แม้ชายชาตรีรักสันติอย่างเราจะไม่ชอบใช้กำลังและสร้างความเดือดร้อนให้กับใครแต่ก็ห้ามประมาท เพราะความซวยอาจมาเยือนได้ บางทีนั่งดื่มกาแฟชิล ๆ ดันมีคนมาโผล่มาเล่นงาน(ผิดตัว) กำลังจะเปิดประตูรถดันเจอโจรบุกโจมตีแบบเซอร์ไพรส์ หรือกำลังก้มหน้าแชทกับสาวจนติดลมดันเจอไอ้โม่งเข้ามาทำร้ายเพื่อฉกสมาร์ทโฟนในมือ อย่าคิดว่าโชคน่าจะเข้าข้างเราเสมอไป เรื่องแบบนี้อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทีมงาน UNLOCKMEN มีวิธีการป้องกันตัวเองด้วยการเปลี่ยนให้สิ่งของในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นอาวุธที่พวกตัวร้ายต้องเข็ดขยาดมาฝาก ***ขอย้ำว่าจุดประสงค์ของบทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้ทุกคนนำเอาไปปรับใช้ในการป้องกันตัวเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาชี้นำวิธีการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด ลูกผู้ชายอย่างเราต้องไม่ทำร้ายผู้อื่นก่อนนะครับ รับกาแฟไหมครับคุณโจร? ไม่มีอะไรเทียบได้กับกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นยามเช้า แต่ถ้ากำลังรินกาแฟร้อน ๆ จาก “กาต้มกาแฟ” แล้วเจอโจรพุ่งมาทำร้าย อย่ากังวลครับ ในมือของคุณไม่ใช่แค่ภาชนะที่บรรจุความหอมละมุนเท่านั้น แต่ยังเป็นยอดอาวุธอีกด้วย นำกาต้มกาแฟร้อนฟาดไปที่ใบหน้าของผู้ประสงค์ร้าย ดาเมจแรกที่เขาต้องเจอคือความมึน ต่อเนื่องด้วยคมแก้วที่บาดริมฝีปาก ปิดฉากด้วยความร้อนจากกาแฟที่ทำให้โจรอยากกลับใจ อ่อ ถ้ารินกาแฟใส่ถ้วยแล้ว เริ่มจากสาดกาแฟใส่หน้าก่อนเพื่อให้เขาสตัน จากนั้นจับ “ถ้วยกาแฟ” ให้มั่นแล้วซัดไปที่ใบหน้าของเขาเลย รับรองว่าคอมโบนี้ดับซ่าผู้ไม่หวังดีได้แน่นอน หรือถ้าใช้ “กระบอกน้ำโลหะ” ก็ช่วยได้ ยิ่งมีน้ำเป็นตัวถ่วงน้ำหนักยิ่งเพิ่มดาเมจให้กับผู้ที่เข้ามาทำร้ายเรา ดับร้อนคนร้ายไฟแรง “ถังดับเพลิง” ตามออฟฟิศไม่ได้มีประโยชน์แค่ช่วยชีวิตคุณจากอัคคีภัยเท่านั้น แต่ยังสามารถป้องกันตัวเองจากการโดนทำร้าย และสวนกลับได้อย่างเห็นผล คุณกำลังวิ่งหนีคนร้ายในตึกแห่งหนึ่งราวกับฉากหนังบู๊ จากนั้นคุณบังเอิญเจอถังดับเพลิงสีแดง ๆ (แวบแรกคงจะคิดว่าไม่ได้ต้องการเลย) ตั้งสติ ยกถังดับเพลิงหนัก ๆ ขึ้นมาด้วยแรงที่ได้จากอะดรีนาลีน ตั้งหลักตั้งรับ ยกการ์ดให้มั่น
ในวันที่ (เขาว่ากันว่า) หนังสือกำลังจะตายและร้านหนังสือหลายร้านทยอยปิดตัวไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับว่าลมหายใจสุดท้ายของหนังสือกำลังรวยริน แต่ร้านหนังสืออิสระหลายร้านก็ยังคงยืนเด่นด้วยอัตลักษณ์ ด้วยวิธีคิดที่ชัดเจนว่าร้านหนังสือต้องไม่ใช่แค่พื้นที่ซื้อ-ขายหนังสือ แต่ต้องมีลมหายใจ มีชีวิต มีพื้นที่ให้ผู้คนเชื่อมโยงอยู่ในนั้นด้วย UNLOCKMEN เลยถือโอกาสนี้คุยกับ “แป๊ด-ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง” เจ้าของ candide books (ร้านหนังสือก็องดิด) ที่ก็เชื่อเช่นนั้น เชื่อเช่นว่าหนังสือจะไม่ตาย ร้านหนังสือจะไม่ตายเช่นกันตราบใดที่เชื่อมโยงกับผู้คน และต่อให้วันหนึ่งร้านหนังสือต้องตายลง เธอก็ไม่ได้ว่าอะไรตราบใดที่ผู้คนยังคงอ่านอยู่ แต่ถ้าถามว่าเธอเชื่อมั่นในการเป็นคนทำหนังสือแค่ไหน เธอก็ตอบเราได้เต็มปากเต็มคำว่า “ทุ่มให้ทั้งชีวิต ไม่เคยคิดถึงอย่างอื่นเลย” แล้วอย่างนี้จะอดใจไม่ให้อยากคุยกับเธอได้อย่างไร… ทำงานเกี่ยวกับหนังสือมาตลอดเลยไม่ว่าจะเป็นกองบรรณาธิการ ทำสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ อะไรทำให้เราเชื่อในการทำงานกับหนังสือได้ขนาดนั้น พี่ไม่สามารถทำอะไรทีไม่เกี่ยวข้องกับหนังสือได้ ตั้งแต่พี่เรียนจบมา งานแรกก็ทำนิตยสาร จากนั้นทำพ็อคเก็ตบุ๊ค จนสุดท้ายก็มาทำสำนักพิมพ์เอง ก่อนจะมาทำร้านหนังสือ พี่ก็คิดไม่ออกเลยว่าจะทำอาชีพอื่นได้ มีอาชีพเดียวที่เราอยากทำ ตั้งแต่มัธยม ก็มาทางนี้ตลอดไม่เคยไปทางอื่นเลย ถ้าถามว่าเชื่อมั่นไหม ก็ทุ่มทั้งชีวิตไม่ได้คิดถึงอย่างอื่นเลย ที่บ้านอยากให้ทำงานราชการเพราะที่บ้านเป็นคนต่างจังหวัด ป๊าก็จะถามตลอดว่าไม่ทำราชการเหรอ แต่พอเราทำจนเลี้ยงตัวเองได้ และส่งเงินกลับไปที่บ้านได้ด้วย เขาก็เห็นว่า อ้าว มันก็ทำได้นี่หว่า อาชีพแบบนี้ ถึงจะทำงานกับหนังสือเหมือน ๆ กัน ในมุมมองเราการเป็นเจ้าของร้านหนังสือ เป็นกองบรรณาธิการ เป็นนักเขียน
นับว่าเป็นข่าวร้ายสำหรับนักดื่มสายแข็งเพราะตอนนี้โลกกำลังประสบปัญหา เตกีล่า ขาดตลาดอย่างรุนแรงและเชื่อว่าจะส่งผลต่อราคาของเหล้าสีใสดีกรีแรงบาดคอชนิดนี้ในอนาคตอันใกล้อีกด้วย ข่าวนี้น่าจะทำเอาเหล่าคอทองแดงต้องออกอาการเซ็งไปตาม ๆ กัน เพราะมีข่าวจาก Reuter ได้ระบุว่าพืชอากาเว่สีน้ำเงิน (blue agave) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต เตกีล่า ไม่สามารถปลูกและเก็บเกี่ยวได้ตามเป้าหมาย ซึ่งในปีนี้สามารถเก็บเกี่ยวได้เพียง 18 ล้านกิโลเท่านั้น จากปกติ 42 ล้านกิโล ทำให้ราคาของอากาเว่พุ่งสูงขึ้นจาก 3.8 เปโซต่อกิโลกรัม เป็น 22 เปโซ พืชอากาเว่สีน้ำเงินถือเป็นพืชมหัศจรรย์ที่ขึ้นใน เตกีล่า รัฐฮาลิสโก ประเทศ เม็กซิโก และเป็นศูนย์กลางส่งไปยังบริษัทผลิตน้ำเมาถึง 140 แห่งทั่วโลกด้วยกัน ทำให้เกิดความกังวลว่าในปีนี้เหล้าเตกีล่าจะมีราคาสูงแถมหายากมาก ๆ อีกด้วย จนมีข่าวว่าถึงกับเกิดคดีขโมยต้นอากาเว่ในเม็กซิโกกันแล้ว ด้วยเหตุนี้ เรื่องจึงร้อนถึง Tequila Regulatory Council ที่ต้องมานั่งหารือกันอย่างจริงจังเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหานี้ แต่ก็ไม่ง่ายเพราะพืชอากาเว่ ต้องใช้เวลาปลูกอย่างน้อย 7-8 ปี กว่าจะสามารถนำมาแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม เตกีล่าได้ และก็ไม่ใช่ว่าทุกภูมิอากาศจะสามารถปลูกได้ดีเหมือนกับในเม็กซิโก ดังนั้นทางออกสำหรับเรื่องนี้ยังคงปริศนา และถ้าหากยังคงเป็นอย่างนี้ต่อไป รับรองว่าคงจะมีแต่มหาเศรษฐีเงินถุงเงินถังเท่านั้นที่จะได้ดื่มมัน แต่ทั้งนี้นอกจากเหตุผลที่ว่าผลผลิตอากาเว่ไม่ดี แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เตกีล่าขาดตลาดนั่นก็เพราะพฤติกรรมการดื่มอย่างบ้าคลั่งโดยเฉพาะชาวอเมริกาและญี่ปุ่น
ปฎิเสธไม่ได้เลยว่าในชีวิตวัยทำงานของหนุ่ม ๆ อย่างพวกเรา ต้องเผชิญทั้งความเครียด ความกดดัน จนพาลให้กิจวัตรประจำวันอื่นเสียขบวนไปด้วย ซึ่งอันที่จริงแล้วมันมีวิธีลดความเครียดและสามารถเคลียร์สมองได้อย่างง่ายดายเพียงแค่สูดลมหายใจเท่านั้น เพราะหลายคนคงจะเคยได้ยิ่งผู้ใหญ่พร่ำสอนว่าเวลาที่บันดาลโทสะโมโหหรือเครียดจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้ให้ลองหายใจเข้าออกลึก ๆ แล้วสติจะกลับคืนมา ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริงที่ช่วยได้ แต่การฝึกหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณสามารถลดความเครียดลดลงได้อย่างเหลือเชื่อ เนื่องจาก TalentSmart หน่วยงานกลางที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องอารมณ์ (EQ) ได้ทำการศึกษาจำนวนกว่า 1 ล้านคนโดยกว่า 90% ของผู้ที่ฝึกหายใจอย่างถูกต้องสามารถควบคุมสถานการณ์ต่าง ๆ และเอาชนะความเครียดได้อย่างง่ายดาย มาถึงตรงนี้แล้วเราเชื่อว่าผู้อ่านน่าจะมีข้อสงสัยว่าแค่หายใจเข้าออกมันจะไปยากอะไร แต่เชื่อหรือไม่ว่าในชีวิตประจำวันคุณกำลังหายใจได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะใช้เพียงส่วนบนของปอดเท่านั้น ซึ่งออกซิเจนที่สูดเข้าไปไม่ได้ลงไปอย่างเต็มปอด ดังนั้นจึงไม่สามารถเข้าไปจัดการความเครียดได้ โดยเฉพาะความเครียดที่มาพร้อมความดันเลือดสูง การสูดลมหายใจเข้าไปอย่างช้า ๆ จะช่วยขยายหลอดเลือดให้สูบฉีดจนสามารถผ่อนคลายลงได้ มาดูถึงผลเสียของการที่เราไม่ได้หายใจอย่างถูกต้องว่าถ้าเกิดหนุ่ม ๆ ไม่ทำจนเป็นนิสัยแล้วจะต้องเจอกับอะไรตามมาบ้าง ระบบประสาทที่ไม่สมดุล – เนื่องจากลมหายใจมีส่วนสำคัญต่อการรักษาสมดุลของร่างกายและส่งต่อไปยังระบบประสาททันที ดังนั้นการหายใจที่ผิดหลักจะส่งผลต่อความเครียดตามไปด้วย ทางเดินหายใจและหลอดเลือดตีบแคบลง – เนื่องจากเราไม่ได้รับเอาอ๊อกซิเจนเข้าไปอย่างเต็มที่ จึงทำให้ความดันโลหิตสูงจนนำไปสู่การทำงานหนักของหัวใจ มิหน้ำซ้ำอาจพาลไปถึงโรคหัวใจได้ ประสิทธิภาพพลังงานลดลง – อวัยวะทุกส่วนล้วนต้องการอ๊อกซิเจนไปล่อเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นสมอง หัวใจ และกล้ามเนื้อ หากคุณไม่ได้ฝึกการหายใจอย่างถูกวิธี จะทำให้ สมองคิดได้ช้าลง หัวใจทำงานหนักขึ้น กล้ามเนื้ออ่อนแรง เหนื่อยง่ายอีกด้วย ดังนั้นชาว
ในสมรภูมิคอนเทนต์ออนไลน์ที่ฟาดฟันกันอย่างดุเดือดชื่อของสื่อออนไลน์อย่าง The MOMENTUM เป็นอีกชื่อที่เด่นชัดขึ้นมา แต่ภายใต้ความเชื่อที่ว่าข่าวหรือคอนเทนต์ออนไลน์ต้องไว ต้องจัดจ้านและดึงดูด “นิ้ว-อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา” บรรณาธิการบริหาร The MOMENTUM กลับยืนยันหนักแน่นว่า “ต้องคิดตลอดว่าถ้าเราเขียนอะไรไปในวันนี้มันอาจจะถูกแชร์ไปในวันอื่นก็ได้ แล้วเราต้องคิดว่าถ้ามันถูกแชร์ไปในวันอื่น คอนเทนต์จะต้องยังอ่านได้” คอนเทนต์ออนไลน์ของ The MOMENTUM จึงไม่ได้ว่าด้วยความไว แต่เป็นคอนเทนต์ที่ออกมาเร็วปานกลาง แต่หนักแน่น เข้มขม เต็มไปด้วยการตั้งคำถามและเปิดกว้างชวนให้คิดตาม แถมมีน้ำเสียงเฉพาะตัวภายใต้ฝีมือบรรณาธิการบริหารอย่าง “นิ้ว-อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา” UNLOCKMEN ใช้โอกาสนี้พูดคุยกับเธอในวันที่สื่อออนไลน์ถูกตั้งคำถามว่าฉาบฉวยจริงไหม? มาไวแล้วจะไปไวด้วยจริงหรือเปล่า? ในวันที่ The MOMENTUM ถูกทิ้งไปและเธอตั้งใจว่าจะไม่ทำงานบริหารแล้วอะไรทำให้เธอเลือกเดินเข้ามา? ในฐานะบรรณาธิการบริหาร เราคิดว่า The MOMENTUM ในปัจจุบัน ทั้งภาพลักษณ์ ตัวตน วิธีคิด เมื่อเทียบกับ The MOMENTUM เดิม มันเติบโตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง เราค่อนข้างเปลี่ยนเยอะ แต่ต้องบอกก่อนว่าเราชื่นชมใน The MOMENTUM ตั้งแต่ตั้งต้น ตอนปี 2016 ที่มีทั้ง The
อาชีพ โอกาส ความทันสมัย ความสะดวกสบาย สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลหลัก ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร เปรียบเสมือนจุดหมายปลายทางของความฝัน เป็นจุดศูนย์รวมของคนรุ่นใหม่มากมายหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคนพื้นถิ่นชาวกรุงโดยกำเนิด รวมถึงผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ที่เข้ามาใช้ชีวิตไล่ล่าความสำเร็จร่วมกันอยู่ที่นี่ ภายใต้ความแตกต่างของรูปแบบชีวิตที่ถูกให้คำจัดกัดความด้วยคำว่า “Urban Lifestyle” หรือวิถีชีวิตคนเมือง ถ้าฟังแค่ชื่อวิถี Urban Lifestyle ภาพแรกที่ฉายขึ้นมาในหัวคือชีวิตที่รายล้อมไปด้วยความสะดวกสบาย ทันสมัย เต็มไปด้วยอาชีพหน้าที่การงาน โอกาสในการสร้างธุรกิจนับไม่ถ้วน ซึ่งมันช่างดูโก้เก๋เท่ไม่ใช่เล่น แต่จริง ๆ แล้วเรามั่นใจว่าเหล่า Urban Men ทั้งหลายน่าจะรู้ซึ้งถึงความวุ่นวายในการใช้ชีวิตที่ต้องประสบพบเจอในแต่ละวันเป็นอย่างดี ทั้งในเรื่องของการแข่งขันกับเวลา ต้องหัวปั่นอยู่กับความเร่งรีบ ซึ่งทุกนาทีที่หมุนไปอย่างรวดเร็วนั่นคือเวลาที่เป็นเงินเป็นทองที่ไม่มีใครอยากให้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ และเมื่อลองมาทบทวนดี ๆ จะเห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าวิถีชีวิตแบบคนเมืองนั้นกลับกลายเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตซึ่งแทบจะไม่มีเวลาเหลือให้ได้ “ใช้ชีวิต” อย่างมีความสุขแบบที่มนุษย์ควรจะเป็น และต้องยอมรับว่าสิ่งนี้กำลังเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อภาวะความเครียดของผู้คนในสังคมเมือง ซึ่งฟังดูแล้วหลายคนคงรู้สึกขยาดวิถีคนเมืองจนอยากจะเปลี่ยนรูปแบบชีวิต พาตัวเองย้ายสำมะโนครัวหนีไปจากเมืองใหญ่ให้รู้แล้วรู้รอด แต่ในความเป็นจริงเชื่อว่าทุกคนต่างก็รู้ดีว่าชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น แต่เราอยากบอกว่ามันก็ไม่ได้ยากที่จะหาทางออก ในการปรับตัว ปรับวิธีคิดเพื่อให้มี Urban Lifestyle ที่มีความสุขอย่างแท้จริง ด้วยวิธีง่าย ๆ แค่ 2 วิธีเท่านั้น
คุณมีรอยสักหรือเปล่า? ถ้ามี รอยสักก็เป็นบางสิ่งที่แสดงความเป็นตัวคุณได้แบบสุดขั้วมากพออยู่แล้ว แต่จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราบอกคนอื่นว่า เฮ้ย รอยสักเรามาจาก Tattoo Artist ที่ไม่มีแขนว่ะ! อ้าวเฮ้ย! แล้วเขาใช้อะไรสักให้เรา แล้วมันจะออกมาสวยไหม Tattoo Artist ที่ไม่มีแขนเขาจะทำงานกันอย่างไร วันนี้ไม่ต้องทนสงสัยอีกต่อไป เพราะนี่คือเรื่องของ Tattoo Artist ที่โคตรสร้างแรงบันดาลใจ เพราะจากการไม่มีแขน สู่การมีแขนเทียม ไปจนถึงการมีแขนเทียมเป็นเครื่องสักอัจฉริยะที่สรรค์สร้างศิลปะได้แม้ไร้แขนจริง JC Sheitan Tenet เป็นชายชาวฝรั่งเศสผู้ สูญเสียแขนขวาท่อนล่างไปเมื่อ 24 ปีก่อน แน่นอนว่าในขณะนั้น ความหม่นเศร้าย่อมแผ่ขยายปกคลุมรอบ ๆ ตัวเขา เพราะเขาจินตนาการไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าชีวิตเขาจะไปในทิศทางไหนต่อ ยิ่งจินตนาการว่าเขาจะกลับมาวาดภาพ เขียนภาพอย่างที่เคยทำได้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ แต่โลกใบนี้ก็สอนให้เรารู้จริง ๆ ว่า ไม่มีอะไรใหญ่หรือไกลเกินความฝันของเราเพราะเมื่อปี 2016 JC Sheitan Tenet ได้แขนเทียมเป็นของตัวเอง แต่ที่แม่งโคตรจะคูลกว่านั้นคือมันเป็นแขนเทียมพิเศษที่โมดิฟายเข้ากับเครื่องสักอีกด้วย! JC Sheitan Tenet เป็น Tattoo Artist
ยิ่งใกล้วาเลนไทน์เข้ามาเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นความโศกเศร้าของคนที่ไร้คู่อย่างมาก เพราะต้องรีบกลับบ้านจะได้ไม่ต้องเห็นภาพคู่รักคนอื่น ๆ สวีทกัน และรีบเข้านอนไวกว่าปกติพร้อมภาวนาให้ผ่านวันไปโดยเร็ว ซึ่งความจริงแล้ววันวาเลนไทน์อาจจะไม่ได้เลวร้ายเสมอไปสำหรับคนโสด เนื่องจากเราสามารถใช้มันเป็นแรงผลักดันตัวเองให้ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งก็เป็นได้ คนที่เป็นสายแข็งแล้วสามารถอยู่คนเดียวได้แบบไม่แคร์ใคร ทีมงาน UNLOCKMEN ก็ขอคารวะในความเด็ดเดี่ยวของคุณ ทว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังประสบปัญหาเป็นผู้ป่วยทางความรักอยากจะหาทางออกให้กับตัวเองว่าทำไมถึงยังไม่มีคนรักรักสักที ลองมาดูกันว่าเหตุผลที่เราจะกล่าวดังต่อไปนี้กำลังเป็นตัวฉุดรั้งคุณไว้อยู่หรือเปล่า ตั้งสเปคไว้สูงเกินไป แน่นอนว่าผู้ชายคนไหนก็อยากที่จะมีแฟนสวย เก่ง ฉลาดตามแนวคิดหรือสเปกของตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วความสวยงามหรือสิ่งที่เราว่าไปนั้นเป็นเพียงแค่เปลือกนอก ลองคิดภาพตามว่าผู้หญิงที่สวยฉลาดเก่งก็เหมือนกับแรร์ไอเทมหายากที่ใคร ๆ ก็ต่างอยากจะได้มาไว้ครอบครองนั้นแปลว่าคุณจะมีศัตรูหัวใจอีกนับร้อย ดังนั้นลองลดทิฐิหรือสเปคของตัวเองลง บางครั้งผู้หญิงที่ไม่ต้องเพอร์เฟ็คมากก็สามารถทำให้คุณรู้สึกดีได้แพ้กัน เอาตัวเองออกสู่โลกความจริง คนโสดส่วนใหญ่มักจะมีแนวคิดที่ผิดพลาดคือการขังตัวเองให้อยู่ในโลกส่วนตัวเงียบ ๆ เพื่อหลีกหนีจากความบอบซ้ำที่ตัวเองตกอยู่ในสภาวะคนไร้คู่ ซึ่งอันที่จริงแล้วยิ่งโสดนั่นแปลว่าคุณยิ่งมีอิสระอย่างเต็มเหนี่ยวสามารถออกไปพบปะผู้คนเท่าไหร่ก็ได้ถือว่าไม่ผิด อย่าปิดกั้นตัวเองจากโอกาสดี ๆ ที่กำลังจะเข้ามา เพียงเพราะคุณพยายามทำตัวดราม่าต้องเก็บตัวเหงาอยู่คนเดียวแบบนั้นเท่ากับฆ่าตัวตายชัด ๆ และเลิกคาดหวังจากพบรักบนออนไลน์เพราะเรื่องแบบนั้นแทบจะเป็น 1 จาก 10 คู่ที่สมหวัง คุณยังรักตัวเองไม่มากพอ บางคนเอาแต่พร่ำบ่นว่าทำไมแฟนถึงหายากเย็น แต่อันที่จริงแล้วการจะมีความรักไม่ใช่เรื่องยากสักนิดเพียงแค่คุณเริ่มรักตัวเองให้มากขึ้นเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นการใส่ใจสุขภาพ ดูแลเรื่องการแต่งกาย พัฒนาบุคลิกภาพและความสามารถต่าง ๆ ให้ฉายแสงโดดเด่น เท่านี้จะมีคนมากมายที่อยากจะเข้ามารายล้อมคุณ โทษโชคชะตา ฟ้า ดิน ยกเว้นตัวเอง พอครองตัวโสด เราก็มักจะหยิบยกอุปสรรคต่าง ๆ มาโทษ
ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่เดือนแห่งความรัก แม้มันจะเป็นคำพูดที่ดูดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าผู้ชายทุกคนจะสมหวังกับความรักใช่ไม่ ? เพราะบ่อยครั้ง ไอ้เดือนแห่งความรักนี่แหละที่เป็นต้นเหตุของการเสียน้ำตาของหนุ่ม ๆ มานักต่อนักแล้ว สำหรับคนที่ต้องเจอกับ Bad Valentine โดนสาวบอกเลิกไปหมาด ๆ หรือกำลังอยู่ภาวะป่วยทางความรัก ทีมงาน UNLOCKMEN เข้าใจว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะผ่านวันแห่งความรักนี้ไปได้ ดังนั้นเราจึงนำ 5 ขั้นตอนที่จะช่วยให้คุณผ่านมันไปได้และกลับมาเป็นผู้ชายที่เจ๋งกว่าเดิม Step 1 : ผ่านความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นให้ได้ก่อน แน่นอนว่าเมื่อคุณถูกบอกเลิก ความรู้สึกแรกที่วิ่งตรงเข้ามาในหัวคือ ความงุนงง การไม่เห็นด้วยและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการจบลงของความสัมพันธ์ ณ จุดนี้สิ่งที่พอจะช่วยคุณได้ดีคือการใช้เวลากับเพื่อนฝูงและครอบครัว เพราะคนเหล่านั้นมักไม่เคยละเลยความรู้สึกของคุณ แถมยังพร้อมจะรับฟังเสมอถ้าคุณกล้าเปิดใจเล่ามันออกมา และอาจมองหากิจกรรมอื่น ๆ ที่ช่วยให้ผ่อนคลายได้ อย่างเช่น การการฟังเพลง ( ที่ไม่ใช่เพลงเศร้า ) อย่าเก็บตัวเองต้องให้เผชิญกับความเจ็บปวดอย่างโดดเดี่ยว การยอมรับมันและเผชิญหน้ากับความคือวิธีเดียวที่จะทำให้คุณผ่านความเจ็บปวดออกมาได้ Step 2 : เลิกหาสาเหตุ ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าคำถามแรกที่มักเข้ามาอยู่ในหัวเรา เวลาถูกบอกเลิก คือ “ เราทำอะไรผิดไปวะ? “
แน่นอนว่าแมน ๆ อย่างเราต้องมีอะไรพิเศษไว้เอาใจสาวในวันวาเลนไทน์นี้อยู่แล้ว แต่ในทางกลับกันมันก็น่าชื่นใจไม่น้อยหากได้รับโมเม้นต์ซึ้ง ๆ จากคนรักหรือสาวที่เราเดทด้วย ทีมงาน UNLOCKMEN ขอเป็นตัวแทนหนุ่ม ๆ บอกความต้องการของเราให้สาว ๆ รู้ว่าเราต้องการอะไรจากเธอในวันวาเลนไทน์ เผื่อใครอยากแชร์ไปให้คนรู้ใจได้อ่าน และเป็นไอเดียสำหรับสาว ๆ ในการเตรียมเซอร์ไพรส์ในวันแห่งความรัก ก่อนอื่นขอบอกสาว ๆ ว่าอย่ากังวลครับ ผู้ชายอย่างเรา ๆ เป็นปลื้มง่ายกว่าที่คิด ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะทำให้เราซึ้งในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ แค่คำซึ้ง ๆ ก็ทำเราลอยได้ เราก็รู้อยู่ว่าคนข้าง ๆ เรารู้สึกอย่างไร และมันหล่อเลี้ยงใจเราไว้จริง ๆ (ทำซึ้ง) แต่วันพิเศษทั้งทีเราก็อยากได้ยินหรือได้อ่านประโยคกินใจที่ทำให้เราตายตาหลับ บอกหรือเขียนความรู้สึกให้กระผมได้ซาบซึ้งสักหน่อย แล้วค่อย ๆ ปล่อยไปตามฟีลด้วยกันในวันสำคัญแบบนี้ ที่ไหนก็ได้ ขอแค่ได้อยู่ด้วยกัน สิ่งของหรือจะสู้เวลาดี ๆ ที่ได้ใช้ร่วมกัน และไม่จำเป็นต้องหาร้านหรูขนาดนั้น แมน ๆ อย่างเราต้องการแค่เธอ ส่วนสถานที่ไม่เน้นเท่าไหร่ ขอแค่ที่ที่เราได้นั่งคุยกันครบรสชาติ ได้ยินเสียงกันชัด ๆ ดินเนอร์ด้วยกันที่บ้านก็ได้ ไม่ต้องเครียดกับการหาจองร้านยอดฮิตในวันวาเลนไทน์


