ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1988 ในวันที่ทุกสิ่งดำเนินไปตามปกติ ผู้โดยสารและลูกเรือหลายร้อยชีวิตกำลังเดินทางจากท่าอากาศยานลอนดอนฮีทโธรว์ ประเทศอังกฤษ บนเครื่องบินของสายการบิน Pan Am เที่ยวบินที่ 103 มีจุดหมายปลายทางคือท่าอากาศยานนานาชาติเจเอฟเค สหรัฐอเมริกา Paul Jeffreys มือเบสวง Be Bop Deluxe กับ Rachel Jones ภรรยาของเขาเป็นหนึ่งในผู้โดยสารของเที่ยวบินนี้ ทั้งคู่เพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นานจึงตัดสินใจบินไปฮันนีมูนกันถึงอเมริกา โดยไม่อาจล่วงรู้เลยว่าจะมีหายนะอะไรเกิดขึ้นในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า และวันฮันนีมูนแสนสุขเหล่านั้นก็ไม่อาจมาถึง Paul Jeffreys และ Rachel Jones ในเมืองล็อกเกอร์บี ประเทศสก็อตแลนด์ หมู่บ้านเล็ก ๆ ทางตะวันออกเฉียงใต้เมืองกลาสโกลว์ ชาวบ้านที่อาศัยแถบนั้นได้ยินเสียงกึกก้องเหมือนฟ้าร้อง จากนั้นก็ได้ยินเสียงกระแทกดังสนั่นจนพื้นดินสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ อะไรบางอย่างร่วงลงกระแทกพื้นดินอย่างรุนแรง ลูกไฟขนาดใหญ่ที่เกิดจากแรงระเบิดนั้นพุ่งขึ้นฟ้าสูงถึง 300 ฟุต และบ้านหลายหลังของชาวบ้านผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ก็ถูกเผาวอดวาย จากรายงานพบว่า มีกลไก ‘ระเบิดแสวงเครื่อง’ ถูกซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางของหนึ่งในผู้โดยสาร และเกิดระเบิดขึ้นในห้องเก็บสินค้า ศูนย์ควบคุมทางอากาศระบุว่าเรดาร์ตรวจจับว่าเครื่องบินลำนี้เกิดการระเบิดเกิดขึ้นก่อนทางอากาศ ไม่มีสัญญาณขอความช่วยเหลือ ลูกเรือไม่ได้สวมหน้ากากออกซิเจน
ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่สามารถเดินทางได้อย่างอิสระบนท้องฟ้าคือนก นกแต่ละชนิดต่างก็มีสไตล์การบินที่ไม่เหมือนกัน บางตัวบินระยะใกล้ บางฝูงบินข้ามทวีป เดินทางไปทั่วทุกมุมโลกโดยไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่ถ้าหากการบินของนกสามารถทิ้งร่องรอยเป็นภาพไว้ให้มนุษย์เห็นจะเป็นอย่างไร ? จะสวยงามเหมือนงานศิลปะ หรือว่าจะน่ากลัวคล้ายวันสิ้นโลก ? Xavi Bou (จาวี โบ) ช่างภาพวัย 38 ปี ผู้จบการศึกษาสาขาธรณีวิทยาและการถ่ายภาพจากประเทศสเปนก็เกิดความสงสัยเช่นเดียวกัน เพราะขนาดการเดินของมนุษย์ก็ยังทิ้งรอยเท้าไว้ งูเลื้อยไปมาก็ทิ้งรอยเอาไว้บนผืนทราย ว่าหากนกที่บินไปมาอย่างอิสระสามารถทิ้งร่องรอยของพวกมันเอาไว้กลางอากาศจะเป็นอย่างไร เส้นทางที่ได้จะคดเคี้ยว เป็นเส้นตรง หรือบิดเบี้ยวแบบไหน เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาเริ่มสร้างโปรเจกต์จริงจังเพื่อค้นหาคำตอบ จาวีเริ่มสังเกตการบินของนก มองดูท้องฟ้ามากขึ้น พยายามจับเส้นทางการบินของนกเพื่อทำ ‘สิ่งที่มองไม่เห็นให้มองเห็นได้’ พร้อมกับนำความรู้ที่มีติดตัวอย่างการถ่ายภาพมาประยุกต์ให้เข้ากับธรรมชาติของนกและพยายามจะถ่ายทอดออกมา จนกลายเป็นภาพถ่ายที่แปลกตาไม่ซ้ำใคร จาวีใช้เทคนิคการถ่ายภาพและวิดีโอเข้ามาช่วยสร้างให้จินตนาการของเขาเป็นรูปธรรม เขาหยิบภาพของตัวเองที่ถ่ายเส้นทางการบินของนกจำนวนมากมารวมให้เป็นภาพเดียว ซึ่งเป็นเทคนิคการสร้างภาพนิ่งต่อเนื่อง (chronophotograph) ที่เหล่าช่างภาพต่างก็รู้จักกันดี โดยภาพนิ่งที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนไปทีละเฟรมจะถูกบันทึกลงในแต่ละช่องของแผ่นฟิล์ม เมื่อนำมาเล่นต่อกันเรื่อย ๆ จะทำให้ภาพนิ่งสามารถเคลื่อนไหวได้ แต่เดิม chronophotograph ในสมัยก่อนมักถูกใช้คู่กับกล้องฟิล์ม แต่จาวีต้องการภาพที่คมชัดกว่านั้น เขาจึงเลือกใช้กล้องวีดิทัศน์ความละเอียดสูง จากนั้นเลือกฟุตเทจแต่ละช่วงเวลาทั้งหมดและนำมาซ้อนกันผ่านกระบวนการดิจิทัล เป็นเวลากว่า 5 ปี ตั้งแต่วันที่จาวีเริ่มต้นโปรเจกต์ เขาทำมันโดยไม่รู้ว่าผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร เมื่อภาพทั้งหมดเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ความสวยงามที่ไม่เคยเห็นมาก่อนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ถ้าพูดถึงสไตล์มินิมัลแบบญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ข้าวของเครื่องใช้ คาเฟ่ ไปจนถึงโรงแรมและอาร์ตแกลเลอรี ชื่อแรกที่ใคร ๆ นึกถึงคงหนีไม่พ้นแบรนด์ Muji จากจุดเริ่มต้นปี 1980 ที่ Muji ออกแบบสินค้าและผลิตภัณฑ์สไตล์มินิมัลให้เป็นมิตรกับผู้คนและสิ่งแวดล้อม แถมเร็ว ๆ นี้ยังขยายไลน์จากแค่การขายสินค้าไปเปิดโรงแรมตามประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก อีกทั้งเติบโตไม่หยุดด้วยการหันมาผลิตบ้านสำเร็จรูปเพื่อแฟนคลับผู้ชื่นชอบที่พักอาศัยขนาดกำลังดีสุดมินิมัล Muji เริ่มหันมาสร้างบ้านสำเร็จรูปเมื่อปี 2004 ระหว่างนั้นก็ยังกระโดดเข้าสู่ธุรกิจซ่อมแซมและรีโนเวตอพาร์ตเมนต์อีกด้วย แถมเมื่อช่วงปี 2017 ยังได้สถาปนิกชื่อดังหลายท่าน เช่น Nao Fukasawa, Jasper Morrison และ Konstantin Grcic มาร่วมออกแบบพื้นที่ใช้สอยขนาดกะทัดรัดตรงตามความต้องการของชาวญี่ปุ่น ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าที่ดินในประเทศญี่ปุ่นมีราคาสูงมาก การซื้อที่ดินและจ้างสถาปนิกมาออกแบบสร้างสิ่งปลูกสร้างเองถือเป็นค่าใช้จ่ายที่หนักเอาการ บ้านสำเร็จรูปจึงถือเป็นตัวเลือกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากจ่ายเงินทีเดียว แต่ได้ทุกอย่างเพียบพร้อมตามต้องการ ทั้งสิ่งปลูกสร้าง สไตล์ที่ตอบโจทย์ และเฟอร์นิเจอร์ครบครัน “YOU NO IE” HOUSE OF MUJI แต่เมื่อ Muji ก้าวเข้าสู่ตลาดบ้านสำเร็จรูป กลับทิ้งช่วงการออกแบบบ้านใหม่
“ความสุข” คือสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากสัมผัส เพียงแค่ได้จินตนาการถึงห้วงเวลาที่จะทำให้เรามีความสุข หัวใจก็พร้อมโลดแล่นด้วยความยินดีแล้ว ปาร์ตี้สิ้นปีที่รอคอยมาแสนนาน ของขวัญปีใหม่ที่ลุ้นมากว่าจะฉีกกล่องมาเจออะไร หรือการฉลองวันเกิดที่รายล้อมไปด้วยคนที่เรารัก วินาทีแห่งความสุขเหล่านี้ แค่นึกถึง ใบหน้าก็ถูกระบายด้วยรอยยิ้มเสียแล้ว แต่ใครจะรู้ว่ามนุษย์บางคนนั้นต่างออกไป พวกเขากลัวที่จะมีความสุข เพียงแค่นึกถึงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองและรู้ว่าตัวเองจะได้อยู่ท่ามกลางกลิ่นอายของความสุขนั่นก็ทำให้พวกเขาสั่นเทาได้ ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่รู้สึกแบบนั้น คุณอาจอยู่ในภาวะ Cherophobia หรือภาวะกลัวความสุขก็เป็นได้ เมื่อความสุขอยู่ตรงหน้า แต่ถอยไม่ได้ เดินต่อไปก็เจ็บ ยิ่งใกล้เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองมากเท่าใด เราตระหนักว่ากำลังจะปีใหม่ กำลังจะสงกรานต์ กำลังจะมีปาร์ตี้ กำลังจะถึงคอนเสิร์ตศิลปินคนโปรด หรือกำลังจะถึงวันเกิด เรารู้ดีอยู่แก่ใจว่าวันเหล่านี้จะอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข วันในปฏิทินกำลังคืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ เราไม่อาจหยุดเวลาได้ เราไม่อาจถอยย้อนกลับไปยังวันธรรมดา ๆ อันแสนสงบ แต่ไม่ว่าเราจะกลัวแค่ไหน ทุรนทุรายเพียงใด เราก็ต้องเดินต่อไปถึงให้วันแห่งความสุขนั้น และนั่นคือสาเหตุที่เราถอยไม่ได้ แต่ยิ่งเดินไปข้างหน้าเราก็ยิ่งเจ็บปวด Cherophobia มีที่มาจาก “chero” ในภาษากรีกที่หมายถึงความชื่นชมยินดี ความสุข ผสมรวมกับ “phobia” ที่แปลว่าความกลัว ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะนี้จะเกลียดกลัวสถานการณ์ที่คนจำนวนมากหรือตัวเองจะมีความสุข อย่างไรก็ตาม Cherophobia นั้นไม่ถือเป็นโรคทางจิตเวช เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์การวินิจฉัยความผิดปกติทางจิต หรือ Diagnostic
หนุ่ม ๆ ที่ติดตามกีฬาหมัดมวยคงทราบกันดีว่าปี 2020 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ยอดนักชกไร้พ่าย ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ (Floyd Mayweather Jr.) ประกาศเตรียมกลับมาโชว์ฝีมือบนสังเวียนผ้าใบอีกครั้ง นับตั้งแต่การชกครั้งล่าสุดกับคอเนอร์ แม็คเกรเกอร์เมื่อปี 2017 ฟลอยด์ เมย์เวทเธอร์ จูเนียร์ โพสต์รูปตัวเองลงอินสตาแกรมพร้อมข้อความว่า “Coming out of retirement in 2020” เป็นนัยว่าปี 2020 นักชกผู้ไม่เคยแพ้ใครอย่างเขาเตรียมกลับมาสวมนวมอีกครั้ง แชมป์โลก 5 รุ่น เจ้าของฉายาพริตตี้บอย และ เดอะ มันนี่ เป็นนักมวยที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยสถิติไม่เคยแพ้ ตลอดการชกอาชีพ 50 ครั้ง อีกทั้งพิสูจน์ฝีมือด้วยการดวลกับนักชกแถวหน้าจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น ออสการ์ เดอลา โฮยา, ริคกี้ ฮัตตัน, ฮวน มานูเอล มาร์เกวซ และแมนนี่ ปาเกียว มีข่าวลือว่านักชกค่าตัวแพงจับมือกับดานา ไวต์ (Dana
ไม่นานมานี้หนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบเรื่องราวของญี่ปุ่นและโปรดปรานการลิ้มรสชาติแสนเฉพาะตัวของซูชิต่างต้องตกใจไปตาม ๆ กัน เมื่อร้านซูชิโคตรดังอย่าง Sukiyabashi Jiro Honten ที่ซ่อนตัวอยู่ในชั้นใต้ดินย่านกินซ่าใจกลางกรุงโตเกียวถูกถอดดาว 3 ดวง และลบชื่อออกจาก Michelin Guide ทั้งที่เป็นร้านซูชิที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการอาหารญี่ปุ่นทำให้คนทั่วโลกต่างจับตามอง UNLOCKMEN จึงไม่พลาดนำเรื่องราวของเจ้าของร้าน Sukiyabashi Jiro นามว่า Jiro Ono มาบอกเล่าให้ฟังกันว่าเพราะเหตุใดเขาถึงกลายเป็นชายที่โลกเรียกว่า ‘ปรมาจารย์ซูชิที่ไม่มีใครเทียบชั้น’ และทำไมร้านอาหารเล็ก ๆ ของเขาถึงกลายเป็นร้านที่เหล่านักชิมทั่วโลกต้องมาเยือนสักครั้ง JIRO ONO ตำนานของวงการซูชิที่ยังมีลมหายใจ แรกเริ่มเดิมทีเรื่องราวของ Jiro Ono และร้านซูชิ Sukiyabashi Jiro ของเขาไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขนาดนี้ เขาเป็นเพียงแค่ผู้ชายที่เปิดร้านซูชิต้นทุนต่ำประทังชีวิตเท่านั้น เพราะฐานะทางบ้านของ Jiro ไม่ได้มั่งคั่งร่ำรวย เขาต้องแอบทำงานพิเศษในร้านอาหารตั้งแต่ 7 ขวบ (ที่ต้องแอบทำเพราะผิดกฎหมายแรงงาน) ถูกพร่ำสอนเสมอว่าเมื่อโตขึ้นเราจะไม่หันหลังกลับ บ้านที่อยู่อาจจะหายไปเมื่อไรก็ได้ ดังนั้นสิ่งที่จะติดตัวเราไปทุกที่คือความตั้งใจและการไม่ยอมแพ้ เมื่อ Jiro เปิดร้านซูชิช่วงแรกเขาไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นเชฟได้เต็มปาก ลูกค้าที่เข้ามาในร้านก็ถือว่าเป็นคนหลงเข้ามาเสียมากกว่า
ขณะที่เราใช้เวลาเดินทางมาถึงกระดาษแผ่นสุดท้ายของปฏิทิน อีกไม่กี่อาทิตย์ข้างหน้าก็ถึงเวลาเตรียมเข้าสู่ศักราชใหม่ เชื่อว่าหลายคนคงเริ่มจินตนาการว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วจะดีกว่าปีนี้หรือเปล่า ? เพื่อคลายความสงสัย และตั้งหลักได้ก่อนใคร UNLOCKMEN ขอนำเทรนด์ในปี 2020 ที่ TrendWatching รวบรวมไว้ทั้ง 5 ข้อมาแบ่งปันให้เกาะกระแสดังนี้ GREEN PRESSURE ปรากฏการณ์กดดันให้ใช้สีเขียว อย่างที่รู้ ๆ กันแล้วว่าปี 2019 ที่คือปีแห่งการรณรงค์เพื่อความยั่งยืน ช่วยโลก อุดหนุนเครื่องอุปโภคบริโภคที่ตามกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อม จนทำให้ใครก็ตามที่ใช้สิ่งของจากแบรนด์เหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าอีโคทำจากขยะพลาสติก นันยางทำจากขยะรองเท้าแตะในทะเล ขวดสไปร์ทใส หรือการลดใช้ทุกสรรพสิ่งที่ก่อมลพิษ เป็นคนเท่ เป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม แต่ปี 2020 จากความเท่จะกลายเป็นความธรรมดา เพราะผลิตภัณฑ์แนว Eco ต่าง ๆ เริ่มมีราคาถูกลง คนสามารถเอื้อมถึงได้ไม่ต่างจากการใช้สินค้าปกติ เรื่องปฏิเสธการใช้งานจึงไม่ใช่ข้ออ้างอีกต่อไป! ดังนั้น ปีหน้าถ้าคุณไม่ทำ คุณจะถูกทำให้ต้องจำยอมด้วยกระแสสังคมที่เริ่มหันมาประณามคุณ และแบรนด์ที่ออกมาต่อต้านกลาย ๆ เพื่อบังคับให้ทำตามด้วย ตัวอย่างของแคมเปญและแบรนด์สินค้าที่จะมาบีบให้รักษ์โลก ‘Doconomy’ พาร์ตเนอร์บัตรเครดิต Mastercard ที่สร้างระบบเครดิตสกอร์จากพฤติกรรมการลดคาร์บอนของผู้ใช้ ถ้าผู้ใช้ไม่ช่วยโลกลดคาร์บอนระบบจะบล็อกการใช้งานของบัญชีจนไม่สามารถทำธุรกรรมได้
คุณคิดว่ามนุษย์แต่ละคนมีพื้นที่เป็นของตัวเองเท่าไหร่ ? บางคนมีพื้นที่ของตัวเองเท่ากับห้อง Standard ของคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง บางคนมีพื้นที่ของตัวเองเท่ากับบ้านชานเมืองหนึ่งหลัง หรือหลาย ๆ คนมีพื้นที่มากกว่าสิบ ๆ ไร่ในต่างจังหวัด แต่ก็มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งมีพื้นที่แสนแคบจนแทบทำอะไรไม่ได้ ถ้าพูดถึงห้องพักแสนแคบเราก็มักจะนึกถึงเมืองใหญ่อย่างฮ่องกงมีไมโครอพาร์ตเมนต์ หรือประเทศญี่ปุ่นซึ่งขึ้นชื่อเรื่องที่พักสไตล์โรงแรมแคปซูลกับห้องพักขนาด 2-3 เสื่อทาทามิ ด้วยความโด่งดังเรื่องที่พักแสนแคบของทั้งสองประเทศจึงทำให้ใครหลายคนไม่รู้จัก Koshiwon (โคชิวอน) อีกหนึ่งห้องพักโคตรแคบใจกลางกรุงโซล Koshiwon หรือ Gositel เป็นห้องพักสำหรับผู้เช่ารายเดือนราคาถูก โดยค่าเช่าของอพาร์ตเมนต์สไตล์นี้จะมีราคาราว 200,000 – 650,000 วอนต่อเดือน คิดเป็นเงินไทยราว 5,000 – 15,000 บาท ซึ่งถ้าเทียบกับประเทศไทยราคาเดียวกันนี้อาจเช่าคอนโดมิเนียมห้อง Standard ติดแนวรถไฟฟ้าได้เลย แต่สำหรับใจกลางกรุงโซลที่ค่าครองชีพและรายได้ขั้นต่ำแตกต่างกับประเทศไทยคงมีโอกาสอาศัยได้ห้องแบบ Koshiwon แทน ค่าแรงขั้นต่ำของประเทศเกาหลีใต้ในปี 2019 อยู่ที่ 8,350 วอน หรือประมาณ 219 บาทต่อชั่วโมง และปี 2020 รัฐบาลเกาหลีเตรียมปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้นเป็น 8,590 วอน ราว 225
แต่ละประเทศต่างมีธรรมเนียมพิธีสำเร็จการศึกษาต่างกัน ประเทศไทยมีรูปแบบพิธีทางการ ส่วนงานรับปริญญาทางฝั่งอเมริกาให้ความรู้สึกที่เป็นกันเองมากกว่า นักศึกษาอเมริกันสามารถสวมใส่เสื้ออะไรก็ได้ข้างในแล้วจึงสวมชุดครุยทับอีกที แต่สำหรับญี่ปุ่นกลับล้ำกว่าประเทศไหน ๆ เมื่อนักศึกษาทุกคนประชันการแต่งตัวเหมือนอยู่ในงานคอสเพลย์ พิธีรับปริญญาที่ว่าเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยชื่อดังย่านคันไซอย่างมหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto daigaku) โดยแบ่งช่วงรับปริญญาตามคณะและสาขาวิชาที่เรียน นักศึกษาจากคณะศิลปกรรม คณะดุริยางคศิลป์ รับปริญญาในวันเดียวกัน โดยมหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและอาจารย์ที่อยู่กับเด็ก ๆ มาตลอด 4 ปี มานั่งในหอประชุมเพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในความสำเร็จของบัณฑิตใหม่ด้วย บรรยากาศงานดี ๆ แสนอบอุ่นกึ่งทางการที่ใครต่างคิดว่าจะดำเนินไปอย่างเงียบเชียบเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เมื่อนักศึกษาต่างแต่งตัวหลุดโลกเพื่อทำให้งานรับปริญญาของตัวเองเป็นงานที่จะต้องจดจำไม่ลืมไปตลอดชีวิต นายไดซากุ คาโดกาวะ (Daisaku Kadokawa) นายกเทศมนตรีเมืองเกียวโตได้เข้าร่วมงานครั้งนี้ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์น่าสนใจว่า ตัวเขาก็เป็นศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเกียวโต ได้เจอเรื่องราวดี ๆ ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนฝูง และถกเถียงด้วยหลักการและเหตุผลในชั้นเรียน “เราต้องมีความสุขก่อน แล้วโลกถึงจะเต็มไปด้วยความสุข” สิ่งที่เราได้ร่ำเรียนอย่างศิลปะ มันสามารถสร้างแรงกระตุ้นที่ทำให้ผู้คนใจเต้น ปลอบโยนจากความเศร้า และสนับสนุนความคิดสร้างสรรค์และเต็มไปด้วยความสนุก ถือเป็นคำพูดที่น่าประทับใจไม่น้อย และในที่สุดพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยเกียวโตก็เริ่มต้นขึ้น “เราจะเห็นความสนใจหรือความชอบของแต่ละคนได้จากการแต่งตัว” ประโยคดังกล่าวสามารถยืนยันว่าสไตล์สะท้อนความชอบของคนได้จริงจากงานรับปริญญาครั้งนี้ นักศึกษาจากคณะศิลปะและดนตรีต่างแต่งกายตามใจตัวเอง บางคนมาด้วยชุดกิโมโนซึ่งเป็นชุดประจำชาติที่ใคร ๆ ก็ใส่ บางคนแต่งตัวสไตล์สาวกอธิค บางคนแต่งตัวเป็นสาวแกล ขณะที่นักศึกษาบางคนที่ชอบแอนิเมชันก็แต่งกายตามตัวละครที่ชอบถึงกับใส่หัวแมวขนาดใหญ่มารับปริญญาเลยก็มี มีนักศึกษาสาวคนหนึ่งขึ้นเวทีพร้อมกับชุดแบบจัดเต็ม เธอโปะหน้าขาววอก เกล้าผมขึ้นเป็นมวยใหญ่พร้อมกับเครื่องประดับหลายชิ้นบนศีรษะ แถมยังรำโชว์ทุกคนในหอประชุมก่อนจะรับใบปริญญาด้วย หากเป็นคนที่ชื่นชอบวัฒนธรรมของญี่ปุ่นรวมถึงคนญี่ปุ่นทั่วไปเมื่อเห็นก็จะรู้ทันทีว่าเธอแต่งตัวแบบสาวเกอิชา
เชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักกระบะหน้าตาแปลก Tesla Cybertruck ผลงานล่าสุดของ Elon Musk กันไปเรียบร้อยแล้ว และน่าจะได้เห็นคลิปโชว์พละกำลังของมันจากการทำ Tug War ระหว่างสองรุ่นใหญ่ Cybertruck vs Ford F-150 Pick Up Truck ซึ่งผลก็คือ Cybertruck ลาก F-150 ปลิวไปตามแรงราวกับลากปุยนุ่น ผลที่ตามมาจึงเหมือนกับที่หลายสื่อคาดการณ์เอาไว้ นั่นคือดราม่าที่ต่างออกมาชี้ว่าผลการทำ Tug War ครั้งนี้โคตรจะไม่แฟร์เลยครับคุณ Musk ล่าสุดทาง Vice President ของ Ford, Sunny Madra, ที่เห็นภาพ Ford F-150 โดนกระทำชำเราแบบผิด ๆ ก็ออกมาปกป้องศักดิ์ศรีรถ Pick Up ของตัวเองทันที พร้อมท้าทาย Elon Musk ผ่านการ Tweet อย่างดุเดือดว่า “Hey Elon Musk, send


