‘ยากูซ่า’ เป็นกลุ่มคนที่อยู่ในสังคมญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน เป็นทั้งคนชายขอบที่คนอื่น ๆ ในสังคมไม่อยากจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว และในเมืองเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่าโกเบของจังหวัดเฮียวโงะก็มีคนกลุ่มหนึ่งเขียนประวัติศาสตร์ในแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า ยามากุจิ-กูมิ (Yamagushi-Gumi) แรกเริ่มเดิมทีไม่มีใครสนใจพวกเขา มองว่าเป็นแค่อันธพาลข้างถนนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไร้อำนาจ แต่ใครจะรู้ว่าช่วงเวลากว่า 100 ปี นับตั้งแต่ตั้งกลุ่ม พวกเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นแก๊งยากูซ่าที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ ในปี 1915 หลายปีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเริ่มต้นขึ้น มีแก๊งอันธพาลขนาดเล็กชื่อว่า ยามากุจิ-กูมิ (Yamagushi-Gumi) ในเมืองโกเบ ก่อตั้งโดยชายนามว่ายามากูจิ ฮารุกิจิ (Yamagushi Harukishi) หลาย ๆ คนเชื่อว่าฮารุกิจิผู้ตั้งแก๊งของตัวเองขึ้นในวันนั้นคงไม่คาดคิดว่ากลุ่มของเขาจะเติบโตและขยายจนกลายเป็นองค์กรมืดที่มีอิทธิพลมากสุดของประเทศญี่ปุ่น ในช่วงแรกแก๊งยามากุจิ-กูมิ อาจยังไม่มีบทบาทอะไรโดดเด่นนักจนกระทั่งทาคาโอะ คาซุโอะ (Takao Kasuo) ขึ้นมาเป็นหัวหน้าแก๊งรุ่นที่ 3 เขาจัดการเปลี่ยนแปลงระบบแก๊งใหม่ทั้งหมด เพราะคาซุโอะเป็นชายผู้มีมันสมองไม่น้อยกว่าความสามารถเรื่องการต่อสู้ เขาเริ่มเรียกร้องให้สมาชิกที่มีอยู่แค่หยิบมือทำอะไรมากกว่าใช้ชีวิตไปวัน ๆ กระตุ้นให้ทุกคนเริ่มทำธุรกิจสีเทาเพื่อขยายให้ยามากุจิ-กูมิ เติบโตและทรงอิทธิพลกว่าเดิม เมื่อกลุ่มเริ่มขยายจากการสร้างธุรกิจเล็ก ๆ และมีสมาชิกเพิ่มขึ้น หัวหน้ารุ่นที่ 3
ตอนนี้ข่าวเรื่องแบนอเมริกาว่อนโลกโซเชียล แต่หลายคนยังจับต้นชนปลายเรื่องนี้ไม่ค่อยถูกว่ามันมีที่มายังไง รู้แค่ว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาเซ็นระงับสิทธิ์ GSP สินค้าส่งออกจำนวน 571 รายการจากไทย เรื่องนี้ทำให้หลายคนเริ่มออกมาแสดงวิสัยทัศน์แบนสินค้าอเมริกา เข้าทำนองแบนมาแบนกลับไม่โกง แต่เอาเข้าจริง เรารู้บ้างไหมว่าวันนี้สินค้าจากอเมริกามีอะไรบ้าง และการโดนระงับสิทธิ์ GSP ที่สหรัฐอเมริกาทำกับเรามันกระทบกับเราแค่ไหน เราควรง้อหรือเดินหน้าไปทางไหนดี วันนี้ UNLOCKMEN จะสรุปคร่าว ๆ ให้เข้าใจ ทรัมป์ไม่เซ็น GSP ว่าแต่ GSP นี่มันอะไรนะ? เรื่องนี้มันเริ่มต้นจาก GSP (Generalized System Preference) คือสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรที่ประเทศพัฒนาแล้วยกให้ประเทศกำลังพัฒนา ไม่ต้องเสียหรือลดหย่อนภาษีสินค้านำเข้าเวลาส่งไปขายในประเทศผู้ให้สิทธิ์ จะได้สามารถส่งออกสินค้าไปแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้ เช่น จีนมีกำลังการผลิตสูง ถ้าแข่งตามปกติและโดนภาษีนำเข้าด้วย ประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ อาจจะไม่สามารถแข่งขันได้เลย เป็นต้น เขาให้ฟรีหรือเปล่า ? คำตอบคือ “เปล่า” ถึงแม้ประเทศที่ให้สิทธิ์จะไม่เรียกร้องประโยชน์ในรูปแบบตัวเงิน แต่เขาก็มีเงื่อนไขสำหรับการมอบสิทธิ์ GSP ให้เราทำตาม สำหรับกรณีของสหรัฐฯ ที่กำลังเป็นคู่กรณีกับเราตอนนี้ก็วางเงื่อนไขแบบพอสังเขปไว้ตามด้านล่างมานานแล้ว รายได้ประชากรต่อหัว
Conor McGregor นักสู้ตัวแสบอดีตแชมป์ UFC ในรุ่น Featherweight และ Lightweight ประกาศว่าเขากำลังจะกลับมาต่อสู้ในกรงแปดเหลี่ยมอีกครั้ง หลังห่างหายจากสังเวียนไปนานพอสมควร นับตั้งแต่แพ้ให้ Khabib Nurmagomedov ใน UFC 229 ยอดนักสู้จอมเกรียนจัดแถลงข่าวในกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย บอกว่าตัวเขาเตรียมจะกลับมาสู้ใน Ultimate Fight Championship (UFC) อีกครั้งวันที่ 18 มกราคมปีหน้า โดยคาดว่าสถานที่จัดงานคือลาสเวกัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันเมื่อถูกนักข่าวถามว่าคู่ต่อสู้คนแรกในการกลับมาครั้งนี้ของเขาจะเป็นใคร วาจาแสบ ๆ คัน ๆ ก็สวนกลับมาแทบทันทีว่า “เอ็งก็ไปถาม UFC เองสิวะ ข้าไม่สนหรอกว่ามันจะเป็นใคร” ฟาก Dana White ประธานใหญ่ของ UFC เผยกับสื่อกีฬายักษ์ใหญ่อย่าง ESPN ว่า แม้วันที่ 18 มกราคมจะถูกกำหนดเอาไว้แล้ว แต่ขั้นตอนต่าง ๆ และการเซ็นสัญญายังไม่เกิดขึ้น ขณะเดียวกันก็มีข่าวลือหนาหูคาดเดาว่าคู่ต่อสู้คนแรกสำหรับการกลับมาของนักสู้ไอริชคนนี้จะเป็นใคร โดยคู่แข่งสองคนแรกที่ติดโผว่ามีภาษี น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือ
หากจะกล่าวคำว่า “พังก์” (Punk) หลาย ๆ คนคงมีภาพจำในใจที่แตกต่างกันออกไป บางคนคิดไปถึงเหล่าวัยรุ่นอังกฤษ ทรงผมชี้แหลม สวมปลอกคอหนาม และรองเท้าหนัง Underground บ้างเป็นวัยรุ่นอเมริกัน ผมยาว สวมแจ็คเก็ตหนัง หรืออาจข้ามสัญชาติกลับมานึกถึงวงดนตรีแนว J-Rock จากญี่ปุ่น วัฒนธรรมพังก์ ถือกำเนิดตั้งแต่ยุค 70’s พวกเขาคือกลุ่มคนที่มีทัศนคติ วิถีคิด แฟชั่น และรสนิยมทางดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์ มันชัดเจนมากเสียจนทำให้คนธรรมดาสามัญรับรู้ได้ว่า อะไรที่เห็นแล้วรู้สึกว่า ‘พังก์’ โดยไม่ต้องทำความเข้าใจเชิงลึกเสียด้วยซ้ำ สำหรับกลุ่มคนที่ยังดำรงและขับเคลื่อนในวัฒนธรรมนี้ มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วยเช่นกัน BKK PUNK BannBar ร้านเล็ก ๆ กลางซอยรางน้ำคือหนึ่งในสถานที่ที่ชาวพังก์ไทยมักมารวมตัวกัน เริ่มต้นจาก ‘ฉัตร’ และ ‘ปุ้ย’ สองพี่น้องผู้รักในดนตรี วิถีคิด ศิลปะ และแฟชั่นพังก์ ครอบครัวของพวกเขาทำร้าน BaanBar มายาวนานกว่า 12 ปี ต่อมาที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมตัวคนที่ชอบอะไรเหมือนกันไปโดยปริยาย เมื่อเราถามถึงจุดเริ่มต้นของพวกเขา คำตอบส่วนมากมักเกิดจากความสนใจดนตรี การบอกปากต่อปาก รุ่นพี่รู้จักรุ่นน้อง
ตั้งแต่ที่โลกของเรามีสิ่งที่เรียกว่า ‘กล้องถ่ายรูป’ เรื่องราวที่เราไม่เคยเห็น ผู้คนที่อยู่กันคนละมุมโลกหรือมนุษย์จากต่างยุคสมัยก็สามารถพบเห็นกันได้ผ่านรูปถ่าย เทคโนโลยีสามารถทำให้เราท่องไปได้ทุกมุมโลกโดยไม่ต้องก้าวออกจากบ้าน เพียงแค่เปิดดูรูปถ่ายเราก็สามารถมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์และความทรงจำต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย นอกจากพื้นที่แสนไกลคนละขอบโลก ยังมีโลกใบเล็กที่เราจะไม่สามารถเห็นรายละเอียดได้ชัดเจน แต่ปัจจุบันเราสามารถมองผ่านเทคโนโลยีที่สร้างสรรค์ขึ้นอย่างกล้องจุลทรรศน์ได้แล้ว มุมมองใหม่ที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่านี้เองคือเสน่ห์ที่ทำให้แบรนด์กล้องถ่ายรูปอย่าง Nikon จัดนิทรรศการประกวดภาพถ่ายมาโครมาตลอด 45 ปี งานประกวดภาพถ่ายโลกใบเล็กที่มนุษย์มองไม่เห็นด้วยตาเปล่ามีชื่อว่า Nikon Small World Photomicrography ที่ยินดีรับภาพถ่ายโมโครจากนักถ่ายภาพทั่วโลกไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นช่างภาพมืออาชีพหรือมือสมัครเล่น และงานประกวดภาพถ่ายมาโครก็ยังได้รับความสนใจจากผู้คนหลากหลายวงการไม่เพียงช่างภาพเท่านั้น เพราะกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ นักชีววิทยาไปจนถึงแพทย์จำนวนไม่น้อยก็ส่งภาพถ่ายของตัวเองเข้าประกวดด้วยเช่นกัน การแข่งขันในปี 2019 ถือว่าร้อนแรงไม่แแพ้ปีไหน ๆ คณะกรรมการที่เชี่ยวชาญเรื่องของกล้องจุลทรรศน์พิจารณาภาพถ่ายกว่า 2,000 ใบที่ส่งเข้าประกวด โดยภาพที่ได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นผลงานของ Teresa Zgoda และ Teresa Kugler ที่กดชัตเตอร์ส่งรูปตัวอ่อนของเต่าที่กำลังเติบโต และยังมีผลงานที่น่าสนใจอีกหลายชิ้นเผยโลกในมุมที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน ผลงานทั้งหมดที่เรานำมาให้ดูเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของโลกใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตหรือมวลวัตถุขนาดจิ๋ว
อาชีพตัวตลกคืองานสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับผู้ฟัง เด็ก ๆ ส่วนใหญ่หลงรักตัวตลกเพราะพวกเขาใจดี บางคนชื่นชอบการดูโชว์ตลกเพราะอยากเจอเรื่องสนุกที่ช่วยทำให้หัวเราะได้แม้วันที่แย่ที่สุด หรือแค่ต้องการหัวเราะเยาะใครสักคนโดยไม่โดนโกรธ รอยยิ้มสีแดงจากลิปสติกที่ซ่อนริมฝีปากกับใบหน้าที่แท้จริงไว้ กิริยาร่าเริง สดใส ละลายความหม่นหมองชั่วขณะชวนให้ผู้คนอยากทำความรู้จัก ทำให้ไม่เห็นจุดประสงค์แท้จริงที่บางครั้งอาจสวนทางกับการแสดงออกภายนอก เช่นเดียวกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้หนทางการเป็นตัวตลกทำให้คนตายใจ ไม่ทันระวังตัวว่าภัยร้ายภายใต้เสียงหัวเราะกำลังพรากชีวิตไปตลอดกาล ภูมิหลังน่าเศร้าของฆาตกรตัวตลก เรื่องราวสะพรึงกลัวภายใต้ภาพลักษณ์ขบขันเป็นกันเองเริ่มต้นขึ้นราวช่วงปี 1970 มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อ John Wayne Gacy ทำอาชีพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอยู่ในเมืองชิคาโก เขาเป็นที่รู้จักของคนในชุมชนด้วยภาพลักษณ์ที่เป็นมิตร ชื่นชอบการช่วยเหลือสังคม เมื่อมีเวลาว่างจากการทำงาน พ่อพระอย่าง John Gacy ก็ไม่รอช้าใช้เวลาให้คุ้มค่าด้วยการแต่งตัวเป็นตัวตลกสร้างเสียงหัวเราะให้กับเด็ก ๆ ตามโรงพยาบาล ร่วมเดินขบวนพาเหรด ทำให้เขาถูกเรียกว่า “ตัวตลก Pogo” ทั้งหมดที่กล่าวมาคือภาพจำของคนทั่วไปเกี่ยวกับ John Gacy สุภาพบุรุษใจบุญผู้ไม่มีพิษมีภัย แต่เบื้องหลังชีวิตที่เขาไม่ได้นำเสนอกลับเต็มไปด้วยความดำมืด John เติบโตมาในครอบครัวขนาดกลาง เป็นลูกชายคนที่สองจากทั้งหมดสามคน โดยมีพ่อผู้เคยรับหน้าที่ทหารช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งต่อมาหลังปลดประจำการได้เปิดร้านซ่อมรถยนต์เลี้ยงชีพ พ่อของ John มักใช้ความรุนแรงกับเขา กิจกรรมยามว่างคือการฟาดลูกชายด้วยเข็มขัดหนังเต็มแรง หรือฟาดเขาด้วยด้ามไม้กวาดที่ศีรษะจนหมดสติ เพราะเขามองว่าเด็กผู้ชายที่แท้จริงจะต้องมาดแมนสมชายชาตรี แต่ลูกชายคนที่สองอย่าง John กลับผอมแห้งบอบบางและมีท่าทางตุ้งติ้งคลายเด็กผู้หญิง
โรงแรม The Standard, London ที่เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่เมื่อเดือนกันยายน กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในช่วงลอนดอนแฟชั่นวีกที่ผ่านมา ไม่เพียงเพราะเป็นโรงแรม The Standard แห่งแรกที่เปิดตัวนอกสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่โรงแรมแห่งนี้ยังมอบประสบการณ์พิเศษไม่เหมือนใคร ที่มีแต่ผู้ที่เคยมาเยือนเท่านั้นที่จะเข้าใจได้อย่างแท้จริง ซึ่งทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นด้วยแนวคิดของ The Standard ที่มุ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยยกระดับแต่ละย่านที่โรงแรมตั้งอยู่ หนึ่งส่วนสำคัญคือการเน้นย้ำความสำคัญของการทำงานร่วมกับศิลปินและนักสร้างสรรค์ทั่วโลก โดยศิลปินคนล่าสุดที่ได้รับเลือกโดยทีม Brand Creative ของ The Standard ก็คือศิลปินหนุ่มเลือดใหม่ชาวไทย บาล์ม-ธนัช ตั้งสุวรรณ เจ้าของผลงาน Found ที่ได้ประดับอยู่ที่ผนังบาร์ Double Standard ในขณะนี้ หลังจากปาร์ตี้เปิดตัวครั้งใหญ่ที่ได้มาร์ก รอนสัน ดีเจชื่อดังมาช่วยสร้างสีสัน ต่อด้วยปาร์ตี้ของ Love Magazine ร่วมกับทาง Youtube ที่จัดไม่กี่วันหลังจากนั้น ทำให้ The Standard กลายเป็นที่พูดถึงในหมู่คนดังแถวหน้าระดับโลกและดึงดูดให้ศิลปินและคนในวงการสร้างสรรค์เดินเข้ามาที่ The Standard, London กันอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็น ลิลลี่ อัลเลน พาโลมา เฟธ สลิก
ครั้งหนึ่งเคยมีนักวิ่งระยะไกลผู้หนึ่งเคยกล่าวเอาไว้ว่า “ผมไม่รู้ว่าขีดจำกัดนั้นตรงอยู่ไหน แต่ผมก็อยากลองไปให้ถึงจุดนั้นดู” เวลานั้นหลายคนต่างมองว่านั่นประโยคและเรื่องราวเพ้อฝัน มนุษย์หนึ่งคนจะตามหาขีดจำกัดของตัวเองไปเพื่ออะไร? หรือทำไปแล้วจะได้อะไรกลับมา? แต่ชายผู้เป็นเจ้าของประโยคดังกล่าวที่ชื่อ เอเลียด คิปโชเก (Eliud Kipchoge) กลับไม่คิดแบบนั้น เขามองว่ามันคือเป้าหมายสำคัญในการเอาชนะตัวเอง ก่อนจะพิสูจน์ให้คนทั้งโลกได้เห็นด้วยการทำลายกำแพงที่เคย “ขีดเส้น” ความสามารถของนักวิ่งระยะไกลทุกคนบนโลกไว้ว่ามนุษย์นั้นไม่สามารถทำลาย “ขีดจำกัด” หรือกำแพงเวลา 2 ชั่วโมงของการวิ่งฟูลมาราธอนลงได้ ทันทีที่ร่างกายของเอเลียด คิปโชเกทะยานผ่านเส้นชัยในอีเวนต์ INEOS 1:59 Challenge ด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 59 นาที 40 วินาที ประวัติศาสตร์ของโลกและขีดจำกัดของมนุษย์ก็ถูกมองต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในเวลาเดียวกัน ตัวเขาก็ได้มอบอีกหนึ่งคำพูดสำคัญเพื่อตอกย้ำความคิดที่มีอีกครั้งว่า “มนุษย์เรานั้นไร้ซึ่งขีดจำกัด” ท่ามกลางความสำเร็จท่ีเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก หลายคนทราบกันดีว่าเอเลียด คิปโชเก คือคนที่วิ่งเข้าเส้นชัย แต่เบื้องหลังความสำเร็จต่าง ๆ ในชีวิตของเขากว่าจะมาถึงวันนี้ ใครจะรู้ว่านักวิ่งวัย 34 ปีชาวเคนย่าผู้นี้ต้องผ่านการฝึกฝนทางร่างกายและผ่านการขัดเกลาในด้านจิตใจมาอย่างไรบ้าง วันนี้ UNLOCKMEN และคอลัมน์ MotivAthlete จะพาทุกคนมาหาคำตอบไปพร้อมกัน ร่างกายเหนือมนุษย์ ที่มาจากการฝึกซ้อมและเฝ้าจดบันทึก หลายคนทราบกันดีว่าปัจจัยพื้นฐานของการเล่นกีฬาแต่ละประเภทมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างก็คือ “ร่างกายและพละกำลัง”
ถ้าเอ่ยถึง ‘มุราคามิ’ ผู้ชายที่ชอบอ่านหนังสือก็จะนึกถึง ฮารุกิ มุราคามิ นักเขียนชื่อดังที่สร้างสรรค์วรรณกรรมที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองจนถูกเรียกว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการเล่าเรื่อง แต่บางคนก็จะนึกถึง ‘ทากาชิ มุราคามิ’ ศิลปินชาวญี่ปุ่นที่เคยเข้ามามีอิทธิพลกับเหล่าวัยรุ่นไทยด้วยการวาดดอกไม้ยิ้มที่คนเรียกกันว่า ‘ดอกมุราคามิ’ ดอกไม้ลายเส้นง่าย ๆ สีสันสดสน ที่กระทั่งวันนี้หลาย ๆ คนก็ยังไม่เข้าใจว่าดอกไม้ที่ว่านั้นมันได้รับความนิยมและมีราคาแพงจากอะไร แต่ในวันนี้เราจะไม่ได้มาพูดถึงดอกไม้ของมุราคามิ แต่จะย้อนไปก่อนที่เขาจะโด่งดังจากผลงานอื้อฉาวที่เหล่านักวิจารณ์บางคนต้องเบือนหน้าหนี เพราะผลงานของเขาแม้จะเป็นรูปของตัวการ์ตูนหน้าตาน่ารักแต่มันกลับซ่อนเรื่องราวทางเพศเอาไว้ ความบ้าคลั่งทางจินตนาการที่กลั่นออกมาเป็นผลงานศิลปะทำให้เขาถูกเรียกว่าเป็น ‘ราชาโอตาคุ’ ผลงานสุดอื้อฉาวที่ทำให้โลกรู้จักชื่อของ TAKASHI MURAKAMI หากต้องนิยามถึงอาชีพของทากาชิ มุราคามิ ก็จะพบว่าเขาเป็นชายที่ทำอะไรที่หลายอย่าง เขาเป็นทั้งจิตรกรที่มีผลงานสไตล์ pop art เป็นนักปั้น ภัณฑารักษ์ อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักวิจารณ์ โดยใช้แรงบันดาลใจหลักๆ จากความชอบของตัวเองคือมังงะรวมถึงแอนิเมะมาสร้างสรรค์ผลงานของตัวเอง เมื่อรู้ดีว่าตัวเองชอบอะไร สิ่งต่อมาที่จะทำให้ผลงานของเขาประสบความสำเร็จคือการจับความชอบมาผสมผสานกับอะไรก็ตามที่โดดเด่นและเป็นตัวของตัวเอง ผลงานของเขาจะต้องบอกเล่าตัวตนและไม่ซ้ำใคร เมื่อคิดได้ดังนั้นมุราคามิจึงนำวัฒนธรรมป๊อปมารวมกับลายเส้นการวาดแบบญี่ปุ่นโบราณ เป็นการผสมผสานที่ศิลปินในช่วงเวลานั้นไม่นิยมจับความใหญ่และเก่ามารวมกันเพราะมองว่าการรวมกันแบบนี้มันดูพิลึกพิลั่นเกินไป แต่มุราคามิกลับมองว่าน่าสนใจ นอกจาก pop culture กับลายเส้นแบบญี่ปุ่นโบราณแล้ว มุราคามิยังนำเฮนไต (Hentai) สื่อลามกที่แพร่หลายอยู่ในโลกใต้ดินของประเทศญี่ปุ่นที่ยังเป็นวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม และถูกมองว่าเป็นผลงานสำหรับ ‘คนตลาดล่าง’ มาร่วมกับผลงานประติมากรรมจากวัสดุไฟเบอร์ของตัวเองจนได้รูปปั้นตัวการ์ตูนผู้หญิงที่ชื่อว่า Hiropon
หนุ่ม ๆ ที่เป็นแฟนเพลงของวงเนอร์วาน่า (Nirvana) และฟรอนต์แมนผู้ล่วงลับอย่างเคิร์ต โคเบน (Kurt Cobain) คงจะจำการแสดงสด Nirvana MTV Unplugged กันได้ดี โดยในเวลาต่อมาการแสดงครั้งนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสุดยอดการแสดงแห่งยุค 90’ และจากกลิ่นอายดนตรีเฉพาะตัว ทำให้ผู้รักเสียงเพลงทั่วโลกยังเปิดชมการแสดงครั้งนี้มาตลอด แต่อย่างที่ทราบกันดีว่า นักร้องผู้ล่วงลับอย่างเคิร์ตนอกจากจะเป็นยอดฝีมือด้านการแต่งเพลงแล้ว สไตล์การแต่งตัวของเขายังมีอิทธิพลต่อแฟนเพลงทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือเสื้อคาดิแกนสีมะกอกที่เจ้าตัวสวมใส่ขึ้นแสดงสดใน Nirvana MTV Unplugged ซึ่งกำลังจะถูกนำมาประมูลอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เสื้อคาดิแกนของเคิร์ตถูกนำออกประมูลครั้งแรกในปี 2015 ด้วยราคา 137,500 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 4,180,000 บาทโดยเศรษฐีผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม ราคาของมันเพิ่มขึ้นสองเท่าจากราคาประมูลที่คาดกันไว้ว่าจะจบที่ราคา 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยมันถูกเก็บไว้เป็นอย่างดีในห้องที่มีการควบคุมอุณหภูมิและค่าความเป็นกรด-ด่าง ทำให้ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่ว่าจะเป็นคราบเปื้อน รวมถึงรอยไหม้จากบุหรี่ที่เกิดขึ้นระหว่างแสดง 4 ปีผ่านไปเจ้าของเสื้อคนปัจจุบันผู้เปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาว่า การซื้อในครั้งนั้นคือการลงทุนและเตรียมนำมันมาประมูลอีกครั้งในงาน ICONS & IDOLS Rock ‘n’ Roll Auction ซึ่งจะจัดขึ้นที่มหานครนิวยอร์กในวันที่ 25-26 ตุลาคมนี้ ความพิเศษคือจดหมายจาก Jackie Farry ผู้เป็นเจ้าของเสื้อคนแรกหลังจากเคิร์ตเสียชีวิต


