‘รอยสัก’ คือหนึ่งในวัฒนธรรมทางสังคมที่ผู้คนมีความเห็นขัดแย้งกันที่สุด บ้างก็ว่ามันสวยงาม บ้างก็ว่ามันมีเสน่ห์ บ้างก็ว่ามันดูเซ็กซี่ แต่บ้างก็ว่ามันดูสกปรกน่ารังเกียจ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่ารอยสักคือวัฒนธรรมเก่าแก่ของโลก ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุว่ารอยสักเริ่มต้นครั้งแรกเมื่อกว่า 12,000 ปีก่อน แม้จะเดินทางผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ เมื่อรอยสักฝังลงไปในผิวหนัง มันจะติดตัวไปชั่วชีวิต ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ แต่อย่างที่เรารู้กันดี รอยสักที่อยู่บนร่างกายคือตัวแทนของอารมณ์ ความรู้สึก หรือเจตนารมณ์ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต ซึ่งสิ่งพวกนี้ไม่จีรังยั่งยืน สามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอตามประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับ แต่รอยสักที่ลงหมึกไปแล้วนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จะลบทิ้งก็ทั้งเจ็บตัวทั้งเสียเงินมหาศาล หลายคนจึงเลือกที่จะทนอยู่กับรอยสักที่ไม่รู้สึกชอบอีกแล้วไปตลอดชีวิต แต่ตอนนี้ทุกสิ่งกำลังเปลี่ยนไป… Carson Bruns ผู้อำนวยการห้องทดลองวัสดุ CU’s Emergent Nanomaterials Lab มีความตั้งใจแรงกล้าที่จะปฎิวัติประวัติศาสตร์แห่งรอยสัก 12,000 ปี เขาริเริ่มโปรเจ็กต์ที่กล้าหาญ เนื่องจากสิ่งที่ต้องเจอคือการโจมตีจากผู้รักรอยสักสายอนุรักษ์นิยมที่บอกว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำนั้นทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิมของรอยสัก “ผมหลงใหลในรอยสัก มันคือแขนงหนึ่งของศิลปะที่ผมชื่นชอบ มันสะท้อนอัตลักษณ์ของแต่ละบุคคลออกมาได้อย่างชัดเจน และคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงมันได้หลังจากตัดสินใจไปแล้ว” Bruns กล่าว “แต่ผมตระหนักได้ว่ากลับไม่มีใครสนใจศึกษาเรื่องรอยสักในแง่มุมวิชาการอย่างจริงจังเลย” ถึงแม้ Carson Bruns จะเป็นผู้ชายสายวิทยาศาสตร์ เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้สสารและกฎควอนตัม แต่เขากลับสักเต็มตัว ไว้ผมยาว นั่นน่าจะเป็นสิ่งบ่งบอกได้ดีว่าผู้ชายคนนี้หลงใหลในรอยสักขนาดไหน “หมึกสักเป็นเพียงอนุภาคเม็ดสีในของเหลว และสิ่งที่มันทำคือดูดซับความถี่ของแสงและเปลี่ยนสีผิวของคุณ” Bruns อธิบาย “หมึกของเราก็เป็นเช่นนั้น แต่แทนที่จะใช้อนุภาคเม็ดสีรูปแบบเดิม เราเปลี่ยนเป็นใช้อนุภาคเม็ดสีจากเปลือกพลาสติกกลวงเหล่านี้” อนุภาคเหล่านั้นสามารถเติมเต็มด้วยของเหลวชนิดใดก็ได้ที่ Bruns ต้องการ
ประกาศวันเปิดตัวออกมาอย่างเป็นทางการสักทีสำหรับรองเท้า Signature รุ่นล่าสุดของ Paul George ฟอร์เวิร์ดชื่อดังแห่งวงการยัดห่วง NBA โดยคราวนี้ไม่ได้เลือกใช้แรงบันดาลใจจากเครื่อง Playstation เหมือนกับสองรุ่นที่ผ่านมา แต่เลือกใช้ Nasa Space Suit มาเป็นต้นแบบแทน Nike PG3 “NASA” มาพร้อมกับดีไซน์ใหม่ซึ่งถูกพัฒนาต่อจาก PG 2.5 ซึ่งทางชายผู้รับหน้าการออกแบบครั้งนี้อย่าง Tony Hardman ก็ให้เหตุผลว่าต้องการถอดส่วนไม่จำเป็นรวมทั้งได้เปลี่ยนวัสดุที่ใช้ให้มีน้ำหนักเบามากยิ่งขึ้น ผลที่ออกมาคือการหายไปของสายคาด พร้อมส่วน Upper ที่ผลิตจากผ้าตาข่ายรวมถึง Midsole ซึ่งมีน้ำหนักเบามากขึ้น เพื่อรองรับการใช้งานจริงในสนามแข่ง แต่เรื่องดีไซน์และความสวยแปลกตาของ Nike PG3 “NASA” ก็ทำออกมาได้ดีเช่นกันเริ่มจากสีส้มเป็นสีหลักที่เลือกใช้โดยรับแรงบันดาลใจมาจากชุดนักบินอวกาศสีส้มที่เรียกว่า Advanced Crew Escape Suit (ACES) ซึ่งหลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดี รวมไปถึงสี Matallic Silver เป็นตัวแทนของชิ้นส่วนยานอวกาศ และก็ไม่ลืมสีแดงกับน้ำเงินซึ่งเป็นสี NASA มาตกแต่งไว้ที่รองเท้าทั้งสองข้างอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นธงชาติสหรัฐอเมริกาในส่วนลิ้นรองเท้า หรือป้ายแท็กสีแดงพร้อมข้อความว่า “REMOVE BEFORE
จบลงไปแล้วสำหรับงานประกาศผลรางวัล Golden Globes Awards 2019 ซึ่งผลที่ออกมาก็อาจถูกใจหลายคนโดยเฉพาะแฟนของวง Queens และภาพยนตร์ Bohemian Rhapsody ที่คว้ารางวัลใหญ่อย่าง Best Motion Picture ไปครอง รวมถึงพระเอกอย่าง Rami Malek ที่คว้ารางวัลในสาขา Best Performance by an Actor in a Motion Picture – Drama มาด้วยเช่นกัน แต่นอกจากฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมที่มีแล้ว Rami Malek ยังถือเป็นผู้ชายที่มีสไตล์การแต่งตัวจัดจ้านอีกคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น ลุค Smart Casual และแนว Formal เพื่อออกงาน นอกจากนี้ตัวเขายังเป็นหนุ่มผิวสองสีที่มาพร้อมกับส่วนสูง 170 เซนติเมตรบวกกับอีกนิดหน่อย ซึ่งเราเชื่อว่ารูปแบบการแต่งตัวของเขาจะสามารถนำมาปรับใช้กับหนุ่มไทยได้เป็นอย่างดี แต่จะมีสไตล์ไหนบ้างมาดูกันเลย Denim Mania เรามักจะเห็น Rami Malek ปรากฏตัวในชุดทางการอยู่บ่อยครั้ง แต่นอกเวลาออกงานเขามักปรากฏตัวในลุค Casual สบาย ๆ พร้อมกับ Denim
สำหรับหนุ่ม ๆ ที่เป็นสาวกของรองเท้าตระกูล Air Max คงจะทราบข่าวกันดีว่า ในปี 2019 นี้ Nike กำลังมีแผนจะ Retro รองเท้าโมเดลสุดเก๋าอย่าง Air Max 2 Light ที่ผลิตครั้งแรกเมื่อ 25 ปีที่แล้วกลับมาปัดฝุ่นพัฒนาอีกครั้ง ซึ่งรองเท้าตัวล่าสุดก็เตรียมวางขายให้เราได้เป็นเจ้าของแล้ว พร้อมกับสีต่าง ๆ ที่คาดว่าจะตามออกมาอีกล็อตใหญ่ Air Max 2 Light ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกในปี 1994 เพื่อต่อยอดความสำเร็จของรองเท้ารุ่นแรกอย่าง Air Max Light ที่ผลิตเมื่อปี 1989 กับดีไซน์เอกลักษณ์ที่มีลวดลายปูดนูนขึ้นมา พร้อมกับก้อน Air ขนาดใหญ่ตรงส่วนด้านหลังของ Midsole คล้ายกับใน Air Max 95 ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเพราะรูปทรงแบบ Chucky ที่มีน้ำหนักเบาของมันต้องทำให้หลายคนได้กระเป๋าสั่นแน่นอน หลังจากผ่านไป 25 ปีในที่สุด Nike ก็ได้นำมันกลับมาอีกครั้งกับคู่แรกของ Air Max 2 Light
adidas Originals เปิดตัวสนีกเกอร์ใหม่ Nite Jogger โดดเด่นด้วยแถบสะท้อนแสง กับดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ ที่ผสานความคลาสสิกกับความโมเดิร์นได้อย่างลงตัว ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการหยิบยกเทคโนโลยี hi-vis มาประยุกต์ใช้ ทำให้ Nite Jogger เป็นสนีกเกอร์สุดล้ำสำหรับเหล่าครีเอเตอร์ผู้หลงใหลในยามค่ำคืน การออกแบบที่โดดเด่นเหนือใครของ Nite Jogger ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการสะท้อนแสง ส่องสว่างในที่มืด จะกลายเป็นปรากกฎการณ์ใหม่สำหรับสายสตรีท ด้วยการพัฒนาสนีกเกอร์ผสานเข้ากับเทคโนโลยี hi-vis ที่จะเสริมให้สนีกเกอร์เรืองแสงได้ในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะเป็นที่เชือกรองเท้า สามแถบเอกลักษณ์ฉบับอาดิดาส แถบด้านหลัง รวมถึงลวดลายไฮไลต์ นับเป็นการนำเทคโนโลยีรวมเข้ากับการออกแบบที่ล้ำสมัย เพื่อเหล่าบรรดาครีเอเตอร์ ผู้กล้าที่จะเดินตามทางของตนเอง ส่วน Upper เป็นไนลอนน้ำหนักเบา ผสานกับตาข่ายถักแบบนุ่ม และหนังกลับสีดำสุดเท่ ส่วน sole มาพร้อมพื้น BOOST เต็มผืน เพื่อส่งมอบความสบาย และพร้อมสำหรับการสำรวจในยามค่ำคืน การเผยโฉมของ Nite Jogger ในครั้งนี้ มาพร้อมกับสีส้มโดดเด่นตัดกับ upper สีดำ ในขณะที่บริเวณส้นเท้านั้นมีเอกลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับโมเดลในอดีต นับเป็นการสานต่อรูปแบบของการนำสิ่งต่างๆในอดีตมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆเพื่ออนาคต Nite Jogger เป็นสนีกเกอร์ที่ออกแบบมาเพื่อการแสวงหาความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่หยุดยั้ง
หลังจากร้อนแรงกว่าคู่แข่งค่ายอื่น ๆ มาตลอดสำหรับตลาดรองเท้าของปี 2018 มาในปีนี้ดูเหมือน NIKE จะยังไม่ยอมหนำใจ กลับมารักษาตำแหน่งผู้นำและความยิ่งใหญ่อีกครั้ง ด้วยการประเดิมต้นปีกับคอลเลกชันรองเท้า ที่เตรียมถูกปล่อยออกมาต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ซึ่งบอกเลยว่า ต้องมีสักคู่ที่ถูกใจหลายคนแน่นอน เพราะพี่แกเล่นขนมาหมดเกือบครบทุกโมเดลยอดนิยม เรียกว่าเอาใจตลาด Asia และคนเชื้อสายจีนกันอย่างชัดเจน ก่อนหน้านี้ไม่นานค่าย Swoosh ทำการเรียกน้ำย่อยจากสาวกด้วย Chinese New Year Collection คู่แรกอย่าง Air Vapormax 2019 ก่อนที่จะเปิดตัวภาพชุดเต็มของคอลเลกชันดังกล่าว ที่เรียกเสียงฮือฮาจากกลุ่มลูกค้าผู้จงรักภักดีต่อแบรนด์ได้อย่างแน่นอน ด้วยการขนโมเดลยอดนิยมมาถึง 12 คู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Zoom Pegasus, Air Max 98, Air Force 1 , Air Max 270, Air Vapormax, Blazer Low รวมถึงโมเดลสุดไฮป์จากในค่ายกรุ๊ปเดียวกันอย่าง Converse Chuck Taylor และ Air Jordan 12,
เดินทางเข้าสู่ปีใหม่ ศักราชใหม่ ก็ถึงเวลาที่ผู้ชายอย่างเราต้องตั้งเป้าหมายให้ชีวิตกลับมาฮึดสู้ใหม่อีกครั้ง ไม่เพียงแค่เรื่องงานแต่รวมไปถึงเรื่องการแต่งตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งคงถึงเวลาแล้วสำหรับการปลดเกษียณกางเกงตัวโปรดที่เคยใส่มาหลายปีสักที แล้วแทนที่ด้วยตัวใหม่ที่จะพาเราลุยปีใหม่อย่างมั่นใจมากขึ้น แต่กางเกงแบบไหนที่หนุ่มไทยอย่างเราควรมีไว้ใช้งานบ้าง วันนี้ไปทำความรู้จักกางเกงทั้ง 6 ชนิดที่เราอยากแนะนำให้คุณมีเก็บไว้ในตู้เสื้อผ้า รับรองว่าทุกตัวจะสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มันส์ ๆ รวมไปถึงช่วยทำให้ทุกท่านแต่งตัวได้มั่นใจมากขึ้นในทุกโอกาสอย่างแน่นอน Jeans เริ่มต้นด้วยไอเทมยอดนิยมตลอดกาลของลุค Casual ที่มาพร้อมกับความทนทานและฟังก์ชันการใช้งานอันหลากหลาย ที่ไม่ว่าจะหยิบจับไปแมทซ์กับเครื่องแต่งกายชิ้นไหนก็ออกมาดูดีแบบสบาย ๆ ได้เสมอ เลือกกางเกงยีนส์ตัวเก่งในรูปทรงที่คุณต้องการไม่ว่าจะเป็น Slim fit, Regular แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญคือความพอดีตรงต้นขา หัวเข่าและปลายขากางเกงที่พอดีกับตัวของเรา ซึ่งจะช่วยทำให้การสวมใส่สมบูรณ์แบบมากขึ้น How to: จับคู่กางเกงยีนส์เข้ากับเสื้อยืด, เสื้อเชิ้ตหรือจะเพิ่มเลเยอร์และสีสันด้วยแจ็กเกตตัวโปรด แต่อย่าลืมให้ความสำคัญกับรองเท้า เพราะยีนส์สามารถเข้ากันได้ดีกับรองเท้าผ้าใบสีขาว หรือจะเลือกเติมเข้มด้วย Chukka Boots และ Chelsea Boots ก็ดูดีไม่แพ้กัน Chinos ด้วยความเป็นกางเกงเนื้อฝ้ายที่นุ่มสบายทำให้กางเกงชิโน่ ยังคงได้รับความนิยมเสมอในหมู่หนุ่ม ๆ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบแต่งตัวในสไตล์ Minimal หรือ Muji รวมไปถึงคนที่ต้องการลุคดูเป็นทางการมากยิ่งขึ้น แต่ยังไม่หลุดจากกรอบ Casual จนเกินไป ควรเลือกกางเกงชิโน่เนื้อผ้าดี ๆ
ใครว่างานสตรีตจะดีแต่หาเงินจากกระเป๋าผู้ชายอย่างเราไปวัน ๆ เพราะแคมเปญการกุศลดี ๆ ก็มีให้เห็นออกมาเป็นระยะเหมือนกัน ล่าสุดกับแบรนด์สุดเก๋าจากแคลิฟอร์เนีย Stussy ได้ร่วมมือกับ Tamara Grunberg ดีไซน์เนอร์ผู้เคยฝากผลงานเอาไว้กับรองเท้า Custom อย่าง Stussciaga Double S โดยแคมเปญดังกล่าวเกิดขึ้นจากแนวความคิดที่ต้องการระดมเงินช่วยเหลือเด็กไร้บ้านในประเทศแคนาดา เนื่องจาก Tamara Grunberg หัวเรือหลักของแคมเปญทำงานและอาศัยอยู่ในเมือง Gastown รัฐ Vancouver ซึ่งมีคนไร้บ้านเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงเด็ก ๆ ที่ต้องใช้ชีวิตวนเวียนกับยาเสพติดเพื่อหาเงินมาประทังชีวิต ซึ่งตัวเธอมองว่ามันไม่ยุติธรรมเลยที่ตัวเองทำงานอยู่ในร้านที่ขายเสื้อยืดในราคา 60 เหรียญ แต่ขณะเดียวก็มีคนไร้บ้านที่ต้องเอาตัวรอดกับสภาพความเป็นอยู่ที่โหดร้ายของโลกภายนอก รวมถึงต้องต่อสู้แย่งชิงหรือทิ้งอนาคตเพียงเพื่อเงินเพียงไม่กี่เหรียญเท่านั้น แรงบันดาลใจดังกล่าวทำให้เกิดคอลเลกชันที่มีชื่อว่า RE-work ประกอบด้วยเครื่องแต่งกายสุดไฮป์ 5 ชิ้นซึ่งจะกลายเป็นของรางวัลสำหรับคนที่มาร่วมบริจาคเงินสบทบเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ประกอบไปด้วย Faux fur vest, Body-Cross Bag, Ski mask, Coy Fish Shirt และ Waterproof Vest ซึ่งทุกชิ้นเป็นงาน Custom จากของที่บริจาคโดย
ส่งสัญญาณให้หนุ่มสายสตรีทไว้ตั้งแต่ปลายปีสำหรับงาน Collaboration ชุดล่าสุดจากสองแบรนด์สตรีตสัญชาติญี่ปุ่นทั้ง BAPE และ NEIGHBORHOOD ที่ร่วมมือกันปล่อยคอลเลกชันให้เราเตรียมเสียเงินตั้งแต่ต้นปี แต่นอกจากจะมีเครื่องแต่งกายและของสะสมรวมเอาไว้มากมายแล้ว ยังมีรองเท้าคู่พิเศษจาก Adidas Original เพิ่มมาเอาใจคอรองเท้าอีกด้วย คอลเลกชัน BAPE x NEIGHBORHOOD ถูกสร้างขึ้นเพื่อฉลองวาระครบรอบ 10 ปีของ HOODS Hongkong รีเทลสายสตรีทซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายของ NEIGHBORHOOD ในฮ่องกงและประเทศจีน แถมยังเลือกใช้แร็ปเปอร์อย่าง Rea Sremmurd มาเป็นแบบให้อีกด้วย และตอนนี้ Full-Look ของไอเทมทุกชิ้นก็ถูกปล่อยออกมาครบแล้วไม่ว่าจะเป็น T-Shirt, Crewnecks, Jacket, Sweatpant, Shark Hoodie และ Denim Jacket โดยเฉพาะสองชิ้นหลังที่ถูก Shinsuke Takizawa หัวเรือใหญ่แห่งอาณาจักร NBHD เนรมิตให้ออกมาในรูปแบบสีทูโทนซึ่งแปลกตาแต่น่าสนใจมากทีเดียว โดยแต่ละชิ้นจะถูกใจชาวสตรีทในบ้านเราแค่ไหนไปชมกันได้เลย นอกจากเสื้อผ้าแล้ว บรรดาเครื่องประดับและของสะสมทั้งหลายก็น่าครอบครองไม่แพ้กัน เพราะมีตั้งแต่เข็มกลัดและกระถางธูปสุดครีเอทที่สร้างขึ้นมาเป็นผู้ชายใส่ Shark Hoodie แบบเต็มใบ โดยแขนด้านซ้ายจะสกรีนว่า BAPE ส่วนด้านขวาจะเป็น NBHD
วงการแฟชั่นเป็นวงการที่มีการฟ้องกันไปมาไม่น้อยกว่าวงการไหนในโลก ถ้าสังเกตดี ๆ เราจะเห็นลวดลายการดีไซน์ที่คล้ายกันมากในแต่ละแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าผ้าใบ กระเป๋า และเสื้อผ้า ด้วยกระแสเสื้อวงที่กำลังฮิตไปทั่วโลก ทำให้บรรดา Fast Fashion Brand ต่างรีบหยิบยืมลายกราฟฟิคหรือ Iconic ต่าง ๆ จากวงดนตรีชื่อดังมาดัดแปลงกันเต็มไปหมด ซึ่งบางครั้งการก็รอดตัวไป แต่บางทีถ้าทำโฉ่งฉ่างเกินไปก็อาจโดนฟ้องได้ เช่นเดียวกับกรณีล่าสุดที่ Nirvana เป็นฝ่ายยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายกับ Marc Jacobs แบรนด์แฟชั่นหรูที่นำโลโก้หน้ายิ้มของวงไปใช้แบบเต็ม ๆ แฟนเพลงของ Nirvana ต้องคุ้นตากับลวดลาย Smiley Face สีเหลืองกันดี ซึ่งกราฟฟิคที่ว่าไม่ใช่แค่ลวดลายธรรมดา แต่ถือเป็น Logo ที่ออกแบบโดย Kurt Cobain และ Nirvana ได้ทำการจดลิขสิทธิ์ไว้ตั้งแต่ปี 1992 แต่ทาง Marc Jacobs กลับนำไปใช้ใน ‘Bootleg Grunge T-Shirt’ collection ล่าสุดที่ได้แรงบันดาลใจจากดนตรี Grunge ซึ่งดูจากเจตนาก็ชัดเจนว่า Marc Jacobs


