พอเข้าสู่ครึ่งหลังของปี ก็ดูเหมือนกับว่าเป็นฤกษ์ดีที่คู่รักจะลั่นระฆังวิวาห์กัน และก็มีหลายคนที่จะต้องไปร่วมงานแต่งงานเพื่อแสดงความยินดีกับคู่บ่าวสาว ไม่ว่าจะเป็นงานมงคลของคนในครอบครัว มิตรสหาย เจ้านาย หรือเพื่อนร่วมงานก็ตาม ยิ่งถ้าได้รับหน้าที่เป็น “เพื่อนเจ้าบ่าว” ด้วยแล้ว ยิ่งรู้สึกมีเกียรติ แต่มันก็มีความท้าทายอยู่ไม่เบา ความท้าทายที่ว่านี้ไม่ได้มีเฉพาะแค่การซักซ้อมพิธีการ การแต่งตัว และการดูแลตัวเองเท่านั้น แต่มันยังรวมถึงการ speech หรือการกล่าวคำอวยพรคู่บ่าวสาวด้วย ซึ่งขั้นตอนนี้มีความหมายเป็นอย่างยิ่ง อันที่จริงเหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่มีรูปแบบตายตัว แต่ก็นะ เพื่อนซี้หรือญาติพี่น้องคนสนิทของคุณแต่งงานทั้งที มันก็ต้องมีศิลปะแห่งการ speech กันหน่อย งานจะได้ไม่กร่อยตอนที่คุณขึ้นกล่าว คำถามก็คือ เราจะกล่าวให้มันเจ๋งได้อย่างไร ? มันควรจะสุดฮา หรือซาบซึ่งกันแน่ ? ควรจะพูดถึงเจ้าบ่าวอย่างเดียว หรือควรกล่าวถึงเจ้าสาวด้วย ? ต้องร่ายยาวแค่ไหน ? ต้องเมาก่อนมั้ย ? และเรื่องที่จะเล่ามันจะทำให้ผู้หลักผู้ใหญ่หัวใจจะวายหรือเปล่า ? คำตอบของคำถามเหล่านี้ ทีมงาน UNLOCKMEN ขอนำมาฝากหนุ่ม ๆ กัน จากคำแนะนำของ Kye Harman อดีตคนวงการบันเทิงที่ผันตัวมาเป็น Managing Director ของ Simply The Best Man
แม้ว่าผู้ชายอย่างเราจะชอบออกกำลังกายแค่ไหน แต่มันก็มักจะเป็นเรื่องยากที่จะตื่นแต่เช้าเพื่อมา workout ก่อนทำอย่างอื่น เพราะว่ามันค่อนข้างฝืนเมื่อเทียบกับชีวิตประจำวันที่ทุ่มเทกับการทำงานจนถึงค่ำมืด จากนั้นก็แบ่งเวลาให้คนรอบข้าง กว่าจะกลับบ้านนอนก็ดึกดื่น แบบนี้ใครมันจะไปตื่นไหว !? แต่ถ้าปล่อยให้ชีวิตประจำวันเป็นเหตุผลในการไม่เริ่มต้นปฏิวัติตัวเองก็คงดูไม่เข้าที มาลุยกันสักตั้งดีกว่า พยายามเข้านอนก่อนห้าทุ่มให้ได้ จะได้ตื่นเช้า ๆ ราวหกเจ็ดโมง แล้วมาออกกำลังกายตามโปรแกรมนี้ที่ UNLOCKMEN แนะนำเลย ขอบอกว่าโปรแกรม workout ยามเช้าที่เอามาแชร์กันนี้ใช้เวลาไม่นาน ไม่ยาก และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตได้ดี ส่งผลให้พวกเรามีพลังทั้งวัน เอ้า เริ่มได้! โปรแกรมนี้แบ่งเป็น 5 ชุด ให้ไล่ลุยต่อเนื่องตามลิสต์นี้เลย เหนื่อยหน่อย แต่ถ้าตื่นเช้ามาทำได้บ่อย ๆ แล้วจะโคตรดี Workout 1 Jumping Jacks – 60 วินาที Body-Weight Squats – 30 วินาที Plank – 60 วินาที Mountain Climbers – 30 วินาที พัก 30 วินาที
“เธอดีเกินไป” “ผู้หญิงชอบคนเลว” ประโยคสุดคลาสสิคที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนานจนบางทีเราก็ละเลยและคิดว่ามันคือสัจธรรมแห่งความจริง แต่ถ้าเราลองมาวิเคราะห์ดูให้ถี่ถ้วนแล้วล่ะก็อาจเกิดคำถามว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ในความคิดของพวกเรา UNLOCKMEN คิดว่าทั้ง 2 ประโยคก็มีส่วนที่เป็นความจริงอยู่บ้าง เนื่องจากผู้ชายที่ดีเกินไปมักจะมาพร้อมกับความน่าเบื่อ ตรงกันข้ามกับผู้ชายลุคแบดบอยที่เจนจัดประสบการณ์ด้านความสัมพันธ์มากกว่าทำให้ในบทสนทนาหรือการกระทำต่าง ๆ นั้นพวกเขาจะมีลูกล่อลูกชนที่ดีกว่า จึงไม่แปลกที่ฝ่ายตรงข้ามจะตกหลุมเสน่ห์ได้ง่าย ๆ แต่หนุ่ม ๆ นิสัยดีอย่าเพิ่งท้อใจไป เพราะวันนี้เรามีเคล็ดลับที่จะทำให้คุณเป็นคนดีที่ไม่น่าเบื่อมาบอกต่อ! You Talk Too Much การเป็นคนช่างพูดช่างคุยเป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็มีลิมิตของมันอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่คุณต้องระมัดระวังอย่างมากเมื่ออยู่ในวงสนทนา จัดสมดุลระหว่างการเป็นผู้พูดและผู้ฟังให้ดี ทุกคนย่อมมีเรื่องของตัวเองที่อยากเล่าด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นถ้าคุณเอาแต่เล่าเรื่องตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวจนไม่เปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้พูดเลยอีกฝ่ายอาจจะเบือนหน้าหนีได้ง่าย ๆ การสนทนาเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว คุณต้องพยายามสังเกตตัวเองและเก็บสิ่งที่คิดว่าไม่ดีมาเป็นประสบการณ์ You Don’t Read การไม่อ่านหนังสือในหัวข้อนี้ไม่ได้มีความหมายตรงตัวขนาดนั้น แต่หมายถึงการที่คุณไม่ค่อยเสพสื่อจนทำให้คุณกลายเป็นคนไม่ค่อยมีความรู้รอบตัว อาจดูเหมือนเรื่องเล็กแต่นี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณขาดเสน่ห์ เพราะเมื่อคู่สนทนายกประเด็นสักอย่างขึ้นมาคุณจะไม่สามารถเสนอความคิดเห็นอะไรได้ ทำได้เพียงเออออห่อหมกตามไปเท่านั้น เช่นเดียวกันเมื่อคุณไม่ค่อยมีความรู้รอบตัวเรื่องที่คุณจะชวนคุยอีกฝ่ายได้ก็มีแต่เรื่องพื้น ๆ ทำให้บทสนทนาขาดความน่าสนใจและภาพลักษณ์ของคุณก็จะกลายเป็นคนจืดชืดไม่น่าคุยด้วย เพราะฉะนั้นเริ่มตั้งแต่วันนี้ พยายามติดตามสื่อรอบตัวให้มากที่สุด ความรู้อยู่ทุกที่ไม่ว่าจะหน้ากระดาษหรือหน้าจอ เก็บเกี่ยวมันมาเป็นวัตถุดิบให้มากที่สุด Your Voicetone ไม่ใช่เพียงหัวข้อบทสนทนาเท่านั้นที่สำคัญแต่น้ำเสียงของคุณก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะไม่ว่าเรื่องที่คุณยกมาเล่าจะสนุกตื่นเต้นขนาดไหนแต่มันก็สามารถกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อราวเทปธรรมะได้ถ้าน้ำเสียงคุณเป็นแบบโมโนโทน ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มต้นพูดอะไรสักอย่างพยายามใส่อารมณ์ร่วมลงไปในเรื่องราวนั้นด้วย เรารู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองในข้อนี้เนื่องจากอาจจะเป็นนิสัยติดตัวบางคนมาตั้งแต่เกิน แต่ถ้าคุณหมั่นสังเกตตัวเองเชื่อว่าไม่ยากเกินความพยายามหรอก Your
หนุ่ม ๆ คนไหนที่ติดสมาร์ทโฟนหรือต้องจ้องอยู่หน้าคอมเป็นเวลานาน ๆ ควรอ่านข่าวนี้ไว้เตือนภัยตัวเอง เพราะเพิ่งจะมีผลวิจัยใหม่ล่าสุดที่บ่งชี้ว่า มันเป็นภัยต่อตัวคุณถึงขั้นทำให้ตาบอดได้เลยทีเดียว จากผลวิจัยดังกล่าวของมหาวิทยาลัย Toledo ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของจักษุวิทยา ซึ่งได้ตีพิมพ์ลงไปยัง Scientific Report ถึงการทำลายกระจกดวงตาที่มีผลมาจาก Smart Device ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ส่งผลนำไปสู่โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม (Macular Degeneration) หรืออาจเลวร้ายถึงขั้นตาบอดเลยก็เป็นได้ Dr. Ajith Karunathne ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่นำการศึกษาในเรื่องนี้ ได้พูดถึงสาเหตุนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า กระจกตาและเนื้อเยื่อของลูกตาของมนุษย์เราไม่สามารถบล็อกแสงสีน้ำเงินที่ถูกส่งมาจากอุปกรณ์สื่อสารทั้งหลายได้ และล้วนเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่อสัมผัสโดยตรง ซึ่งทุก ๆ ปีจะมีคนจำนวนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคนที่ประสบปัญหาจอตาเสื่อมก่อนวัยอันควร เพราะโดยปกติแล้วสำหรับคนธรรมดาทั่วไปที่ประสบปัญหาโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม (Macular Degeneration) ควรจะมีอายุ 50 – 60 ปีขึ้นไป คนที่มีพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้ตาแห้ง และกะพริบตาน้อยลง เกิดการแสบตา การมองเห็นเริ่มผิดปกติ เห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด
ทุกการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งต้องต่อสู้กับนิสัยเดิม ๆ ต่อสู้กับความเคยชินของตัวเอง เสียงวิจารณ์ของคนรอบข้าง และอย่างอื่นอีกมากที่จะมาเป็นแบบทดสอบให้เราก้าวข้ามไป UNLOCKMEN จะพามาดูว่า กว่าเราจะเปลี่ยนนิสัยของเราได้นั้น เราจะต้องเจอกับสภาวะ 6 ขั้นตอน มาดูกันว่าเราเข้าใกล้ความสำเร็จไปถึงขั้นไหนแล้ว อาจจะทำให้เราท้อ สับสน แต่เราอยากให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นปกติของการเปลี่ยนแปลง Stage 1: ทบทวนเรื่องที่ผ่านมาและสิ่งที่กำลังจะทำ ขั้นตอนนี้ต่างคนอาจจะใช้เวลาในช่วงนี้ต่างกัน เพราะมันเป็นช่วงที่เราต้องใช้ความคิด ทบทวนว่าก่อนหน้านี้เราทำอะไรมาบ้าง อะไรที่เป็นจุดผิดพลาดที่จะต้องจัดการ อาจจะเป็นช่วงที่เราละล้าละลัง เอาอดีตมาชั่งน้ำหนักกับปัจจุบัน และนึกถึงอนาคตว่าถ้าต้องเปลี่ยนไปจริง ๆ เราจะทำมันได้มั้ย เราจะยอมรับผลของมันได้มากน้อยแค่ไหน แม้ขั้นนี้จะดูเป็นนามธรรม อยู่ในขั้นตอนของความคิด แต่นั่นก็ช่วยทำให้เราตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้นไว ๆ นี้แล้ว Stage 2: วางแผน เป็นขั้นตอนต่อจากขั้นที่แล้วแบบชัดเจน หลังจากไตร่ตรองเรื่องที่ผ่านมาจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว พอเห็นภาพรวมทุกอย่างว่าเรากำลังจะทำอะไร ทีนี้ดึงมันออกมาเป็นก้อนใหญ่ แตกแขนงออกมาว่าเราจะแก้ยังไง วิธีไหน ทำให้เราเห็นภาพรวมว่าเราต้องก้าวไปจุดไหนบ้าง และจะจัดการทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ แม้จะฟังดูง่าย ๆ แต่ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่พบว่าคนเรามักจะผัดวันประกันพรุ่งมากที่สุด เพราะมันถึงเวลาที่เราต้องลงสนามจริง ๆ แล้ว ต้องลงมือวางแผนแล้วว่าเราต้องเล่นเกมยังไง เคล็ดลับที่จะทำให้ขั้นตอนนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นคือ
แต่ละวินาทีที่เราอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เป็นแต่ละวินาทีที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมสุดหลากหลาย ทั้งหน้าที่การงานที่เราต้องทุ่มให้สุดชีวิต ทั้งการใช้ห้วงเวลาแห่งการเที่ยวเล่นแบบสุดขั้วหัวใจ และการพักผ่อนในวันสบาย ๆ เพื่อชาร์จไว้เป็นขุมพลังสำคัญในการก้าวต่อไป ชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างเราจึงไม่ได้ต้องการแค่ความเรียบง่ายที่จำกัดเราไว้แค่การพักผ่อนเท่านั้น แต่เราต้องการพื้นที่ที่ปลดล็อกทุกข้อจำกัดของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ให้เราได้มากกว่าการพักผ่อน โดยเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยที่จะไม่ได้เป็นแค่ที่ให้เราหอบร่างกลับไปนอนเพื่อให้เวลาในแต่ละคืนผ่านพ้นไป แต่พื้นที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ต้องเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ไร้ขีดจำกัด ที่จะทำให้เราเข้าใจคำว่า LIVING EXTRAORDINARY ได้แบบถึงแก่น ย่านอ่อนนุชจึงเป็นอีกพื้นที่ที่ตอบโจทย์การปลดล็อกขีดจำกัดในการใช้ชีวิตให้กับคนรุ่นใหม่ที่แต่ละวันมีกิจกรรมต้องทำมากมายได้ครบจบในที่เดียว ทั้งการเดินทางที่สะดวกสบายด้วย BTS ทั้งแหล่งเติมเต็มไลฟ์สไตล์แห่งการทำงาน การพักผ่อน และการเล่นแบบสุดเหวี่ยง บอกได้แค่ว่าย่านอ่อนนุชคือทุกคำตอบของชีวิตชาว Urban ไม่ว่าโจทย์ของเราจะเป็นการทำงานแสนหน่วงหนัก การพักผ่อนแสนเนิบช้า หรือการเที่ยวเล่นแสนสนุก CRAFTSMAN BARBER SHOP เริ่มต้นปลดล็อกขีดจำกัดแห่งไลฟ์สไตล์ขั้นแรกด้วยการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ตัดผมในร้านสุดชิคแห่งยุคสมัยดูสักครั้ง ผู้ชายยุคใหม่มักประสบปัญหาในการหาร้านตัดแต่งทรงผมที่ถูกใจได้ยากแสนยาก บ่อยครั้งเลยต้องดิ่งไปย่านใจกลางเมืองที่พ่วงมาด้วยรถติดสาหัส การหาที่จอดรถสุดยากเย็น แต่ที่อ่อนนุช CRAFTSMAN BARBER SHOP แฝงตัวอย่างแนบเนียนเพื่อรอให้ผู้ชายรุ่นใหม่ได้ปลดล็อกไลฟ์สไตล์แฟชั่นทรงผมแบบที่ไม่ต้องเหนื่อยไปไหนไกล ขีดจำกัดเดิม ๆ อย่างการต้องนั่งรอตัดผมอย่างน่าเหนื่อยหน่ายก็จะถูกปลดล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ CRAFTSMAN BARBER SHOP มีบริการกาแฟดริป รวมถึงเบียร์เย็นฉ่ำใจพร้อมเสิร์ฟให้เราระหว่างการรอ ที่สำคัญบรรยากาศแบบวินเทจและการตกแต่งที่แสดงออกถึงความพิถีพิถันภายในร้าน จะยิ่งทำให้เรารับรู้ได้เลยว่า CRAFTSMAN BARBER SHOP ที่ฝังตัวอยู่ในย่านอ่อนนุชแห่งนี้นี่แหละที่จะปลดล็อกทรงผมคูล ๆ หรือแม้แต่ทรงหนวดเคราเท่
หนึ่งในคำชมที่ผู้ชายอย่างเรา ๆ มักจะเอ่ยถึงผู้หญิงที่เรารัก จริงจัง และรู้สึกมั่นใจว่าอยากใช้ชีวิตด้วยก็คือ “คนนี้เป็นแม่ของลูกได้เลย” ซึ่งเป็นประโยคที่รวมเอาหลากหลายความรู้สึกและเหตุผลดี ๆ เข้าไว้ด้วยกัน แม้อาจจะยังไม่รู้อนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ตอนนี้อาจจะยังไม่ได้ถึงขั้นเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่ก็พอจะฝันได้ว่าความสัมพันธ์รุ่งแน่นอนจนแก่เฒ่า เพราะเราทุกคนก็รู้อยู่ว่าสังขารนั้นไม่เที่ยง พออายุมากขึ้นก็จะเหี่ยวย่นไปตาม ๆ กัน สิ่งที่ยั่งยืนที่สุดคือเสน่ห์ทางนิสัยใจคอ ความเข้ากันได้ ความเข้าใจ ความเอาใจใส่ และความมั่นคงทางความรู้สึก ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้คนเรารักกันจนถึงวันสุดท้ายที่หายใจ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเธอจะเป็นแม่ที่ดีได้ในอนาคต ? เรื่องนี้คงตัดสินด้วยการให้เธอซ้อมเป็นคุณแม่ไม่ได้ หรือจะตัดสินกันแค่เรื่องสุขภาพร่างกายเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ ต้องสังเกตจากการคบหากันนี่ล่ะ ว่ามีสัญญาณที่บ่งบอกหรือไม่ว่าเธอจะเป็นแม่ที่ดีของลูกได้หรือไม่ ลองดูว่าคนรักของคุณมีคุณสมบัติเหล่านี้หรือเปล่า เพื่อความมั่นใจว่าต้องเป็นเธอแน่นอน เธอซื่อสัตย์กับคุณ ถ้าการคบหากับเธอแล้วคุณไม่รู้สึกกังวลเลยว่าเธอจะวอกแวกนอกใจคุณ เธอชัดเจน และเปิดเผยกับคุณเสมอ หรือไม่ว่ากราฟชีวิตคุณจะขึ้นสูงหรือลงต่ำเพียงใด เธอก็ยังอยู่เคียงข้างคุณเสมอ แบบนี้วางใจได้เลยว่าเธอมีพื้นฐานของการเป็นคุณแม่ที่ดี ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ล้ำค่า และเป็นเสาหลักของความสัมพันธ์ อาจต้องใช้เวลาพิสูจน์นานเป็นแรมปี ก่อนที่จะหวังให้เธอมาซื่อสัตย์กับคุณ คุณก็ควรจะมอบสิ่งนี้ให้เธอก่อน ค่อย ๆ เป็นค่อยไป พอถึงวันที่เชื่อใจซึ่งกันและกันรับรองว่าความสัมพันธ์จะยืนยาว เธอเป็นผู้ฟังที่ดี ให้ความเห็นได้ ข้อแตกต่างของผู้ฟัง และผู้ฟังที่ดีก็คือ ผู้ฟังที่ดีจะตั้งใจฟังสิ่งที่คุณพูดออกมา และสามารถให้ความเห็นได้จากสิ่งที่ใส่ใจรับฟัง ราวกับว่าเสียงของเรามันดังที่สุดในโลก
ในยุคก่อน คนไทยมีค่านิยมอยากให้ลูกชายรับราชการ เพราะนอกจากความมีหน้ามีตาทางสังคม สวัสดิการมากมายแบบที่หาไม่ได้ในอาชีพอื่น มันยังได้รับสิ่งที่เรารอคอยเสมือนมรดกบั้นปลายไว้ใช้ยามแก่อย่าง “เงินบำนาญ” ด้วย แต่อย่างที่หลายคนรู้คือพอค่านิยมสังคมเปลี่ยน อาชีพทางราชการก็ไม่ใช่ทางออกสำหรับทุกคนอีกต่อไป ทั้งเรื่องของสายอาชีพ สวัสดิการและเงินเดือน ทว่าเรื่องหนึ่งที่ข้าราชการแทบทุกรุ่นยังคงชื่นชอบกันอยู่คือการใช้ชีวิตแบบไม่หวั่นแม้วันเกษียณ เพราะพวกเขาโดนบังคับเก็บออมมาเรื่อย ๆ ตัดเงินทันทีเงินเดือนออกเพื่อเข้า “กบข.” หรือ “กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” ซึ่งภาครัฐจะสมทบเงินอีกจำนวนหนึ่งให้เพิ่มเติม สะสมไปเรื่อย ๆ พอถึงวันเกษียณก็อุ่นใจว่ายังมีเงินให้ใช้แม้ไม่ต้องทำงาน ซึ่งจะว่าไปหลักการมันก็คล้ายกันกับ Provident Fund หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ของบริษัทเอกชนบางแห่ง ที่ไหนมี Provident Fund ก็ถือเป็นแรร์ไอเทมมาก เพราะเป็นหนทางออมอีกทางที่มีคนมาออกเงินให้เราฟรี ทำไมจะไม่อยากได้ล่ะ จริงไหม กบช. = แก้แก่ไปไม่มีเงินใช้ ก่อนจะไปลงรายละเอียดว่ามันให้อะไรเราบ้าง มีเงื่อนไขอะไร ขอย้อนกลับมาถึงจุดเริ่มต้นร่าง พรบ. ฉบับนี้ก่อนว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร เหตุผลการเกิดของมันเกิดจากสภาพสังคมตอนน้ีที่หลายคนคงเคยได้ยินว่า “ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ” แต่ปัญหาตอนนี้ที่มียังคงแก้ไม่ตกคือ ผู้สูงอายุหลายคนในไทยยังมีเงินไม่พอใช้สำหรับวัยเกษียณ ซึ่งหมายความว่า แม้เราจะต้องแก่และตายไปพร้อมกัน แต่ก่อนจะเตรียมพร้อมถึงวันหมดลมหายใจ เงินที่มีไม่พอมันจะพาเราไปอยู่สภาพไหนก็ไม่รู้ ดีอย่างไร? จะสมทบแบบไหน?
Pop Art คือศิลปะแขนงหนึ่งซึ่งนำเสนอเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับผู้คนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คนและสังคมในปัจจุบันที่กำลังได้รับความสนใจหรือถูกวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้น เป็นเหมือนกระบอกเสียงสะท้อนภาพแท้จริงของสังคมในขณะนั้น เมื่อพูดถึง Pop Art หนึ่งในศิลปินแนวนี้ที่โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘Andy Warhol’ ซูเปอร์สตาร์แห่งวงการ Pop Art ซึ่งโลดแล่นสร้างสรรค์ผลงานอยู่ในช่วงยุค 60-80 ถึงแม้ว่าในตอนนี้เขาจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ผลงานและเรื่องราวของเขายังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง เหมือนที่ Henry Geldzahler ผู้ดูแล Metropolitan Museum of Art ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในปี 1973 ว่า “Andy จะเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นหลังไปอีกนานแสนนาน” หนึ่งใน Icon แห่งวงการศิลปะอย่าง Andy มีระบบความคิดไม่ธรรมดา วันนี้ UNLOCKMEN จึงจะพาไปสำรวจว่าวิธีการทำงานอย่างสร้างสรรค์สไตล์ Andy Warhol มีอะไรกันบ้าง ไม่แน่ว่าอาจจะมีเคล็ดลับอะไรที่เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานตัวเองได้ โดยเฉพาะสาย Creative บอกเลยว่าไม่ควรพลาด Crossbreed หนึ่งในสินค้าที่คุ้นตาชาวอเมริกันที่สุดคือซุปมะเขือเทศกระป๋องยี่ห้อ Campbell’s ส่วนหนึ่งในผลงานศิลปะชิ้นที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของ Andy Warhol คือภาพวาดซุปมะเขือเทศกระป๋องยี่ห้อ Campbell’s เช่นกัน ถือเป็นความฉลาดและสร้างสรรค์ของ Andy ที่เลือกหยิบจับของใกล้ตัวที่ทุกคนรู้จักกันดีมาผสมผสานกับไอเดียของเขาจนเกิดเป็นผลงานศิลปะที่ตอนนี้มูลค่าของมันพุ่งสูงมากกว่า 80
สัจธรรมของโลกมนุษย์ใบนี้กล่าวไว้ข้อนึงว่า “รักใคร อย่าให้ยืมเงิน” หรือแม้แต่ฝรั่งก็ยังสอนไว้เหมือนกันว่า “Don’t lend money to friends in the first place” ไม่รู้ว่าอัจฉริยะท่านไหนเป็นคนคิดค้น แต่มันเป็นคำพูดที่มีมานานแสนนาน และมันพิสูจน์ได้ว่าการให้คนสนิทยืมเงินมักจะตามมาด้วยปัญหานั้น เป็นสัจธรรมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยุคก่อนมาจนถึงยุคปัจจุบัน มันจึงไม่เกี่ยวกับปัจจัยด้านสภาพเศรษฐกิจ ไม่เกี่ยวกับเรื่องของ Generation มันอยู่ที่ DNA ของลูกหนี้ ถ้าสังเกตดูให้ดี จะเห็นว่าปัญหาการทวงเงินนั้นมี Pattern ที่คล้ายกันอยู่ เริ่มจาก “พูดดีเมื่อถึงเวลายืม ทำลืมเมื่อถึงเวลาใช้ เป็นไข้เวลาโดนทวงเงิน” เพราะมูลค่าเงินในหัวของเราต่างกัน เหตุผลที่ลูกหนี้รู้สึกลำบากใจเวลาต้องควักเงินในกระเป๋าคืนให้เจ้าหนี้นั้น เป็นเพราะการยืมเงินคนรู้จัก ต่างจากการยืมเงินจากธนาคาร จากเหล่าเจ้าหนี้เถื่อน หรือการได้เงินจากโรงรับจำนำ นั่นคือการไม่มี ‘Collateral’ หรือไม่มีอะไรต้องเสีย เนื่องจากไม่มีเงื่อนไขในการคืน ไม่ต้องวางหลักประกันในการได้มาซึ่งเงิน ไม่มีผลเสียใด ๆ ตามมา จึงไม่รู้สึกเดือดร้อน ไม่รู้สึกจำเป็นในการคืนเงิน ในขณะที่การยืมจากธนาคารเสี่ยงต่อการเสียเครดิต โดนยึดบ้าน ยืมจากคนปล่อยเงินกู้ ก็มีความกลัวจากอันตราย เมื่อไม่ต้องเสียอะไร ไม่มีความกลัวคอยกดดัน การได้เงินมาจากคนรู้จักนั้น แม้จะเริ่มด้วยความรู้สึกเกรงใจ หรือความรู้สึกมั่นใจว่าจะคืนเงินอย่างแน่นอน แต่อะไรที่ได้มาง่ายมักจะไม่เห็นความสำคัญ


