นับเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ผมบาง ตั้งแต่ระดับบางเล็กน้อย ไปจนถึงเลเวลหัวล้านใจน้อยเป็นอย่างยิ่ง เพราะงานวิจัยชิ้นใหม่ของ Yokohama National University ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Biomaterial ได้ค้นพบว่าอาหารที่ดูสุดแสนจะอ้วนและไม่ดีต่อสุขภาพอย่างเฟรนช์ฟรายส์จากร้าน McDonald’s นั้นสามารถช่วยทำให้คุณกลับมามีผมดกดำได้อย่างเหลือเชื่อ ภายใต้ห้องแล็บทดลองของศาสตราจารย์ Junji Fukuda ประจำมหาวิทยาลัย Yokohama ได้ทดลองนำสารเคมีที่ชื่อว่า dimethylpolysiloxane ซึ่งพบในซิลิโคนที่เป็นส่วนผสมของน้ำมันที่ใช้ปรุงเฟรนช์ฟรายส์ของร้านฟาสต์ฟู้ดชื่อดังมาลองเพาะปลูกเชื้อเซลล์รากผมกับหนูจนประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อเซลล์ได้รับการเพาะเลี้ยงกับสารเคมีดังกล่าว หลังจากนั้นก็ได้ลองไปปลูกถ่ายไว้บริเวณหลังและหนังศีรษะของหนูปรากฎว่ามีผมใหม่งอกออกมา จึงนับว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่นำไปถึงการศึกษาต่อเพิ่มเติม โดยในกระบวนการต่อไปทางทีมวิจัยจะลองขยับขึ้นมาทดลองกับมนุษย์ และอาจารย์ Junji Fukuda ยืนยันหนักแน่นว่าวิธีการนี้จะสามารถใช้ได้ผลกับเส้นผมของมนุษย์เช่นเดียวกัน นักวิจัยยังระบุต่ออีกว่าเทคนิคนี้สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดฟื้นฟูเส้นผมของมนุษย์สำหรับการรักษาอาการผมร่วงที่รวมไปถึงภาวะผมบางไปจนถึงขั้นศีรษะล้านหรือที่เรียกกันว่า “ภาวะผมบางที่มีรูปแบบเฉพาะ” จนส่งผลให้หนุ่ม ๆ หลายคนสูญเสียเส้นผมส่วนบนและด้านหน้าของศีรษะไปก่อนวัยอันควร ซึ่งหากว่าการทดลองนี้ประสบความสำเร็จจริงก็นับว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับคนหัวล้านเพราะจะได้ไม่ต้องมานั่งทนใส่หมวกหรือเขินอายเวลาออกสู่ที่สาธารณะอีกต่อไป โดยระหว่างนี้ชาว UNLOCKMEN ที่ประสบปัญหาอาการผมบางอาจจะลองไปกินเฟรนช์ฟรายส์ที่ McDonald’s เสียก่อนเพราะตอนนี้ก็มีโปรโมชั่นลด 50% อยู่ เพื่อผมจะงอกเงยขึ้นมาบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรจะหักโหมกินเยอะจนเกินไป เนื่องจากอาจจะโดนพิษโซเดียมที่แม้ผมจะขึ้นแต่โรคอ้วนและไตจะถามหาแทน Source
“Hater gonna be Hater – คนที่เกลียดย่อมเป็นคนที่เกลียดอยู่วันยังค่ำ” มันต้องมีกันบ้าง คนที่เกิดมาเกลียดเราโดยเฉพาะ คนที่ไม่ชอบเราไปเสียทุกอย่างแบบไม่มีเหตุผล คนที่มาพร้อมกับอคติซึ่งผู้ชายอย่างเรา ๆ ต้องรับมือในชีวิตประจำวัน คนหรือคนเหล่านั้นคือ hater(s) ที่เราอาจต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แค่เราหายใจอยู่ในสายตา ขยับตัวท่าไหน จะไปทำอะไร ก็โดนแซะไปซะทุกอย่างแบบไม่ต้องถามไถ่กันสักนิด (อย่างนี้ก็ได้เหรอ !? ) สร้างความหงุดหงิดใจให้เราสุด ๆ จนแทบอยากจะใช้คำพูดหรือพละกำลังทำอะไรสักอย่างให้ hater คนนั้นหยุดพฤติกรรมน่าเบื่อแบบนี้ซะ ! ใจเย็น ๆ ก่อนครับ เราเชื่อว่าการใช้ความรุนแรงหรือการโต้ตอบแบบ action = reaction นั้นไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย การจะรับมือกับ hater เราต้องใช้ความใจเย็นและความเข้าใจ อย่าไปเล่นตามเกม สูดหายใจลึก ๆ แล้วลองใช้วิธีเหล่านี้ที่ UNLOCKMEN แนะนำ รับรองว่าได้ผลไม่มากก็น้อยครับ มองลึกลงไปด้วยความเข้าใจ อย่างแรก เราต้องพยายามก้าวข้ามความรู้สึกแย่ ๆ ที่มีต่อบุคคลช่างแซะคนนั้น แล้วแทนที่ด้วยการทำความเข้าใจความเจ็บปวดของเขา บางครั้งเราอาจทำอะไรที่กระทบกระเทือนความรู้สึกของคนนั้นโดยไม่รู้ตัว อาจมาจากการที่เราได้ครอบครองสิ่งที่เขาอยากได้ หรือได้ทำในสิ่งที่เขาอยากทำจนสำเร็จ
ในวันที่เรื่องดราม่าไม่ได้หยุดอยู่แค่ในชีวิตจริง แต่พันพัวมั่วซั่วได้แม้ในโลกโซเชียลฯ แถมดราม่าในอินเตอร์เน็ตนั้นซับซ้อนเข้าไปใหญ่เพราะกระจายสู่คนได้กว้างกว่า ไกลกว่า แถมคนแสดงความคิดเห็นได้หลากหลายมากกว่า ที่สำคัญคนยังลืมได้ยากมากขึ้นเพราะข้อมูลมันถูกส่งไปอยู่บนอินเตอร์เน็ตแล้ว ก็มีแนวโน้มว่าเรื่องดราม่าของเราจะคงอยู่ไปตลอดกาล ดังนั้น UNLOCKMEN ขอเสนอหน้าชี้หนทางว่าอะไรที่ไม่ควรทำเด็ดขาดเมื่อมีดราม่าเป็นของตัวเอง เพื่อให้ดราม่าจบลงแบบไม่แย่จนเกินไป อย่าหัวร้อน มือไว พิมพ์อะไรแบบไม่คิด เมื่อเกิดดราม่าสุดซับซ้อนในชีวิตเราขึ้นแล้ว อย่างแรกที่ต้องทำคือตั้งสติให้มั่น อย่าปล่อยให้หัวร้อนเป็นไฟแล้วมือไวใจเร็วด่าโต้ตอบกลับไปแบบไม่ใช้สมองคิด เพราะวิธีนี้มีแต่จะทำให้เรื่องราวเลวร้ายเข้าไปใหญ่ วิธีที่ดีที่สุดที่ UNLOCKMEN ขอแนะนำคืออยู่นิ่ง ๆ เข้าไว้ จะโต้ตอบอะไรก็ขอให้ผ่านการคิดตริตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วเท่านั้น หรือทางที่ดีไม่โต้ตอบเลยก็คูลเข้าไปใหญ่ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่คาบเกี่ยวกับกฎหมายด้วยแล้ว ไว้ไปให้การกันในชั้นศาลจะ ๆ ไปเลยจะดีที่สุด อย่าใส่ร้ายคนอื่นด้วยเรื่องโกหก รู้ว่าเวลาเจอดราม่าแล้วมันสุดโกรธ สุดโมโห โดยเฉพาะดราม่าที่มีคู่กรณีชัดเจนด้วยแล้ว มันยิ่งคันไม้คันมืออยากทำให้อีกฝ่ายล่มจมลงไป แต่ถ้าในสมองของเราดันคิดเรื่องเลว ๆ ของเขาไม่ออก แต่ก็ไม่วายอยากแต่งเรื่องโกหกพกลมไว้ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นเขา UNLOCKMEN ขออนุญาตสะกิดแรง ๆ แล้วบอกว่าอย่าทำแบบนั้นเด็ดขาด เพราะยิ่งทำแบบนั้นแล้วคนอื่นจับได้ว่าเราโกหก นอกจากจะพาลโกรธที่เราโกหก ยังพาลไม่เชื่ออะไรที่เราพูดหรือให้เหตุผลอีกต่อไป อย่าลืมว่าไม่ว่าเราจะโกหกเนียนแค่ไหน ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ ยิ่งถ้าโกหก แต่งเรื่องไม่เนียนด้วยแล้ว ยิ่งจบตั้งแต่ยังไม่ทันอ้าปากเลยทีเดียว อย่าให้เพื่อนปากหมามามีอิทธิพลกับชีวิต สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือจดจำไว้ว่า เพื่อนไม่ดีมีค่าเท่ากับทำให้ดราม่าพังลงไปกว่าเดิม รู้ว่ามีเพื่อนรักเยอะ รู้ว่าเพื่อนอยากให้กำลังใจ
ใครมีแฟนแล้วอ้วนขอให้ยกมือขึ้น? UNLOCKMEN อยากบอกให้รู้ไว้ว่าไม่ใช่คุณแค่คนเดียวที่แฮปปี้ดี๋ด๋ากับความรักมากขึ้นแล้วน้ำหนักเพิ่มขึ้น เพราะนอกจากเหตุผลง่าย ๆ อย่างพากันกินไม่แคร์โลกแล้ว งานวิจัยยังบ่งชี้จากการสำรวจว่านี่คือเรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องที่เราคิดเองเล่น ๆ อีกต่อไป (เอ๊ะ หรือเลิกซะเลย? จะได้ผอมลง) แต่ไม่ต้องลงทุนเลิกกันขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยว UNLOCKMEN จะเสนอหนทางให้ว่าทำอย่างไรถึงจะแก้ปัญหานี้ได้ มา มาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน งานวิจัยจาก National Center for Biotechnology ค้นพบว่าการมีความสุขกับความรักมาก ๆ ทำให้น้ำหนักคุณเพิ่มขึ้นได้ โดยนักวิจัยติดตามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่รักจำนวน 169 คู่ ตลอดระยะเวลาที่กำหนดไว้ 4 ปี โดยตลอดระยะเวลา 4 ปี พวกเขาจะต้องชั่งน้ำหนัก 2 ครั้งต่อปี พร้อม ๆ กับที่ต้องแจกแจงรายละเอียดว่าพวกเขามีความสุข ความพึงพอใจมากแค่ไหนกับชีวิตคู่ของพวกเขา ผลการสำรวจออกมาชัดเจนว่าคู่ที่เปิดเผยว่าตัวเองสุดแสนจะมีความสุขกับชีวิตคู่ พวกเขาจะน้ำหนักขึ้น ในขณะที่คู่ที่ไม่ค่อยมีความสุขกับชีวิตคู่ตัวเองเท่าไหร่จะยังรูปร่างดีเท่าเดิม (แหม่ ได้อย่างเสียอย่างจริง ๆ ) นักวิจัยก็อธิบายว่าคนที่รู้สึกมั่นคงแน่นอน รู้สึกมีความสุขกับความสัมพันธ์ รู้สึกว่าได้เจอเนื้อคู่ที่ตามหามานาน
ยิ่ง 50 Shades Of Grey หนังไตรภาคสุดฮิตของสาว ๆ กำลังจะเข้าโรงมากเท่าไหร่ รสนิยมทางเพศแบบ BDSM ก็ยิ่งถูกพูดถึงมากเท่านั้น แม้ BDSM ในจินตนาการสาว ๆ หลังจากการดูหนังเรื่อง 50 Shades Of Grey จะดูโรแมนติกไปเสียทุกอย่าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าหนุ่ม ๆ อย่างเราก็มีภาพจำติดตาเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศแบบ BDSM ที่รุนแรง ดุเดือด ฟาดฟันมากกว่าหลายเท่า แต่ BDSM ในสมองหนุ่ม ๆ อย่างเราก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป เพราะภาพจำทั้งหลายที่เราคิดได้ก็ล้วนมีส่วนจากการประกอบสร้างมาจากหนังโป๊ที่เราดูทั้งนั้น แต่ในความเป็นจริงการมีรสนิยมแบบ BDSM จำเป็นต้องมีความสุขกับโซ่ แส้ กุญแจมือแค่นั้นไหม? ต้องเอาเทียนลนหรือเปล่า? ต้องมีการด่าแบบรุนแรงหยาบคายถุยน้ำลายใส่หรือไม่? วันนี้ UNLOCKMEN อยากให้ผู้ชายเปิดใจ แล้วมามอง BDSM กันใหม่ว่ามันอาจไม่ใช่อย่างที่คุณคิดด้วยซ้ำ BDSM ไม่จำเป็นต้องหยาบคาย ถุยน้ำลายใส่ การมีความสุขกับความเจ็บปวดหรือการถูกครอบงำสั่งการ และการมีความสุขที่ได้กระทำกับผู้อื่นมักถูกเหมารวมกับพฤติกรรมแย่ ๆ
เราอยู่ในโลกที่การถ่ายภาพเต็มไปด้วยการสร้างสรรค์อะไรใหม่ ๆ ขึ้นมามากมาย การถ่ายภาพอาจเป็นได้ทั้งงานศิลปะ เป็นได้ทั้งเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ทำขึ้นเพื่อสื่อสารอะไรบางอย่างสู่สังคม และงานที่ UNLOCKMEN เอามาอวดสายตาผู้ชายทุกคนวันนี้ก็เช่นกัน นี่คือศิลปินสาวที่ถ่ายภาพจากช่องคลอดของเธอเอง! มันจะหวือหวาขนาดไหนกัน แค่ฟังก็ตื่นเต้นแล้วสิ Dani Lessnau คือ visual artist จาก Brooklyn ผู้หาญกล้าฉีกขนบการถ่ายภาพและสรรค์สร้างงานศิลปะ แต่ถ้าใครคิดว่านี่เป็นแค่ความพิเรนทร์ สักแต่ว่าจะสร้างความแตกต่างโดยไม่มีแก่นสารอะไรเลยก็เห็นทีจะคิดผิด เพราะภายใต้การสอดกล้องเข้าไปในส่วนลึกลับและถ่ายออกมาเป็นรูปภาพนั้น คือความเป็นเฟมินิสต์ที่เชื่อมโยงกับการลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิของผู้หญิง ผ่านเรื่องของความเปราะบางของเรือนร่างผู้หญิงและการล่วงละเมิด แน่นอนว่าการถ่ายภาพครั้งนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก และโคตรจะท้าทาย (ก็แน่ล่ะ เพราะไม่มีใครเคยทำมาก่อน) โดยมีทั้งข้อจำกัดทางกายภาพ การควบคุมแสง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่ Dani Lessnau มองว่าเป็นการท้าทายขนบเดิม ๆ เกี่ยวกับถ่ายภาพ การตีความรูปภาพ การสื่อสารที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน “extimité” คืองานเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่ใช้เรือนร่างของ Dani Lessnau กับพาร์ตเนอร์ของเธอ โดยไต่ระดับเล่นกับพื้นที่ของเส้นแบ่งระหว่างความอีโรติคกับเรื่องของสรีระทั่ว ๆ ไปของมนุษย์ แถมยังเล่นกับความเลื่อนไหนแปลกประหลาดระหว่างความรู้สึกแห่งการตรวจตราระวังระไวกับความใกล้ชิดระหว่างเธอกับพาร์ตเนอร์เธอเอง ส่วนวิธีการสรรค์สร้างผลงานมาสเตอร์พีซชิ้นนี้หนุ่ม ๆ อย่างเราคงแอบสงสัยใคร่รู้กันเป็นอย่างมาก เธอก็อธิบายว่ากล้องที่เธอใช้เป็นกล้องรูเข็มที่เธอประดิษฐ์ขึ้นเอง จากนั้นก็สอดเข้าไปในอวัยวะเพศ ก่อนจะดึงเทปเปิดออกเพื่อเปิดรูรับแสง แคปเชอร์! เธอต้องทำอย่างนั้นอาจจะสักนาทีสองนาทีขึ้นอยู่กับคุณภาพแสง
ชีวิตของเรามันเหมือนกับการวิ่งมาราธอน ต้องลากกันยาว ๆ ตัดสินกันแค่การออกตัวจากจุดสตาร์ทไม่ได้ เรื่องความสำเร็จทางการงานก็เช่นกัน สิ่งที่หนุ่ม ๆ first jobber อาจรู้สึกเมื่อก้าวเข้าสู่วิถีมนุษย์เงินเดือนเป็นครั้งแรกก็คือความท้อแท้ ความนอยด์ในการทำงานที่ไม่ใช่ แล้วเราจะไปทางไหนต่อดีหละเห้ย !? ส่วนคนที่เจองานที่โอเคกับใจและปากท้องแล้วเราก็ยินดีด้วย แต่ทีมงาน UNLOCKMEN ก็ยังห่วงคนที่กังวลเรื่องการทำงาน เลยต้องให้กำลังใจด้วยตัวอย่างเจ๋ง ๆ กันหน่อย ลองดูเส้นทางแรก ๆ ของบรรดาชายที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ แล้วจะมีพลังในการหาหนทางสู้ต่อไปขึ้นมาทันที Elon Musk : ผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX เรารู้จัก Elon Reeve Musk ในหลายฐานะ ทั้งนักธุรกิจ, นักลงทุน, วิศวกร และนักประดิษฐ์ชาวแอฟริกาใต้–อเมริกัน เขาคือผู้ก่อตั้ง, CEO และหัวหน้าทีมออกแบบของ SpaceX รวมถึงเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง, CEO และนักออกแบบของ Tesla โอ่ห์ เก่งชะมัด แถมจากข้อมูลเมื่อเดือนมกราคม 2561 ที่ผ่านมาระบุว่าเขามีทรัพย์สินรวมกันประมาณ 20.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ
กลายเป็นชีวิตประจำวันและความเคยชินของทุกคนไปแล้วสำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพื่อการทำงานและความบันเทิง แค่คลิกเดียวก็สามารถพาเราเข้าไปส่องรูปสาวบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก แชทดีลทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว ดูคลิปเป็นล้านใน YouTube หรือเพลินกับซีรี่ส์จนถึงเช้า แหม่ อะไรมันจะสะดวกและฆ่าเวลาได้ดีขนาดนี้ ผลการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA (เอ็ตด้า) เมื่อปี 2560 บอกเราว่า คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยในวันทำงานหรือวันเรียนหนังสือ 6 ชั่วโมง 30 นาทีต่อวัน วันหยุด 6 ชั่วโมง 48 นาทีต่อวัน หรือประมาณ 1 ใน 4 ของวัน โดยชาว Gen Y หรือกลุ่มคนที่เติบโตมากับคอมพิวเตอร์ในยุคที่อินเทอร์เน็ตแพร่หลายแล้ว (เกิดระหว่าง พ.ศ. 2523 – 2543) เป็นกลุ่มที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน ตัวเลขที่ออกมาบอกอะไร ? ง่าย ๆ เลย เราไม่ค่อยรู้ตัวหรอกว่าเราวาร์ปเข้าไปอยู่บนโลกออนไลน์นานแค่ไหนต่อวัน เพราะมันโคตรจะเพลิน มองอีกมุมมันก็อาจจะฆ่าเวลาดี ๆ ของหนุ่ม ๆ อย่างเราได้เช่นกัน แถมถ้าติดโลกโซเชียลมากเกินไปอาจทำให้เราขาดแรงจูงใจในการทำกิจกรรมบนโลกความจริง ทั้งการเข้าสังคม, ฟิตร่างกาย,
Don Vito Corleone จาก The Godfather เคยพูดไว้ในภาพยนตร์ภาคแรกว่า “Friendship is everything. Friendship is more than talent. It is more than the government. It is almost the equal of family.” แม้แต่คนระดับเจ้าพ่อยังให้ความสำคัญกับเรื่องเพื่อนไม่น้อยไปกว่าครอบครัว นั่นเพราะมิตรภาพมีความสำคัญมากจริง ๆ ผลวิจัยตีพิมพ์บน webMD ระบุว่า “มีเพื่อนดีช่วยให้ชีวิตยืน” โดยการวิจัยผ่านการติดตามกลุ่มตัวอย่างสูงอายุจำนวนมากถึง 1,500 คนเป็นเวลา 10 ปี พบว่าคนที่มีเพื่อนฝูงมาก พบปะกันบ่อย อายุยืนกว่าคนที่ไม่ได้สังสรรค์กับเพื่อนถึง 22% ซึ่งสาเหตุหลักเป็นเพราะการได้เจอหน้าพูดคุยกับเพื่อน เป็นการลดความเครียดที่ดีที่สุด ดียิ่งกว่าการใช้เวลากับญาติ ๆ ซึ่ง Lynne C. Giles พบว่า Family Relationship เป็นสิ่งสำคัญ
เรามักจะตั้งข้อสงสัยกับตัวเองว่าการทำงานสไตล์ไหนถึงเหมาะสมกับตัวเรา บ้างก็อยากออกมาทำฟรีแลนซ์เพื่อความอิสระ หรือบางคนอาจจะชอบอยู่ในกรอบ safe zone ทำงานเป็นทีมในบริษัท แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นคนแบบไหนทีมงาน UNLOCKMEN ได้มีข้อคิดมานำเสนอให้คุณลองมองในมุมที่ต่างออกไป เนื่องจากการทำงานทุกรูปแบบย่อมมีข้อดี และข้อเสียที่ไม่เหมือนกัน มาดูกันว่าสถานการณ์ไหนการทำงานแบบ Teamwork หรือ Individual ถึงเหมาะจะนำมาใช้และให้ได้ผลลัพธ์การทำงานในแบบที่ต้องการ #INDIVIDUAL เชื่อว่าทุกคนต้องอยากให้ผลลัพธ์ของงานออกมาดีที่สุด แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำงานคนเดียวเพื่อให้ไอเดียออกมาตามความคิดเรา หรือว่าจะทำเป็นทีมเวิร์คดีเพื่อจะได้มีคนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ถ้าอย่างนั้นเราอยากแนะนำให้ดูที่สไตล์งานและความสามารถของคุณดู เพราะข้อดีของการทำงาน Individual หรือ การทำงานคนเดียวนั้นก็คือ 1. งานที่ได้รับมอบหมายจะเสร็จอย่างรวดเร็ว เนื่องจากคุณไม่ต้องคอยการตัดสินใจจากใครอำนาจสิทธิ์ขาดต่าง ๆ จะขึ้นอยู่กับคุณโดยตรง อีกทั้ง 2. คุณจะได้ใช้ไอเดียของคุณอย่างเต็มที่ ไม่ต้องมีความคิดคนอื่นเข้ามาผสม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณก็จำเป็นจะต้องมีความสามารถด้านนั้นให้เพียงพอที่จะสามารถฉายเดี่ยวได้ 3. คุณจะได้เครดิตเป็นของคุณคนเดียวเต็ม ๆ เพราะว่างานที่เสร็จสมบูรณ์นั้นผ่านจากฝืมือของคุณเท่านั้น แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความกดดันอันมหาศาลหากชิ้นงานนั้นล้มเหลว ดังนั้นการทำงานแบบฉายเดี่ยวที่ไม่ต้องพึ่งใครอาจจะเหมาะกับสายงานประเภทศิลปิน นักแต่งเพลง โปรแกรมเมอร์ กราฟิกดีไซน์ ที่ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์อะไรมาบีบคั้นมากนัก พอรับบรีฟแล้วก็มานั่งขลุกอยู่กับตัวเองเพื่อสร้างสรรค์งานออกมา แต่ที่สำคัญคือการทำงานคนเดียวคุณต้องคอยกระตุ้นตัวเองอยู่เสมอไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่มีงานป้อนเข้ามาอย่างแน่นอน #Teamwork Teamwork ถือเป็นการทำงานที่เหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นทำงานและอยากจะได้รับความรู้ความก้าวหน้าทางอาชีพการงานอย่างมั่นคง เนื่องจากคุณจะได้เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คนมากมายที่มีความสามารถจนนำมาปรับปรุงเป็นสกิลของตนเอง โดยข้อดีของการทำงานเป็นทีมคือ 1. คุณจะรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตนเอง เนื่องจากการทำงานเป็นทีมจำเป็นจะต้องแยกตำแหน่งดูแลกันอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการทับซ้อนของงาน ดังนั้นคุณจะได้โฟกัสกับสิ่งที่ทำอยู่เพื่อไม่ให้ชิ้นงานทั้งหมดมาเกิดปัญหาที่คุณเพียงคนเดียว 2.ถ้าได้ทีมงานดี


