ความไม่เท่าเทียมและความโกรธแค้นถือเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทุกที่บนโลกใบนี้ ความเหลื่อมล้ำทำให้เกิดช่องว่างทางสังคม จนบางครั้งคนที่อยู่ในชนชั้นฐานพีระมิดทั้งหลายก็ไม่สามารถเก็บงำความอัดอั้นตันใจกับชีวิตแย่ ๆ ของตัวเองได้ ลงมือทำสิ่งแย่ ๆ และใช้ข้ออ้างว่า “เกลียดทุนนิยม เกลียดคนรวย และเกลียดความจนของตัวเอง” UNLOCKMEN จะพาย้อนเวลาไปยังช่วงปี 90 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ของประเทศเกาหลี จากเมืองเล็ก ๆ ที่โลกไม่ให้ความสนใจสู่การพัฒนาสังคมและเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นประเทศที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จัก แต่การก้าวกระโดดทางวัฒนธรรมที่สวยงามอาจสร้างผลกระทบที่ไม่คาดคิดตามมา เช่น ความเหลื่อมล้ำ ความจน และคดีลักพาตัวที่นำมาสู่การฆาตกรรมสะเทือนขวัญ เรื่องราวสะเทือนขวัญที่คนเกาหลีจดจำและกลายเป็นประวัติศาสตร์สะเทือนขวัญเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1993 ใจกลางกรุงโซลเมืองหลวงของประเทศเกาหลี คิม กีฮวัน (Kim Kihwan) วัย 26 ปี อดีตนักโทษพ้นคุกผู้ไม่พอใจกับสังคมที่เป็นอยู่ เขาเป็นคนชนชั้นล่างที่ตกงาน เขาไม่พอใจคนรวยที่เกลื่อนเต็มเมืองแต่ชีวิตของตัวเองกลับตกต่ำจนถึงขีดสุด ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ของเขาทำให้กีฮวันตั้งตัวเป็นศาลเตี้ยและสาบานว่าจะทำทุกอย่างเพื่อทำลายคนรวย กีฮวันรวบรวมพรรคพวกที่คิดเหมือนกับเขาตั้งกลุ่มขึ้นมาชื่อว่า Mescan เพื่อแก้แค้นชนชั้นอภิสิทธิ์ที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม (มุมมองดังกล่าวเป็นเพียงความคิดของกลุ่ม Mescan เท่านั้น) ประกอบด้วยสมาชิก 8 คน แต่ภายหลังชื่อของ Mescan ถูกคนเกาหลีเรียกว่า Chijon Family แทนที่ชื่อกลุ่มเดิมที่พวกเขาตั้งขึ้น หลังจากรวบรวมคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันให้เป็นกลุ่มก้อน
ถ้าเอ่ยถึง ‘ความมั่นคงของชาติ’ เชื่อว่าผู้ชายหลายคนคงลำดับภาพทหารผู้กล้าขึ้นมาในหัวเป็นอันดับแรก ๆ แต่เมื่อสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป สงครามระหว่างประเทศในปัจจุบันไม่ได้อยู่ในรูปแบบการสู้รบในสมรภูมิเสมอไป หรืออาจไม่ดุเดือดเลือดพล่านเป็นวงกว้างเหมือนบางยุคสมัย วันนี้ UNLOCKMEN เลยจะพาหนุ่ม ๆ ทุกคนมาสอดแนมฐานทัพทหารที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก สำรวจสถานที่ลึกลับที่คนธรรมดาอย่างเราไม่อาจเล็ดลอดเข้าไป เริ่มตั้งแต่ฐานทัพบนยอดเขาแสนอันตราย จนถึงฐานทัพใต้น้ำที่ไม่อาจมองเห็นได้จากมุมสูง Eareckson Air Station เมื่อปี 1970 ฐานทัพแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตรวจจับเรดาร์ขีปนาวุธ เป็นฐานทัพทหารที่ตั้งอยู่ 1,200 ไมล์ทางตะวันตกของ Anchorage ใน Alaska และห่างจากรัสเซียเพียง 200 ไมล์เท่านั้น ในปัจจุบัน Eareckson Air Station ยังถูกใช้งานเพื่อตรวจสอบน่านฟ้าของประเทศเกาหลีเหนือ และเป็นสถานีเติมเชื้อเพลิงฉุกเฉินแหล่งสำคัญของมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ Kwajalein Atoll จากเกาะปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลก กลายมาเป็นอีกหนึ่งฐานทัพของสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง Kwajalein Atoll เป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐหมู่เกาะมาร์แชล ประเทศเกาะขนาดเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิก ในอดีตที่นี่เป็นฐานทัพสำคัญสำหรับทดสอบระบบเรดาร์ สร้างขีปนาวุธ และพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารอื่น ๆ อีกมากมาย ปัจจุบันพื้นที่ 11 เกาะจากทั้งหมด 97 เกาะ
เราอาจเคยได้ยินเรื่องราวของพ่อค้ายาชื่อก้องโลกอย่างเอสโคบาร์มาเป็นร้อยครั้ง หรือได้ยินว่าโคลอมเบียเป็นเมืองสุดโหดที่ผลิตยาเสพติดมากจนติดท็อป 10 เป็นสิบ ๆ หน แต่หากถามถึงชีวิตของชาวไร่ที่เป็นคนผลิตวัตถุดิบหลักที่ใช้ในสารเสพติดอย่างใบโคคาหรือกัญชากลับไม่ค่อยถูกพูดถึงนัก อาจเป็นเพราะเหตุผลหลาย ๆ อย่าง เช่น พวกเขาไม่เท่ พวกเขาไม่น่าสนใจพอจนต้องมารับรู้ถ้าเทียบกับชีวิตโลดโผนของพ่อค้ายา UNLOCKMEN นำเรื่องราวที่ถูกลืมมาเล่าให้ทุกคนได้สัมผัสถึงชีวิตชุมชนชาวไร่ในประเทศโคลอมเบียผ่านภาพถ่ายของตากล้องที่ลงไปอยู่ในชุมชน เพื่อสัมผัสถึงอีกแง่มุมว่ากลุ่มคนปลูกพืชสำหรับทำสารเสพติดมีความคิดอย่างไร พวกเขารู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำอยู่หรือไม่ และพวกเขาเป็นผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงจริง ๆ หรือเปล่า เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Mads Nisson ช่างภาพชาวเดนมาร์กวัย 38 ปี ที่โด่งดังจากรางวัล World Press Photo of the Year ในปี 2015 และมีประวัติโชกโชนเกี่ยวกับภาพถ่ายสะท้อนสังคม ก่อนเขาจะเข้ามาถ่ายภาพชีวิตเกษตรกรผู้ผลิตใบยาสำหรับสารเสพติดในประเทศโคลอมเบีย Mads เคยได้รับการว่าจ้างจาก Nobel Peace Center ให้ถ่ายภาพประธานาธิบดีโคลอมเบีย Juan Manuel Santos ผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2016 เพราะเขาสามารถยุติสงครามนองเลือดของกลุ่มพ่อค้ายาติดอาวุธในโคลอมเบียที่ยืดเยื้อมานานกว่า 52 ปี หลังจาก Mads ถ่ายภาพของผู้นำโคลอมเบียแล้วจึงเกิดความคิดว่าเขาต้องการเห็นมุมมองทั้งสองด้านของประเทศนี้ ไม่ใช่เพียงแค่มุมจากผู้นำมองลงสู่ประชาชนเท่านั้นแต่ต้องการเห็นความคิดและชีวิตของคนชายขอบด้วยเช่นกัน
ถ้าพูดถึงนักสู้หรือชนชั้นนักรบของสังคมญี่ปุ่นสมัยก่อน คนทั่วไปก็จะนึกถึงซามูไรเป็นอย่างแรก นึกถึงโรนิน หรือแม้กระทั่งชื่อของการปลิดชีพตัวเองอย่างเซ็มปุกุ (ฮาราคีรี) แต่ถ้าถามว่ารู้จัก อนนะ บุเกอิชา (Onna Bugeisha) หรือไม่ ? คำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินมาก่อน” ทั้งที่คนกลุ่มนี้มีบทบาทมากในสงครามญี่ปุ่น น่าเศร้าที่ความแข็งแกร่งของ อนนะ บุเกอิชา ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากเท่าไหร่ UNLOCKMEN จึงอยากเล่าเรื่องราวโคตรเท่ของกลุ่มอนนะ บุเกอิชา รวมถึงตำนานความโหดกลางสนามรบของโทโมเอะ โกเซ็น (Tomoe Gozen) สตรีที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นซามูไรหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น “เพราะซามูไรไม่ได้รบเพียงลำพัง แต่ยังมีสตรีที่สู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน” ONNA BUGEISHA เรื่องราวของกลุ่มหญิงสาวที่หันมาจับดาบ อนนะ บุเกอิชา คือกลุ่มสตรีญี่ปุ่นที่ลุกขึ้นมาจับอาวุธวิ่งเข้าสู่สมรภูมิไม่ต่างจากซามูไร พวกเธอแตกต่างจากหญิงญี่ปุ่นทั่วไปที่ต้องอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน หญิงจากตระกูลดีต้องเรียนรำ ชงชาตามประเพณีอันดีงาม ส่วนหญิงชาวบ้านต้องฟังสามี หลักฐานทางประวัติศาสตร์บางชิ้นระบุไว้ว่าในช่วงศตวรรษที่ 16-18 ประเทศญี่ปุ่นยังคงเป็นก๊กเป็นเหล่าและทำต่อสู้เพื่อแย่งชิงพื้นที่เขตแดน ในสงครามก็มีอนนะ บุเกอิชา หรือซามูไรหญิงเข้าร่วมรบเป็นจำนวนมาก จุดเริ่มต้นของ อนนะ บุเกอิชาไม่มีที่มาที่ไปแน่ชัด บ้างก็ว่าเกิดขึ้นในยุคเฮอัง บางคนก็คาดว่าเกิดขึ้นในยุคคามากุระ แต่เหตุผลทำให้หญิงสาวจับอาวุธเกิดขึ้นเมื่อสามีหรือพ่อต้องออกไปทำสงคราม เมื่อชุมชนไร้ชายชาตรีมีแต่ผู้หญิง เด็ก และคนแก่ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันพวกเธอจะต้องดูแลตัวเอง
ไม่มีกระแสใดในวันนี้จะมาแรงกว่าจำนวนคนรีวิว Joker บน Social Media พร้อมสารพัดคำชมชนิด 10/10 แบบไม่ขาดสาย จนคนที่ยังไม่ได้ดูต้องเศร้าใจหลีกหนี Spoil กันหัวซุกหัวซุน แน่นอนว่าพวกเรากำลังเล็งหาวันและรอบเหมาะ ๆ ที่จะเสพ Joker ในบทบาทนำแสดงโดย Joaquin Phoenix ชายผู้ส่งเสริมให้ Joker กลายเป็นผู้ร้ายที่ทุกคนต่างหลงรักได้มากขนาดนี้ แต่เสียงหัวเราะที่ดังที่สุดน่าจะมาจากเจ้าของภาพยนตน์อย่าง Warner Bros. ที่สามารถทำรายได้ถล่มทลาย ขึ้นเป็นอันดับ 1 ใน Box Office ประจำเดือนตุลาคม ที่สามารถทำรายได้ Opening Weekend ในตลาด USA และ Canada ได้มากถึง $93.5 ล้านเหรียญ หรือราว 2,800 ล้านบาท (ภาพยนตร์เข้าฉายวันศุกร์ – อาทิตย์ แต่มีรายได้จากวันพฤหัสคืน Preview ไป $13.3 ล้านเหรียญ) ซึ่งเอาชนะแชมป์เก่าที่เข้าฉายในเดือนเดียวกันอย่าง ‘Venom’ ไปได้ชนิดทิ้งไม่เห็นฝุ่น
ย้อนไปวันที่ 11 พฤศจิกายน 1918 ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สิ้นสุดลง Georges Schaeren (จอร์จ แชเรน) ก่อตั้งแบรนด์ Mido ขึ้นมาและถือเป็นวันสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ยาวไกลและเปี่ยมด้วยความกล้าแกร่งของผู้นำในการมองไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ จนกระทั่งปี 2018 นับเป็นปีสุดพิเศษที่ Mido มีอายุครบ 100 ปี ที่ยังคงเดินหน้านำเสนอเรือนเวลาที่เป็นคอลเล็กชันใหม่ๆ ออกสู่ตลาด ซึ่งแต่ละรุ่นจะยังคงคุณค่าที่มีอยู่ใน DNA ของแบรนด์ Mido ตลอดช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องของการออกแบบที่อยู่เหนือกาลเวลา การเลือกใช้วัสดุที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ และนวัตกรรมทางด้านเทคนิค ปรัชญาของ Mido ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดในการผสมผสานระหว่างนวัตกรรม การสร้างสรรค์ และประโยชน์ในการใช้งานที่ถูกหล่อหลอมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดย Mido ได้นำเสนอถึงคุณค่าเหล่านี้ผ่านทางงานออกแบบในนาฬิกาแต่ละคอลเล็กชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมของโลกแต่ละแห่งซึ่งมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นบนบกหรือแม้แต่ในโลกใต้น้ำ ซึ่ง Mido Ocean Star กับสัญลักษณ์ปลาดาว ได้พิสูจน์ความสำเร็จของเทคโนโลยีชั้นสูง ในราคาที่สมเหตุผมที่สุดเท่าที่เราจะหาซื้อได้ ซึ่งถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลากว่า 75 ปี และการฉลองครั้งนี้ก็ยิ่งใหญ่สมกับความเป็น Mido เพราะได้ร่วมมือกับ
หากใครที่เป็นสาวกท่านศาสดา Thom Yorke หรือวง Radiohead น่าจะทราบกันดีว่า เมื่อช่วงเดือนตุลาคมปีก่อน พี่แกได้ปล่อยเพลงชื่อ Hands off the Antarctic ซึ่งเป็นเพลงสำหรับแคมเปญรณรงค์การปกป้องมหาสมุทรแอนตาร์กติกออกมาให้แฟน ๆ ได้ฟัง โดยเรียกได้ว่าเป็นบทเพลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ (คุณสามารถอ่านบทความเต็มเรื่องเพลง Hands off the Antarctic ได้ที่นี่ คลิก) นอกจากนั้น Thom Yorke ก็ยังเดินหน้ารณรงค์อย่างเอาจริงเอาจังเรื่อง Climate Change หรือวิกฤตการณ์ภูมิอากาศมาโดยตลอด แต่ไม่รู้เหตุผลกลใดทำให้ใจท่านเปลี่ยนแปลง เพราะล่าสุดพี่แกดันออกมาพูดผ่านสื่อว่าตัวเองเป็นพวกดีแต่ปากเรื่องรักษ์โลก! โดยงานนี้ Thom Yorke ได้เผยความในใจ (ที่น่าตกใจ) นี้ ผ่านรายการพอดแคสต์ Desert Island Discs ของช่อง BBC Radio 4 ในฐานะแขกรับเชิญเอาไว้ว่า “สิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างติดอยู่ในใจผมก็คือ ผมกำลังรณรงค์เรื่องวิกฤติการณ์ภูมิอากาศอยู่นะ แต่ผมก็คือคนที่ยังนั่งเครื่องบินโดยสารไปทำงานเป็นประจำ อืม… ผมมันดีแต่ปากนั่นแหละ” หากใครติดตามข่าวสารช่วงนี้ เชื่อว่าคงจะเห็นข่าวของสาวน้อยนักรณรงค์วัย 16
การ์ตูนญี่ปุ่นหรือมังงะ ถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่คู่กับผู้ชายไทยมาตั้งแต่เด็กจนโต บางคนเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ก็อาจเลิกอ่านมังงะหันไปชื่นชอบสิ่งอื่นแต่สำหรับใครหลายคนมังงะเหมือนกับเพื่อนคู่ใจที่โตมาด้วยกัน เพราะไม่ว่าวันไหนที่เหนื่อยจากการเรียนหนัก หรือท้อจากชีวิตการทำงาน เพียงแค่กลับมาที่ห้องและพักผ่อนไปกับการ์ตูนเรื่องโปรดก็สามารถทำให้เรามีแรงไปสู้ต่อในวันรุ่งขึ้นได้แล้ว UNLOCKMEN ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มคนที่เติบโตมากับมังงะด้วยเช่นกัน จึงทำให้เราอยากพาหนุ่ม ๆ ทุกท่านมาพบกับ 5 อันดับมังงะจาก Shonen Jump นิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ของสำนักพิมพ์ Shueisha ที่ตีพิมพ์มานานกว่า 51 ปี ว่ามังงะเรื่องไหนจะโดดเด่นทั้งเรื่องราวและตัวละครจนได้รับความนิยมจากผู้ชมมาโดยตลอด อันดับ 5 SLAM DUNK ถ้าพูดถึงมังงะเกี่ยวกับกีฬาบาสเกตบอลใคร ๆ ก็จะต้องพูดถึงเรื่อง Slam Dunk อย่างแน่นอน ผลงานจากอาจารย์ Inoue Takehiko ทั้งหมด 31 เล่ม สามารถจำหน่ายได้มากกว่า 100 ล้านเล่มทั่วโลก Slam Dunk เป็นมังงะที่สามารถถ่ายทอดความสุขและความเศร้าของเหล่านักกีฬาจำเป็นได้อย่างครบถ้วน เพราะตัวเอกของเรื่องเป็นเด็กอันธพาลเกลียดการเล่นบาสฯ แต่สุดท้ายก็ต้องจำใจเดินเข้าสนามแข่งเพื่อแย่งลูกกลม ๆ ยัดลงห่วง เพียงเพราะสาวที่เขาแอบปลื้มชื่นชอบนักกีฬาบาสเกตบอล จึงทำให้เรื่องวุ่น ๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน เมื่อเด็กหนุ่มไม่สนใจกีฬาบาสได้มาอยู่ในวงการ สัมผัสกับความฝันของคนในทีม
มนุษย์กบ หน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม หน่วยปฏิบัติการสงครามพิเศษทางเรือ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ‘หน่วยซีล (SEAL)’ เป็นกลุ่มทหารของกองทัพเรือที่ได้รับการฝึกฝนเข้มงวดที่สุดในบรรดาหน่วยรบพิเศษจากทุกเหล่าทัพ พวกเขาถูกกดดันทั้งทางร่างกายและจิตใจ ผ่านการเคี่ยวกรำอย่างเข้มข้นเพื่อให้ทหารฝีมือดี ผู้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งในทะเล กลางอากาศ และภาคพื้นดินตามชื่อหน่วย SEAL (SEA-AIR-LAND) หน่วย SEAL ต้องผ่านการฝึกมหาโหดเพื่อทดสอบขีดจำกัดของร่างกาย และต้องเอาตัวรอดในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงท่ามกลางความกดดันที่ถาโถม แม้การฝึกฝนที่หนักหน่วงอาจทำให้หนุ่ม ๆ หลายคนคิดว่าหน่วย SEAL จำเป็นต้องมีสมรรถภาพร่างกายในระดับสูง แต่มากกว่าความแข็งแกร่งทางกายภาพ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความแข็งแรงทนทานของสภาพจิตใจ วันนี้ UNLOCKMEN เลยจะพาหนุ่ม ๆ ไปเรียนรู้ 4 เคล็ดลับทางจิตวิทยาที่ช่วยให้หน่วย SEAL บรรลุภารกิจและมีชีวิตรอดท่ามกลางความกดดันและอันตรายที่จู่โจมอย่างรวดเร็วจนพวกเขาแทบตั้งรับไม่ทัน ตั้งเป้าหมาย การกำหนดเป้าหมายที่แน่ชัดและเรียงลำดับเป้าหมายอย่างเป็นระบบ ช่วยให้หน่วย SEAL บรรลุภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ อดีตหน่วย SEAL นายหนึ่งกล่าวว่านี่เป็นเทคนิคที่เขาใช้ขณะทำการฝึกรบ และมันช่วยให้เขาสามารถจัดการกับเป้าหมายที่ยุ่งยากและความกดดันได้โดยง่าย เขาจะจำแนกแยกย่อยเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ให้กลายเป็นเป้าหมายขนาดย่อม แล้วค่อย ๆ ไล่จัดการเป้าหมายเล็ก ๆ พร้อมใช้ประโยชน์จากความสำเร็จของเป้าหมายขนาดเล็ก เพื่อเพิ่มความมั่นใจและประสิทธิภาพในการทะลุทะลวงเป้าหมายยิ่งใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า ฝึกฝนสภาพจิตใจ การฝึกสภาพจิตใจอาจเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการสร้างภาพข้อมูล (Visualization) เป็นการทำบางอย่างซ้ำไปซ้ำจนมันกลายเป็นเรื่องธรรมชาติ ซึ่งหน่วย
แม้เราจะดูเป็นผู้ชายห่าม ๆ แต่เมื่อถึงคราวของเรื่องราวไอเดียรักษ์โลก เราก็ชอบที่จะหยิบมานำเสนอเผื่อบริษัทใหญ่ ๆ ในประเทศไทยจะเอาไปใช้บ้าง โดยคราวนี้เป็นไอเดียการ Collaboration ที่หลายคนคาดไม่ถึงว่าบัตรเครดิตใบเล็ก ๆ ในกระเป๋า จะสามารถช่วยลดขยะพลาสติกในทะเลได้มากถึง 1 ล้านปอนด์ สำหรับ Sneakerhead อาจจะคุ้นชื่อ Parley หน่วยงานที่เน้นลดปริมาณขยะพลาสติกในทะเล ซึ่งพยายามเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้คนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการ Collab กับ adidas เปลี่ยนขยะเป็น Ultraboost มาแล้ว ล่าสุดเป็นการร่วมมือกับ Amercian Express (Amex) เพื่อเปลี่ยนขยะตามชายหาด เป็นบัตรเครดิตให้รูดปื๊ดได้อย่างมีสไตล์และช่วยทะเลไปพร้อมกัน American Express จะเริ่มเปิดรับบัตรเครดิตที่หมดอายุ บัตรขัดข้อง บัตรหาย ทั้งของผู้ใช้ทั่วไป องค์กรเล็กและใหญ่ในอเมริกา (Small Business – Corporate Cards) เปลี่ยนเป็นบัตร Amex x Parley ในปี 2020 เป็นต้นไป ถึงแม้ว่าจะดูเป็นปริมาณขยะพลาสติกที่ไม่เยอะมากนักเมื่อเทียบกับจำนวนขยะ 8 ล้านตันที่ถูกทิ้งลงทะเลในแต่ละปี


