ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-2019 ในตอนนี้ ทำเอาธุรกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงัก หลัก ๆ ที่เห็นผลกระทบกันชัด ๆ ก็จะเป็นเรื่องงานอีเว้นต์ กิจกรรมต่าง ๆ ที่รวมผู้คนเอาไว้มากมาย ต้องถูกยกเลิกหรือเลื่อนออกไป เพื่อเป็นหนึ่งมาตรการควบคุมการะบาดของไวรัส แต่ในขณะเดียวกันธุรกิจอีกหลายประเภทก็ยังต้องรันกันต่อ เพราะหากอยู่เฉยสงบนิ่งรอให้ไวรัสหายขาดอาจจะต้องประสบภัยในฐานะผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นอะไรที่ปวดใจไม่แพ้ภาวะโรคระบาดสักเท่าไหร่ ดังนั้นในเมื่อยังต้องลุยงานไปพร้อม ๆ กับป้องกันตัวจากการระบาดของ COVID-2019 หลากหลายบริษัทจึงตัดสินใจใช้แนวทาง Work from Home ให้งานยังไปต่อได้ แน่นอนว่าสำหรับบางที่ นี่อาจเป็นเรื่องปกติเพราะ Work from Home กันเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว แต่ที่แน่นอนยิ่งกว่าคือสำหรับอีกหลาย ๆ ออฟฟิศมันถือเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ แม้เทคโนโลยียุคนี้จะพร้อมรองรับการทำงานทางไกลหลายรูปแบบ แต่ด้วยข้อจำกัดต่าง ๆ นา ๆ อาจทำให้อีกหลายบริษัท อีกหลาย ๆ องค์กรไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสการทำงานแบบ Work from Home จริง ๆ จัง ๆ จนมาถึงวันนี้ วันที่วิกฤติบีบคั้นให้ต้องลองกันสักที เราจึงมีวิธีเตรียมตัวเบื้องตน
ในยุคที่ดูเหมือนว่าทุกอย่างกำลังจะแตกสลาย กับความวุ่นวายจากโรคร้าย และภัยธรรมชาติต่าง ๆ นา ๆ ที่รุมกระหน่ำ ทำเอาหลายคนเริ่มวางแผนรับมือการใช้ชีวิตช่วงภาวะฉุกเฉินในหลากหลายรูปแบบ แต่สำหรับหนุ่ม ๆ ขาลุยทั้งหลาย เชื่อว่าน่าจะเทความสนใจไปที่อุปกรณ์ยังชีพที่ช่วยให้สามารถใช้ชีวิตยืนระยะในภาวะคับขันไปได้อีกหลายวัน ที่สำคัญคือถึงแม้จะไม่ได้งัดมาใช้ยามเกิดวิกฤติหนัก แต่สุดท้ายผู้ชายอย่างเรา ๆ ก็ยังสามารถหยิบมาใช้ในทริปท่องเที่ยวผจญภัยได้ไม่เสียของอย่างแน่นอน และในวันนี้เราก็มีอีกหนึ่งอุปกรณ์ ที่บอกเลยว่าไม่ควรพลาดที่จะเก็บไว้ใน Survival Collection รับรองว่าจะต้องได้ใช้ประโยชน์จากมันแน่ ๆ VSSL CAMP SUPPLIES SUUNTO EDITION และนี่คืออุปกรณ์ที่เราพูดถึง กับ VSSL Camp Supplies SUUNTO Edition ที่นักผจญภัยทั้งหลายอาจคุ้นเคยกันในผลิตภัณฑ์ซีรีส์ก่อนหน้า แต่สำหรับเวอร์ชันล่าสุดนี้ทาง VSSL ผู้ผลิตอุปกรณ์ออกแคมป์เจ้าดังจากแคนาดา เขาเคลมว่าได้ไปปรึกษาหารือกับทหารผู้เชี่ยวชาญการเดินป่า ว่ามีอุปกรณ์ช่วยเหลือใด ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพบ้าง จนสุดท้ายได้มาเป็นสิ่งนี้ ที่มัดรวมเอาตัวช่วยยังชีพมาให้ใช้งานกันแบบรอบด้าน นับไอเทมทั้งหมดสิริรวมแล้วมากกว่า 70 ชิ้น บรรจุอยู่ในแท่งอลูมิเนียมรูปทรงกระบอกขนาด 9 x 2 นิ้ว มีน้ำหนักพร้อมพกพาอยู่ที่ 15.6
นอกจากจอมปาด จอมแทรก, หลอดไฟจ้าแยงตาสว่างไกลยันชาติหน้า, ขับช้าแช่ขวาไม่สนสี่สนแปดใด ๆ อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถจุดชนวนอารมณ์ สร้างอาการหัวร้อนขณะใช้รถใช้ถนนได้ดีเป็นอันดับต้น ๆ คงหนีไม่พ้นเหล่าพลขับที่ไม่ยอมขยับก้านไฟเลี้ยว จะออกซ้าย ย้ายไปขวา หรือนึกจะเปลี่ยนเลน หักเลี้ยวเข้าซอยใด ๆ พี่แกก็แถเข้าไปดื้อ ๆ ยัดเยียดความเสี่ยงให้กับเพื่อนร่วมท้องถนนโดยไม่ถงไม่ถามสุขภาพกันสักคำ สำหรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ขั้นเบาะ ๆ ก็แค่ใจหายใจคว่ำ หนักหน่อยก็ถึงขนาดชนโครมเข้าไป ทำให้เสียเวลา เสียทรัพย์ อาจลุกลามถึงขั้นเสียชีวิต หรือเลวร้ายที่สุดคือเคสต่อเนื่องของอาการตกใจจากรถไร้มารยาทจนต้องหักหลบไปชนเข้ากับผู้ขับขี่ดวงตกรายอื่นที่ขับตาม ๆ กันมา จนเกิดความบรรลัยสร้างความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สินเพิ่มเติมเป็นวงกว้าง ในขณะที่รถคันต้นเหตุมารยาททรามยังขับต่อไปได้แบบชิลล์ ๆ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว เรื่องคงไม่เกิดแค่พี่เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าตอนที่พวกเราออกเสียงสรรเสริญว่า…่องตาย เสียด้วยซ้ำ สุดท้ายก็วนมาที่เรื่องเดิม อย่างที่รู้กันดีว่าไฟเลี้ยวนั้นใช้งานได้ง่ายดายโคตร ๆ แต่ทำไมไม่ค่อยใช้กัน และสิ่งนี้ได้กลายเป็นปริศนาลึกลับดำมืดคาใจหลายคนกับคำถามที่ว่า “จะเปลี่ยนเลน จะเลี้ยวรถแล้วทำไมไม่เปิดไฟเลี้ยวกันวะ?” ซึ่งข้อสงสัยนี้ไม่ได้มีเฉพาะชาวไทยแลนด์แดนสยามเท่านั้น เพราะอีกซีกโลก ประชาชนชาวฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกาก็สงสัยเรื่องความชุ่ยของคนที่ไม่เปิดไฟเลี้ยวเช่นเดียวกัน เรื่องมันเริ่มต้นที่นายแพทย์ John Golia จากเมือง Fort Lauderdale ตอนใต้ของรัฐฟลอริดา
เชื่อว่าหนุ่ม ๆ ชาวกรุงจำนวนไม่น้อย อาจกำลังสับสนกับชีวิตที่ดูเหมือนจะสะดวกสบาย มีอิสระกับไลฟ์สไตล์กลางเมืองใหญ่ มีหน้าที่การงานดี รายได้น่าพอใจ แต่จริง ๆ แล้วอีกด้านของชีวิตนั้นกำลังถูกล้อมกรอบด้วยความเร่งรีบ มลภาวะจากสิ่งแวดล้อม ความวุ่นวายในการเดินทาง แม้กระทั่งความเครียดจากการทำงานที่ยังไม่รู้ว่าจะหาจุด Balance ได้จากตรงไหน คงจะดีไม่น้อยถ้ากรอบข้อจำกัดของการใช้ชีวิตนั้นถูกทลายลงไป ให้เราได้เติมเต็มความสุขในรูปแบบชีวิตที่สามารถเลือกได้ แม้จะเป็นเรื่องที่ฟังดูเพ้อฝัน เพราะหลายคนคงสงสัยว่าใครกันที่จะมีวิถีชีวิตที่เลือกได้ดั่งใจขนาดนั้น แต่ถ้ามองลงไปให้ลึกภายใต้ภาวะบีบคั้นของสังคมเมือง เรายังสามารถสร้างรูปแบบชีวิตที่เลือกได้ เริ่มต้นจากปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างที่อยู่อาศัยซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ได้อย่างลงตัว และในวันนี้ UNLOCKMEN ขออาสาพาไปรู้จักกับคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ PITI SUKHUMVIT 101 อีกหนึ่งโครงการที่อยู่อาศัย ที่เรามั่นใจว่ามาพร้อมคุณสมบัติตอบโจทย์ Urban Men อย่างเรา ๆ ให้มีความสุขกับวิถีคนเมืองได้มากกว่าที่เคย กับจุดแข็งด้านต่าง ๆ ที่ช่วยอัพเกรดให้ชีวิตในข้อจำกัดเดิม ๆ กลายเป็นชีวิตที่เลือกได้ด้วยความแตกต่างที่ไม่เหมือนใคร การเดินทางที่เลือกได้ สิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ในการจะหาคอนโดสักห้อง แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องราวของทำเล ซึ่ง PITI SUKHUMVIT 101 นั้นมีทำเลที่โดดเด่นไม่แพ้ใคร สามารถเลือกการเดินทางได้หลากรูปแบบตามไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันในแต่ละวัน ในวันว่างอยากนัดเพื่อนไปทานข้าว ดูหนัง ช็อปปิ้ง
ทำร้าย, วันเกิด, คืนนี้ขอหอม, ยิ้ม, อีกแล้ว, คำตอบ, สารภาพ, โปรดเถอะ, คำที่เป็นสุข, คนที่เดินผ่าน ฯลฯ แม้ไม่ต้องบอก แต่แทบทุกคนคงรู้ดีว่าเพลงที่คุ้นเคยเหล่านี้ คือผลงานของ ‘โป้ ปิยะ ศาสตรวาหา’ หรือ ‘โป้ โยคีเพลย์บอย’ ศิลปินที่บทเพลงซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านปลายปากกา ท่วงทำนอง เสียงร้อง และลีลาของเขาหลายต่อหลายเพลงได้กลายมาเป็นซาวด์แทร็กประกอบช่วงชีวิตของผู้คนมากมาย ที่เติบโตมาขึ้นมาในช่วงเวลาที่ผู้ชายคนนี้มุ่งบำเพ็ญเพียรสร้างสรรค์ผลงานดนตรีตลอด 24 ปี วันนี้คอลัมน์ ZERO TO HERO จะพาชาว UNLOCKMEN ย้อนอดีตสู่เรื่องราวนับตั้งแต่ปี 2539 ปีแห่งการเริ่มต้นในฐานะศิลปินหน้าใหม่ ที่ซ่า บ้า กล้า แหวกแนวทางดนตรีเมนสตรีมในยุคนั้น จนมาถึงวันที่ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์นั้นมีการยอมรับในวงกว้างยืนยันได้จากเพลงฮิตมากมายของเขาที่ยังคงถูกนำมาเล่นซ้ำอยู่เสมอ ต่อเนื่องไปถึงจุดเปลี่ยนในชีวิตบางอย่าง ก่อนที่จะก้าวผ่านมาถึงขวบปีที่ 24 แห่งเส้นทางดนตรี ซึ่งถือเป็นปีที่ ‘โป้ โยคีเพลย์บอย’ กำลังจะรีบอร์นอีกครั้ง มือใหม่ไร้ชื่อกับเวทีใหญ่ครั้งแรก “ขอย้อนไปอีกนิดนึงช่วงก่อนจะได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินในนามโยคีเพลย์บอย คุณโต้งมือกีต้าร์ของคุณอรอรีย์ ซึ่งเป็นเพื่อนกันนี่แหละ อยู่ ๆ โต้งก็โทรมาชวนให้ไปเป็นนักดนตรีสมทบช่วยเล่นเบสให้หน่อย ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
“อดีตอันหอมหวาน คือภาพจำที่ทำให้เราต่างถวิลหาอยู่เสมอ” ประโยคนี้ถูกยืนยันความจริงแท้ในตัวของมันเองได้จากกระแสย้อนยุคที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ซึ่งจะว่าไปแล้วเทรนด์การโหยหาอดีตนั้นแทบจะไม่ได้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์แต่อย่างใด จะต่างไปก็เพียงแค่ยุคสมัยที่ถูกยกตำแหน่งให้เป็น ‘ยุคที่คิดถึง’ สำหรับคนในเจเนอเรชันนั้น ๆ อย่างในปัจจุบันคงต้องยอมรับว่าคนในเจเนอเรชันเรากำลังยกให้ยุค 80 – 90 เป็นยุคที่เราต่างก็คิดถึง ทำให้ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศ วิถีชีวิต แฟชั่น ดนตรี อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้จากยุคนั้น ๆ ล้วนถูกนำมาฉายซ้ำในรูปแบบของสินค้า กิจกรรม รวมถึงซับ-คัลเจอร์บางอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าเราพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งแทนอดีตเหล่านั้นเข้ามาด้วยความเต็มใจ และสำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ สองล้อคันเก๋าระดับตำนาน คือหนึ่งในไอเทมตัวแทนอดีตที่ยากจะหมางเมิน แค่ได้เห็นยังใจเต้น ยิ่งถ้าได้ครอบครองเป็นเจ้าของเอาไว้ขับเล่นมันยิ่งเป็นอะไรที่เติมเต็มความฝันได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้าจะให้พูดถึงตำนานมอเตอร์ไซค์จากยุคนั้น เชื่อได้เลยว่าชื่อของ Honda Monkey จะต้องปรากฎชัดเจนขึ้นมาจากกล่องความทรงจำของใครอีกหลายต่อหลายคนอย่างแน่นอน The First Monkey หากสืบไปถึงต้นตระกูลของเจ้าลิงน้อย Monkey คงต้องนับย้อนไปถึงปี 1961 กับจุดเริ่มต้นจากความซนของวิศวกร Honda ที่นึกสนุกเอาเครื่องยนต์ 100cc มาติดตั้งบนโครงรถขนาดจิ๋ว หวังใจให้เป็นมินิไบค์ขับเล่นสนุก ๆ ในโรงงาน และเนื่องจากหน้าตาท่าขับขี่ที่มีเอกลักษณ์เหมือนลิงขี่มอเตอร์ไซค์ ทำให้มันถูกขนานนามเล่น ๆ ว่า Monkey
หากจะให้นึกถึงเรือนเวลาคุณภาพสูงจากทางฟากฝั่งเอเชียที่มีศักยภาพพอที่จะต่อกรกับเรือนเวลา Swiss Made ได้ เชื่อว่าผู้หลงใหลในเสน่ห์แห่งเวลาชาวไทย น่าจะมีชื่อของแบรนด์ Seiko (ไซโก) โผล่ขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ในใจ ด้วยประสบการณ์ที่ถูกสั่งสมและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเวลากว่า 130 ปี นับตั้งแต่ Seiko ได้ถูกก่อตั้งขึ้น โดย Kintaro Hattori (คินทาโร ฮัตโตริ) ในปี ค.ศ. 1881 ด้วยการนำเอาความรักและความหลงใหลในเครื่องบอกเวลามาใช้เป็นแรงผลักดันในการผลิตนาฬิกาคุณภาพสูงออกสู่ตลาดทั้งในประเทศญี่ปุ่นและทั่วทุกมุมโลก พาชื่อ Seiko ทะยานขึ้นสู่ความเป็นแบรนด์นาฬิกาอันดับต้น ๆ ในเอเชีย การันตีด้วยคุณภาพสินค้า ขั้นตอนการออกแบบการผลิตที่ประณีต ผนวกนวัตกรรมระดับสูงในแบบฉบับ Made in Japan ที่ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความไว้วางใจ รวมถึงในประเทศไทยแบรนด์ Seiko ซึ่งปัจจุบันดำเนินการโดยบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) ได้เดินหน้าทำการตลาด และขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างฐานลูกค้า, กลุ่มแฟนตัวจริงของนาฬิกา Seiko ที่มี Comunity และ Brand Royalty แข็งแกร่ง ตอกย้ำให้ประเทศไทยกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในภูมิภาคอาเซียนที่มีความพร้อมในการเปิด Seiko
“โลกอนาคตแม่งอยู่ใกล้เราแค่ปลายจมูก” มั่นใจว่าจากสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันทำให้หลายคนกำลังคิดแบบนี้อยู่เป็นแน่แท้ แต่สิ่งที่ตอกย้ำว่าเรื่องราวในโลกอนาคตนั้นกำลังดำเนินอยู่จริงในช่วงชีวิตของพวกเรา ไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์ล้ำสมัยไฮเทค, ระบบ AI อัจฉริยะ หรืออะไรต่อมิอะไรที่เคยเห็นในการ์ตูนโดเรมอน รวมถึงหนังไซ-ไฟ เมื่อวัยเด็ก แต่ ณ ตอนนี้ ภาพที่เห็นชินตาจากหนังที่ว่าด้วยโลกอนาคต ภาพของมนุษย์ที่พยามดิ้นรนไขว่คว้าหาอากาศบริสุทธิ์ เพื่อเอาตัวรอดจากวิกฤติฝุ่นพิษ และการแพร่กระจายของเชื้อโรค เชื้อไวรัสต่าง ๆ นา ๆ ด้วยอุปกรณ์กรองอากาศ ป้องกันเชื้อโรคต่าง ๆ ทั้งที่ติดตั้งประจำบ้าน หรือสวมใส่ติดตัวตลอดเวลาแบบไปไหนไปกัน ที่กำลังเกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน นี่แหละคือสิ่งที่หากย้อนเวลาไปแค่สัก 5 ปี – 10 ปี หากมีใครเดินมาบอกว่าในอนาคตอันใกล้ ‘อากาศดี ๆ จะไม่ใช่ของฟรีอีกต่อไป’ ร้อยทั้งร้อยเราคงคิดว่าไอ้นี่มันท่าจะบ้า ย้อนกลับมา ณ ปี 2020 จากแนวคิดที่เคยมองว่าเพ้อเจ้อ แต่สุดท้ายเราทุกคนล้วนกำลังอยู่ท่ามกลางปรากฎการณ์หน้ากากกันฝุ่นขาดตลาด, เครื่องตรวจสภาพอากาศกลายมาเป็นแกดเจ็ตพกติดตัว, งานเปิดตัวสินค้าเทคโนโลยียิ่งใหญ่ระดับโลกอย่าง CES มีการเผยโฉม Atmos Faceware หน้ากากฟอกอากาศแบบสวมใส่ เอาไว้สร้างอากาศบริสุทธิ์ได้แบบส่วนตัวด้วยสนนราคา $350 และในเมื่อการที่มนุษย์สวมใส่หน้ากากฟอกอากาศกำลังจะกลายเป็นมาตรฐานการใช้ชีวิตในช่วงเวลาต่อจากนี้ จึงเป็นเรื่องปกติที่ Demand เกิด
หลายคนน่าจะทราบกันดี ถึงสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในศึกชิงแชมป์คนชนคนอย่าง Super Bowl นอกเหนือจากผลการแข่งขัน และ Half-Time Show นั่นก็คือ TVC หลากหลายประเภทสินค้า จนถือป็นอีกหนึ่งเวทีขายของประลองไอเดียโฆษณาจากแบรนด์ยักษ์ใหญ่ รวมถึงเป็นพื้นที่โชว์ตัวอย่างหนังตลอดจนซีรีส์ใหม่ ๆ อีกหลายต่อหลายเรื่อง โดยแบรนด์ใหญ่แต่ละแบรนด์ ค่ายหนังแต่ละค่าย ต่างคนต่างพร้อมใจกันควักกระเป๋าจ่ายเงินมหาศาล เพื่อแลกกับการที่ Ads หรือ Teaser หนังของตัวเองได้เผยแพร่สู่สายตามากกว่าร้อยล้านคู่จากผู้ชมทั่วโลก อย่างในปีล่าสุด FOX Sports เจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด ได้ออกมาเปิดเผยว่าแมทช์หยุดโลกระหว่างทีม Kansas City Chiefs และ San Francisco 49ers นั้นมีอัตราค่าโฆษณาอยู่ที่ประมาณ 5.6 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว ๆ 173 ล้านบาท ต่อ 30 วินาที แถมยังขายดิบขายดีจนสล็อตโฆษณาขายหมดล่วงหน้าไปตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน ปี 2019 ที่ผ่านมา และค่ายรถพันธุ์แกร่งสัญชาติอเมริกันอย่าง Jeep ก็เป็นอีกหนึ่งเจ้าที่ทุ่มเม็ดเงินซื้อเวลาเผยแพร่ TVC ใน Quarter
ถ้าจะให้หยิบยกเอาเรื่องราวของสิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาพูดถึงสักหนึ่งเรื่อง บอกเลยว่าแค่เรื่องใกล้ตัวอย่างร่างกายของมนุษย์เรานั้นก็เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์มากมายให้พูดถึงกันไม่หวาดไม่ไหว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของสมอง หรือหัวใจ รวมไปถึงกลไกอวัยวะ กระดูก กล้ามเนื้อ ผิวหนังทั่วร่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าน่าทึ่งเป็นอันดับต้น ๆ ในร่างกายมนุษย์ นั่นก็คือระบบประสาทรับกลิ่น หลายคนคงจะเคยชินกับการรับรู้กลิ่นในทุก ๆ วัน แต่อาจไม่เคยรู้ว่าความสามารถธรรมดา ๆ สิ่งนี้ มันเกิดจากการทำงานสอดประสานกันของเซลล์รับกลิ่นจำนวนมหาศาลที่ช่วยให้เราจำแนกกลิ่นที่แตกต่างได้มากถึง 1 ล้านล้านกลิ่น (APPENDIX – http://bit.ly/35UJGXx) แถมการรับกลิ่นยังถือเป็นประสาทสัมผัสที่แข็งเกร่งที่สุดในประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของมนุษย์ หากลองสังเกตดี ๆ ในหลายเหตุการณ์เรามักจะรับรู้ถึงกลิ่น ก่อนที่จะมองเห็น ได้ยิน สัมผัส หรือลิ้มรสเสียด้วยซ้ำ นอกจากนี้การรับกลิ่นของคนเรา ยังมีความเกี่ยวพันกับอารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อประสาทรับกลิ่นของเราทำงาน กลิ่นที่ได้รับนั้นจะมุ่งหน้าไปทำปฏิกิริยากับสมองส่วน Amygdala และ Hippocampus ซึ่งเป็นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ และ ความทรงจำโดยตรง (APPENDIX – http://bit.ly/35RohyK) จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลิ่นบางกลิ่นจะสามารถทำให้เรารู้สึกดี หรือบางกลิ่นจะช่วยกระตุ้นให้นึกถึงความหลัง และแน่นอนว่ากลิ่นยังทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงไปถึงสถานที่ซึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกบันทึกผ่านประสบการณ์ชีิวิต และความทรงจำของเราได้อย่างน่ามหัศจรรย์ อ่านเรื่องราวของ


