังที่มีจุดเริ่มต้นมาจากนักสะสมนาฬิกากลุ่มหนึ่งที่ต้องการเปลี่ยนให้นาฬิกาของตัวเองพิเศษและโดดเด่นไม่เหมือนใคร และขึ้นชื่อเรื่องการปรับแต่งนาฬิกาแบรนด์ดัง ๆ เช่น Rolex, Patek Philippes และ Audemars Piguets การปรับแต่งนาฬิกาของ MAD Paris ทำทุกอย่างตั้งแต่ดัดแปลงหน้าปัด ปรับแต่งสายข้อมือใหม่ เพิ่มเครื่องประดับหรือเปลี่ยนสีวัสดุใหม่ทั้งหมด ไปจนถึงรายละเอียดเล็ก ๆ เกี่ยวกับกลไกด้านในที่ซับซ้อน ด้วยเทคโนโลยีทันสมัยผสมผสานกับงานทำมือเพื่อให้นาฬิกาแต่ละเรือนออกมาตรงตามความต้องการของแต่ละคน คอลเลกชันสุดพิเศษของ MAD Paris อยู่บน Rolex รุ่น Dayona นาฬิกาข้อมือที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1963 ออกแบบมาสำหรับนักแข่งรถโดยเฉพาะ MAD Paris ได้นำนาฬิกาจากตระกูล Dayona มาปรับแต่งใหม่ จนเหล่าคนรักนาฬิกาสนใจกันล้นหลาม เพราะทางสำนักแต่งได้นำแซฟไฟร์ซึ่งเป็นพลอยตระกูลคอรันดัมที่มีความแข็งแกร่งรองจากเพชร โดยใช้แซฟไฟร์สีสันหลากหลายทั้งสีชมพู ฟ้า เหลือง เขียว ม่วง และน้ำเงิน นำมาร้อยเรียงต่อกันตรงขอบหน้าปัดนาฬิกาให้เหมือนกับสีของรุ้งกินน้ำ ด้านในหน้าปัดนาฬิการุ่นพิเศษ พื้นและเส้นบอกเวลาภายในจะเป็นสีดำทั้งหมด
สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องค่าสายตาไม่ว่าจะสายตาสั้นหรือสายตายาว แว่นตาคือสิ่งที่จะต้องมีติดตัวและสวมใส่อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่มีดพับสวิสก็คือไอเทมที่เหล่านักเดินทางหรือผู้ชื่นชอบการเดินป่าขาดไม่ได้ ไอเทมทั้งสองชิ้นมีความสำคัญต่างกัน แต่มีประโยชน์มากเหมือนกันจึงทำให้เกิดไอเดียสุดล้ำที่จะนำทั้งแว่นสายตาและมีดพับมารวมกัน GlassesUSA แบรนด์แว่นตาจากสหรัฐฯ ร่วมมือสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับโลกของมีดพับและแว่นไปพร้อมกันด้วยการ Collaboration กับ Victorinox Swiss Army จุดเริ่มต้นของไอเดียนี้มาจากเรื่องง่าย ๆ โดยทีมนักออกแบบแว่นตาคนหนึ่งของบริษัทไปตั้งแคมป์แล้วเกิดต้องการที่เปิดขวดขึ้นมา แต่ทั้งตัวกลับมีแค่ของใช้ทั่วไปรวมถึงแว่นตาที่สวมอยู่ และความต้องการที่เปิดขวดในครั้งนั้นทำให้วันต่อมาเขาเริ่มร่างแบบแว่นตาที่ไม่มีใครเคยทำและติดต่อกับแบรนด์มีดพับชื่อดังทันที Victorinox Swiss Army แบรนด์มีดพกพาและที่เปิดขวดไวน์สัญชาติสวิสเซอร์แลนด์อันโด่งดัง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1897 ผลิตมีดพับอเนกประสงค์ตอบโจทย์เหล่านักเดินทางและคนที่ชื่นชอบการตั้งแคมป์ ด้วยดีไซน์สุดเฉพาะตัวและลวยลายที่ไม่เหมือนใครทำให้มีดพับแบรนด์นี้เป็นของสะสมและของขวัญช่วงเทศกาลได้อีกด้วย ทั้งสองบริษัทตัดสินใจร่วมกันออกแบบแว่นตาที่มีส่วนประกอบเป็นมีดพับ โดยใช้ชื่อว่า Survival Rx ผ่านการตรวจสอบเรื่องความปลอดภัยด้วยแม่เหล็กนีโอไดเมียมล้ำสมัยช่วยจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เข้ากับขาแว่นที่ทำจากเทอร์โมพลาสติก ผสมผสานเข้ากับคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีคุณสมบัติเด่นเรื่องน้ำหนักเบา ทนทานต่อการบิดหักและเกิดรอยขีดข่วนยาก เป็นวัตถุดิบที่ใช้กันแพร่หลายในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ ฟังก์ชันมีดพับของ Victorinox Swiss Army บนแว่น Surival Rx สามารถใช้งานได้หลากหลาย เป็นทั้งที่เปิดขวดแบบฝา กรรไกรจิ๋ว ไขควง ตะไบ และที่เปิดขวดไวน์ ครบถ้วนตามความต้องการขั้นพื้นฐานสำหรับเหล่าผู้ชื่นชอบการออกไปตั้งแคมป์ นอกจากนี้มีดพับของแบรนด์ยังผลิตจากบริษัทสเตนเลสสตีลชื่อดังของของสวิซเซอร์แลนด์ ทำให้หมดห่วงเรื่องสนิมและสามารถถอดออกจากแว่นตาได้ Victorinox Swiss Army จุดเริ่มต้นจากมีดพับแต่พัฒนาต่อยอดเพื่อขยายตลาดของแบรนด์ให้กว้างขึ้นด้วยการเพิ่มสินค้าอื่น ๆ
โรงแรม Muji อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผู้ชื่นชอบสไตล์มินิมัล เพราะ Muji สร้าง Muji Shenzhen Hotel สาขาแรกของโลกที่ประเทศจีนไว้แล้ว แต่เมื่อ Muji เปิดตัวโรงแรมแห่งที่สามในญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดแบรนด์ก็ทำให้ผู้คนกลับมาสนใจโรงแรมของแบรนด์ผลิตภัณฑ์สุดมินิมัลอีกครั้ง UNLOCKMEN จะพาไปดูการตกแต่งห้องแต่ละแบบของโรงแรม Muji ใจกลางกรุงโตเกียว ว่าจะสร้างสรรค์สไตล์มินิมัลในพื้นที่จำกัดออกมาเป็นอย่างไร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่หลงใหลการแต่งห้องแบบเรียบง่ายแต่มีระดับ โรงแรม Muji แห่งแรกของญี่ปุ่นตั้งอยู่ในย่านกินซ่าที่พลุกพล่าน บนตึก Marronnnier Gate Ginza Complex มีห้องพักทั้งหมด 79 ห้อง ตั้งแต่ชั้น 7 ไปจนถึงชั้น 10 ส่วนเคาท์เตอร์ของโรงแรมจะอยู่ที่ชั้น 6 หมดกังวลเรื่องความไม่เป็นส่วนตัวแม้จะอยู่ตรงย่านใจกลางเมือง Muji กล่าวถึงคอนเซปต์ของโรงแรมที่กำลังจะเปิดตัวช่วงเดือนหน้าได้เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า “anti-gorgeous, anti-cheap” ไม่หรูหราเกินไปแต่ก็ไม่โลว์คลาส ตอบสนองความพึงพอใจและพื้นที่ใช้สอยได้อย่างครบถ้วน พร้อมเอกลักษณ์ที่เด่นชัดเมื่อเห็นก็จะรู้เลยว่านี้คือสไตล์ของ Muji เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นภายในโรงแรมล้วนเป็นของที่ผลิตโดย Muji ทั้งเฟอร์นิเจอร์แบบบิลท์อิน เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ทำให้ห้องพักเต็มไปด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติมากมายทั้งไม้ หิน เสื่อทาทามิอันเป็นเอกลักษณ์ของญี่ปุ่น ไปจนถึงข้าวของเครื่องใช้


