คุณมองคนที่มีรอยสักเป็นอย่างไร ? มองว่าเป็นคนไม่ดี มองว่าเป็นเรื่องความชอบส่วนตัวของเขา หรือมองว่าเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง บางคนอาจรู้สึกโอเคกับรอยสักขนาดเล็กสไตล์มินิมัล แล้วถ้ารอยสักขนาดใหญ่พาดเต็มแขนทั้งสองข้าง คุณจะมองว่ามันคือสัญลักษณ์ของอาชญากรหรือมองเป็นศิลปะญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยเอกลักษณ์มากกว่ากัน ? UNLOCKMEN จะพาไปดูมุมมองเรื่องรอยสักของชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาติ ว่าพวกเขามีความคิดเห็นที่เหมือนหรือแตกต่างเรื่องการวาดลวดลายบนเรือนร่าง ว่ามันสวยงามหรือว่ามันคือสัญลักษณ์ของพวกอาชญากรกันแน่ ? รอยสักญี่ปุ่นว่าด้วยคนญี่ปุ่น ประวัติศาสตร์รอยสักแห่งเกาะญี่ปุ่น เกิดขึ้นเมื่อค้นพบตุ๊กตาอายุราว 2,300 ปี ในหลุมศพของโชกุน การค้นพบครั้งนี้ทำให้นักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นต่างตั้งสมมุติฐานว่ารอยบนใบหน้าของตุ๊กตามีความหมายว่าอย่างไร บ้างก็ว่าเป็นเครื่องหมายแสดงความกล้าหาญ บ้างก็ว่าเป็นการบอกยศ และมีคนเชื่อว่ารอยสักคือเครื่องหมายไว้ประจานพวกนักโทษ สังคมญี่ปุ่นสมัยโชกุนจะแยกคนที่มีรอยสักกับไม่มีรอยสักออกจากกัน คนไม่มีรอยสักก็คือประชาชนธรรมดา บ้างก็เป็นพ่อค้าแม่ค้า มนุษย์เงินเดือน เจ้าหน้าที่ข้าราชการ ส่วนคนที่มีรอยสักมักเป็นโรนิน โสเภณีธรรมดาที่ไม่ใช่สาวงามแบบโอยรัน นักโทษ เด็กเกเร และคนที่ไม่ยอมอยู่ในครรลองคลองธรรมอันดีงามที่สังคมกำหนดไว้ หลังจากระบบการปกครองของญี่ปุ่นถูกรื้อใหม่หมด ช่วงปี ค.ศ. 1750 ญี่ปุ่นยกเลิกการปิดประเทศอย่างถาวร ปฏิรูปสังคมและชนชั้น ซามูไรถูกลดอำนาจ มีบันทึกระบุว่าชายหนุ่มจำนวนมากนิยมสักกันมากขึ้น ร้านสักกลายเป็นสถานที่ที่ใคร ๆ ก็สามารถเดินเข้าไปได้ แถมยังขยันออกลวดลายเท่ ๆ มาแข่งกันเพื่อเรียกลูกค้าอีกต่างหาก ผู้คนเริ่มมีมุมมองเกี่ยวกับคนมีรอยสักเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ทุกอย่างก็ต้องจบลงอีกครั้งเมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นประกาศว่า ‘หากประชาชนคนใดนิยมรอยสักจะต้องรับโทษ’ หรือกฎปี 2001 ระบุว่า
นอกจากจอมปาด จอมแทรก, หลอดไฟจ้าแยงตาสว่างไกลยันชาติหน้า, ขับช้าแช่ขวาไม่สนสี่สนแปดใด ๆ อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถจุดชนวนอารมณ์ สร้างอาการหัวร้อนขณะใช้รถใช้ถนนได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ คงหนีไม่พ้นเหล่าพลขับที่ไม่ยอมขยับก้านไฟเลี้ยว จะออกซ้าย ย้ายไปขวา หรือนึกจะเปลี่ยนเลน หักเลี้ยวเข้าซอยใด ๆ พี่แกก็แถเข้าไปดื้อ ๆ ยัดเยียดความเสี่ยงให้กับเพื่อนร่วมท้องถนนโดยไม่ถงไม่ถามสุขภาพกันสักคำ สำหรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ขั้นเบาะ ๆ ก็แค่ใจหายใจคว่ำ หนักหน่อยก็ถึงขนาดชนโครมเข้าไป ทำให้เสียเวลา เสียทรัพย์ อาจลุกลามถึงขั้นเสียชีวิต หรือเลวร้ายที่สุดคือเคสต่อเนื่องของอาการตกใจจากรถไร้มารยาทจนต้องหักหลบไปชนเข้ากับผู้ขับขี่ดวงตกรายอื่นที่ขับตาม ๆ กันมา จนเกิดความบรรลัยสร้างความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินเพิ่มเติมเป็นวงกว้าง ในขณะที่รถคันต้นเหตุมารยาททรามยังขับต่อไปได้แบบชิลล์ ๆ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เรื่องคงไม่เกิดแค่พี่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าตอนที่พวกเราออกเสียงสรรเสริญว่า…่องตาย เสียด้วยซ้ำ สุดท้ายก็วนมาที่เรื่องเดิม อย่างที่รู้กันดีว่าไฟเลี้ยวนั้นใช้งานได้ง่ายดายโคตร ๆ แต่ทำไมไม่ค่อยใช้กัน และสิ่งนี้ได้กลายเป็นปริศนาลึกลับดำมืดคาใจหลายคนกับคำถามที่ว่า “จะเปลี่ยนเลน จะเลี้ยวรถแล้วทำไมไม่เปิดไฟเลี้ยวกันวะ?” ซึ่งข้อสงสัยนี้ไม่ได้มีเฉพาะชาวไทยแลนด์แดนสยามเท่านั้น เพราะอีกซีกโลก ประชาชนชาวฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกาก็สงสัยเรื่องความชุ่ยของคนที่ไม่เปิดไฟเลี้ยวเช่นเดียวกัน เรื่องมันเริ่มต้นที่นายแพทย์ John Golia จากเมือง Fort Lauderdale ตอนใต้ของรัฐฟลอริดา
ความโป๊เปลือยอาจเป็นเรื่องอุจาดตาสำหรับใครหลายคน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยมองว่าเรือนร่างของมนุษย์คือความงดงามที่ธรรมชาติสรรสร้าง และพยายามถ่ายทอดความงามผ่านรูปถ่ายในมุมมองใหม่ที่จับทิวทัศน์และความเปลือยมาอยู่เฟรมเดียวกัน *คอนเทนต์นี้อาจมีภาพที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชน การจับวิวมาเจอกับความโป๊เปลือยเกิดขึ้นโดย อแมนด้า เณอเชียน (Amanda Charchian) ช่างภาพสาวชาวจากเมืองลอสแองเจลิสที่ชื่นชอบการตระเวนถ่ายภาพทั่วโลก เธอเคยลุยเข้าไปในป่าลึกของไอซ์แลนด์ เดินทางไปคิวบา อิสราเอล โมร็อกโก คอสตาริก้า และประเทศอื่น ๆ เพื่อถ่ายทิวทัศน์ไกลสุดลูกหูลูกตา หรือเก็บภาพทะเลสาบเงียบสงบ โดยภาพวิวทุกภาพของเธอโดดเด่นไม่เหมือนใคร เพราะจะมีสตรีเปลือยกายอยู่ในภาพถ่ายด้วยเสมอ อแมนด้าพยายามส่งสารเรื่องความรู้สึกของหญิงสาวไปในรูปถ่ายทุกใบ เผยมุมมองที่เต็มไปด้วยความเป็นอิสระ ไม่มีความอ่อนแอให้เห็น แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ความสวยงาม และอำนาจต่อเรือนร่างของตัวเอง สื่อให้ทุกคนได้เห็นว่าไม่ใช่แค่ผู้ชายเสมอไปที่ถ่ายภาพสวย เหตุผลที่เธอพยายามบอกทุกคนว่าไม่ได้มีแค่ผู้ชายที่ถ่ายภาพนู้ดสวย เกิดจากค่านิยมดั้งเดิมของวงการช่างภาพ อาชีพช่างภาพสมัยก่อนมักเป็นผู้ชาย เพราะผู้หญิงต้องเป็นแม่และภรรยาที่ต้องทำงานบ้าน ไม่ถูกยอมรับในฐานะช่างภาพหรืออย่างอื่น เธอจึงอยากบอกว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ผู้หญิงมีโอกาสเข้าถึงอาชีพมากขึ้น ได้ทำงานที่ตัวเองอยากทำ แถมนางแบบที่เธอร่วมงานด้วยก็แสดงความสบายใจและไว้วางใจมากขึ้นเมื่อทราบว่าตากล้องผู้ถ่ายรูปเปลือยเป็นผู้หญิงเหมือนกัน นางแบบในภาพถ่ายมาจากหลากหลายอาชีพแต่พวกเธอล้วนอยู่ในแวดวงศิลปะ บางคนเป็นนักแสดง จิตรกร ช่างภาพแฟชั่น นักเขียน นักออกแบบแฟชั่น ทุกคนล้วนเข้าใจศิลปะและสิ่งที่อแมนด้าพยายามเล่าผ่านรูปถ่าย และอาจเป็นเพราะความเข้าใจร่วมกันระหว่างนางแบบกับช่างภาพที่ทำให้องค์ประกอบโดยรวมของภาพสมบูรณ์แบบ เต็มไปด้วยความนุ่มละมุนของหญิงสาว ความเป็นธรรมชาติของนางแบบที่อยู่ในภาพ การจัดองค์ประกอบภาพทั้งมุม แสง สี รวมกับการเปลือยการของคนในรูปที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติจากหลากหลายพื้นที่ ถือเป็นความงามที่ชวนให้เพลินตาและตระหนักถึงเรื่องราวที่ผู้หญิงพยายามจะสื่อให้ทุกคนได้เข้าใจ เพราะการแสดงความคิดเห็นผ่านสิ่งที่ตัวเองถนัดคือการเล่าเรื่องในแบบที่ไม่เหมือนใคร
ในช่วงการระบาดของ Coronavirus หรือ Covid-19 ที่อานุภาพรุนแรงฝ่าทุกการป้องกันในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเจริญแล้วอย่างราบคาบ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น จีน อังกฤษ สเปน หรือแม้แต่ฝรั่งเศส ซึ่งการระบาดของ Coronavirus นั้นติดง่าย แต่ไม่ร้ายแรงถึงตายทันตาเห็น และแน่นอนว่ายังไม่มียาป้องกัน มีเพียงยารักษาตามอาการและปล่อยให้ร่างกายเป็นฮีโร่สุดท้ายในการต่อสู้กับไวรัส ท่ามกลางความตื่นตระหนก ย่อมมาพร้อมสารพัด Fake News ว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นช่วยป้องกัน Covid-19 ได้ ที่น่าสนใจคือแต่ละประเทศจะมี Fake news แบบนี้ไม่เหมือนกัน สะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตได้ดีพอสมควร แต่ในฝรั่งเศสถือว่าสุดโต่งกว่าใคร เมื่อมีกระแสที่ได้รับการ Viral จนวัยรุ่นเชื่อและนำไปทำตามกันเยอะมาก จนรัฐบาลฝรั่งเศสต้องออกมาประกาศว่า “โคเคน มันป้องกันหรือรักษา Coronavirus ไม่ได้นะคุณ” ต้นตอของกระแสแปลก ๆ นี้เริ่มจากภาพตัดต่อที่ทำให้ดูเหมือนข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อว่าพร้อม headline ว่า “Breaking News: Cocain kills Corona Virus” ถูก post ลงบน Twitter ทันใดนั้นมันก็ถูกแชร์ส่งต่อข้อมูลผิด ๆ ออกไปอย่างรวดเร็ว
เราอาจรับรู้เรื่องราวช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กันบ่อย บางครั้งฟังจากปากของทหารนาซี บางทีดูหนังที่เล่าจากฝั่งของสัมพันธมิตร และสัมผัสความเศร้าผ่านหนังสือของชาวยิวที่อยู่ในค่ายกักกัน UNLOCKMEN ได้พบเจอเรื่องราวอีกบทหนึ่งที่น่าสนใจ เรื่องราวของคนที่ถูกนาซีจับขังคุกด้วยข้อหาแปลก ๆ อย่างการเป็นเกย์ ที่ทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล อัลเบรทช์ เบกเกอร์ (Albrecht Becker) คือชายสูงวัยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเอาชีวิตรอดจากความตายเพื่อมาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในปี 1935 เขามีอาชีพเป็นช่างภาพที่ถูกนาซีสั่งจำคุกด้วยข้อหาเป็นเกย์ เพราะยุคที่เต็มไปด้วยสงคราม ความขัดแย้ง การเหยียดหยาม คนรักเพศกำเนิดเดียวกันไม่ว่าหญิงหรือชายจะถูกเรียกว่า “เกย์” ถ้าคุณเป็นเกย์ช่วงปี 1935 และอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี คุณจะกลายเป็นอาชญากรที่อาจถูกลงโทษถึงตาย แต่เดิมการเป็นเกย์ไม่ได้เป็นปัญหาชีวิตของเขา จนประเทศถูกปกครองด้วยระบอบนาซีและเข้าสู่สงครามก็เริ่มมีข้อบังคับแปลก ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ‘วรรคที่ 175 ระบุว่า การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ชายด้วยกันถือเป็นสิ่งต้องห้าม’ แต่ตราบใดที่เขาไม่ได้ออกไปป่าวประกาศว่าตัวเองเป็นเกย์ก็จะไม่มีใครล่วงรู้รสนิยมของเขา มีความสุขอยู่กับคนรักในเมือง Wurzburg ที่ห่างไกล “นาซีไม่สนใจผม และการเมืองของพวกเขาก็ไม่แลผมเช่นกัน” – Albrecht Becker อย่างไรก็ตาม ชีวิตแสนสงบสุขของอัลเบรทช์กับคนรักต้องสิ้นสุดลงด้วยเวลาอันสั้น ภัยร้ายเริ่มคืบคลานเข้ามาเป็นผลจากเหตุการณ์ในเดือนกรกฎาคมปี 1934 เออร์เนส กึนเทอร์ เริห์ม (Ernst Gunther Roam)
การหยุดวิกฤตสถานการณ์โควิด-19 วันนี้ เรื่องยากไม่ใช่วิธีรักษาแต่เป็นการกักกันการแพร่ระบาดของเชื้อมากกว่า เพราะวันนี้คนที่เป็นพาหะของเชื้ออาจจะไม่แสดงอาการและแพร่ไวรัสสู้คนรอบข้างจนลุกลามได้ หลังจากที่มหาเศรษฐีทั่วโลกพยายามใช้เงินที่มีหยุดวิกฤตนี้ Bill Gates เองก็ไม่นิ่งนอนใจ อัดฉีดเงินไปสู้เหมือนกัน และล่าสุดหนึ่งในโครงการที่เขาจัดตั้งอย่าง Bill and Melinda Gates Foundation ที่ตั้งอยู่ในเมือง Seattle ก็คิดค้นวิธีระงับไฟตั้งแต่ต้นลม โดยประกาศว่าจะปล่อยชุด Home Testing Kits ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสามารถทดสอบได้กว่า 400 การทดสอบต่อวัน หลักการตรวจจะใช้พื้นฐานมาจากวิธี Nose-swab ซึ่งเป็นการทดสอบทางการแพทย์เกี่ยวกับผู้ที่มีปัญหาด้านระบบทางเดินหายใจทั่วไปอยู่แล้ว จากนั้นจะเอาอุปกรณ์ตัวนี้ส่งไปให้กระทรวงสาธารณสุขตรวจอีกครั้งเพื่อให้แจ้งผลกลับภายใน 2 วันว่าคุณมีผลทดสอบเป็น positive หรือเปล่า ถ้าพบเชื้อ เขาจะส่งแบบทดสอบออนไลน์มาให้กรอกอีกครั้งเพื่อระบุว่าก่อนหน้านี้เราเคยมีความเคลื่อนไหวอย่างไร พบปะใครบ้าง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้จะส่งไปให้เจ้าหน้าที่เพื่อให้แจ้งสู่บุคคลเสี่ยงติดเชื้อให้ตรวจสอบและกักกักตัวเองต่อไป Scott Dowell จาก Bill & Melinda Gates Foundation ผู้เป็นแกนนำรับผิดชอบโปรเจกต์โคโรนาไวรัสให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ the Seattle Times ว่า “แม้จะมีอะไรให้ทำอีกมาก แต่สิ่งนี้มีศักยภาพมหาศาลต่อการพลิกสถานการณ์แพร่ระบาดโรค สิ่งหนึ่งที่สำคัญจากมุมเราที่ทำได้ คือการระบุผู้ติดเชื้อเพื่อให้แยกเขาไปดูแลต่ออย่างปลอดภัยและระบุตัวผู้เกี่ยวข้องเพื่อกักกัน ป้องกันการแพร่ระบาด”
การเดินทางทุกประเภทย่อมมีกฎระเบียบ ไม่ว่าจะเป็นการชิดขวาเวลาขึ้นบันไดเลื่อน การเดินตามลูกศรที่ขีดไว้บนสะพานลอย ไฟเขียวไฟแดงตามแยกต่าง ๆ ที่คอยจัดการให้รถยนต์สามารถสัญจรได้เป็นระเบียบ รวมถึงการขนส่งทางท่าอากาศยานที่มีศูนย์ควบคุมการบินคอยรับผิดชอบ คอยควบคุมการจราจรทางอากาศจัดคิวการบินขึ้น-ลงของเครื่องบินให้เป็นไปอย่างราบรื่น และถ้าหอบังคับการบินบอกให้รอ เราก็ต้องรอ จะละเมิดไม่ได้เป็นอันขาด แม้การสัญจรบนน่านฟ้าจะมีหอควบคุมการบินคอยจัดตารางการขึ้นบินและลงจอด แต่บางครั้งก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ เรื่องราวกวน ๆ นี้เกิดขึ้นโดยนักบินหนุ่มชาวเยอรมันจากสายการบิน Lufthansa เที่ยวบิน LH350 บินตรงจากเมือง Frankfurt (FRA) ไปยัง Bremen (BRE) ทราบข่าวจากหอบังคับการบินว่าเครื่องบินของเขายังไม่สามารถลงจอดได้ตามเวลาปกติ ต้องบินวนอยู่กลางอากาศไปก่อน เมื่อทราบข่าวครั้งแรกว่ายังไม่สามารถลงจอดได้ นักบินคิดว่าอาจให้รอประมาณ 10-20 นาที แต่กลายเป็นว่าเขาได้รับแจ้งอีกครั้งว่าการดีเลย์ครั้งนี้อาจกินเวลาเป็นชั่วโมงขอให้บินวนรอไปก่อน สร้างความไม่พอใจให้กับกัปตันเป็นอย่างมากเพราะเขาใช้เวลาบินจาก Frankfurt มา Bremen ด้วยเวลา 45 นาที แต่กลับต้องมารอขออนุญาตลงจอดนานเป็นชั่วโมงโดยไม่สามารถทำอะไรได้เลย เวลาถือเป็นสิ่งมีค่าและการบินวนเฉย ๆ คือความน่าเบื่อที่กัปตันรับไม่ได้ เขาจึงตัดสินใจทำบางสิ่งด้วยการพาลูกเรือและผู้โดยสารเที่ยวบิน LH350 บินเล่นชมวิวรอบเมือง Bremen พร้อมกับโชว์เทคนิคการวาดรูปในสไตล์ของตัวเองไปพลาง ๆ กัปตันชาวเยอรมันขับเครื่องบินเป็นเส้นตรงบ้าง หักหัวเครื่องบินไปทางซ้ายและขวา จนเกิดเป็นผลงานศิลปะที่ใช้เครื่องบินเป็นพู่กัน มีอากาศเป็นผืนผ้าใบ ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่จะเห็นผลงานที่เขาตั้งใจทำขึ้นได้จากจอภาพแสดงทิศทางการบินในหอบังคับการและโปรแกรมตรวจสอบการบินเท่านั้น
ถ้าให้พูดถึงแบรนด์ที่การตลาดไม่ธรรมดาจนทำให้สินค้าที่มีแบรนด์ของตัวเองประทับอยู่ดูดีและติดลมบน ใครหลายคนก็คงนึกถึง Apple แบรนด์เทคโนโลยีผู้ผลิต iPhone, iPad, MacBook ไว้ให้เราซื้อมาใช้ก็ชอบออกกิจกรรมสนุก ๆ คืนกำไรให้กับลูกค้าแถมยังได้โปรโมตเทคโนโลยีของตัวเองไปพร้อมกัน โดยครั้งนี้คืองานประกวดภาพถ่ายโหมดกลางคืน แคมเปญท้าทายเหล่าผู้ใช้ iPhone ซึ่งถูกพูดถึงบนแฮชแท็ก #NightmodeChallenge เชิญชวนช่างภาพมืออาชีพ มือสมัครเล่น ไปจนถึงคนทั่วไปร่วมส่งผลงานประกวดภาพถ่ายโหมดกลางคืนด้วยเงื่อนไขง่าย ๆ เพียงไม่กี่ข้อ เช่น ผู้ส่งภาพเข้าแข่งขันจะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป พนักงานของ Apple จะไม่มีสิทธิเข้าร่วมการแข่งขัน รวมถึงเงื่อนไขสำคัญ ภาพที่ส่งเข้าประกวดจะต้องถ่ายด้วย iPhone 11 iPhone 11 Pro และ iPhone 11 Pho Max เท่านั้น คณะกรรมการตัดสินประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญหลากสัญชาติทั้งสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร จีน และสิงคโปร์ นอกจากนี้ Apple ยังอนุญาตให้ใช้แอปพลิเคชันแต่งภาพ ปรับแสง ใส่ฟิลเตอร์ได้ โดยผู้ชนะ 6 รางวัล แบรนด์จะซื้อภาพที่ชนะและนำรูปไปแสดงบนทุกช่องทางในโซเชียลมีเดียรวมถึงสามารถนำไปแสดงในนิทรรศการได้ iPhone
การจัดอันดับประเทศที่ค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกประจำปี 2020 ถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงมากพอสมควร ประเทศที่เคยอยู่อันดับสูงอย่างฮ่องกงกับสิงคโปร์ถูกแซงอันดับขึ้นมาด้วยหลายสาเหตุ บางประเทศมีราคาที่ดินและค่าครองชีพถูกลงจากวิกฤตการเมือง บางประเทศมีประท้วงยาวนาน จนทำให้อันดับปีนี้น่าสนใจไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว การจัดอันดับประเทศค่าครองชีพแพงที่สุดในโลกจัดโดยนิตยสารธุรกิจของสหรัฐฯ CEOWORLD จากการรวบรวมข้อมูลทั้งดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีค่าครองชีพ ค่าสาธารณูปโภค ราคาที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เสื้อผ้า ค่ารถแท็กซี่ ค่าบริการการขนส่งสาธารณะ กำลังซื้อมวลรวมของประชาชนในประเทศ และนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์วัดกับประเทศค่าครองชีพสูงมากเป็นปกติอยู่แล้วอย่างมหานครนิวยอร์ก เพื่อจัดอันดับว่าประเทศใดมีภาพรวมแพงที่สุด การใช้นิวยอร์กเป็นเกณฑ์มาตรฐานการประเมินถือว่าเป็นธรรมเนียมที่ทำมานานหลายปี ปกตินิวยอร์กมีคะแนนดัชนีอยู่ที่ 100 ดังนั้นประเทศใดมีคะแนนสูงกว่า 100 จะถูกจัดว่าเป็นประเทศค่าครองชีพสูง และผลจากการสำรวจกว่า 132 ประเทศ ได้ผลสรุปออกมาว่า 5 ประเทศดังต่อไปนี้มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกประจำปี 2020 อันดับ 5: DENMARK ดัชนีค่าครองชีพ: 83 ดัชนีการเช่า: 31.92 ดินแดนที่มีทรัพยากรธรรมชาติน้อยอย่างประเทศเดนมาร์กขึ้นมาเป็นอันดับ 5 ในปีนี้ อาจเป็นเพราะเดนมาร์กมีพื้นที่ชายฝั่งทะเลส่วนใหญ่เป็นสันทรายกว้าง ส่วนพื้นที่บริเวณอื่นก็เป็นธารน้ำแข็ง ที่ดินจึงมีราคาสูงไม่แพ้กับประเทศเล็ก ๆ อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น แม้จะมีที่พักอาศัยไม่มากเท่าไหร่นัก แต่เดนมาร์กเป็นรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่จัดเต็มสวัสดิการแก่ประชาชน แถมยังเป็นประเทศที่ติดอันดับการมีรายได้เข้าประเทศมากเป็นอันดับต้น
การระบาดไวรัสของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 ส่งผลกระทบต่อคนทั่วโลกในหลายด้าน ทั้งความเสียหายด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว รวมถึงชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไปทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันควบคุมการระบาด ด้วยความหวังที่ว่ามันจะไม่ลุกลามขยายวงกว้างไปกว่านี้จนความเสียหายลุกลามใหญ่โตเกินกว่าจะควบคุม ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกมีรวมกันมากกว่า 93,000 คนและเสียชีวิตไปแล้วถึง 3,198 (ข้อมูลวันที่ 4 มีนาคม 63 เวลา 11.00 น.) ทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่ออีเวนต์จำนวนมาก แต่ที่ได้รับผลกระทบแบบทั่วถึงคงหนีไม่พ้นการแข่งขันกีฬาระดับโลกหลายรายการ โดยเฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีแรงกระเพื่อมชัดเจนขึ้นกว่าเดิม มาดูกันว่าในสถานการณ์ปัจจุบันไวรัส COVID019 ได้แช่แข็งโลกกีฬาไปแค่ไหนบ้างแล้ว วงการลูกหนัง เริ่มกันที่ฟุตบอลกีฬายอดนิยมของมวลมนุษยชาติที่ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะกัลโช่ เซเรียอาและลีกต่าง ๆ ในอิตาลีประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลกด้วยจำนวน 2,502 คน การระบาดในอิตาลีทำให้สมาคมฟุตบอลอิตาลี ต้องเลื่อนการแข่งขัน Italian Cup semi-final เลกที่ 2 ระหว่าง Juventus และ AC Milan ออกไป รวมถึงการแข่งขันอีก 5 นัดในเซเรีย


