“คนคือเมือง เมืองคือคน” ใครบางคนว่าไว้ แทบจะแยกกันไม่ขาดระหว่าง “การใช้ชีวิต” และ “การทำงาน” สำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ ที่ไม่มีเวลาว่างให้เหงาระหว่างวัน มีแต่ความเมามันส์กับการทำงานเพื่อความสำเร็จตามที่ต้องการ พอเลิกงานก็ไม่หายใจทิ้ง ไม่มีหรอกที่จะอยู่นิ่ง ๆ เผาเวลาทิ้งให้สูญเปล่า เรียกได้ว่าทั้ง 24 ชั่วโมงที่มีอยู่ใช้คุ้มสุด ๆ ทั้งงาน ทั้งครอบครัว ทั้งเพื่อน ทั้งคนรัก ทั้งสังคม ทั้งกิจกรรม ทั้งทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาตัวเอง ที่เหลือก็ปาร์ตี้ แฮงเอาท์ตามสไตล์ work hard-play hard guy ที่ไม่ชอบอยู่สบายไปวัน ๆ ด้วยความที่ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายอย่างเรามันเป็นแบบนี้ สิ่งที่เราต้องการก็คือ เทคโนโลยีในยุคดิจิทัลที่ทำให้เราตามโลกได้ทัน ความสะดวกในการเดินทางระหว่างที่ทำงานและที่อยู่อาศัย มีความปลอดภัย ไม่ไกลจากใจกลางเมือง ย่านที่มีสิ่งแวดล้อมที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจและความคิดสร้างสรรค์ และที่ที่ทำให้เรารู้สึกมีความสุขในทุก ๆ วัน เหมือนกำลังจะเดินทางไปเที่ยวทุกครั้งที่กลับบ้าน องค์ประกอบเหล่านี้นอกจากจะตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานได้แล้ว ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาตัวเองได้อีกด้วย ส่วนเรื่องที่อยู่อาศัยกันบ้าง ต้องลองถามตัวเองว่าที่พักของเรามีความเป็น “ที่พัก” มากแค่ไหน ? Urban
แม้จะปล่อยมาแค่ Trailer สั้น ๆ แต่ก็ทำเอาหลายคนน้ำตาตกไปเรียบร้อยแล้วสำหรับสารคดีตามติดชีวิต BNK48 ไอดอลกลุ่มแรกในประเทศไทยในชื่อ BNK48: Girls Don’t Cry กำกับโดยผู้กำกับฝีมือเป็นเอกลักษณ์อย่าง เต๋อ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ เจ้าของผลงานภาพยนตร์ชื่อดังหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น Mary is happy, Mary is happy, ฟรีแลนซ์..ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ และอีกมากมาย การพบกันระหว่างกลุ่มไอดอลที่มีสตอรี่เรื่องราวดราม่ามากมายกับผู้กำกับยอดนักเล่าเรื่อง ทำให้เชื่อได้เลยว่าเราจะได้เห็นอะไรที่ทั้งเข้มข้นและคาดไม่ถึงใน BNK48: Girls Don’t Cry อย่างแน่นอน จากตัว Trailer ที่ปล่อยออกมาเราพอจะคาดเดาประเด็นที่ตัวสารคดีต้องการจะเล่าได้ประมาณหนึ่ง วันนี้ UNLOCKMEN จึงจะมาวิเคราะห์ให้อ่านกันคร่าว ๆ เป็นน้ำจิ้มก่อนอาหารมื้อใหญ่จะมาเสิร์ฟในวันที่ 16 สิงหาคม 2561 นี้ ความอึดอัดและการแข่งขัน มิตรภาพใน 48 Group เป็นมิตรภาพย้อนแย้งและยากจะเข้าใจได้ เพราะจากภาพที่คนนอกอย่างเราเห็นคือพวกเธอรักกันมาก เป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงวัยใกล้เคียงกันที่ใช้ชีวิตร่วมกันแทบจะตลอดเวลามาตลอด 1 ปี แต่ในขณะเดียวกันพวกเธอคือคู่แข่งกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือความจริง ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ? ก็เพราะคนที่จะได้เป็นสมาชิกตัวจริงในแต่ละเพลงจะมีแค่
หากพูดถึงนักกีฬาสักคนที่มีชีวิตดั่งบทละคร เต็มไปด้วยเรื่องราวดราม่า ล้มลุกคลุกคลานจนแทบเกือบเอาชีวิตไม่รอดบนความสำเร็จที่สร้างมา แต่กลับกลายเป็นเหมือนหอกข้างแคร่ทิ่มแทงตัวเอง ชื่อของ Allen Iverson คือนิยามของคำว่าอัฉริยะบนความไม่สมบูรณ์แบบ เพราะถ้าเกิดเราย้อนกลับไปในยุค 90s แฟนกีฬาทั่วโลก โดยเฉพาะอเมริกันเกมส์อย่างบาสเก็ตบอล แน่นอนว่าไม่มีใครที่ไม่รู้ถึงกิตติศัพท์ความเก่งกาจและพรสวรรค์ราวฟ้าประทานของพอยต์การ์ดร่างเล็กใจใหญ่คนนี้ ซึ่ง UNLOCKMEN อยากจะนำเรื่องราวของเขามาถ่ายทอดให้ทุกคนได้เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน My Name is Bubba Chuck ! Allen Iverson เด็กหนุ่มผิวสีร่างเล็กเกิดมาในครอบครัวฐานะยากจน ทำให้เขาต้องอาศัยอยู่ย่านสลัมของมลรัฐ Virginia เพราะพ่อของเขาต้องเดินเข้า ๆ ออก ๆ คุกเป็นว่าเล่น Allen Iverson มีเพียงแม่ที่คอยดูแล แถมต้องพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อให้ครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยู่บ้านพักเคหะ ที่ซึ่งความเป็นอยู่ดีมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์ในวัยเด็กจากการที่ต้องเห็นพ่อถูกจับกุมต่อหน้าต่อตาอยู่บ่อยครั้ง เขาจึงปฎิฎาณกับตัวเองว่าจะต้องเอาชีวิตของตัวเองออกจากชีวิตตรงจุดนี้ให้จงได้ด้วยการเล่นกีฬา Iverson จึงพยายามเล่นทั้งอเมริกาฟุตบอลอยากหนักในช่วงแรก ทว่าแม่ของเขายอมทำงานหนักเพื่อซื้อรองเท้า Air Jordanให้กับ Iverson เพื่อจูงใจให้เขาสนใจในกีฬาบาสเก็ตบอลควบคู่กันไป เนื่องจากแม่ของ Iverson ไม่ค่อยมีเวลาให้ เขาจึงต้องไปอาศัยอยู่บ้านของเพื่อนที่ชื่อ Jamie Rogers อยู่บ่อยครั้ง
คุณโทรหาใครครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ? นี่ไม่ใช่คำถามที่ตอบยาก เราอาจเพิ่งโทรหาใครบางคนเมื่อสัปดาห์ก่อน วันก่อน ชั่วโมงก่อน หรือไม่กี่นาทีก่อนนี่เอง คุณโทรหาใครด้วยตู้โทรศัพท์สาธารณะครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ? คำถามนี้จะเริ่มตอบยากขึ้นมา เราอาจนึกถึงตอนที่เราอายุน้อยกว่านี้ ตอนที่เราแลกเหรียญเตรียมไว้เพื่อแอบแม่มาโทรหาใครสักคน หรือตอนที่ต้องวิ่งหาตู้โทรศัพท์เพื่อบอกเรื่องด่วนกับใครบางคน แต่เราอาจนึกไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเราโทรหาใครด้วยตู้โทรศัพท์ครั้งสุดท้ายตอนไหนกัน เผลอ ๆ เราอาจจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าเราเห็นโทรศัพท์สาธารณะครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ? เราได้หันไปมองมันด้วยความตื่นเต้นอย่างที่เคยไหม ? UNLOCKMEN อยากพาคุณไปเจอหน้าโทรศัพท์สาธารณะเพื่อนเก่าที่วันนี้เราอาจเคยเดินผ่านไปโดยไม่หันมอง ลองมองเพื่อนเก่าแบบใหม่ในวันนี้ อาจมีบางอย่างที่มันกำลังสื่อสารกับเราอยู่ ย้อนกลับไปในยุคที่เราจีบสาวสักคน แล้วต้องหาตู้โทรศัพท์ว่าง ๆ หยอดเหรียญโทรหาเธอได้นาน ๆ แบบไม่มีใครกวนได้สักตู้นี่มันเหมือนสวรรค์จริง ๆ แม้วันนี้เรามีมือถือแล้ว จะคุยกับใคร คุยที่ไหนก็ได้ แถมไม่มีใครมาต่อคิวใช้ต่อ แต่บางครั้งการได้เห็นตู้โทรศัพท์โล่ง ๆ ก็ชวนให้ความทรงจำเก่า ๆ ย้อนกลับเข้ามา วันนี้ตู้โทรศัพท์สาธารณะโล่ง ๆ ไม่มีใครต่อแถวอีกแล้ว แถมส่วนใหญ่ซ่อนตัวอยู่ตามใต้สะพานร้างไร้ ไม่มีผู้คนเดินผ่าน หรือถึงเดินผ่านก็ไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ แล้วคุณล่ะ เคยสังเกตไหม ? ตู้โทรศัพท์บางตู้กลายเป็นพื้นที่โฆษณาจำเป็น หูโทรศัพท์ไม่มีสาย ถูกตัดขาดจากการเป็นตู้โทรศัพท์แบบสิ้นเชิง รอบตู้มีป้ายโฆษณาสารพัดชนิดตั้งแต่รับสมัครงานไปยันให้กู้เงินราคาถูก ร่องรอยการติดแปะแล้วถูกลอก ก่อนจะถูกติดซ้ำวนใหม่ไม่รู้จบ กลายเป็นภาพศิลปะเว้าแหว่งไม่สมบูรณ์ที่เราเชื่อว่าถ้าคุณตามไปดู แต่ละตู้กำลังเล่าเรื่องราวของตัวเองให้คุณฟังอย่างเงียบ
ว่ากันด้วยเรื่อง sex ของชายหนุ่มอย่างเราที่บอกเล่ากันได้ไม่รู้จบ คงเป็นเพราะธรรมชาติของมนุษยชาติที่ต้องดำรงเผ่าพันธุ์ ความต้องการทางเพศนั้นจึงเป็นเรื่องปกติ ทว่าความถี่ของการถึงจุดสุดยอดนั้นคงแล้วแต่เลเวลความจัดจ้าน รวมถึงโอกาสที่จะได้ประกอบกามกิจของแต่ละคน คำถามจึงมีอยู่ว่า “ต้องเสร็จบ่อยแค่ไหนถึงจะดี ?” หนุ่ม ๆ ทั้งหลาย ไม่ว่าจะมีคู่หรืออยู่คนเดียว ผลการศึกษาที่ได้รับการโพสต์ใน Journal Of Sexual Medicine บอกไว้ว่า เราควรมี sex อย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์ถึงจะดีต่อสุขภาพ โดยจากผลสำรวจกลุ่มเป้าหมาย 2,267 คน พบว่า ผู้ที่ทำการบ้านอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์จะทำให้การหลั่งสาร homocysteine (โฮโมซีสทีน) น้อยลง ซึ่งสารที่เกิดจากการย่อยสลายของอาหารประเภทโปรตีนนี้ ถ้ามีมากเกินไปก็จะทำลายหลอดเลือด และเพิ่มอัตราเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ อย่างไรก็ตาม การที่เราจะมีสุขภาพดีในภาพรวมได้ นอกจากการมี sex เพื่อหัวใจและจิตใจที่แข็งแรงขึ้นแล้ว ก็ต้องดูแลตัวเองให้ครบทุกด้าน ทานอาหารให้เหมาะสม รวมถึงออกกำลังกายสม่ำเสมอ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะยิ่งช่วยให้กิจกรรมบนเตียงของคุณยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก แล้วสำหรับคนที่ไม่มีใคร อยากเสร็จเพื่อสุขภาพบ้าง ต้อง “โลกสวยด้วยมือเรา” บ่อยแค่ไหน ? ไม่ใช่เรื่องน่าอายหากหนุ่มโสดจะช่วยตัวเอง อย่างน้อยก็เป็นการระบายออกที่จบได้แบบไม่เดือดร้อนใคร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จาก Harvard University ได้สำรวจและบันทึกพฤติกรรมของผู้ชายกว่า 32,000 คน เกี่ยวกับการช่วยตัวเองของแต่ละคน
หนึ่งในดาราฮอลลีวูดที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด และเป็นชายชาตรีที่มักจะมีคิวบู๊ให้จดจำเสมอก็คือ Tom Cruise ซูเปอร์สตาร์หนุ่มรุ่นใหญ่วัย 56 ปี ที่ผ่านบทบาทบนจอเงินมากว่า 50 เรื่อง ซึ่งเรื่องล่าสุดที่กำลังจะออกฉายก็คือ Mission: Impossible – Fallout มีกำหนดเข้าฉายในบ้านเราในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้ แน่นอนว่าเขาขออาสาเล่นฉากเสี่ยงตายส่วนใหญ่เองอีกแล้วเพื่อความสมจริง โชว์ความเป็นคนจริงอีกครั้ง เส้นทางสายภาพยนตร์ของ Tom Cruise เริ่มต้นตั้งแต่เขาอายุ 19 ปี มีผลงานที่โดดเด่นอย่าง Top Gun, War of the Worlds, Risky Business, Jerry Maguire และ Mission Impossible รวมถึงอีกหลาย ๆ เรื่อง ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในดาราฮอลลีวู้ดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในยุคนี้ แต่เขาก็ยังคงมีไฟที่จะพัฒนาศักยตัวเองต่อไปแบบไม่หยุดยั้ง UNLOCKMEN จึงอยากถ่ายทอดประโยคดี ๆ จากชายคนนี้มาเป็นแรงบันดาลใจให้คุณผู้อ่านได้นำไปเสริมพลังในการปลดล็อกตัวเองสู่เป้าหมาย นี่คือสิ่งที่เขาได้กล่าวไว้ และมันทำให้เขาประสบความสำเร็จ “When I work, I work
ในวันที่ไลฟ์สไตล์ของผู้ชายอย่างเราเริ่มกลายเป็นธุระสำหรับคนใกล้ชิดที่ต้องออกมาแสดงความเป็นห่วงและบีบบังคับกลาย ๆ ให้ทำโน่นนี่และตราหน้าเราว่าขี้เกียจ แน่นอนว่าพวกเรารู้ดีว่ามันไม่ใช่แบบที่เขาบอกสักกะนิด แต่บอกยังไงเขาก็ยังไม่เชื่อสักที เพื่อยืนยันว่าจริง ๆ พวกเราไม่ได้ขี้เกียจ UNLOCKMEN จึงได้รวบรวมข้อมูลผลวิจัยที่ว่าด้วย 5 พฤติกรรมที่คนทั่วไปมองว่า “ขี้เกียจ” แต่มันคือสิ่งที่บอกว่าเราฉลาดล้วน ๆ ลองมาเช็กดูกันอีกทีว่าเราเป็นแบบนี้ไหม ถ้าใช่…ยินดีด้วย คุณไม่ใช่คนขี้เกียจ 1. ไม่ได้อยากโซเชียลตลอดเวลา สาว ๆ และเพื่อนฝูงโปรดเข้าใจ เวลาเราเห็นกรุ๊ปแชทเด้งตลอดเวลาแต่ไม่ได้เข้าไปอ่านหรือไม่ตอบแค่กด ๆ ให้มันขึ้น read ให้จบ ๆ ไปโดยไม่สนใจจะตอบ หรือช่วงปาร์ตี้หลังเลิกงานเราก็แอบลี้หนีนัดตลอด มันไม่ได้แปลว่าเราไม่โปรดักทีฟเท่าคนอื่น ๆ หรือไม่ใส่ใจโลก เพราะมีผลวิจัยของนักจิตวิทยาจาก London School of Economics and Singapore Management University ที่ออกมายืนยันว่าคนฉลาดกว่าหรือคนที่ IQ สูงทั้งหลายเขาไม่ได้ชอบสังสรรค์กับเพื่อนฝูงสักเท่าไหร่ตรงกับความเห็นของ Washington post ที่เคยรายงานไว้ในเรื่องเดียวกันว่า คนเราถ้ายิ่งโซเชียลกับคนใกล้ชิดยิ่งกระตุ้นความสุขส่วนตัวให้เพิ่มขึ้น ยกเว้น “คนฉลาด” 2. ชอบชิลจับแมวนั่งตักมากกว่าพาหมาวิ่ง
ผู้ชายวัยทำงานอย่างเรา ๆ คงจะเข้าใจดีถึงการใช้ชีวิตในโหมดบ้าพลังตั้งใจทุ่มเททำงานอย่างหนักหน่วง เพื่อเป้าหมายปลายทางในการไขว่คว้าหาความสำเร็จมาครอบครอง เรียกได้ว่าบ่อยครั้งที่ลุยงานหามรุ่งหามค่ำกันแบบลืมเหนื่อย แต่ถึงแม้ใจจะไหวเกินร้อย สุดท้ายร่างกายที่ไม่ใช่เครื่องจักรยังไงก็ต้องมีวันหมดพลังเหนื่อยล้าอ่อนแรงกันบ้าง และถึงแม้หลายคนจะคิดว่า เหนื่อยกายแค่นี้มันจิ๊บจ๊อย เพราะมั่นใจว่าดูแลร่างกายตัวเองอย่างดี พักเดี๋ยวเดียวก็หาย แต่ถึงแม้จะฟิตแค่ไหนเมื่อต้องเจอกับการใช้ชีวิตรวมถึงการทำงานแบบใส่เต็มเหนี่ยวอย่างต่อเนื่องคงหนีไม่พ้นจากภาวะเหนื่อยล้าสะสม ครั้นจะหนีไปนอนพักร่างชาร์จพลังยาว ๆ มนุษย์งานเดือดอย่่างพวกเราก็คงไม่มีเวลามากขนาดนั้นวันนี้ UNLOCKMEN จึงขออาสามาแนะนำวิธีปลุกพลังให้ฟื้นคืนจากความเหนื่อยล้าแบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับเป็นหนทาง Boost Up Energy ในยามเร่งด่วน ให้ชีวิตกลับมาสดชื่นแจ่มใสพร้อมลุยเต็มที่ในทุก ๆ วัน PEPPERMINT ใครจะไปคิดว่าใบมิ้นต์หรือสะระแหน่ใบเล็ก ๆ จะช่วยพลิกฟื้นคืนพลังให้กับเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Sport and Exercise Psychology โดยศาสตราจารย์ Bryan Raudenbush ผู้อำนวยการฝ่ายงานวิจัยแห่ง Wheeling Jesuit University ได้ค้นพบข้อสรุปที่ว่ากลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์นั้นช่วยให้นักกีฬาแกร่งขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการทดสอบสมรรถภาพนักกีฬาจำนวน 40 คน ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ทั้งที่มี และไม่มีกลิ่นเปปเปอร์มิ้นต์ โดยขณะที่นักกีฬาอยู่ในห้องเปปเปอร์มิ้นต์นั้นจะสามารถวิ่งได้เร็วกว่า วิดพื้นได้จำนวนครั้งมากกว่า
ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้นกับกระดูกสันหลังสามารถพบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากกิจกรรมในการดำเนินชีวิตแต่ละวันของคนเราเปลี่ยนไป โดยมักพบในคนวัยทำงาน และผู้สูงอายุที่กระดูกสันหลังเสื่อมลงตามกาลเวลา ทั้งนี้เมื่อกระดูกสันหลังมีปัญหาควรรีบทำการรักษา เพราะเป็นเหตุสำคัญที่อาจทำให้ผู้ป่วยเดินหรือยืนนานๆ ไม่ได้ จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันตามมา นายแพทย์พิทวัส ลีละพัฒนะ แพทย์ด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวในช่วงวัยทำงานผู้ป่วยมักได้รับบาดเจ็บจากการยกของหนัก เล่นกีฬา หรือจากการนั่งทำงานเป็นเวลานาน ปัญหาที่พบได้บ่อยๆในวัยดังกล่าว คือ ภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้นกดทับเส้นประสาทส่วนเอว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดร้าวลงขาต่ำกว่าระดับเข่า อาการจะเกิดขึ้นทันทีหลังจากการยกของหนัก หรือเอี้ยวตัวผิดท่า อาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำเมื่อความดันในหมอนรองกระดูกเพิ่มมากขึ้น เช่น การนั่ง การก้มงอตัว การเบ่งต่างๆ ได้แก่ เบ่งปัสสาวะ อุจจาระ ไอ จาม เป็นต้น อาการดังกล่าวอาจเป็นได้มากจนถึงขั้นทำให้เกิดการอ่อนแรงของขาได้ ฉะนั้นเมื่อเกิดภาวะนี้ขึ้นแล้วจะส่งผลให้ผู้ป่วยต้องหยุดการทำงาน หรืออาจถึงขั้นต้องออกจากงานในที่สุด สำหรับในผู้สูงอายุนั้นมักสัมพันธ์กับอายุที่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเสื่อมการหลวมของข้อต่อกระดูกสันหลังโดยเฉพาะส่วนเอว เนื่องจากเป็นส่วนที่มีการเคลื่อนไหวและรับน้ำหนักมากที่สุด ผู้ป่วยในระยะนี้จะมีอาการปวดหลังเวลามีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนท่าทางต่อมาเมื่อการเสื่อมเกิดมากขึ้น จะพบมีการหนาตัวของเส้นเอ็นและเยื่อหุ้มข้อต่อกระดูกสันหลัง จนส่งผลให้เกิดการกดทับเส้นประสาทส่วนเอวในท้ายที่สุด อาการในระยะนี้จะส่งผลให้เกิดอาการปวดร้าวลงขา หรือขาอ่อนแรงเวลายืน หรือเดินไปสักช่วงระยะเวลาหนึ่ง จะทำให้ผู้ป่วยยืนหรือเดินต่อไปไม่ได้ต้องรีบหาที่นั่งพักทันที อาการดังกล่าวจึงจะดีขึ้น หากอาการตีบแคบดำเนินต่อไปนานขึ้นโดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาการต่างๆ จะค่อยๆ แย่ลง ผู้ป่วยจะยืนและเดินได้สั้นลงเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด อาจมีอาการขาอ่อนแรงตลอดเวลารวมถึงอาจมีปัญหากลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ร่วมด้วย โดยแนวทางการรักษาภาวะที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นคือ
ชีวิตที่ดีต้องมีแต่ความสุข คำพูดที่ถูกปลูกฝังมาจากหนังสือและแรงบันดาลใจจากกูรูหลากหลายอย่างหนัก ดูเผิน ๆ ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ในชีวิตจริงคงเป็นไปได้ยากที่จะมีความสุขได้ตลอดเวลาขนาดนั้น วันนึงเราเกิดสงสัยในความจริงเรื่องนี้ว่า ยิ่งโดนปลูกฝังให้มีความสุขตลอดเวลา มันยิ่งรู้สึกเหนื่อยในการพยายามประคองรักษาระดับความสุขของตัวเอง เกิดเป็นปมเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า คนอื่นเค้ามีความสุขกัน แล้วทำไมเราถึงต้องเศร้า ต้องอารมณ์ไม่ดี ทั้งที่สิ่งแวดล้อมรอบตัวนอกเหนือการควบคุมนั้น พร้อมที่จะทำให้เราเสียใจได้ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่การจราจร เพลงเศร้า ลูกค้าด่า เจ้านายคลั่ง ของหาย และอื่น ๆ อีกมากมาย “You should take the approach that you’re wrong, Your goal is to be less wrong”- Elon Musk สิ่งที่เราสนใจคือการได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ Elon Musk ที่มีความสามารถในการเรียนรู้และพัฒนาเหนือกว่าคนอื่น ส่วนนึงมาจากความสามารถรับมือกับความผิดพลาด ตัวเค้าผ่านความผิดพลาดมาชนิดนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยความชอบทดลองลงมือทำอะไรใหม่ ๆ ตลอดเวลา Musk มองว่าเป้าหมายของเค้าไม่ใช่การไม่ผิดพลาด แต่เป็นการเอาชนะความเสียใจจากความผิดพลาดนั้น และพยายามผิดพลาดให้น้อยลง จนกระทั่งไม่ผิดพลาดเลย การใช้ข้อดีจากความเสียใจในข้อผิดพลาดของ


