ถ้าพูดถึงรถสปอร์ตจากนิสสันหนุ่ม ๆ หลายคนคงนึกภาพของ Nissan Skyline หรือ GT-R เป็นภาพตัวแทนความแรงของแบรนด์รถยนต์จากแดนอาทิตย์อุทัยแบรนด์นี้ แต่จริง ๆ แล้ว อีกหลายคนคงรู้ว่านิสสันยังมีรถยนต์สายพันธุ์สปอร์ตอีกหนึ่งตระกูลที่เป็นตำนานไม่แพ้ Godzilla นั่นก็คือรถตระกูล Z-Cars และคอลัมน์ THE ICONIC CARS ครั้งนี้จะมาพูดถึงต้นแบบของ Z-Cars ด้วยชื่อแสนอ่อนหวานผิดวิสัยรถสปอร์ตดุดัน จนเคยโดนสบประมาทว่าเป็นชี่อที่ไม่ดีพอสำหรับใช้ทำตลาดในสหรัฐอเมริกา ชื่อของรถยนต์คันนั้นคือ Nissan Fairlady Z กำเนิด Fairlady Z ต้นกำเนิดของ Nissan Fairlady Z เกิดขึ้นในปี 1969 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลงได้ไม่นาน ตลาดรถยนต์ในยุคนั้นคือช่วงแห่งการแข่งขันและขยายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ไปสู่ทวีปต่าง ๆ และนิสสันในเวลานั้นอยู่ภายใต้การนำทีมของประธาน Yutaka Katayama หรือ Mr.K ผู้รู้ดีถึงความสำคัญของรถสปอร์ตโดยเฉพาะถ้าพวกเขาต้องการตีตลาดรถยนต์ในสหรัฐอเมริกา โดยเน้นในเรื่องของการทำราคาที่อยู่ในระดับซึ่งจับต้องได้ควบคู่กันไป ซึ่งประจวบเหมาะกับที่นิสสันกำลังลุยสร้าง Prototype สายพันธุ์สปอร์ตขึ้นมาจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น Prince Skyline ที่ต่อมาถูกพัฒนาและเปลี่ยนชื่อเป็น Nissan
ปัจจุบันผู้ชายอย่างเราต่างสนใจรถยนต์เซกเมนต์เอสยูวี หรือ Sport Utility Vehicle เพราะเป็นหนึ่งในเซกเมนต์ที่ตอบโจทย์การใช้งานหลากหลาย โดดเด่นเรื่องสมรรถนะ ความปลอดภัยรวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับตัวรถ ค่ายรถยนต์เอ็มจี (MG) เข้าใจความต้องการของผู้ใช้รถเป็นอย่างดี ปีที่ผ่านมาพวกเขาเปิดตัวและวางขายรถยนต์เอสยูวี 2 รุ่นล่าสุดคือ NEW MG HS และเอสยูวีพลังไฟฟ้า 100 % NEW MG ZS EV ออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของคนที่กำลังมองหารถยนต์เอสยูวีที่ขับขี่อย่างปลอดภัยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยียานยนต์ รถยนต์ 2 รุ่นทั้ง NEW MG HS และ NEW MG ZS EV ได้รับคะแนนด้านความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาวจากการทดสอบการชนโดยสถาบันทดสอบความปลอดภัยรถยนต์ของยุโรป หรือ Euro NCAP* มาทำความรู้จักกับเอสยูวีทั้ง 2 คันให้ดีขึ้นไปพร้อมกัน เริ่มที่ NEW MG ZS EV เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100 % มาพร้อมพลังการขับขี่ทรงพลังด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet
การแข่งขันในตลาดกล้องแอ็กชันที่ว่าดุเดือด ยังต้องหลบให้กับความเข้มข้นของตลาดกล้องคอมแพกต์ที่แต่ละค่ายต่างงัดตัวเด็ดมาเฉือดเฉือนกันแบบไม่มีใครยอมใคร แล้วแบรนด์กล้องจากแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง Fujifilm ก็เป็นหนึ่งในนั้น ล่าสุด Fujifilm เขย่าบัลลังก์กล้องคอมแพกต์ให้สั่นสะเทือน ด้วยการเปิดตัว ‘Fujifilm X100V’ คอมแพกต์พรีเมียมจากซีรีส์ X100 ในตำนาน มาพร้อมงานดีไซน์คลาสสิกแบบกล้องฟิล์มและช่องมองภาพไฮบริดที่ทำให้รุ่นนี้น่าจับตามองกว่ากล้องรุ่นอื่น ๆ Fujifilm X100V ตัวนี้มีเซนเซอร์ X-Trans CMOS IV ความละเอียด 26 ล้านพิกเซล และมีช่วง ISO อยู่ที่ 160-12800 ใช้ระบบประมวลผลทรงพลัง X-Processor 4 จับคู่กับเลนส์ 23 mm. f/2.0 ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ช่วยให้ถ่ายภาพและวิดีโอด้วยความละเอียดสูงขึ้น ความผิดเพี้ยนต่ำ และมีประสิทธิภาพการโฟกัสที่ดีกว่าเดิม นอกจากจะใช้อัลกอริทึมช่วยตรวจจับ AF ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำในระดับความสว่างต่ำสุด Fujifilm X100V ยังถ่ายภาพต่อเนื่องด้วย Electronic Shutter ได้ 20 เฟรมต่อวินาที หรือถ่ายด้วย Mechanic Shutter ที่
มีไม่กี่เรื่องที่ผู้ชายเราทำไม่ค่อยได้หรือถ้าทำได้อาจจะทำไม่ค่อยดี เรื่องหนึ่งคือการรีดผ้าให้เรียบ กับอีกเรื่องคือการฟอกอากาศกรุงเทพฯ ตอนนี้ให้ใสสะอาด แต่มันก็ดันมีนักประดิษฐ์หัวใสจับ 2 อย่างนี้มารวมร่างกันได้อย่างลงตัว นวัตกรรมชิ้นนี้เป็นผลงานการออกแบบของ Jiheon Son นักออกแบบชาวเกาหลีประดิษฐ์ผลงานชื่อ “Steam Manager” เครื่องมหัศจรรย์ที่มีฟังก์ชัน 2 in 1 ที่เราต้องการ ได้แก่ การฟอกอากาศก็ดี รีดผ้าเรียบรวมทั้งสามารถกำจัดกลิ่นอับชื้นหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ด้วยการใช้ระบบไอน้ำในเครื่องเดียวกัน ลองดูบอร์ดก่อนจะกลั่นไอเดียมาได้จะเห็น Ref เจ๋ง ๆ ที่ผู้ชายเราชอบหลายชิ้น ทั้งเคส Mac เครื่องฟอกอากาศทรงสูง ฯลฯ จริง ๆ ก่อนหน้านี้เราเคยนำเสนอ LG styler 2019 มาก่อน เราว่ามันก็มีเค้าความคล้ายคลึงอยู่บ้าง แต่พอมีเรื่องประโยชน์ของการฟอกอากาศที่ตอบโจทย์เหมาะกับชาวไทยเหลือเกิน คงต้องยกให้ Steamer Manager ได้ตำแหน่งที่ 1 ในใจก่อน ด้วยไซซ์ที่กะทัดรัด วางได้ในแนวตั้งตอบโจทย์การวางในบ้านที่มีพื้นที่พักอาศัยจำกัดอย่างคอนโดหรือหอพักได้ดี ช่วยให้เราจัดการการรูปแบบการใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น อย่างน้อย ๆ ก็มั่นใจว่าต้องดีกว่ากางโต๊ะรีดผ้าเสียบเตารีดแน่นอน ประกอบกับวิธีการทำงานที่ใช้ได้ไม่ยากแค่ดึงส่วนด้านบนขึ้น เครื่องจะยืดตัวขึ้นมาให้เราพร้อมแขวนเสื้อหรือกางเกงที่ต้องการรีดไว้ด้านใน (มีไม้แขวนติดกับเครื่อง) แล้วเราแค่กดปุ่มให้เครื่องทำงานมันก็จะรีดผ้า
Lotus Cars Limited ค่ายรถสัญชาติอังกฤษเปิดตัวรุ่นใหม่ของ Lotus Evora สายพันธุ์แรงไซซ์เล็กของค่ายที่มาพร้อมงานดีไซน์ใหม่บางจุดและน้ำหนักเบากว่าเดิม Evora คือรถสปอร์ตที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2008 ก่อนจะถูกพัฒนาและเริ่มผลิตครั้งแรกในปี 2009 ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมามีรุ่นรถย่อยออกจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Evora S, Evora 400 และ Evora GT จนกระทั่งในปี 2018 โลตัสได้ปล่อย Evora GT410 Sport ลงสู่ตลาด ซึ่งมันได้เสียงตอบรับที่ดีในเรื่องความเร็วและความคล่องตัว แม้ยอดขายจะไม่ได้สูงมากเนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังมองว่ามันไม่เหมาะสมกับการใช้งานประจำวัน เรื่องนี้เป็นเหตุผลทำให้โลตัสต้องการปรับปรุงโมเดล Evora ให้เหมาะกับการขับขี่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ด้วยการเพิ่มความหรูหราและเทคโนโลยีสนับสนุนการขับขี่เข้าไปจนออกมาเป็น Evora GT410 คันนี้ ดีไซน์ภายนอกของ Evora GT410 ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ส่วนใหญ่ที่เคยใช้ใน Evora GT410 Sport ยกเว้นแต่ส่วนกระจกด้านหลังของ Evora GT 410 ที่ใช้เป็นวัสดุกระจกมากขึ้น รวมถึงสปอยเลอร์ดีไซน์ใหม่ ทางด้านยางมาตรฐานติดรถจะเป็น Michelin Pilot
เมื่อโลกเริ่มเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ ก็พัฒนาไปตามระดับความชาญฉลาดของมนุษย์ แม้ในอดีตใครหลายคนจะคิดว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องไกลตัว และคงไม่จำเป็นต้องเรียนรู้หรือปรับตัวให้ตามเท่าทัน แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัจจุบัน ‘เทคโนโลยี’ ที่นำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาพัฒนาต่อยอด เริ่มแทรกตัวเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรา และการใช้งานเทคโนโลยีก็กลายเป็นอีกกิจวัตรของผู้ชายหลายคนไปเสียแล้ว นั่นแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีไม่เคยเป็นเรื่องไกลตัว แถมเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับชีวิตเราจนไม่อาจเลี่ยงได้ วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากนำไฮไลต์ของงานเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง ‘CES 2020’ มาฝากหนุ่ม ๆ ทุกคน งาน CES (Consumer Electronics Show) หรือ CES 2020 เป็นงานจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ที่เพิ่งจัดไปเมื่อวันที่ 7-10 มกราคม 2020 ณ เมืองเนวาดาของรัฐลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งปีนี้นับเป็นปีที่ 53 ตั้งแต่จัดงาน CES ครั้งแรกเมื่อปี 1957 ในงาน CES 2020 มีบริษัทชั้นนำระดับโลกกว่า 4,500 บริษัท นำเทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยที่พวกเขาพัฒนามาจัดแสดงให้ปรากฏต่อทุกสายตาของคนทั่วโลก เพื่อบอกถึงทิศทางของเทคโนโลยีที่กำลังจะเปลี่ยนโลกและเปลี่ยนอนาคตของคุณให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป https://www.youtube.com/watch?v=c7N5UDZX7TQ Samsung Ballie
หากพูดถึงรถยนต์รุ่น DeLorean DMC-12 บางคนอาจไม่เคยรู้จัก แต่หลายคนคงรู้ว่านี่คือรถในตำนานที่เท่เหนือกาลเวลา โดยรถระดับตำนานรุ่นนี้ปรากฏตัวครั้งแรกในยุค 80’s ก่อนที่กาลเวลาจะทำให้มันกลายเป็นของหายากที่หนุ่ม ๆ ทั่วโลกอยากครอบครอง ตอนนี้มีข่าวว่า DMC-12 เตรียมกลับมาอีกครั้งในปี 2021 ดังนั้นก่อนที่ DeLorean DMC-12 จะกลับมาโลดแล่นบนท้องถนนอีกครั้ง THE ICONIC CARS อยากพาทุกคนไปทำความรู้จัก Timeless Car คันนี้ไปพร้อมกัน DMC-12 DMC-12 เป็นรถยนต์ที่ผลิตโดย DeLorean Motor Company ค่ายรถเมืองลุงแซมที่ John DeLorean เป็นผู้ก่อตั้ง โดย Prototype คันแรกของ DMC-12 ผลิตขึ้นในปี 1976 เป็นงานออกแบบของ Giorgetto Giugiaro นักออกแบบผู้ก่อตั้ง Italdesign สำนักออกแบบรถชื่อดังจากอิตาลี ก่อนต่อยอดพัฒนา Prototype จนกระทั่งปี 1981 DeLorean DMC-12 คันแรกก็ถูกส่งออกสู่ตลาด DeLorean
สำหรับ Car Guys หรือคนที่ชื่นชอบรถยนต์ เราเชื่อว่ารถยนต์ทุกคันล้วนมีเสน่ห์ มีความสวยงาม และเกิดมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของใครบางคนเสมอ วินาทีที่เราได้ยินราคาเปิดตัว 2,490,000 บาท ของ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic (CBU) ในสมองก็เกิดการประมวลผลเปรียบเทียบกับรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ที่มีราคาใกล้เคียงกันทันที ไม่ว่าจะเป็น segment ที่ใหญ่กว่าอย่าง C 220d Avantgarde ตัวเริ่มต้น หรือที่ใกล้เคียงกันอย่าง GLA ที่มีพื้นที่เยอะกว่าค่อนข้างมาก หรือ CLA ที่ได้ความหล่ออารมณ์คูเป้ และอีกมากมายจากหลายแบรนด์ ว่า A-class คันนี้จะมีจุดเด่นอะไรให้หลายคนตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของ และทันทีที่เราได้ครอบครองมัน ประสบการณ์ที่ได้สัมผัส A 200 AMG Dynamic มา ก็พบว่ามีจุดเด่นที่น่าประทับใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสดใหม่ หน้าตาภายนอกและภายในที่ออกแบบได้อย่างโดดเด่น หรูหรา สปอร์ต เทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า และได้รถยนต์นำเข้าทั้งคันไปขับก่อนใคร ซึ่งทั้งหมดเป็นเพียงเหตุผลบางส่วน แต่ก็มากพอที่จะทำให้ใครหลายคนตัดสินใจครอบครองรถคันนี้ได้ไม่ยาก Mercedes-Benz A-class
ถ้าพูดถึงเรื่องรถยนต์หนุ่ม ๆ ในเมืองไทยคงคุ้นเคยดีกับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นจำนวนมากที่ได้รับความนิยมในบ้านเรามาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 1990 ช่วงเวลาที่มีรถญี่ปุ่นสร้างความยิ่งใหญ่ให้ทั่วโลกรู้จักกับคำว่า JDM Cars JDM ย่อมาจาก Japanese Domestic Market หมายถึงรถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่ผลิตขึ้นมาตามกฎหมายหรือสอดคล้องกับระเบียบรถยนต์และถนนในญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ารถญี่ปุ่นจะถูกยกให้เป็น JDM เพราะรถยนต์ญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่ออกแบบเพื่อส่งขายต่างประเทศโดยเฉพาะ เพราะกฎหมายและระเบียบควบคุมเกี่ยวกับรถยนต์ของแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไป รถหรือชิ้นส่วน JDM ถูกผลิตขึ้นมาภายใต้กฎข้อบังคับที่เข้มงวดซึ่งจะต้องผ่านการทดสอบที่เรียกว่า Shaken (車検) ทำให้รถที่ใช้ภายในประเทศและรถสำหรับส่งออกมีจุดที่แตกต่างกัน บางคนบอกว่าคุณภาพสูงกว่า บ้างก็บอกว่าความสวยงามและความแรงโดยรวมเหนือกว่า ที่แน่ ๆ คือรถเหล่านี้สามารถปรับจูนให้แรงขึ้นด้วยงบประมาณไม่สูงเกินไป คนรักความเร็วทั่วโลกรวมถึงในไทยเองจึงชื่นชอบรถยนต์ JDM ไม่ว่าจะสั่งซื้อเข้ามาทั้งคัน เปลี่ยนอะไหล่หรือทำรถแบบลูกผสมก็แล้วแต่ความชอบและงบประมาณ ยุค 90’s ยังถือเป็นช่วงเวลาที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเปิดตัวและพัฒนารถยนต์ออกมาจำนวนมาก หลายคันกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งยุคสมัยของค่ายโดยปริยาย กลายเป็นยุคสมัยที่นักเลงรถทั่วโลกอยากจะลองของแรงจากแดนอาทิตอุทัยสักครั้งในชีวิต เมื่อบวกกับอายุการใช้งานรถของคนญี่ปุ่นที่ค่อนข้างต่ำและไม่นิยมมีในครอบครองจำนวนมากเกินไป เพราะภาษีและค่าตรวจสภาพรถในญี่ปุ่นมีราคาค่อนข้างสูง ทำให้มีรถมือ 2 สภาพดีและอะไหล่ JDM จำนวนมากถูกส่งออกไปทั่วทุกมุมโลก แต่ JDM CAR คันไหนถือเป็นที่สุดแห่งยุค 90’s มาย้อนชมโลกรถยนต์ไอคอนิกแห่งยุคสมัยไปพร้อมกัน MAZDA RX-7 เริ่มกันที่ตัวแรงจาก
ขณะที่จีนก็กำลังกักกันเชื้อโรคอย่างต่อเนื่อง แบรนด์ดังในรอบปีอย่าง Xiaomi เองก็ไม่พลาดโอกาสนี้ ตีเหล็กตอนกำลังร้อน ส่งนวัตกรรมตัวใหม่ FIVE Smart Disinfection and Sterilization Lamp ที่ไม่ได้บอกว่าจะฆ่าโคโรน่าได้ แต่ที่แน่ ๆ เขายืนยันว่าฆ่าเชื้อโรคชนิดไหนก็ตามที่แพ้แสง UVC ยังไงก็ตายเรียบแน่นอน ใครที่ตามข่าวโคมไฟชนิดนี้อาจจะได้ยินชื่อ Xiaomi Youpin และสงสัยว่ามันอันเดียวกับ Xiaomi ไหม คำตอบคือแบรนด์เดียวกันแต่ทำหน้าที่ต่างกัน เพราะ Youpin จะแยกไว้สำหรับรองรับโครงการระดมทุนเพื่อสร้างนวัตกรรมโดยเฉพาะ ก็เรียกได้ว่าคล้าย ๆ Kickstarter แต่ว่าเป็นระบบของจีน ปล่อยโปรเจกต์โคมไฟฆ่าเชื้อโรคในร่มออกมา ขนาดกะทัดรัด 245 x 120 x 120 มม. มีขนาดเบาเพราะทำจากพลาสติกและโลหะ (ช่วงแกนกลาง) สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ในพื้นที่ระหว่าง 20-30 ตารางเมตร หลักการทำงานของมันคือการใช้คลื่นของรังสีอัลตราไวโอเลตที่ใช้ทางการแพทย์หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของแสงอาทิตย์มาใช้เพื่อฆ่าเชื้อโรค เรียกง่าย ๆ ว่า จับแสงอาทิตย์มาใส่โคมไฟในร่มแล้วเปิดฆ่าเชื้อโรค ในบ้านโดยสามารถสั่งและควบคุมผ่านแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Mijia ได้ทันที https://www.youtube.com/watch?v=6gHRqXTry-Y อธิบายให้เห็นภาพชัดมากขึ้นว่าเจ้าโคมไฟที่แสงเหมือนโคมไฟที่ช็อตยุงที่เราเคยใช้ตอนเด็ก


