ช่วงนี้มีศิลปินหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แถมแต่ละคนยังสร้างสรรค์แนวเพลงที่แตกต่างและมีแนวคิดอันเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ศิลปินหนุ่มสุดเท่วัย 21 ปี นามว่า ‘Yungblud’ ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่น่าจับตามองในขณะนี้ เขาเป็นใคร มาจากไหน มาทำความรู้จักเขาไปพร้อมๆ กัน Yungblud มีชื่อจริงว่า Dominic Harrison เขามาจากเมือง Doncaster ประเทศอังกฤษ ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่แฟชั่นจัด ทำให้ศิลปินหนุ่มคนนี้ถูกครหาว่าเป็น ‘วอนนาบี ร็อกสตาร์’ แต่อย่าเพิ่งตัดสินเขาจากภายนอก เพราะงานเพลงต่างหากที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ เขาคนนี้คือศิลปินรุ่นใหม่ที่นำเอาดนตรีร็อกแบบ Old Classic Punk มาผสมเข้ากับฮิปฮอปและป๊อป แถมยังเติมกลิ่นอายสกาเข้าไป จนเกิดเป็นซาวด์ที่แปลกแตกต่าง ฟังสนุก หนักหน่วงถึงใจ โดยเขานิยามแนวทางของตัวเองเอาไว้ว่า ‘ศิลปินที่รับรู้ความเป็นไปของโลกและไม่กลัวที่จะทำเพลงแหวกแนว เพื่อเป็นปากเสียงแห่งการประท้วง’ ถึงแม้ว่าสื่อหลายเจ้าจะยกให้เขาเป็นอนาคตใหม่ของวงการเพลง แต่ Yungblud กลับไม่ใส่ใจเรื่องนั้นเท่ากับความตั้งใจส่งสารให้เข้าถึงผู้คนวัยเดียวกับเขาให้มากที่สุด เขามีศรัทธาอย่างแรงกล้าว่าคนรุ่นใหม่มีพลังมากพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกได้ เขาได้รับแรงบันดาลใจมากมายมาจากดนตรีฝั่ง British Rock โดยเฉพาะวงรุ่นพี่อย่าง Arctic Monkeys ที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ยกให้ศิลปินหญิงอย่าง Lorde, Dua Lipa และ Camila Cabello
หลังจากที่มีหนังสารคดี Oasis: Supersonic ออกมา ให้พวกเราได้รับชมความเกรียงไกรในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของคณะดนตรี Oasis ตำนานแห่งยุค 90′ ไปกันแล้ว ล่าสุดแฟนเพลงเตรียมเฮได้อีกครั้ง เพราะ Liam Gallagher ฟรอนต์แมนฝีปากกล้าของวงก็กำลังจะมีหนังสารคดีเป็นของตัวเองเช่นกัน โดยหนังเรื่องนี้จะใช้ชื่อว่า ‘Liam Gallagher: As It Was’ (คล้ายชื่ออัลบั้มเดี่ยวของ Liam ที่ชื่อ As You Were) กำกับโดย Charlie Lightening ชายที่เรามักจะเห็น Liam Gallagher อัปรูปสวย ๆ แล้วใส่เครดิตชื่อเขาเสมอบนโซเชียลมีเดียของตัวเองนั่นแหละ โดยหนังเรื่องนี้จะมุ่งเน้นไปที่การหวนสู่เส้นทางสายดนตรีของ Liam Gallagher ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไทม์ไลน์หลัง Oasis แยกวง รวมไปถึงชีวิตของเขาในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่น่าสนใจคือเราอาจได้เห็นด้านที่อ่อนโยนและมุมที่ไม่เคยเห็นของเขาผ่านทางสารคดีเรื่องนี้ เพราะ Charlie Lightening ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง NME ไว้ว่า “สิ่งที่ผู้คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับเขา คือจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนอ่อนโยนและอบอุ่นกว่าที่คิด น้อยคนนักที่จะได้เห็น
หากจะกล่าวถึงศิลปินสาย Folk ที่มีชื่อเสียงในยุคนี้ James Bay คงเป็นอีกหนึ่งชื่อที่อยู่ในใจใครหลายคน ด้วยลุคเท่ ๆ อันเป็นเอกลักษณ์ จะผมยาวผมสั้นก็หล่อเอาอยู่ เสียงแหบเสน่ห์ แถมสะพายกีตาร์ ลุคแบบนี้แหละอย่าว่าแต่ผู้หญิงชอบ ผู้ชายเห็นก็ยังยกให้เป็นไอดอล ล่าสุดหนุ่ม James ก็เปิดตัว EP อัลบั้มที่มีชื่อว่า Oh My Messy Mind ออกมาให้แฟนเพลงได้ฟังกันอีกครั้ง โดยครั้งนี้มีซิงเกิลที่ชื่อว่า Bad และ Peer Pressure ที่ได้สาว Julia Michaels มาร่วมงานด้วยเป็นตัวชูโรง หนุ่ม James ได้เผยเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับแรงบันดาลใจของผลงานชุดนี้ว่า “ผมมักจะเขียนสิ่งที่อยู่ในจิตสำนึกของตัวเอง เพื่อจะล้างความคิดบางอย่างออกจากหัวสมองเป็นประจำ เพลงใน EP ผมเขียนขึ้นไม่นานมานี้ มันเกิดขึ้นในวันที่มืดหม่น จึงสะท้อนอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่ผมเผชิญอยู่ในขณะนั้นได้ดี สำหรับเพลง Bad และเพลงอื่น ๆ ใน EP นั้น คือผมอยากจะซื่อสัตย์เกี่ยวกับเรื่องราวของตัวเอง รวมไปถึงสตอรี่อื่น ๆ ซึ่งเจ้าเพลง Bad
หากนับจากปีค.ศ. 1989 ไล่มาจนถึง 2019 ก็จะเท่ากับว่าตอนนี้ครบรอบ 30 ปีพอดีเป๊ะ สำหรับความพิเศษของโลกแห่งดนตรี ทุก ๆ ปีที่ ค.ศ. ลงท้ายด้วย ‘9’ มักน่าสนใจเสมอ เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านจากยุคหนึ่งไปสู่ยุคหนึ่ง และซีนดนตรีในช่วงปีนั้น ๆ มักส่งอิทธิพลต่อยุคถัดไปไม่มากก็น้อย แถมปี 1989 นี้ยังเป็นปีแห่งการกำเนิดศิลปินระดับตำนานหลายวงเลยทีเดียว เรามาดูกันว่าในปี 1989 นี้ มีอัลบั้มอะไรที่น่าสนใจออกมาบ้าง Bleach – Nirvana ไม่มีใครไม่รู้จักกรันจ์ร็อกในตำนานอย่าง Nirvana เพราะคณะดนตรีกลุ่มนี้คือตัวจริงเสียงจริงแห่งยุค 90 แต่รู้หรือไม่ว่า ‘Bleach’ อัลบั้มแรกของพวกเขา ถูกปล่อยออกมาตั้งแต่ปี 1989 ก่อนจะย่างเข้ายุค 90 โดยสมบูรณ์เสียอีก ซึ่งตอนที่ผลงานชุดนี้ถูกปล่อยออกมา แทบไม่มีใครบนโลกใส่ใจกับวงดนตรี 3 ชิ้นที่ชื่อ Nirvana นี้เลย เพลงก็ไม่ติดชาร์ต ไม่ประสบความสำเร็จแบบอัลบั้ม Nevermind (ที่มีเพลงชาติชาวร็อกอย่าง Smells Like Teen Spirit) แต่เมื่อเวลาล่วงเลยแล้วมองย้อนกลับไปนั้น
‘วงเปลี่ยนแนว’ ฟังเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งนี้แหละคือชนวนใหญ่เบ้งที่ทำให้ศิลปินทุกยุคทุกสมัยเป็นอันกระทบกระทั่งกับแฟนเพลง อันที่จริงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหากแฟนเพลงจะเกิดความรู้สึกไม่พอใจ เพราะพวกเขาอาจเลือกติดตามวง ๆ หนึ่ง ด้วยเหตุผลว่าแนวเพลงถูกใจ วันใดที่วงไม่สามารถตอบสนองตรงนี้ได้ก็อาจจะต้องมีปากมีเสียง (ผ่านทางคอมเมนต์) กันบ้างเป็นธรรมดา ส่วนในมุมของศิลปินที่อยากจะเปลี่ยนแนว ก็ไม่มีอะไรซับซ้อนไปมากกว่าการเอียนแนวเดิม ๆ ที่ตัวเองทำอยู่ นักดนตรีหัวกะทิหลายคนมักชอบทดลองทำอะไรใหม่ ๆ ไม่ชอบย่ำอยู่กับที่ แต่พอโดนแฟนเพลงบ่นมากเข้า พวกเขาจึงมักหาทางออกด้วยการหนีไปทำวงอื่นเสียเลย! แต่การทำวงอื่นในที่นี้ ไม่ใช่การยุบวงตัวเองแล้วไปสร้างวงใหม่ แต่คือการทำควบคู่ไปพร้อมๆ กัน (หรืออาจสลับกัน) เพราะนอกจากจะได้ทำสิ่งที่ตัวเองพอใจแล้ว ยังอาจได้ฐานแฟนเพลงใหม่ๆ เพิ่มมาอีก จะเรียกว่าวิถีคนขยันก็ว่าได้ เรามาดูกันดีกว่าว่ามีศิลปินคนไหนบ้างที่คุณคุ้นเคย แต่อาจไม่รู้มาก่อนว่าเขามีมากกว่าหนึ่งวง! 1. Alex Turner สำหรับหนุ่มเสียงหล่อคนนี้ ใครๆ ก็คงจำเขาได้ดีจากฐานะฟรอนต์แมนวงร็อกสุดเท่อย่าง Arctic Monkeys ถึงแฟนเพลงตัวยงจะทราบดีว่าเขาไม่ได้ทำลิงขั้วโลกแค่วงเดียว แต่ก็ยังมีหลายคนที่ไม่รู้ว่า Alex ยังมีอีกวงที่ทำอย่างจริงจัง นั่นก็คือ ‘The Last Shadow Puppets’ ที่เป็นวง Supergroup คู่กับ Miles
หลังจากที่ทาง Netflix ได้ประกาศวันฉายซีซั่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการของ ‘Black Mirror’ ซีรีส์ Sci-Fi สุดล้ำที่จะมาเผยด้านมืดของเทคโนโลยีในแบบที่คุณไม่คาดคิด โดยปีนี้ก็เข้าสู่ซีซั่นที่ 5 เป็นที่เรียบร้อย แฟน ๆ ทั่วโลกสามารถรับชมพร้อมกันทั่วโลกได้ในวันที่ 5 มิถุนายน 2019 นี้ ซีซั่นล่าสุดนี้เต็มไปด้วยเซอร์ไพรส์หลายระลอกจากทาง Netflix ไม่ว่าจะเป็นการประกาศบทบาทนำแสดงโดยศิลปินสาว Miley Cyrus ที่เป็นแคสต์หลักของเรื่องในตอน ‘Rachel, Jack and Ashley Too’ หรือจะ Andrew Scott (มอร์ริอาตี้ จาก Sherlock) ที่มารับบทนำในตอนที่มีชื่อว่า ‘Smithereens’ ซึ่งความตื่นเต้นยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้ เพราะในตอน Smithereens นั้นยังได้นักประพันธ์มือดีที่กวาดรางวัลมาแล้วนับไม่ถ้วนอย่าง ‘ริวอิจิ ซากาโมโตะ’ มาเป็นผู้สร้างสรรค์เพลงประกอบให้อีกต่างหาก หากใครยังไม่คุ้นชื่อ ‘ริวอิจิ ซากาโมโตะ’ ต้องเท้าความก่อนว่าเขาผู้นี้อยู่ในวงการดนตรีมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เป็นสมาชิกวง Yellow Magic Orchestra จนต่อมาเขากลายเป็นคอมโพสเซอร์อัจฉริยะผู้อยู่เบื้องหลังซาวด์แทร็คของภาพยนตร์ดังหลากหลายเรื่อง เรื่องแรกที่ทำให้เขาแจ้งเกิดก็คือ ‘Merry Christmas, Mr. Lawrence’
หากกล่าวถึงความเฟื่องฟูทางดนตรีบนเกาะอังกฤษยุค 80 เชื่อว่าคอเพลงหลายคนคงจะคิดถึง ‘The Smiths’ วงอัลเทอร์เนทีฟอายุสั้น (1982-1987) ผู้มีอิทธิพลต่อดนตรีร็อกและวงการเพลงทั่วโลกมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะ ‘Steven Patrick Morrissey’ ฟรอนต์แมนเจ้าปัญหาของวงผู้กลายเป็นไอคอนิคของความเยอะสิ่ง และยังคงมีผลงานเพลงอย่างต่อเนื่องยาวนานมาจนปัจจุบัน ทุกสิ่งของเขาล้วนเป็นที่จดจำไม่ว่าจะเป็นการแต่งเพลงเนื้อหาคร่ำครวญ, แฟชั่น จนไปถึงความงี่เง่าบนเวที มาดูกันดีกว่าว่าจะมี ‘ความมอซ’ อะไรบ้างที่พวกเราควรระลึกถึง! ชายผู้บูชา Oscar Wilde มอร์ริสซีย์ (เรียกสั้นๆ ว่ามอซ) รักและเทิดทูน ‘Oscar Wilde’ นักเขียนแนวเสียดสีผู้โด่งดังเรื่องความฝีปากกล้าท่านนี้สุดหัวใจ โดยเจ้าตัวเองก็ยอมรับว่าเพลงของเขาส่วนมากได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของ Oscar Wilde นั่นแหละ หากจะให้กล่าวว่ามีอะไรบ้าง ก็อาจจะต้องร่ายยาวไปถึง 3 วัน 7 วัน แต่เอาเป็นว่าคาแรกเตอร์ปากจัดของพี่แกนั้น มาจากการคาแรกเตอร์ของ Oscar Wilde แน่นอน โดยมอซบอกว่า แม่ของเขาผู้มีอาชีพเป็นผู้ช่วยบรรณารักษ์เป็นคนแนะนำให้พี่แกอ่านงานของ Oscar Wilde ตั้งแต่ยัง 8 ขวบเท่านั้น ไม่กินเนื้อสัตว์ (เด็ดขาด)
เวลาไม่เคยคอยใคร แถมผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่น่าเชื่อว่าเหลืออีกไม่กี่วัน พวกเราทุกคนก็จะบอกลา ‘ครึ่งปีแรก 2019’ ทิ้งไว้เป็นเพียงอดีตไปเสียแล้ว และในปีนี้วงการเพลงก็ยังคงเต็มไปด้วยสีสัน ทั้งจากดาวดวงใหม่และคลื่นลูกเก่าที่ยังคงผลิตผลงานคุณภาพหลากหลายแนวดนตรีกันอย่างต่อเนื่อง ได้เวลาที่เราจะชวนคอดนตรีทุกท่านมาย้อนดูกันว่า ในครึ่งปีที่ผ่านมามีอัลบั้มคุณภาพจากศิลปินคนไหนบ้างที่งานดี เพลงเจ๋ง ควรค่าแก่การรับฟัง ใครเคยฟังแล้วก็ไม่เป็นไร ส่วนใครยังไม่เคยก็อยากให้มาลองชิมดู ซึ่งอัลบั้มในลิสต์นี้ ไม่ใช่การจัดอันดับอัลบั้มที่ดีที่สุด แต่เป็นเพียงผลงานที่เราชื่นชอบ ของดีที่อยากบอกต่อเพียงเท่านั้น amo – Bring Me the Horizon อัลบั้มที่เป็นดั่งการเปลี่ยนผ่านยุคของวงเมทัลคอร์ตัวพ่อ ‘Bring Me the Horizon’ โดยครั้งนี้วงได้เพิ่มความเป็นอิเล็กทรอนิกส์ป๊อปเข้าไป ทดลองนำดนตรีหลากหลายแนวไม่ว่าจะเป็นแดนซ์, ฮิปฮอป ดนตรีออเคสตร้า และอื่น ๆ อีกมากมายเข้ามาผสมผสาน เกิดเป็นสิ่งใหม่ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ถึงแม้จะขัดใจคนรักเพลงร็อกไปบ้าง แต่เชื่อเถอะว่ากลิ่นอายความเป็น Bring Me the Horizon ไม่ได้จางหายไป แถมฝีมือการแต่งเพลงของโอลิเวอร์ก็ยังยอดเยี่ยมเสมอมา WHEN WE ALL FALL ASLEEP, WHERE DO
แฟนหนังและแฟนการ์ตูนของ DC Comics คงทราบกันดีว่าหลังจาก Ben Affleck รับบทเป็น Batman คนล่าสุดมานานหลายปี ได้ประกาศถอนตัวออกจากการรับบทดังกล่าว ทำให้สื่อทั่วโลกรวมถึงแฟน ๆ ต่างจับตาดูพร้อมลุ้นว่าใครจะก้าวเข้ามารับบทซูเปอร์ฮีโร่ที่ว่างอยู่นี้ และคำตอบของคำถามที่ใครต่างสงสัยก็ได้เฉลยออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การปรากฏตัวครั้งล่าสุดของ Batman คือภาพยนตร์เรื่อง Justice League (2017) รับบทโดย Ben Affleck แต่หลังจากนั้นเจ้าตัวยืนกรานชัดเจนว่าจะไม่เป็น Batman อีกต่อไปพร้อมถอนตัวออกจากโปรเจกต์หนัง จึงทำให้ตำแหน่งฮีโร่แห่งรัตติกาลว่างอยู่ และทางค่ายก็เตรียมเฟ้นหาคนที่เหมาะสมเพื่อมารับช่วงต่อ แต่ไม่นานมานี้ความว่างเปล่าไร้บัลลังก์กว่า 2 ปี กลับมาสร้างกระแสครึกโครมอีกครั้ง จากข่าวล่าสุดที่อัปเดตผ่านเว็บไซต์ Variety เรื่องการมาถึงของฮีโร่มนุษย์ค้างคาวคนใหม่ที่จะมารับบท Bruce Wayne ใน Batman: The Caped Crusader แทนที่ Ben Affleck ว่าน่าจะเป็นนักแสดงตระกูลเดียวกันกับค้างคาวอย่างหนุ่ม Robert Pattinson พระเอกหนุ่มที่ผู้คนติดตากับบทบาทแวมไพร์สุดโรแมนซ์จากหนังแฟรนไชส์ The Twilight Saga หลังจากที่เว็บ Variety ลงข่าวว่า Pattinson คือ Batman คนใหม่
เมื่อพลิกปฏิทินอำลาแสงแดดแห่งฤดูร้อน ก็เตรียมรับมือกับละอองน้ำและความเปียกปอนของฤดูฝนกันได้เลย ความพยายามที่จะสาดแสงลงกระทบพื้นโลกของพระอาทิตย์ดูเหมือนจะไร้ผล เพราะกลุ่มเมฆฝนดำครึ้มกำลังเข้ามาแทนที่ เราเชื่อว่าฤดูฝนคงมาพร้อมกับความรู้สึกนับไม่ถ้วนที่ซัดกระหน่ำเข้ากลางอกซ้ายของผู้ชายหลาย ๆ คน แม้ฝนจะเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์จากธรรมชาติ แต่มันก็เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับความรู้สึกของคนเราอย่างบอกไม่ถูก จึงไม่แปลกถ้าสายฝนจะทำให้บางคนสดชื่นและสบายใจทุกครั้งที่เห็น และก็ไม่แปลกที่ฝนจะทำให้คนซึมซาบความเปลี่ยวเหงาและเศร้ายิ่งกว่าเดิม ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำ 5 ภาพยนตร์รักฤดูฝนจากญี่ปุ่น ที่เมื่อวนกลับมายังฤดูนี้ทีไร ก็ต้องหยิบหนังพวกนี้มาดูใหม่ทุกที MY RAINY DAYS (Tenshi no Koi), 2009 ภาพยนตร์รักโรแมนติกที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายในมือถืออันโด่งดังของญี่ปุ่น MY RAINY DAYS บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของเด็กสาวสุดป๊อปวัย 17 ในโรงเรียนที่หน้าตาสวนทางกับการกระทำ เธอใช้ชีวิตไปอย่างไร้จุดหมาย ขายตัว เป็นแม่เล้า และหลอกใช้เพื่อนเพื่อผลประโยชน์ของตน แต่แล้วสายฝนและโชคชะตาก็พาเธอมาพบกับอาจารย์หนุ่มวัย 35 ความรักทำให้เด็กสาวเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เธอเลิกทำตัวไร้ค่าและเห็นเป้าหมายในชีวิตมากขึ้น พวกเขาทั้งคู่ได้ใช้เวลาแห่งความสุขร่วมกันและแน่นอนว่าตกหลุมรักกันไปโดยปริยาย ไม่นานนักอาจารย์หนุ่มก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย จนเด็กสาวมารู้ทีหลังว่าเขาป่วยเป็นโรคมะเร็งสมอง และต้องลาจากโลกนี้ไปหากไม่ได้รับการผ่าตัด เด็กสาวพยายามโน้มน้าวให้เขาเข้ารับการรักษา แม้หนทางรอดจะมีเพียงน้อยนิด และแม้ต้องแลกมากับการที่เขาจะสูญเสียความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเธอไป ความหวัง ความรัก และปาฏิหาริย์ จะทำให้อาจารย์หนุ่มรอดจากการผ่าตัดได้หรือไม่ BE WITH YOU (Ima, Ai Ni Yukimasu), 2004 “ถ้าฉันตายไป


