สำหรับผู้ชายโสดสนิทไร้พันธะอย่างเรา ๆ คงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘PornHub’ เว็บไซต์หนังโป๊ชื่อดังที่ครองใจคนทั่วทั้งโลก เว็บไซต์นี้ไม่เพียงสร้างสรรค์วิดีโอวาบหวิว ที่มาพร้อมท่วงท่าขยับเขยื้อนเรือนร่างโป๊เปลือยสุดสยิว แต่ PornHub ยังเป็นอุตสาหกรรมสื่อลามกขนาดใหญ่ที่ผู้ชายเราต้องเสียน้ำให้กับมันแทบทุกครั้งที่เข้าดู ต่อให้หลากหลายกลุ่มธุรกิจจะพบวิกฤตหรือการเปลี่ยนแปลงมากน้อยขนาดไหน แต่เว็บไซต์สื่อลามกแห่งนี้ยังคงยืนหยัดอยู่ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างแข็งแกร่ง ตราบเท่าที่เรื่อง ‘เซ็กซ์’ ยังตื่นเต้นเร้าใจและเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับชีวิตคน แม้ในปัจจุบันกระแสรักษ์โลกจะมาแรงอย่างต่อเนื่อง แต่หากชำเลืองไปตามชายหาด ท้องทะเล หรือมหาสมุทรบางแห่ง ก็อดไม่ได้ที่จะสบถคำหยาบออกมา เมื่อได้เห็นสิ่งปฏิกูลวางกลาดเกลื่อนอยู่เต็มชายหาดมากพอ ๆ กับเม็ดทราย โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่นอกจากจะย่อยสลายยากแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ PornHub จึงจัดแคมเปญ The Dirtiest Porn Ever ถ่ายทำภาพยนตร์ผู้ใหญ่บนชายหาดของทะเลแคริบเบียน ที่เต็มไปด้วยขยะพลาสติกจากน้ำมือของมนุษย์ เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งปฏิกูลเหล่านี้ทำลายฉากรักที่งดงามของหนังโป๊ได้อย่างไรบ้าง จุดประสงค์ของแคมเปญนี้คือสร้างขึ้นเพื่อหาเงินและมีเป้าหมายจะชำระล้างขยะพลาสติกตามชายหาดให้สิ้นซาก ทันทีที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ออกสู่สายตาสาธารณชนทาง PornHub จะบริจาคเงินและรายได้ทั้งหมดให้กับ Ocean Polymers องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่เสาะหาวิธีกำจัดและแปรรูปขยะพลาสติกในมหาสมุทรอย่างยั่งยืน ภาพยนตร์สุดเสียวเรื่องนี้ได้คู่รักมือสมัครเล่นอย่าง Leolulu ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเว็บไซต์มาเป็นนักแสดงนำ เดินเรื่องด้วยเพศสัมพันธ์ร้อนฉ่ากลางชายหาด ทั้งคู่ดื่มด่ำและกลืนกินร่างกายกันและกัน ท่ามกลางบรรยากาศที่แวดล้อมด้วยขยะสกปรก ในขณะที่พวกเขากำลังร่วมรักกันอย่างดูดดื่ม ก็จะมีกองขยะมหึมาเข้ามาบดบัง ทำให้ผู้ชมไม่อาจมองเห็นเรือนร่างกำยำและบอบบางของทั้งคู่ในขณะเปลื้องผ้าได้อย่างแจ่มชัด แต่เมื่อเจ้าหน้าที่สวมชุดหมีของ PornHub เดินเข้ามาทำความสะอาดพื้นที่และกำจัดขยะโดยรอบ ภาพของสองเรือนร่างโป๊เปลือยและลีลาร้อนแรงที่เคยถูกบด
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่เราเห็นข่าวไฟไหม้ป่า Amazon มานานกว่า 2 สัปดาห์เต็ม โดยที่ไม่มีมหาเศรษฐีหรือ Celebrity เข้ามามีส่วนช่วยเหมือนเหตุการณ์ไฟไหม้อื่น ๆ ที่ผ่านมา ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่นเหตุการณ์ Notre Dame Cathedral ในฝรั่งเศสเมื่อช่วยเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีอภิมหาเศรษฐียื่นมือและเงินเข้าช่วยซ่อมแซมเป็นจำนวนกว่า $500 million (แม้หลายสื่อจะบอกว่าเป็น PR Stunt ที่ได้เห็นเงินจริงน้อยกว่านั้นมากก็ตาม) แต่สำหรับกรณีไฟไหม้ป่า Amazon ซึ่งเป็นปอดของโลก มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมากอาศัยอยู่ในนั้น และมันยากหรือเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างขึ้นมาใหม่แม้จะมีเงินมากแค่ไหนก็ตาม แต่เรากลับไม่เห็นใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือเหตุการณ์นี้แม้แต่คนเดียว ไม่ต้องพูดถึง Jair Bolsonaro ประธานาธิบดีคนที่ 38 ของบราซิล ที่ดูเหมือนจะไม่ได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของไฟป่าครั้งนี้อย่างที่ควรจะเป็น ถึงกับเคยให้สัมภาษณ์ว่า “มันไม่ได้รุนแรงอย่างที่คิด” หรือเหตุผลบ้า ๆ ว่า “เป็นการกระทำเพื่อทำลายรัฐบาล” แม้ประธานาธิบดีจะคิดแบบนั้น แต่พระเอกรูปหล่อขวัญใจชาวโลกอย่าง Leonardo DiCaprio น่าจะเป็นคนแรกที่ทนกับเหตุการณ์นี้ไม่ไหว ล่าสุดได้จัดตั้งกองทุนไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อ ‘Earth Alliance’ ร่วมกับ Laurene Powell Jobs (ภรรยาม่ายของ Steve Jobs) และ Brian
แม้ความเป็นส่วนตัวจะเป็นเอกสิทธิ์สำหรับใครคนใดคนหนึ่งในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่เมื่อไรที่คุณย่างก้าวสู่โลกดิจิทัลและใช้ชีวิตผูกโยงกับโซเชียลมีเดีย ‘ความเป็นส่วนตัว’ และ ‘ความเป็นสาธารณะ’ อาจมีเพียงเส้นบาง ๆ คั่นกลางเท่านั้น แล้วประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวนี้ก็เคยเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดกับแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอันดับหนึ่งอย่าง ‘Facebook’ จนเมื่อปีก่อนมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและ CEO ต้องออกมาขอโทษผ่านหนังสือพิมพ์ 9 ฉบับ ว่าด้วยเรื่องการปล่อยให้มีการใช้ข้อมูลส่วนตัวของสมาชิกราว 50 ล้านคนอย่างไม่เหมาะสม มีข่าวลือว่า Cambridge Analytica คือบริษัทหัวหอกผู้ซื้อข้อมูลส่วนตัวจาก Facebook เพื่อเอื้อประโยชน์ให้โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดี ทันทีที่ข่าวนี้ถึงหูประชาชนคนอเมริกัน ความน่าเชื่อถือทั้งหมดของ Facebook ก็ถูกถ่ายโอนไปยัง Amazon และ Google แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้ได้ทำลายความเชื่อถือของแอปพลิเคชันยอดนิยมของคนทั้งโลกไปอย่างสิ้นซาก หลังจากที่โดนกระแสโจมตีเรื่องการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ Facebook ก็ทนพัฒนาและปรับปรุงระบบการใช้ท่ามกลางข้อครหามาร่วมปี แล้วตอนนี้ทาง Facebook ก็ออกแคมเปญเรียกคืนความน่าเชื่อถืออีกครั้ง ด้วยการเปิดคาเฟ่ป๊อปอัปเพื่อตรวจสอบความเป็นส่วนตัวให้ผู้ใช้ คาเฟ่ป๊อปอัปจะถูกสร้างขึ้นในร้านกาแฟ 5 แห่งทั่วเกาะอังกฤษ ทั้งร้าน The Attendant ใน London, ร้าน Takk ใน Manchester,
ในวันธรรมดาสามัญวันหนึ่ง เราอาจเดินสวนกับมนุษย์ผู้หญิงสิบคน ร้อยคน พันคน หรือหลายพันคน บางวันเรากลับบ้านไปเพื่อระลึกว่าจำใครไม่ได้สักคน บางวันอาจมีสักคนที่โดดเด่นออกมาด้วยเสื้อผ้า ด้วยทรงผม ด้วยบุคลิกจนเราต้องเหลียวหลังมองและจดจำเธอไว้ แต่หากมีผู้หญิงสักคน สักคนที่ “NO BRA” เดินสวนเราไป โดยอัตโนมัติ โดยสัญชาตญาณ เราจะประหลาดใจ เราจะฉงนฉงาย เราจะเกิดคำถามมากมายในหัว หรือถึงขั้นจ้องมองอย่างไม่เจตนา (หรือเจตนา) เราจะจำเธอไว้ ในฐานะความแปลกปลอม ความไม่คุ้นเคย ความไม่เข้าพวก หรือถึงขั้นมองว่าเธอละเมิดกฎเกณฑ์อันดีงามของสังคม ทำไม? ทำไมเราถึงตื่นตระหนกกับการที่ผู้หญิง No Bra ไม่สวมยกทรง ไม่ใส่เสื้อในได้ถึงขนาดนั้น? เราอาจไม่เคยถามคำถามนี้กับตัวเอง เพราะเราดันเกิดมาในยุคที่ผู้หญิงใส่เสื้อชั้นในเป็นเรื่องปกติ และผู้หญิงต้องเขินอาย ถ้าไม่ใส่มัน แต่ในวันที่โลกหมุนไป หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลง ผู้หญิงเริ่มกลับมาไม่ใส่เสื้อในอีกครั้ง UNLOCKMEN ชวนตั้งคำถามและสำรวจความเห็นไปพร้อม ๆ กันว่า “คุณคิดอย่างไรถ้าผู้หญิงไม่ใส่ยกทรง?” FREE THE NIPPLE! แม้ขบวนการสตรีนิยมในหลายประเทศจะพูดถึงสิทธิเสรีภาพเหนือเรือนร่างของผู้หญิงมาโดยตลอด จนถึงขั้นมีแคมเปญ Free the Nipple ที่พยายามบอกว่า “ที่หัวนมของพวกเรามันดูโป๊ ก็เพราะมีคนบอกว่ามันมีความหมายทางเพศไงล่ะ!?” แต่ถ้าพวกเราเปิดเปลือยให้เห็นเป็นปกติ
สำหรับใครที่เป็นคอซีรีส์หรือชื่นชอบหนังแนวสืบสวนสอบสวนคงไม่พลาดดู Mindhunter จาก Netflix ผลงานของผู้กำกับ David Fincher ที่หลงใหลในเรื่องราวของเหล่าฆาตกร และต้องการเจาะลึกถึงความคิด ความรู้สึกในการสังหารคนว่าในช่วงเวลานั้นเขาคิดอะไร สภาพแวดล้อมหล่อหลอมให้กลายเป็นคนชั่วหรือทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะจิตใจที่ดำมืดอยู่แล้ว ซีรีส์เรื่อง Mindhunter จำลองการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่ FBI กับผู้ต้องหาคดีหนักในยุค 70 เนื้อหาของบทสนทนาจะเล่าถึงการก่อเหตุในแต่ละครั้ง เพื่อทำความเข้าใจวิธีคิดของฆาตกรโรคจิตและหาทางยับยั้งการเกิดเหตุน่าสลดในภายภาคหน้า หรือสำหรับบางคดีที่ฆาตกรยังไม่ยอมบอกว่าฝังศพของเหยื่อไว้ที่ไหนบ้าง พวกเขาจะต้องพูดคุยเพื่อไขคดีไปพร้อมกัน ด้วยเรื่องราวที่หนักหน่วงของ Mindhunter ทำให้ UNLOCKMEN สนใจหยิบเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งนาม Edmund Kemper มาเล่าสู่กันฟังว่าชายคนนี้เพี้ยนจนกู่ไม่กลับและสร้างความสะพรึงกลัวให้กับสังคมได้มากน้อยแค่ไหน เด็กหนุ่มกับพฤติกรรมวิกลจริต เด็กชายเคมเปอร์เติบโตในรัฐแคลิฟอร์เนียร์ ท่ามกลางครอบครัวที่ไม่อบอุ่น พ่อแม่ของเขามีปากเสียงกันแทบจะตลอดเวลา สุดท้ายทั้งสองคนหย่าร้างและส่งลูกชายของตัวเองไปอยู่กับตายาย ความประหลาดในตัวเขาเริ่มแสดงออกผ่านพฤติกรรม เขาชอบเล่นเป็นนักโทษประหารกับน้องสาว โดยแบ่งกันเลือกว่าจะตายด้วยวิธีไหนทั้งเก้าอี้ไฟฟ้า หรือโดนรมควันในห้องแก๊ส เมื่ออายุ 10 ขวบ เด็กชายฆ่าแมวและฝังไว้ในสวนข้างบ้าน เวลาผ่านไปก็ฆ่าแมวอีกหนึ่งตัวเพราะเห็นว่าน้องสาวของเขาชอบมันมากเกิน แถมยังเก็บซากแมวไว้ในตู้จนสุดท้ายแม่ก็มาเจอซากศพแมวที่ส่งกลิ่นชวนคลื่นไส้ เด็กชายเคมเปอร์มีความสุขกับการฆ่า สนใจใคร่รู้ในเรื่องพิธีกรรมลี้ลับ เขาเคยเอาตุ๊กตาของน้องสาวมาทำพิธีบางอย่างด้วยการตัดหัวตุ๊กตา รวมถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับบทสนทนาระหว่างเขากับพี่สาวอีกคนว่าทำไมไม่ลองจูบครูของตัวเองดูล่ะ และเธอก็ได้คำตอบที่ชวนตกใจจากน้องชายว่า “ถ้าผมจะจูบเธอ ผมต้องฆ่าเธอก่อน” นอกจากนี้แม่ขี้เมาของเขาอาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เด็กชายโตมาเป็นคนวิกลจริต คุณนายเคมเปอร์เลี้ยงเขามาด้วยความลำเอียง ชอบพูดถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามใส่ ไล่ให้เขาไปนอนในห้องใต้ดินเพราะกลัวว่าเขาจะทำร้ายน้องสาวของตัวเอง ไม่ยอมกอดลูกชายเพราะการกอดจะเปลี่ยนให้เขาเป็นเกย์ และในที่สุดเวลาที่เขาก่อคดีฆาตกรรมก็มาถึง
กว่าที่นักบินอวกาศจะผ่านการฝึกเพื่อเข้ามาประกอบอาชีพนี้ได้นั้น พวกเขาจะต้องเผชิญกับแบบทดสอบที่ท้าทายทั้งศักยภาพด้านร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก เพื่อให้พร้อมรับมือกับสถานการณ์หลายรูปแบบที่ไม่อาจคาดเดาได้จากนอกโลก ซึ่งมีผลต่อความเป็นความตายของพวกเขาได้เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม นักบินอวกาศเหล่านี้ก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาไม่ต่างไปจากพวกเราทุกคน จินตนาการว่าเราเจอหลุมอากาศหนัก ๆ บนเครื่องบินยังกลัวชนิดลืมหายใจ นับประสาอะไรกับการนั่งยานอวกาศออกไปนอกโลกอันมืดมิด ซึ่งในอดีตก็มีเหตุการณ์ที่สภาพจิตใจของพวกเขาเคยมีปัญหามาแล้วหลายครั้ง เช่นในปี ค.ศ. 1973 ลูกเรือภารกิจ Skylab 4 ตัดสินใจประท้วงหยุดงานกลางอวกาศ โดยการยุติระบบสื่อสารกับภาคพื้น และหยุดการทำงานทุกอย่างลง สาเหตุมาจากการถูก NASA อัดตารางทำงานให้โดยไม่คำนึงถึงการพักผ่อนของนักบินอวกาศ แน่นอนว่าพอหลังเปิดระบบสื่อสารในวันกลับมา พวกเขาก็โดนตำหนิจากการกระทำดังกล่าวอย่างหนัก แต่นั่นก็ทำให้ NASA ปรับปรุงการจัดตารางทำงานให้กับลูกเรือ โดยคำนึงถึงสภาพร่างกายและจิตใจของนักบินอวกาศมากยิ่งขึ้น ลูกเรือ Skylab 4 ทั้งสามคนได้รับเหรียญรางวัลขั้นสูงสุดของ NASA แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ได้รับโอกาสให้กลับไปสู่อวกาศอีกเลย และเมื่อดูภารกิจในปัจจุบันที่แต่ละประเทศก็ต่างอยากส่งมนุษย์ออกไปสำรวจดาวอังคาร รวมทั้งวัตถุที่อยู่ไกลออกไปจากนั้นอีก นั่นทำให้สภาพจิตใจของนักบินอวกาศจะต้องถูกศึกษาและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการ Freak Out ขึ้นระหว่างการเดินทางนานแรมปีในแต่ละภารกิจ มาดูเทคนิคที่บรรดาหน่วยงานอวกาศต่าง ๆ กำลังศึกษา เพื่อดูแลสุขภาพจิตของนักบินอวกาศกัน เริ่มแรกให้เราลืมภาพยานอวกาศที่พบเห็นตามหนังไปให้หมด เพราะการส่งยานแต่ละครั้งมีข้อจำกัดที่โหดร้าย และค่าใช้จ่ายมหาศาล ทำให้ทุก ๆ ภารกิจต้องนำไปเพียงแค่ของที่จำเป็นเท่านั้น ยังไม่รวมถึงขนาดของยานที่ค่อนข้างแคบและแออัด ลองนึกภาพการถูกกักบริเวณไว้ในรถยนต์ส่วนตัวที่มีระบบคอมพิวเตอร์มากมาย kไม่รู้จะมีปัญหาอะไรขึ้นมาเมื่อไหร่เป็นเวลา
หลังจาก THE 1975 วงดนตรีขวัญใจวัยรุ่นจาก Manchester ประเทศอังกฤษ ได้ออกมาประกาศชื่อสตูดิโออัลบั้มลำดับ 4 ‘Notes on a Conditional Form’ ทางวงก็ได้ปล่อยแทร็กแรกของอัลบั้มตามมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยแทร็กแรกในทุก ๆ อัลบั้มของพวกเขาจะใช้ชื่อว่า ‘The 1975’ จนเหมือนเป็นธรรมเนียม แต่สำหรับแทร็ก The 1975 ของอัลบั้มนี้กลับไม่เหมือนครั้งไหน เพราะแทร็กนี้ไม่ใช่เพลงอินโทรสั้น ๆ แบบที่วงเคยทำ แต่เป็นดนตรีที่มีทำนองพร้อมเสียงเด็กผู้หญิงกำลังพูดอะไรบางอย่าง! และถ้าหากคุณตั้งใจฟังต่อไป คุณจะพบว่ามันคือสุนทรพจน์อันแสนทรงพลังเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมนั่นเอง เจ้าของเสียงนี้ไม่ใช่ใคร แต่คือสาวน้อย Greta Thunberg นักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนที่กำลังโด่งดังไปทั่วโลกในขณะนี้ แม้เธอจะมีอายุเพียง 16 ปี แต่กลับมีความมุ่งมั่นกล้าหาญ เธอลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อโลกของเราอย่างจริงจัง โดยบางส่วนของแทร็ก The 1975 นี้ ได้มีการหยิบยกข้อความจากสุนทรพจน์จริงที่ Greta เคยกล่าวไว้ในงาน World Economic Forum เมื่อปี 2018 นอกจากสุนทรพจน์ของ Greta จะถูกเผยแพร่ให้ผู้คนบนโลกได้ฟังเพิ่มขึ้นแล้ว
ใครจะคิดว่าชายผู้สร้างแบรนด์วิสกี้สัญชาติอเมริกันชื่อก้องโลกอย่าง Jack Daniel จะมีจุดเริ่มต้นต่ำยิ่งกว่าศูนย์เสียอีก จากเด็กกำพร้าตกอับ ต้องออกจากบ้านเพราะเกลียดแม่เลี้ยงตัวเองไปอาศัยอยู่กับนักเทศน์ คลุกคลีอยู่กับโบสถ์และก้าวสู่โลกกว้างด้วยการสร้างสุราที่โลกไม่ลืม ด้วยความมันสะใจกับเรื่องราวชีวิตของชายที่มีชื่อว่า Jack Daniel จึงทำให้ UNLOCKMEN สนใจใคร่อยากแบ่งปันให้ทุกคนได้รู้จักกับเขา ชายที่สร้างความประหลาดใจในครั้งวัยเยาว์จนถึงช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต มิสเตอร์ Jack Daniel ตัดสินใจจดทะเบียนโรงกลั่นสุราครั้งแรกปี 1866 โดยไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งข้างหน้าเหล้าที่เขาทำเองจะกลายเป็นที่นิยมของนักดื่มทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 18 หลังเขาลี้จากครอบครัวมาฝากเนื้อฝากตัวเติบโตในโบสถ์กับนักเทศน์ที่มีร้านขายและโรงกลั่นสุราชื่อ Dan Call เขาจึงมีโอกาสคลุกคลีกับการกลั่นสุรามาตั้งแต่เด็ก อยู่มาวันหนึ่งนักเทศน์ที่สอนเกี่ยวกับการหมักสุราให้กับ Jack Daniel ตัดสินใจหันหน้าเข้าหาศาสนาอย่างจริงจังจึงขายกิจการสุราทั้งหมดให้กับเขา เด็กหนุ่มจึงนำเงินมรดกที่ได้จากที่ดินของบิดาผู้ล่วงลับมาซื้อกิจการและสานต่อ การลงทุนครั้งนี้นับว่าคุ้มค่า เมื่อเด็กหนุ่มต่อยอดความสำเร็จด้วยการพัฒนาวิสกี้ของตัวเองมีคุณภาพโดดเด่นกว่าใคร ๆ ความโดดเด่นของวิสกี้ Jack Daniel มาจากกระบวนการผลิตและการกลั่นที่จะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทดสอบกลิ่น รสชาติ ให้ได้มาตรฐานคุณภาพที่ดีที่สุด ที่สำคัญการคงอยู่ยาวนานกว่าร้อยปีของแบรนด์ยังใช้ผู้เชี่ยวชาญกลั่นสุราไม่ถึงสิบคน นอกจากนี้ที่ตั้งของโรงกลั่นวิสกี้ที่อยู่ในหุบเขาเมืองลินซ์เบิร์กยังมีน้ำพุใต้ดินไหลออกมาเป็นลำธาร ธารน้ำบริสุทธิ์ไร้ธาตุเหล็กนี้นำมาใช้ในกระบวนการผลิตสุราของ Jack Daniel ผสมกับข้าวโพด ข้าวสาลี ข้าวไรน์ รวมถึงวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ถูกหมักอยู่ในถังไม้โอ๊กขาว บ่มจนได้สีทองอำพันพร้อมกับรสชาติอันยอดเยี่ยม แถมยังเป็นโรงกลั่นแห่งแรกในสหรัฐอเมริกาที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องในปี 1866
ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2019/20 ได้เริ่มขึ้นไปแล้ว 1 นัด โดยหลายคนยังไม่รู้ว่าในฤดูกาลนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับการแข่งขัน โดยเฉพาะเรื่องของกฏที่ถูกเพิ่มและแก้ไขในฤดูกาลที่จะมาถึงนี้ การเปลี่ยนแปลงกฏในเกมฟุตบอลที่มาจากการอนุมัติของ IFAB (International Football Association Board) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งนั่นก็ได้ถูกนำมาใช้งานกับหลากกฏเกณฑ์ในพรีเมียร์ลีกและฟุตบอลลีกทั่วโลกเช่นกัน โดยนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการปรับแก้กฏเกิดขึ้น และก็คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายเช่นกัน มาดูกันว่ามีอะไรใหม่ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่นี้กันบ้าง เพื่ออรรถรสในการรับชมอย่างเข้าใจ VAR มาแล้ว หลังจากที่ถูกใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก ค.ศ. 2018 และนำมาทดสอบใช้เบื้องหลังของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลที่แล้ว ในที่สุด VAR ก็ได้ถูกนำมาประเดิมใช้งานจริง แม้จะเป็นลีกสุดท้ายจาก 5 ลีกใหญ่ของยุโรปก็ตาม VAR หรือ Video Assistant Referee เป็นระบบที่ช่วยในการตัดสินของผู้ตัดสินหลักที่อยู่ในสนาม โดยมีผู้ตัดสินที่คอยดู VAR และให้คำแนะนำ รวมทั้งมีภาพช้าให้กับผู้ตัดสินหลักได้ชมที่บริเวณข้างสนาม ซึ่งก็จะมีข้อจำกัดด้านเวลาที่สามารถดูได้ และเหตุการณ์ที่สามารถใช้ VAR เพื่อดูได้ เพื่อไม่ให้เกมถูกหยุดไปนานเกินที่มันควรจะเป็น ทั้งนี้ผู้ตัดสินหลักก็จะยังคงมีอำนาจเด็ดขาดในการตัดสินใจสุดท้ายอยู่เหมือนเดิม ทีนี้นอกจากการเพิ่ม VAR
ในขณะที่กองทัพบ้านเรากำลังเล่นการเมืองอย่างหนัก และหันไปโฟกัสการเสริมเขี้ยวเล็บด้วยรถถังพ่วงเรือดำน้ำ แต่ในขณะที่ประเทศฝรั่งเศสได้ก้าวไปอีกหลายขั้น ไม่นานมานี้นาย Emmanuel Macron ได้ประกาศว่าประเทศฝรั่งเศสกำลังจะมีกองทัพอวกาศเป็นของตัวเอง ทั้งนี้เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันและดูแลบรรดาดาวเทียมของตน แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าพวกเขาต้องการจะยกระดับความปลอดภัยขึ้นไปอีกครั้ง เมื่อรัฐมนตรีกลาโหมของฝรั่งเศสได้ออกแถลงว่าพวกเขากำลังจะสร้างดาวเทียมพร้อมปืนกับเลเซอร์ขึ้น กระทรวงกลาโหมของฝรั่งเศสเตรียมจัดสรรงบประมาณให้กองทัพเป็นเงิน 700 ล้านยูโร (ราว 24,000 ล้านบาท) เพื่อนำมาใช้จ่ายในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอวกาศของภาคส่วนทหาร และภายในปีค.ศ. 2025 พวกเขาอาจใช้จ่ายสูงถึง 3,800 ล้านยูโรเลยทีเดียว ซึ่งในปัจจุบันกองทัพฝรั่งเศสมีเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารชื่อ Syracuse ที่กำลังจะถูกปรับปรุงให้มีกล้องคอยตรวจตราดูสภาพโดยรอบ และเพิ่มเติมปืนกลกับเลเซอร์ เพื่อใช้ในการป้องกันตัวเองจากการถูกรุกรานโดยดาวเทียมดวงอื่น Florence Parly รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงความต้องการที่จะพัฒนดาวเทียมขนาดเล็กแบบ Nanosatellites เพื่อขึ้นไปคุ้มกันวัตถุสำคัญของประเทศในอวกาศ เช่น ดาวเทียมของกองทัพ ซึ่ง Nanosatellites เหล่านี้ต้องมีความสามารถพร้อมสำหรับการส่งขึ้นสู่วงโคจร เพื่อไปทดแทนดวงที่มีปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และทางกองทัพก็ต้องการให้มันพร้อมใช้งานเป็นครั้งแรกภายในปีค.ศ. 2030 นี้ ทางฝรั่งเศสอ้างว่าเป้าหมายของการพัฒนาดาวเทียมติดอาวุธเหล่านี้นั้นเป็นมาตรการเพื่อป้องกันตัวเองเท่านั้น และจะไม่มีการรุกรานดาวเทียมดวงอื่นก่อน ซึ่งทาง Parly ก็ได้ระบุถึงสนธิสัญญาว่าด้วยการใช้งานอวกาศของสหประชาชาติ ว่าการติดตั้งอาวุธจะไม่เป็นการแหกกฏอย่างแน่นอน เนื่องจากใน Outer Space Treaty นั้นพูดถึงการห้ามนำอาวุธนิวเคลียร์ หรือวัตถุที่มีอนุภาคทำลายล้างสูงไปติดตั้งอยู่ในอวกาศ


