มีคนจำนวนหลายล้านคนทั่วโลกได้ดูคลิป Bruce Lee ที่สุดของตำนานแห่งกังฟูจีนฝึกซ้อมด้วยการใช้กระบองสองท่อน Nunchucks วาดลวดลายสุดเทพจนเราต้องอ้าปากค้าง ไม่ว่าจะเป็นการใช้กระบองสองท่อนตีปิงปองอย่างเหนือชั้น เอาชนะนักปิงปองที่แม้จะใช้จำนวน 2 คนก็ยังต่อกรกับ Bruce Lee ไม่ได้ ต่อด้วยการให้คนโยนไม้ขีดใส่ โดย Bruce Lee สามารถใช้กระบองสองท่อนหวดอย่างแม่นยำจนไฟติดไม้ขีดทุกดอกได้ ในภาพฟิลม์ที่ดูเก่าแก่ เสียงและท่าทางที่ดูเป็นธรรมชาติ บวกกับชื่อเสียงตำนานความยิ่งใหญ่ของ Bruce Lee ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูน่าเชื่อถือจนไม่มีข้อสงสัย เผื่อใครยังนึกไม่ออก เรากำลังดูถึงคลิปด้านล่างนี้อยู่ตั้งแต่นาทีที่ 0:55 เป็นต้นไป เชื่อว่าถึงตอนนี้ หลายคนก็ยังคงดูสกิลการตีปิงปองและหวดไม่ขีดไฟที่น่าอัศจรรย์ของ Bruce Lee วนไปวนมาด้วยความตะลึง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่เราคิดว่าน่าจะดีกว่าถ้าเราจะรู้ข้อเท็จจริงของคลิปที่ว่านี้เอาไว้ด้วย เพราะที่จริงแล้วนี่ไม่ใช่คลิปการฝึกของ Bruce Lee ที่แท้จริง แต่เป็นคลิป Viral Video ที่ยอดเยี่ยมสำหรับโฆษณาโทรศัพท์มือถือ Nokia N96 Limited Edition Bruce Lee ผลงานของบริษัทโฆษณา JWT Beijing ตั้งแต่ปี 2008 หรือเป็นเวลามากกว่า 40
เจอรถติดใช่มั้ย ไม่เป็นไร เพราะมันไม่ใช่ปัญหาของ taxi คันนี้ (ที่จริงต้องใช้คำว่าลำนี้) ท่ามกลางความเดือดของการแข่งขันด้าน Flying Taxi หรือรถบินได้ ที่มีทั้งบริษัทใน Dubai และทาง Uber ดูจะเป็นผู้นำหน้าเทคโนโลยีอยู่ในขณะนี้ ทางด้าน Rolls-Royce Holdings plc บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินชั้นนำของโลกที่เรานั่งโดยสารกันอยู่ในปัจจุบัน (เครือเดียวกับ Rolls-Royce Motor Cars ผู้ผลิตยนตรกรรมสุดหรูราคาแพงระยับจากอังกฤษ) ได้ทำการประกาศศักดาลุยธุรกิจสายใหม่ เปิดตัว Hybrid Flying Taxi ในงาน Farnborough International Airshow 2018 Flying Taxi ลำนี้มีรหัสเรียกขานว่า Electric Vertical Take-off and Landing (EVTOL) หรือ “อากาศยานพลังงานไฟฟ้าที่บินขึ้นลงได้ในแนวดิ่ง” สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ 4-5 คน ทำความเร็วได้ประมาณ 400 กม. ต่อชั่วโมง ชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งสามารถบินได้ไกลราว 800
นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คู่ชิงชนะเลิศของฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของโลกต่างใส่ชุดแข่งของไนกี้ และนี่ยังเป็นบทสรุปอันน่าประทับใจของไนกี้ตลอดการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติรายการสำคัญที่สุดที่มีการทำสถิติใหม่ๆ มากมาย ในโอกาสนี้ เอลเลียต ฮิลล์ ประธานฝ่ายผู้บริโภคและช่องทางจัดจำหน่าย (President of Consumer and Marketplace) ของไนกี้ กล่าวว่า “ในการแข่งขันครั้งนี้ ทีมที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ 3 ใน 4 ทีม ใส่ชุดแข่งของไนกี้ และทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศทั้ง 2 ทีม ต่างสวมชุดแข่งของไนกี้ เราผลิตผลิตภัณฑ์ต่างๆ สำหรับกีฬาฟุตบอลมาแล้วกว่า 2 ทศวรรษ และการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่คู่ชิงชนะเลิศของฟุตบอลรายการใหญ่ที่สุดของโลกต่างใส่ชุดแข่งของไนกี้” ในการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติรายการสำคัญที่แฟนบอลเฝ้ารอชมนี้ ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 10 จาก 32 ทีม เลือกใช้ชุดแข่งของไนกี้ ซึ่งรวมถึง 3 จาก 4 ทีมที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ (ได้แก่ ฝรั่งเศส โครเอเชีย และอังกฤษ) และชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของทีมชาติฝรั่งเศสในนัดชิงชนะเลิศส่งผลให้ทีมชาติฝรั่งเศสสามารถปักดาวแชมป์โลกดวงที่ 2 ลงบนเสื้อแข่งของพวกเขาได้สำเร็จ ฮิลล์กล่าวเพิ่มเติมว่า “นอกเหนือไปจากชุดแข่งแล้ว ไนกี้ยังเป็นแบรนด์ที่ชนะใจนักฟุตบอลมากมาย เพราะนักฟุตบอลระดับชั้นนำหลายต่อหลายคนเลือกใช้รองเท้าฟุตบอลของไนกี้ เวลารวมของการลงเล่นในสนามโดยนักฟุตบอลที่สวมใส่รองเท้าฟุตบอลไนกี้นั้นสูงถึงร้อยละ 65
หลังจากใช้เวลาถึง 9 ปีอยู่กับ Real Madrid ซึ่งเราเคยคิดว่ามันจะเป็นสโมสรสุดท้ายก่อนแขวนสตั๊ดด้วยซ้ำ ใครจะไปคิดว่าในบั้นปลายอาชีพค้าแข้งของ Christiano Ronaldo นักเตะเจ้าของรางวัล Ballon d’Or 5 สมัย วัย 33 ปี จะยังสามารถย้ายทีมไปอยู่เมือง Turin กับสโมสรโลโก้เท่ Juventus Football Club หรือที่เราเรียกกันสบายปากว่า Juve ด้วยค่าตัวมโหฬารบานตะไท มี Transfer fee 100 ล้านยูโร เงินเดือนปีละ 30 ล้านยูโร รวมสัญญา 4 ปี 120 ล้านยูโร สัปดาห์ละ 22 ล้านบาท เฉลี่ยวินาทีละ 40 บาท ประเด็นคือหลายคนยังไม่รู้ว่าตัวเลขดีลที่หลายคนพูดถึงนั้น ยังไม่รวมโบนัสและภาษีที่ Andrea Agnelli ผู้บริหารสโมสร Juventus ต้องจ่ายภาษีในจำนวนเงินเท่ากันเข้าหลวงอีก เบ็ดเสร็จปิดดีลเขย่าโลกครั้งนี้คาดว่า Juve ต้องควักไม่ต่ำกว่า 340 ล้านยูโร
หลังออกกำลังกายเสร็จหมาด ๆ จนเหงื่อโชก อะไรจะเรียกความสดชื่นของผู้ชายอย่างเราได้ดีกว่าเกลือแร่แช่เย็นเจี๊ยบดับกระหาย พวกเราคงเคยคิดแบบนี้ใช่ไหม แต่มันอาจเป็นเพราะบ้านเราไม่มีใครลองกินเบียร์ไร้แอลกอฮอล์มากกว่า เพราะเมืองเบียร์เขาออกมายืนยันตอนช่วงโอลิมปิกหน้าหนาวว่า “กินเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ คือที่สุดของการฟื้นฟูร่างกายนักกีฬาจริง ๆ ไม่ได้โม้” ไม่รู้ว่าเพราะเป็นประเทศที่กินเบียร์ต่างน้ำกันเป็นปกติหรือเปล่า ทำให้การสรรหาเครื่องดื่มให้นักกีฬาของชาตินี้ต่างจากชาติอื่น ถ้ายังจำกันได้โอลิมปิกที่จัดที่เมือง Pyeongchang ประเทศเกาหลีใต้ช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมา ประเทศเยอรมนีใช้วิธีดูแลนักกีฬาด้วยเครื่องดื่มประจำชาติอย่าง “เบียร์” แต่เลือกที่เป็นแบบไร้แอลกอฮอล์มาให้ดื่มกันทั้งระหว่างการฝึกและหลังการแข่งสิ้นสุด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้กลับมาน่าทึ่ง เนื่องจากประเทศเยอรมนีไม่เพียงได้ที่ 2 จากการกวาดคะแนนรวมการแข่งขัน ที่สำคัญยังได้รับเหรียญทองเทียบเท่ากับแชมป์อย่างนอร์เวย์ถึง 14 เหรียญทองเชียว Johannes Scherr แพทย์ประจำทีมสกีในโอลิมปิกนำวิธีนี้มาใช้โดยได้แรงบันดาลใจมาจากข้อมูลผลการศึกษาของบริษัทกลั่นเบียร์ที่จัดทำขึ้นเพื่อพิสูจน์ในรูปแบบ Double-blind หรือการพิสูจน์โดยไม่บอกผู้ทดลอง โดยนำเบียร์ให้นักวิ่งมาราธอนดื่มทุกวันต่อเนื่อง 3 สัปดาห์ก่อนการแข่งและ 2 สัปดาห์หลังการแข่งขัน ผลปรากฎว่านักวิ่งที่ดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ มีอาการอักเสบน้อยกว่านักวิ่งที่ได้รับยาหลอก (ยาที่ทำจากแป้งแต่ไม่ได้มีสรรพคุณทางจริง คนนิยมใช้เพื่อทดสอบกระตุ้นให้ผู้กินรู้สึกว่าได้รับการรักษา) นอกจากผลการศึกษานี้แล้วยังมีผลวิจัยของ Chilean หนึ่งในนักวิจัยที่ศึกษาด้านโภชนาการช่วยการันตีถึงประโยชน์ของมัน เพราะเขาว่าการดื่มเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ ก่อนการออกกำลังกายช่วยให้นักกีฬาฟุตบอลช่วยรักษาความชุ่มชื้นในร่างกายได้ด้วย ถอดรหัสทำไมในเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ถึงดีกับร่างกาย เมื่อติดตามผลกันให้ลึกซึ้งแล้วมันมีเหตุผลมากกว่าการสุ่มกินสุ่มทดสอบหรือหลักการตลาดที่เผยออกมาเพื่อเรียกแขกเท่านั้น เนื่องจากเบียร์ประกอบขึ้นจากวัตถุดิบสำคัญที่มีประโยชน์กับร่างกาย ตั้งแต่ Hops ดอกไม้ที่เป็นต้นทางของรสชาติขมที่มีสรรพคุณช่วยรักษาโรควิตกกังวล นอนไม่หลับ อาหารไม่ย่อย
ถึงแม้ว่าเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายระหว่างทีมชาติโครเอเชียกับทีมชาติเดนมาร์กจะจบลงด้วยชัยชนะของทีมตราหมากรุกจากการดวลจุดโทษ แต่ถ้าพูดถึงผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดในเกมดังกล่าวกลับเป็นผู้รักษาประตูของทีมปราชัยอย่าง ‘Kasper Schmeichel’ ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมนามสกุลดูคุ้นตา เพราะ Kasper คือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของ Peter Schmeichel ผู้รักษาประตูระดับตำนานของทีมชาติเดนมาร์กและทีมปีศาจแดง Manchester United ไฮไลต์ในเกมดังกล่าวเกิดขึ้นในนาทีที่ 116 ของการแข่งขัน ขณะที่สกอร์เสมอกันอยู่ 1-1 เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อ Ante Rebic โดน Mathias Joergensen กองหลังทีมชาติเดนมาร์กเสียบสกัดในเขตโทษ ผู้ตัดสินไม่ลังเลเป่าให้เป็นจุดโทษทันที โครเอเชียส่งเพชฌฆาตอย่าง Luka Modric หนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในโลกมาเป็นคนสังหาร เป็นการดวลกันตัวต่อตัวโดยมีประเทศชาติเป็นเดิมพัน ซึ่งผู้ชนะในการดวลครั้งนี้คือ Kasper Schmeichel ที่สามารถโชว์ซูเปอร์เซฟได้อย่างงดงาม ฉุดทีมชาติเดนมาร์กที่เหมือนตกรอบไปแล้วครึ่งตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง และทันทีที่ Kasper Schmeichel สามารถป้องกันประตูไว้ได้ กล้องในสนามก็จับไปที่ Peter Schmeichel ซึ่งในตอนนั้นอยู่ในอารมณ์สะใจ ดีใจ ภูมิใจผสมปนเปกันไปพร้อมตะโกนไปรอบ ๆ ถ้าให้เดาคงกำลังพูดว่า “นี่ลูกผม ๆ” เป็นภาพที่คนดูอย่างเราเห็นแล้วเกือบน้ำตาซึม พ่อลูกคู่นี้คงมีสายสัมพันธ์กันเหนียวแน่นมาก แต่เชื่อว่าคงมีอีกหลายแง่มุมที่เราไม่เคยรู้ เช่นการเป็นลูกชายผู้รักษาประตูระดับตำนานและตัวเองก็เล่นในตำแหน่งเดียวกันต้องแบกรับความกดดันไว้มากขนาดไหน หนูน้อย Kasper
เป็นตำนานมีชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันความคลั่งตลอดเวลา สำหรับ Diego Maradona ศูนย์หน้าคลาสสิคขึ้นหิ้งชุดแชมป์โลกปี 1986 ทีมชาติ Argentina แม้จะแขวนสตั๊ดไว้หลังบ้านนานหลายปีหลังตระเวณผ่านสโมสรระดับโลกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Boca Juniors, Barcelona หรือ Napoli แต่เราก็ได้เห็นข่าวคราวดีบ้าง ร้ายบ้างมาโดยตลอด ทั้งเรื่องหนีภาษี เรื่องสุขภาพ มาโผล่อีกทีใน Box นั่งเชียร์ Argentina ใน World Cup 2018 แม้จะมีเตะเพียงไม่กี่นัด แต่ดูเหมือนโฉมหน้าและท่าทางกวน ๆ ของ Maradona จะปรากฏในข่าวทั่วทั้งโลกไม่แพ้ตัวนักเตะอย่าง Messi หรือ Ronaldo เลยด้วยซ้ำ นอกจากการนั่งสูบซิการ์ตรงป้ายห้ามสูบ หรือการชูดับเบิ้ลนิ้วกลางใส่นักเตะทีมตรงข้ามด้วยความมันส์ อีกสิ่งนึงที่หลายคนสังเกตเห็นคือ Maradona ใส่นาฬิการุ่นเดียวกันบน 2 ข้อมือพร้อมกัน ซึ่งใครเป็นแฟนบอลหรือติดตาม Maradona อยู่แล้ว อาจจะเห็นอาการนี้มานานตั้งแต่ปี 2004 แล้ว แต่อาจจะไม่รู้ว่า “ทำไม?” นี่คือสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร หรือนี่คือการอวยรวยตามประสา Superstar ระดับโลกที่ชอบทำอะไรพิลึก ๆ
เมื่อการแข่งขันรอบแบ่งกลุ่มในศึกฟุตบอลโลก 2018 หนนี้ผ่านพ้นไปแล้ว นักเตะที่โชว์ฟอร์มได้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น Luka Modric, Harry Kane , Diego Godin แต่พวกเขาเหล่านี้กลับไม่ใช่นักเตะที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด เพราะนักเตะที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดเป็นนักเตะของทีมชาติอาร์เจนตินา และคน ๆ นั้นก็ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์อย่าง Lionel Messi ด้วย แต่เป็นนักเตะที่ใครหลายคนคงเพิ่งเคยได้ยินชื่อเป็นครั้งแรกในฟุตบอลโลกครั้งนี้ เขาคนนั้นคือ ‘Maximiliano Meza’ Who is Maximiliano Meza? Maximiliano Meza ปัจจุบันอายุ 26 ปี สัญชาติอาร์เจนตินา ตำแหน่งถนัดคือมิดฟิลด์ด้านข้าง แต่ในบางครั้งก็สามารถขยับขึ้นสูงไปเล่นเป็นปีกได้ สมัยยังเด็กเขาเป็นเด็กฝึกของสโมสร Gimnasia y Esgrima ทีมในลีกประเทศบ้านเกิด และสามารถพัฒนาตนเองขึ้นไปเล่นในทีมชุดใหญ่ได้สำเร็จ โดยลงเล่นในลีกไปทั้งหมด 100 นัดพอดิบพอดี ยิงไป 12 ประตู ซึ่งถือเป็นฟอร์มการเล่นที่ดีจนเตะตาสโมสรยักษ์ใหญ่ในลีกอย่างทีม Independiente และสามารถคว้าตัว Meza ไปร่วมทีมได้สำเร็จในปี 2016 นับตั้งแต่ตอนนั้น Meza ลงเล่นในลีกให้กับ Independiente ไปทั้งหมด 44
ถ้าเราบอกคุณว่า “อีกไม่กี่ปีข้างหน้าพวกเราอาจต้องเป็นทาส AI” คุณจะเชื่อมันไหม จะรู้สึกยังไง โกรธที่เราพูดแบบนี้ ท้อแท้ใจ หรือบ่นงึมงำในลำคอว่า UNLOCKMEN เชียร์ AI เก่งเหลือเกิน แต่ไม่ว่าคุณจะคิดแบบไหนก็ตามความก้าวหน้าที่กำลังจะได้เห็นต่อจากนี้มันคงไม่มีวันถอยหลังอย่างแน่นอน ทีนี้มันก็อยู่ที่ว่าพวกเราจะยอมแพ้ให้กับสิ่งที่เห็นไหม หรือฮึดลุกขึ้นมองหาลู่ทางอื่น และพยายามหาทางหวดคืนเพื่อก้าวเหนือมันให้ได้ Why AI might takes all? “จะเก่งแค่ไหนกันเชียว มันก็เป็นแค่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น?” อย่าเพิ่งพูดประโยคนี้ถ้าคุณไม่รู้ว่าวันนี้บรรดาสมองกลทั้งหลายทำอะไรได้บ้าง เรื่องแรก AI ไม่ได้เป็นแค่โค้ดลาย ๆ ในจอคอมพิวเตอร์ที่คอยดูดข้อมูลเราไปประมวลผลหรือแข่งขันเรื่องคำนวณเท่านั้น หลังตัดสายสะดือจากจอปุ๊ป มันจะกลายเป็นรูปแบบไหนก็ได้ชนิดที่เราคาดไม่ถึงทันที เรื่องที่สองเมื่อ AI โดดออกมาจากจอมันไม่ใช่หุ่นกระป๋องต๊อกต๋อยรูปทรงสี่เหลี่ยมอีกต่อไป และเรื่องที่สามอย่าประเมินต่ำว่า AI จะไม่มีวันเลื่อยขาเก้าอี้ของเราได้ เพราะเราไม่ได้ทำงานในอุตสาหกรรมประเภทโรงงาน แล้ววันนี้อาชีพที่ AI จะเข้าไป take over ได้เพิ่มเติมจากอาชีพที่เราเคยรู้คืออะไรกันบ้างมาเช็กดู HELLO INFLUENCER, HELLO STRANGER เชื่อว่าผู้ชายทุกคนต้องมีคนดังในใจที่เราคอยตาม follow กัน แต่แน่ใจได้จริงเหรอว่าคนในหน้าจอที่เราเห็นคือมนุษย์ตัวจริง ไม่ใช่กราฟฟิกสวมวิญญาณจากสิ่งแปลกปลอมอื่น เมื่อล่าสุดผลงานของ Hakuhodo Tokyo
ความซวยเวลามันพุ่งเข้ามาหา มันจะวิ่งเข้ามาแบบถี่ ๆ แต่สำหรับปีหมาปีนี้ ถือว่าเป็นปีมหาโหด “หมาดุไล่กัดนางเงือก” เพราะร้านเจ้าดังอย่างสตาร์บัคที่มีลูกค้าทั่วโลก เจอตบหน้าขวาซ้ายด้วยข่าวเสีย ๆ หาย ๆ ด้วยสารพัดเรื่องใหญ่หลายประเด็น จนต้องเร่งออกมาแก้ปัญหา เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาชนิดมือเป็นระวิง และเพื่อให้การจิบกาแฟของหนุ่ม ๆ เข้มข้นขึ้นกว่าที่เคย เราขอ RECAP เรื่องชง ๆ ขม ๆ ที่สาวก Starbucks ต้องรู้กันดังต่อไปนี้ เดือน 3 เป็นมะเร็ง เดือน 4 เหยียดผิว เดือน 6 หุ้นดิ่ง MARCH : STARBUCK VS CANCER สตาร์บัคเริ่มต้นปีชงล็อตใหญ่ตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา เพราะจู่ ๆ สภาศึกษาและวิจัยสารพิษ (CERT) ก็ลุกมาฟ้องศาลลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐฯ แจ้งข้อหาเรื่องการแปะฉลากเตือนโรคมะเร็ง ถ้าคิดไม่ออกให้คิดว่าเป็นแบบไหนให้คิดถึงซองบุหรี่ที่มีภาพชวนเศร้าทั้งหลาย แต่อันนี้พี่จะให้แปะไว้บนแก้วกาแฟที่ลูกค้ากิน ความกระอักกระอ่วนที่จะต้องบอกใครว่าตัวเองเป็นผู้ร้ายสร้างมะเร็งว่าหนักแล้ว แต่นั่นก็ยังไม่แย่เท่ากับค่าปรับมหาโหดที่โดนฟ้อง 2,500 ดอลลาร์


