เด็กผู้ชายส่วนใหญ่ชอบอ่านมังงะลูกผู้ชาย ดูหนังดวลเดือดของพวกแยงกี้ และเป็นแฟนคลับหนังยากูซ่า จนบางครั้งเผลอคิดว่าตัวเองรู้จักวงการนี้ดีพอจากการเสพสื่อ จนเชื่อว่าหากวันหนึ่งมีโอกาสได้เข้าไปในวงการโลกสีดำ ใครหลายคนจะรีบกระโจนเข้าไปทันที เพราะภาพลักษณ์ของยากูซ่ามันทั้งเท่ โคตรห่าม มีอำนาจ และอยู่เหนือกฎหมาย ซึ่งเป็นความคิดตรงข้ามกับคนที่ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่กับคาวเลือดสิ่งผิดกฎหมายที่อยากกลับคืนสู่สามัญเป็นคนธรรมดาเสียอย่างนั้น UNLOCKMEN พร้อมเผยให้เห็นอีกมุมหนึ่งของโลกยากูซ่าญี่ปุ่น ผ่านเรื่องจริงของยากูซ่า 3 คน ที่บังเอิญเจอกันในคุก พวกเขาแบ่งปันเรื่องราวที่เจอมา ทั้งความเหนื่อยจากการทำงาน นิ้วมือที่หายไปจากการถูกลงโทษเมื่อทำงานไม่สำเร็จ รวมถึงความกดดันและความหวาดระแวงต่อยากูซ่าด้วยกัน และเรื่องตำรวจ สิ่งที่ได้จากบทสนทนาคือความรู้สึกอยากกลับไปเป็นผู้ชายธรรมดา มีชีวิตเหมือนคนอื่น พวกเขาเลยตกลงกันว่าหากพ้นโทษออกจากคุกเมื่อไหร่จะเปิดร้านราเมงด้วยกัน สำนักข่าว NHK นำเสนอเรื่องราวชีวิตยิ่งกว่าละครของยากูซ่าญี่ปุ่นสามคน เนื่องจากมีผู้คนแวะเวียนไปทานอาหารที่ร้านอุด้งร้านหนึ่งย่านคิตะคิวชู (KitaKyushu) จังหวัดฟุกุโอกะ และรู้สึกว่าพนักงานในร้านแตกต่างจากคนทั่วไป ถึงแม้ร่างกายที่เต็มไปด้วยรอยสักจะถูกปกปิด แต่บุคลิกบางอย่างของยากูซ่านั้นปิดไม่มิด เช่น ท่าทางการเดิน การกันคิ้ว และนิ้วที่หายไป ปัจจัยทั้งหมดนี้ทำให้ประสบการณ์การเข้าไปกินอาหารในร้านที่มีชายฉกรรจ์หน้าตาไม่รับแขกถูกบอกต่อไปแบบปากต่อปาก เมื่อทีมข่าวลงพื้นที่ไปยังร้านอุด้ง สอบถามเรื่องราวจนพบว่าพวกเขาทั้งสามต่างเป็นยากูซ่าที่เจอกันในคุก และสัญญาว่าจะเปิดร้านอาหารด้วยกัน ชายที่เป็นคนออกไอเดียร้านอาหารมีชื่อว่านากาโมโตะ ทากาชิ (Nagamoto Takashi) วัย 54 ปี เขาเข้าวงการยากูซ่าเมื่อปี 1988 มีปมวัยเด็กเพราะถูกพ่อแม่ทิ้งและอยู่กับแก๊ง Kudo-Dai ที่มีสมาชิกกว่า 600
หากพูดถึงมหานครนิวยอร์กเราจะนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรก ? บางคนนึกถึงโรงละครบรอดเวย์ บางคนนึกถึงเมืองที่โดนถล่มอยู่บ่อย ๆ ในหนังแอกชันซูเปอร์ฮีโร่ บางคนก็มองว่านิวยอร์กคือเมืองแห่งแสงสีและแฟชั่น และนิวยอร์กอีกมุมหนึ่งที่มีเหตุคนหายและฆาตกรรมสูงไม่แพ้กับเมืองอื่น ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ทุกแห่งหนต่างมีมุมมืดและปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรม รวมถึงเมืองแห่งแสงสีอย่างมหานครนิวยอร์กช่วง ค.ศ. 1910-1920 (พ.ศ. 2453-2463) ที่มีอัตราการหายตัวไปของผู้คนจำนวนมาก รวมถึงคดีฆาตกรรมที่ไม่ถูกเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ และเมื่อเวลาผ่านมาเกือบร้อยปี ในที่สุดความลับที่ถูกซ่อนเอาไว้ก็เปิดเผยขึ้น *ภาพถ่ายที่อยู่ในเนื้อหาอาจมีความรุนแรง ผู้อ่านที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำ MURDER SCENE IN NEW YORK (1910-1920) คดีฆาตกรรมพร้อมกับภาพประกอบที่เราเห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์ปัจจุบันมักถ่ายโดยนักข่าว บางครั้งได้ภาพมาจากพยานในเหตุการณ์ แต่หากย้อนกลับไปช่วงปี 1910-1930 การเก็บภาพของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายหลังโดนฆาตกรปลิดชีวิตต้องเป็นภาพจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น และรัฐจะไม่ยอมให้ประชาชนเห็นภาพชวนสลดเหล่านี้อย่างแน่นอน ผลที่ตำรวจเก็บรูปถ่ายหลังเกิดเหตุฆาตกรรมไว้ไม่ยอมให้ใครเอาไปตีพิมพ์ ทำให้เนื้อหาของข่าวคลาดเคลื่อนได้ง่าย หนังสือพิมพ์บางเล่มบอกว่ามีชายคนหนึ่งโดนรัดคอ แต่หนังสือพิมพ์อีกฉบับกลับบอกว่าเหยื่อโดนเอามีดปาดคอต่างหาก เพราะไม่มีนักข่าวสำนักไหนสามารถเข้าไปเห็นสภาพที่เกิดเหตุจริง ๆ อ้างอิงแต่เพียงคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายคนทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนได้ วงการข่าวอาชญากรรมของสหรัฐอเมริกาพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบัน เทรนด์การสืบสวนกับการเล่าข่าวเปลี่ยนไปตามยุคสมัยจนเราหลงลืมเรื่องราวที่เกิดไม่ทันไปเสียแล้ว จนวันหนึ่งเรื่องราวที่ถูกซ่อนไว้กว่าร้อยปีถูกเผยสู่สาธารณชน เมื่อสำนักงานใหญ่ของ New York Police Department
หากใครเป็นแฟนภาพยนตร์ต่างประเทศ เราเชื่อว่าต้องเคยเห็นฉากห้องน้ำสาธารณะกันอยู่บ่อย ๆ หากนึกไม่ออกลองนึกถึงฉากที่วาคีน ฟินิกส์ จากเรื่อง Joker (2019) เข้าไปเต้นอยู่ในห้องน้ำ หรือภาพยนตร์เรื่อง T2 Trainspotting (2017) ปกโปสเตอร์มีฉากหลังเป็นห้องน้ำสาธารณะ หรือภาพยนตร์ทางฝั่งญี่ปุ่นก็มีให้เห็นบ่อยครั้งเช่นกัน ชาวยุโรปหรือคนกลุ่มประเทศเจริญแล้วส่วนใหญ่จะเคยชินกับการเดินเข้าห้องน้ำสาธารณะ ต่างกับประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่มักหลีกเลี่ยงการเดินเข้าไปใช้บริการ อาจเป็นเพราะสภาพอากาศร้อนระอุทำให้คนไม่นิยมใช้ห้องน้ำสาธารณะ (ยกเว้นห้องน้ำมีแอร์ในห้าง) เรื่องของกลิ่น และความสะอาดก็มีส่วนสำคัญต่อการตัดสินใจ เหตุผลที่ UNLOCKMEN หยิบเรื่องห้องน้ำสาธารณะมาพูดครั้งนี้เพราะทีมงานเองก็เคยเข้าห้องน้ำสาธารณะในต่างประเทศและพบกับความแปลกตาว่าห้องน้ำถูกฉาบด้วยสีฟ้า จนเกิดความสงสัยว่าทำไมถึงต้องเป็นสีฟ้า ? มันสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ มีไว้เพื่อความสวยงาม หรือว่าสีฟ้าถูกใช้เพื่อกันใครไม่ให้เข้ามาทำบางสิ่งในห้องน้ำกันแน่ ? WELCOME TO BLUE LIGHT RESTROOM ห้องน้ำสาธารณะไฟซีดสีขาวเผยให้เห็นผนังและโถสุขภัณฑ์ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักหน่วงคือภาพจำของคนส่วนใหญ่ แต่หลายประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น ต่างพยายามผลักดันให้สุขาสาธารณะเปลี่ยนจากหลอดไฟสีขาวมาเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์สีฟ้าแทน โดยเฉพาะกับทวีปยุโรปที่เจอปัญหาวัยรุ่นกับสารเสพติดมากพอ ๆ กับฝั่งทวีปอเมริกา เรื่องยาเสพติดถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับสุขาสีฟ้า เพราะห้องนำ้สาธารณะในต่างประเทศถือเป็นสถานที่ยอดฮิตอันดับต้น ๆ ที่ผู้ใช้สารเสพติดนิยมเข้าไปเสพยากัน บางคนก็เข้าไปดมกาว ไปดูดบุหรี่ สูบผงขาว หรือถึงขั้นพกเข็มฉีดยาเพื่อฉีดเข้าเส้น ส่วนคนรับเคราะห์หลังจากผู้ใช้ยาเข้าไปทำธุระในห้องน้ำเสร็จแล้วก็คือคนทั่วไปที่เข้าไปใช้ห้องน้ำต่อและคนทำความสะอาดต้องมาตามเก็บซากผงขาว และเข็มใช้แล้ว ประเทศอังกฤษมีร้านขายของยักษ์ใหญ่ในเมือง
ช่วงต้นปี 2020 มีเรื่องราวที่สะเทือนไปทั่วโลกเกิดขึ้นหลายเรื่อง โดยเฉพาะโรคไวรัสโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019) ที่มีจุดเริ่มต้นจากประเทศจีนและกระจายตัวไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว เราเฝ้าดูรายชื่อของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตกันแบบรายวัน โดยเฉพาะกับประเทศทางฝั่งเอเชียที่มีผู้ติดเชื้อเยอะมากจนบางประเทศต้องออกมาขอความร่วมมือว่าช่วงนี้อย่าเพิ่งออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศเลยจะดีกว่า เกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่มีมาตรการรับมือกับไวรัสโควิด-19 ได้อย่างดีเยี่ยม เป็นประเทศที่ออกนโยบายรับมืออย่างรัดกุมก่อนใคร พวกเขาระแวดระวัง ถึงขั้นที่ร้านอาหารส่วนใหญ่ติดป้ายไม่ต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ประชาชนใส่แมสก์กันอย่างเคร่งครัด แต่กลายเป็นว่ามาตรการป้องกันตัวเองของเกาหลีใต้กับต้องสั่นสะเทือนจากการพบปะของประชาชนชาติตัวเองที่มีความเชื่อเดียวกันเสียอย่างนั้น ลัทธิชอนจี กรณีศึกษาจากอาจุมม่าผู้มีศรัทธา จากประเทศมาตรการเข้มงวดที่ช่วงแรกมีรายชื่อผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 น้อยกว่าหลายประเทศ ตอนนี้เกาหลีใต้กลับมีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสแซงหน้าประเทศอื่น ๆ ไปแบบทิ้งห่างหลายร้อยคนภายในไม่กี่วันได้อย่างไร? เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นโดยคุณป้าจากเมืองแดกูผู้เข้าลัทธิในโบสถ์ร่วมกับคนนับพัน ภายในเวลา 4 วัน เกาหลีใต้มีผู้ติดเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้น 6 เท่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาจากแดกู เมืองใหญ่อันดับ 4 ของเกาหลีใต้ มีประชากรอยู่ราว 2.5 ล้านคน และเป็นที่ตั้งของลัทธิชอนจี (Shincheonji) โดยพาหะแพร่เชื้อให้คนจำนวนมากมาจากคุณป้าอายุ 61 ปี เธอนับเป็นคนไข้รายที่ 31 ของเกาหลีใต้ แต่เมื่อเธอไปเข้าประกอบพิธีกรรมทางศาสนาในโบสถ์เมืองแดกูร่วมกับคนอื่น ๆ พบคนนับพัน จาก 31 จึงกลายเป็น 346 อย่างรวดเร็ว
เราสามารถเห็นผลงานศิลปะญี่ปุ่นได้หลายช่องทาง บางครั้งก็เสพงานอาร์ตเก่าแก่จากภาพพิมพ์แกะไม้ญี่ปุ่นอันโด่งดังที่ทำให้แวนโก๊ะตามเก็บสะสมเป็นร้อย ๆ แผ่น หรือเห็นลายเส้นสไตล์ญี่ปุ่นผ่านมังงะเรื่องโปรดที่ตามอ่านมาตั้งแต่เด็ก ไปจนถึงรอยสักอันเป็นเอกลักษณ์ของแก๊งยากูซ่า จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าศิลปะญี่ปุ่นนั้นผสานเข้ากับวัฒนธรรมทั้งกระแสหลักและกระแสรอง กลืนกับสังคมญี่ปุ่นมาทุกยุคสมัยจนแยกไม่ออก UNLOCKMEN เคยพูดถึงศิลปะญี่ปุ่น ทั้งภาพพิมพ์แกะไม้ รอยสัก การออกแบบเครื่องแต่งกาย หรืองานดีไซน์ของเหล่าสถาปนิก จนตอนนี้พร้อมทำความรู้จักกับ ซาเอกิ โทชิโอะ (Saeki Toshio) ชายผู้ถูกขนานนามว่า “เจ้าพ่อวงการอีโรติกญี่ปุ่น” (Godfather of Japanese Erotica) ผ่านผลงานที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น ผลงานที่เป็นเหมือนเส้นแบ่งของอีโรติกกับความตาย ซาเอกิ โทชิโอะ เกิดปี 1945 ปีเดียวกับที่ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ยับเยินจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้เด็กชายโทชิโอจะเกิดที่มิยาซากิแต่เขาเติบโตขึ้นในเมืองโอซาก้า เริ่มรู้สึกหลงใหลภาพวาดการ์ตูนของศิลปินตะวันตกโดยเฉพาะผลงานของนักวาดภาพประกอบชาวฝรั่งเศส Tomi Ungerer และมองว่าฝรั่งเศสคือประเทศในฝันที่บ่มเพาะศิลปินเก่ง ๆ ให้กับโลกเรื่อยมา ศิลปะสไตล์โทชิโอะเต็มไปด้วยกลิ่นอายและเอกลักษณ์ของญี่ปุ่นช่วง 70s เขานำประสบการณ์ที่ได้จากการเดินทางไปเยือนบ้านเรือนแถบชนบทมาเป็นแรงบันดาลใจ เขาได้สัมผัสกับบรรยากาศเงียบเหงา มองเห็นป่าทึบก่อให้เกิดความรู้สึกลึกลับ พาลคิดว่าถ้าโลกของวิญญาณมีจริงอย่างที่คนเฒ่าคนแก่เล่า พวกเขาในโลกหลังความตายก็คงมีวิถีชีวิตไม่ต่างจากมนุษย์เท่าไรนัก โทชิโอะเล่าว่าผลงานส่วนใหญ่ของเขาเกิดขึ้นจากความกลัว ความวิตกกังวลกับชีวิตที่ไม่แน่นอน ผสมผสานกับความรู้สึกสุขเพียงชั่วครู่และนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่น จนออกมาผลงานเป็นงานศิลปะที่เร้าอารมณ์อย่างรุนแรง พร้อมกับความคิดหลักที่มองว่าผลงานที่ไร้พิษสงคือความน่าเบื่อที่เขาไม่คิดจะทำ หากมีศิลปินหลายคนเล่าเรื่องดอกไม้เบ่งบานท่ามกลางทิวทัศน์สวยงาม เขาจะไม่ทำเรื่องซ้ำ
การหลบไปทำอะไรตามลำพังบางครั้งบางคราวเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกอยากกินข้าวคนเดียว อยากนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ หรือต่อกันพลา เพราะเราต่างต้องการเวลาส่วนตัวกันทั้งนั้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่การกระทำบางสิ่งด้วยตัวคนเดียวส่งผลกระทบร้ายแรงต่อผู้อื่น เมื่อนั้นโลกจะเรียกคุณว่า ‘lone wolf’ ปัจจุบันเรามักพบเจอกับความรุนแรงและการก่อการร้ายในสังคมอยู่บ่อยครั้ง บ้างอาจเป็นทีมหรือลัทธิความเชื่อสุดโต่งก็ร่วมกันวางแผนก่อเหตุสะเทือนขวัญและก็มีหลายครั้งที่เหตุร้ายเกิดขึ้นจากฝีมือคนคนเดียว ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ UNLOCKMEN เริ่มขุดคุ้ยถึงที่มาของคำว่า ‘lone wolf’ ที่เห็นบ่อยครั้งตามหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อหาคำตอบว่าหมาป่าเดียวดายที่ถูกสังคมถีบออกมามีเรื่องราวและความเป็นมาอย่างไร หมาป่าเดียวดายส่วนใหญ่บาดเจ็บจากสังคม ความหมายแรกเริ่มของคำว่า ‘lone wolf’ หรือ ‘หมาป่าเดียวดาย’ ไม่ได้ถูกมองแง่ลบเหมือนปัจจุบัน แต่เป็นคำจำกัดความสำหรับเรียก ‘คนที่ชอบทำอะไรคนเดียว’ ไม่ว่าจะกินข้าวคนเดียว ไปเที่ยวต่างประเทศคนเดียวก็สามารถเรียกว่า lone wolf ได้ทั้งนั้น เมื่อลองสืบหาต้นตอของคำคำนี้จริง ๆ พบว่า lone wolf อ้างอิงมาจากลักษณะนิสัยของหมาป่าที่อยู่กันเป็นกลุ่มก้อนไม่ต่างจากมนุษย์ และเกือบทุกกลุ่มก็มักมีหมาป่าบางตัวที่ถูกขับออกจากฝูง ทำให้นิสัยของหมาป่าเดียวดายส่วนใหญ่ที่ถูกขับ มักชอบลงมือทำอะไรเสี่ยง ๆ เพราะไม่มีทางเลือกมากนัก ถ้าเทียบกับคนสามารถเห็นได้ชัดกับกรณีคนผิวสีอยู่ท่ามกลางคนขาวทำให้คนผิวสีที่เป็นส่วนน้อยรู้สึกแปลกแยก จึงทำให้ความหมายของ lone wolf ออกไปในเชิงลบมากกว่าบวก ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปคำว่าหมาป่าเดียวดายไม่ได้แปลว่าคนที่ชอบทำอะไรคนเดียวอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของ ‘การก่อการร้ายแบบลุยเดี่ยว’ ให้ความหมายเชิงลบดำมืด โดย
ก่อนนี้พวกเราเห็นข่าว Mass Shooting ในต่างประเทศอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่จากเหตุการณ์น่าสะเทือนใจในโคราช ทำให้เราคิดว่ามันเป็นสิ่งใกล้ตัวกว่าที่คิด และพวกเราควรจะรู้วิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เพราะหัวใจสำคัญที่สุดคือการเอาชีวิตรอด ซึ่งเป็นการช่วยเจ้าหน้าที่ให้ทำงานได้ง่ายขึ้นด้วยอีกทาง ต้องยอมรับว่าน้อยคนที่จะรู้วิธีรับมือกับเหตุการณ์ Mass Shooting อย่างถูกต้อง ดังนั้นเราจึงจะสรุปมาให้เข้าใจง่าย ๆ ให้รู้ติดตัวเป็นไอเดียเอาไว้ วันนึงดวงซวย ดันไปอยู่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์แบบนี้ อย่างน้อยเราจะได้พอมีสติรับมือ พาให้ตัวเองและคนที่เรารักรอดชีวิตออกมาได้ เริ่มต้นจากท่องให้ขึ้นใจ และเลือกออพชั่นที่ทำได้ตรงหน้า เรียงตามลำดับ “หนี / ซ่อน / สู้” หนี: ตั้งสติให้ดี มองหาทางหนีทันทีที่ได้ยินเสียงปืน เพราะเหตุการณ์กราดยิงไม่ใช่สิ่งที่หลายคนจะเคยสัมผัสประสบการณ์มาก่อน เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจึงรู้สึกตัวช้าเกินไป จากเหตุการณ์ Mass shooting ส่วนใหญ่เราจะได้ยินเสียงปืนยิงรัวเป็นระยะอยู่นาน กว่าผู้คนจะเริ่มวิ่งหนี และส่วนใหญ่ฝูงชนจะวิ่งแตกตื่นตามกันทั้งที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งทำให้เกิดความสับสนทำอะไรไม่ถูก หวาดกลัว จนพาตัวเองเข้าไปอยู่ในความเสี่ยง เช่น วิ่งหนีโดยไม่รู้ตำแหน่งมือปืน หรือวิ่งพาตัวเองไปอยู่ในทางตันจนหนีไปไหนไม่ได้ ดังนั้นถ้าเป็นเหตุการณ์กราดยิงในอาคาร พยายามอย่าวิ่งไปทางเข้าออกหลัก เพราะนั่นมักจะเป็นตำแหน่งทางเข้าของมือปืนที่ต้องการต้อนคนให้ได้มากที่สุด ให้มองหาทางออกฉุกเฉินเพื่อหนี จะมีโอกาสรอดมากกว่า หรือลองเช็คข่าวสารว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุจากอะไร เพื่อจะได้วางแผนมองหาทางหนีที่เหมาะสม เพิ่มโอกาสการรอดชีวิตได้ ในกรณีเหตุการณ์ที่โคราช
อีกประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอย่างดุเดือดตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องผู้ติดเชื้อ HIV รายหนึ่งที่จะเปิดคอร์สสอนมีเซ็กซ์แบบปลอดภัยโดยไม่ใส่ถุงยางอนามัย ประเด็นดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียลมีเดีย เนื่องด้วยตรรกะและวิธีสื่อสารไม่เป็นที่ยอมรับ แถมการไม่ใส่ถุงยางอนามัยยังดูต่อต้านกับทฤษฎีทางการแพทย์และความเชื่อเรื่องการสวมถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันโรคอีกด้วย ขณะที่ถุงยางอนามัยถูกสร้างมาช่วยคุมกำเนิดและป้องกันการติดเชื้อเป็นหลัก แต่กลับมีบางคนปักใจเชื่อว่า ‘ทฤษฎี U=U / ไม่เจอเชื้อ=ไม่แพร่เชื้อ HIV’ นั้นหนักแน่นและน่าเชื่อถือเพียงพอที่เขาหรือใครจะไม่ต้องสวมใส่ถุงยางอนามัยขณะร่วมเพศ แม้จะไม่ติด HIV โลกใบนี้ก็ยังมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อีกหลายโรคที่คร่าชีวิตเราได้เช่นกัน วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากพาหนุ่ม ๆ มาย้อนประวัติศาสตร์จากเรื่องราวของ 5 สุภาพบุรุษที่ทั้งแกร่ง โหดเหี้ยม ชาญฉลาด และมีพรสวรรค์ แต่ไม่ว่าคุณจะแกร่งแค่ไหน กามโรคและความตายก็สามารถร่วมกันพรากสัมผัสสุดท้ายออกไปจากชีวิตของพวกเขาได้อย่างไม่ไยดี แม้ผู้ชายหลายคนในลิสต์นี้จะไม่ได้ติดโรคมาจากการไม่สวมถุงยางอนามัยทั้งหมด แต่ผู้ชายอย่างเราก็จะเห็นได้ว่าการป้องกันไว้ดีกว่าแก้นั้นดีที่สุด เพราะแกร่งแค่ไหนก็อาจพ่ายแพ้ให้กับโรคได้อย่างราบคาบและไม่มีข้อยกเว้น แอล คาโปน (Al Capone) มาเฟียหัวโจกแห่งแก๊งชิคาโกที่ทุกคนยำเกรง แอล คาโปน (Al Capone) คือผู้ทรงอิทธิพลในชิคาโกที่โด่งดังจากธุรกิจผิดกฎหมาย ตั้งแต่การพนัน ค้าประเวณี เลี่ยงภาษีนำเข้า กรรโชกทรัพย์ หรือแม้แต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังคดีฆาตกรรมนองเลือดในเมืองเล็ก ๆ ของรัฐอิลลินอยส์แห่งนี้ แม้เขาต้องลาออกจากโรงเรียนมัธยมด้วยเรื่องชกต่อย และชีวิตถูกประทับรอยตำหนิตั้งแต่วัยเยาว์ ทว่าเส้นทางมาเฟียของ แอล คาโปน
สำหรับใครที่สนใจเรื่องราวของเหล่าฆาตกรต่อเนื่องมักจะเห็นเสมอว่าภูมิหลังส่วนใหญ่ของพวกเขาก็ไม่ต่างจากคนอื่น ๆ เท่าไรนัก แต่สิ่งที่ต่างอาจเป็นเรื่องของความอบอุ่นในครอบครัว ชีวิตวัยเด็กของฆาตกรในสหรัฐอเมริกาส่วนมากเติบโตมาจากครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงในบ้าน ไม่ก็มีพ่อแม่เคร่งศาสนา อย่าง ฆาตกรตัวตลก JOHN GACY มีแม่ผู้เคร่งศาสนาที่เกลียดลูกชายตัวเองเพราะเขาตุ้งติ้งเหมือนเกย์ ส่วน EDMUND KEMPER อัจฉริยะผู้หลงใหลความตาย ก็โตมากับคำด่าทอและความรุนแรงที่รับจากพ่อมาตลอดช่วงชีวิตวัยเด็ก รวมถึง Henry Howard Holmes (เฮนรี่ โฮเวิร์ด โฮล์มส์) ชายที่โลกเรียกเขาว่า “ฆาตกรต่อเนื่องคนแรกของอเมริกา” โฮล์มส์ผู้หลงใหลในกายวิภาคศาสตร์ โฮล์มส์ในวัยเด็กมีชีวิตจากครอบครัวทำเกษตรกรรมและปศุสัตว์ในรัฐนิวแฮมเชียร์ เขาสนใจเกี่ยวกับสรีระและชีววิทยามาตั้งแต่เล็ก เวลาว่างมักไล่จับสัตว์เล็กมาผ่าเพื่อดูอวัยวะภายใน บางครั้งก็จับสัตว์มาหักขาข้างหนึ่งและรอดูว่ามันจะเดินได้ไหมหรือตัดขาทิ้งแล้วจะเป็นอย่างไร เขาจึงถูกพ่อแม่เคร่งศาสนาตีด้วยไม้เรียวเสมอ บางครั้งก็ขังเขาไว้บนห้องใต้หลังคา ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาว่างไปกับการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ แต่กลับไม่มีใครสนใจลูกคนที่สามของบ้านผู้เต็มไปด้วยอัจฉริยภาพ ครอบครัวของเขามองไม่เห็นพรสวรรค์เด็กผู้ชายนี้ โฮล์มส์วัย 19 ปี แต่งงานกับภรรยาคนแรกและมีลูกด้วยกันหนึ่งคน พอเข้าวัย 22 เขาตัดสินใจเขาเรียนคณะแพทย์และเฉิดฉายในชั้นเรียน จากปกติการเรียนแพทย์จะต้องใช้เวลาเรียน 6 ปี แต่โฮล์มส์กลับใช้เวลาเพียงแค่ 2 ปีก็เรียนจบ ทว่าชีวิตรักของเขากลับล้มเหลว เมียของเขาขอแยกกันอยู่โดยไม่ได้เซ็นใบหย่าเพราะโฮล์มส์เป็นชายที่มีอารมณ์รุนแรง ชอบใช้กำลัง เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษา Henry Howard
ปี 2018 ชายคนหนึ่งกล่าวว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาขาดการเตรียมพร้อมสำหรับโรคไข้หวัด (Flu) สายพันธุ์ร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของมนุษย์ ประโยคนั้นนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงและระดมทุนครั้งใหญ่เพื่อทำงานวิจัยขั้นสูงเพื่อคิดค้นวัคซีนชนิดใหม่ เตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ชายคนนั้นคือผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟต์ที่เรารู้จักกันดีชื่อของเขาคือ บิล เกตส์ และสิ่งที่เข้าพูดเมื่อ 3 ปีก่อนนั้น ปัจจุบันกำลังเกิดขึ้นจริง หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่าชายที่รวยเป็นอันดับ 3 ของโลกด้วยทรัพย์สินประมาณ 110 พันล้านดอลลาร์สหรัฐนามว่าบิล เกตส์คือหนึ่งในมหาเศรษฐีใจบุญที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทั้งเรื่องโอกาสทางการศึกษา มูลนิธิด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลก รวมไปถึงโครงการเกี่ยวกับโรคร้ายสารพัดรูปแบบ การต่อสู้กับโปลิโอในอินเดีย โรคในเด็กแรกเกิดที่ไนจีเรีย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ถือเป็นหนึ่งในโรคที่มีวิธีรักษา แต่กลับคร่าชีวิตประชากรบนโลกเป็นจำนวนมาก อะไรที่ทำให้ชายคนนี้ให้ความสำคัญเรื่องการป้องกันโรคติดต่อที่อยู่กับมนุษย์มานาน เราอยากชวนคุณมาหาคำตอบไปพร้อมกัน ตลอด 10 ที่ผ่านมาโลกต้องเผชิญกับไขหวัดที่อันตรายถึงชีวิตหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัดนก A/H1N1 ไข้หวัดใหญ่ H1N1 ที่สร้างความเสียหายต่อมนุษย์รวมถึงสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก รวมไปถึงโรคอย่าง ซาร์ส เมอร์สและอีโบล่า ที่สร้างความหวาดกลัวต่อผู้คนทั่วโลก อย่างไรก็ตามโรคทั้งหมดยังเทียบไม่ได้กับจำนวนของผู้ที่ตายเพราะโรคไข้หวัดใหญ่ที่มีอัตราการตายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทุกวัน ย้อนกลับไปในปี 1918 เกิดการระบาดของไข้หวัดสเปนกระจายเป็นวงกว้างทั่วโลกโดยมีประชากร 1 ใน 3 ติดเชื้อสุดท้ายการระบาดก็คร่าชีวิตประชากรทั่วโลกประมาณ 50 – 100 ล้านคน หากจินตนาการไม่ออกว่าจำนวนนี้มากแค่ไหน จำนวนผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ครั้งนั้นมากเป็น


