เชื่อว่าผู้ใช้มอเตอร์ไซค์หลาย ๆ ท่าน รักรถของตัวเองเหมือนสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว แต่จะรักอย่างไรให้ถูกวิธี จุดนี้ต้องต้องมาดูกันที่การเปลี่ยนถ่าย “น้ำมันเครื่อง” ด้วยการเลือกน้ำมันเครื่องสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อช่วยยืดอายุเครื่องยนต์ของคุณให้ไปได้ไกลขึ้น รักกันต่อได้ยาว ๆ แต่วิธีการเลือกน้ำมันเครื่องจะต้องเริ่มต้นจากตรงไหน ตามมาดูกันได้เลย 1. เช็กว่ารถมอเตอร์ไซค์ที่คุณใช้ เป็นเครื่องยนต์แบบไหน? เพราะในปัจจุบันนี้ หลายคนหันมาใช้รถมอเตอร์ไซค์แบบออโตเมติกหรือสกูตเตอร์กันมากขึ้น แต่จะเลือกใช้น้ำมันเครื่องสำหรับรถมอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะ ก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะเครื่องยนต์ระบบออโตเมติกจะมีรอบเครื่องที่สูงกว่า ทำให้เกิดความร้อนสะสมมากกว่ามอเตอร์ไซค์ 4 จังหวะ 2. ดูตัวเลขค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องให้เป็น บนขวดของน้ำมันเครื่อง จะมีตัวเลขแสดงค่าความหนืดกำกับอยู่เสมอ เช่น 10W-40, 20W-40 ตำแหน่งและตัวอักษรทุกตัวที่ระบุมีความหมายและเชื่อมโยงกับเครื่องยนต์ของเราโดนตรง ตัวอย่างการอ่านมีวิธีแบบนี้ ตัวเลขด้านหน้าที่ต่างกัน คือค่าความข้น-ใสของน้ำมันเครื่อง โดยจะเกี่ยวเนื่องกับตัวอักษรข้างหลังอย่าง W ที่ย่อมาจาก Winter แสดงให้เห็นว่าถ้าค่าของตัวเลขข้างหน้ายิ่งต่ำ ความใสจะมากกว่า และจะยิ่งใช้กับสภาพอากาศหนาวได้ดี แต่ถ้าค่าเลขยิ่งสูง ก็จะเอาไว้ใช้สำหรับพื้นที่เขตร้อนแบบบ้านเรา ส่วน 40 ที่เป็นค่าเลขด้านหลังนั้น คือค่าของความหนืดของน้ำมันเครื่อง โดยน้ำมันมอเตอร์ไซค์ในไทย จะเห็นตั้งแต่ เบอร์ 30,
หากหนังรักไม่ใช่แนวทางของคุณ ลองมาดูหนัง ‘ไม่รัก’ กันบ้างดีกว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ทาง Netflix ได้ปล่อย Trailer ภาพยนตร์เรื่องใหม่ ‘Marriage Story’ ออกมาให้แฟน ๆ รับชมกันเป็นที่เรียบร้อย หนังเรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก เพราะได้นักแสดงชั้นนำอย่าง Scarlett Johansson มารับบท Nicole ฝ่ายภรรยา และ Adam Driver มารับบท Charlie ฝ่ายสามี เรียกได้ว่าสลัดภาพ Black Widow แห่งทีม Avengers และ Kylo Ren จาก Star Wars ไปได้เลย เพราะบทบาทของพวกเขาในครั้งนี้ คือสองสามีภรรยาที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิตคู่อย่างหนัก จนในที่สุดความไม่ลงรอยของพวกเขา ก็นำไปสู่จุดแตกหักนั่นก็คือ ‘การหย่าร้าง’ หนังมีตัวดำเนินเรื่องเป็นสามีและภรรยา Netflix เลยหัวใส ปล่อย Trailer ออกมาให้ชมถึง 2 ตัว โดยตัวแรกจะเป็นมุมมองที่ Nicole มีต่อ
หนุ่ม ๆ ทั้งหลายคงไม่พลาดดูซีรีส์ตีแผ่วงการหนังผู้ใหญ่ของญี่ปุ่นยุค 80 กับเรื่อง The Naked Director จากช่อง Netflix เพื่อล้วงลึกและเข้าใจถึงโลกของการทำหนัง AV ที่เหนือจินตนาการ ทว่าในวันนี้ UNLOCKMEN จะไม่ได้มาพูดถึงเรื่องราวเกี่ยวกับหนัง AV แต่จะพูดถึงแฟชั่นแสนสะดุดตาของ Muranishi Toru พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวในช่วงเวลาดังกล่าวของญี่ปุ่นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แฟชั่นยอดนิยมของชายหนุ่มช่วงเวลานั้นเป็นอย่างไร คนญี่ปุ่นมีแนวคิดเกี่ยวกับการแต่งตัวแบบไหน รับวัฒนธรรมการแต่งตัวมาจากใคร เพื่อเผยให้เห็นว่าอะไรบ้างที่มีส่วนทำให้สไตล์การแต่งตัวของราชาหนังเอวีโดดเด่นไม่แพ้ใครในเรื่อง ความเนี้ยบและลุคสุดทางการตั้งแต่หัวจรดเท้าคือสิ่งสำคัญของผู้ชายญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นถือเป็นชนชาติที่ให้ความสำคัญกับการแต่งตัวเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาคิดเสมอว่าการก้าวออกจากบ้านจะต้องพบเจอกับผู้คนมากมาย ดังนั้นเสื้อผ้า หน้า ผม ทุกอย่างจะต้องเนี้ยบและพร้อมเสมอสำหรับทุกสถานการณ์ จึงทำให้ผู้ชายญี่ปุ่นวัยทำงานส่วนใหญ่จะแต่งตัวเคร่งเครียดคล้ายกันไปเสียหมด หลายครั้งที่มีคนพยายามหาคำตอบเรื่องความเนี้ยบที่ทำกันจนเคยชินของคนญี่ปุ่นว่ามันมีจุดเริ่มต้นมาจากไหน คำตอบที่ได้ค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพราะได้รับการปลูกฝังกันมานาน หรือค่านิยมของการให้เกียรติตัวเองและผู้อื่น ทำให้คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่คำนึงถึงการแต่งตัวให้เหมาะสมเวลาจะออกจากบ้าน ว่ากันว่าแฟชั่นจะเติบโตพร้อมกับเศรษฐกิจ หลังจากปี 1945 ที่ประเทศญี่ปุ่นยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้สูญเสียทั้งประชากร เมือง เงิน เป็นหนี้จำนวนมหาศาล ช่วงหลังสงครามโลกญี่ปุ่นแทบไม่เหลืออะไรเหลือเลยนอกจากซากปรักหักพัง ตอนนั้นคงไม่มีใครหน้าไหนในประเทศสนใจการแต่งตัวก่อนเรื่องปากท้องอย่างแน่นอน เหล่าผู้คนที่อยู่รอดจะต้องเอาตัวรอดให้ได้พร้อมกับขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ก้าวต่อไป และกว่าญี่ปุ่นจะฟื้นตัวขึ้นมาได้อย่างทุกวันนี้ก็ปาเข้าไปช่วงปลายโชวะ ระหว่างรอยต่อของต้นยุคเฮเซ (1986-1991) กว่าหลายสิบปีญี่ปุ่นเปลี่ยนฐานะจากประเทศที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 เขยิบขึ้นมาเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจดีอันดับต้น ๆ
นิยาม ‘ความสุข’ สำหรับผู้ชายเป็นเรื่องแสนง่ายที่เข้าใจได้แบบไม่ซับซ้อน เพราะมีเพียงไม่กี่เรื่องบนโลกที่บันดาลความสุขให้กับชีวิตผู้ชายเราได้ นอกจากรถ ก๊วนเพื่อน ผู้หญิง และความเมามายจากฤทธิ์สุรา อีกความสุขเล็ก ๆ คือการได้ออกไปท่องเที่ยวธรรมชาติ บุกป่า ฝ่าดงพงหญ้า หรือลงทะเลดำน้ำดูปลา ก็ล้วนเป็นกิจกรรมที่เติมเต็มสีสันให้ชีวิตหนุ่มจืดแบบเราได้อย่างดี วันนี้ UNLOCKMEN เลยอยากมาแนะนำรถพ่วงสุดเจ๋ง ที่จะทำให้ประสบการณ์ท่องเที่ยวของหนุ่ม ๆ มันส์ไปอีกขั้น จะไปตั้งแคมป์ดูดาวกับเพื่อน พาครอบครัวไปพักผ่อน หรือเที่ยวแบบโรแมนติกกับสาวคนรัก ก็เหมาะเหม็งไปหมด ‘TAXA OUTDOORS MANTIS’ เป็นหนึ่งในรถพ่วงจากค่ายที่ขายดีที่สุดในตลาด ซึ่งตอนนี้มันถูกเนรมิตให้เฟี้ยวฟ้าวและสมบูรณ์แบบขึ้นกว่ารุ่นก่อน เพราะรุ่นใหม่นี้ปรับความยาวเพิ่มมากขึ้นถึง 19 ฟุต มอบพื้นที่ใช้สอยภายในให้จุใจยิ่งกว่าเดิม และด้วยน้ำหนักเพียง 3,020 ปอนด์ ก็ไม่ได้เพิ่มความยากลำบากให้กับรถคันหน้าที่พ่วงเลยแม้แต่น้อย ภายในรถก็กว้างขวางไม่ใช่ย่อย มีห้องโดยสารที่รองรับผู้ใหญ่ได้สูงสุด 4 คน ใช้หลังคาป๊อปอัพที่ดีไซน์มาเพื่อระบายอากาศโดยเฉพาะ แถมยังอัดแน่นด้วยอุปกรณ์พรีเมียมที่มอบความสะดวกสบายให้การเดินทางของพวกหนุ่ม ๆ ทั้งห้องน้ำ, ระบบไฟฟ้า 12โวลต์, เครื่องปรับอากาศ 6,000 BTU, ถังน้ำความจุ 20 แกลลอน และห้องครัวขนาดย่อมที่มีอุปกรณ์ครบครัน
‘ภูมิสถาปัตยกรรม’ หรือ Landscape Architecture เป็นการนำหลักศิลปวิทยาที่ว่าด้วยการออกแบบและจัดสรรพื้นที่ภายนอกอาคารมาปรับแต่งภูมิทัศน์โดยรอบของเมือง เริ่มตั้งแต่สวนสาธารณะ จัตุรัสกลางเมือง หรือแม้แต่ถนนเส้นเล็กที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่แวดล้อม จริงอยู่ที่โลกเรานั้นเจริญก้าวหน้าและไม่เคยหยุดอยู่กับที่ แต่อีกปัญหาที่หลากประเทศเป็นกังวล คือสังคมผู้สูงอายุซึ่งกำลังย่างกรายเข้ามาและเติบโตโดยสมบูรณ์แล้วในบางประเทศ ด้วยเหตุนี้สมาคมภูมิสถาปนิกแห่งอเมริกา (American Society of Landscape Architects) ที่รวมเหล่าสถาปนิกราว 15,000 คน จึงนำการดีไซน์แบบสากลมาประยุกต์ใช้กับถนนหนทางและพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้เหล่าผู้สูงอายุตลอดจนคนธรรมดามีสถานที่พักผ่อนและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม บางครั้งการออกแบบพื้นที่ไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นให้เลิศหรูอลังการ เพราะการแปลงโฉมและรังสรรค์สเปซด้วยความเรียบง่ายก็น่ายกย่องไม่แพ้กัน หากมันตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองได้จริง แล้วนี่คือ 3 ภูมิสถาปัตยกรรมที่มอบสิ่งปลูกสร้างธรรมดาเป็นพิเศษและพิชิตใจคนเมืองได้เต็มเปา Tongva Park, Santa Monica, California ชื่อ ‘Tongva Park’ ตั้งขึ้นจากการเฉลิมฉลองวัฒนธรรมประเพณีอันยาวนานของชาวตองกาพื้นเมือง ที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคแห่งนี้มานานนับ 1,000 ปี บนพื้นที่สาธารณะขนาด 6 เอเคอร์ ถูกจัดสรรให้เป็น 4 ส่วนหลักคือ Observation Hill, Discovery Hill, Garden Hill, และ Gathering Hill
ถ้าพูดถึงภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับรถยนต์ ชื่อที่ผู้ชายอย่างเราจะนึกถึงเป็นลำดับแรกคงไม่พ้นภาพยนตร์จากจักรวาล Fast & Furious ที่เดินหน้าสร้างความมันส์จนเดินทางมาถึงภาคที่ 9 แล้ว นอกจากเนื้อเรื่องที่สนุกตื่นเต้นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้หนุ่ม ๆ รู้สึกอินเป็นพิเศษในการดูหนังแต่ละภาคคือรถยนต์มากมายที่มาปรากฏตัวออกมา โดยวันนี้เราจะย้อนความกลับไปพูดถึง Toyota Supra หลังมีข่าวว่ามันกำลังจะกลับมาอีกครั้งใน Fast And Furious 9 ครั้งแรกที่ The Supra ปรากฏตัวใน Fast & Furious ต้องย้อนกลับไปในหนังภาคแรก The Fast and the Furious โดยหลังจากที่ Mitsubishi Eclipse ของไบรอัน โอคอนเนอร์ถูกลูกน้องของทราน (ตัวร้ายของเรื่อง) ทำลายทิ้งไป ก่อนตัวพระเอกจะขนซากของ Toyota Supra MK IV ปี 1994 มาที่โรงรถของดอมินิก โทเร็ตโต้ เพื่อคืนชีพและปรับจูนด้วยเครื่อง 2JZ และเทอร์โบชาร์จจาก Turbonetics T-66 จนกลับมาในสภาพโคตรสวยและมีบทบาทสำคัญมากมายในเรื่อง แต่เชื่อว่าหลายคนคงจำ Supra
ในวันธรรมดาสามัญวันหนึ่ง เราอาจเดินสวนกับมนุษย์ผู้หญิงสิบคน ร้อยคน พันคน หรือหลายพันคน บางวันเรากลับบ้านไปเพื่อระลึกว่าจำใครไม่ได้สักคน บางวันอาจมีสักคนที่โดดเด่นออกมาด้วยเสื้อผ้า ด้วยทรงผม ด้วยบุคลิกจนเราต้องเหลียวหลังมองและจดจำเธอไว้ แต่หากมีผู้หญิงสักคน สักคนที่ “NO BRA” เดินสวนเราไป โดยอัตโนมัติ โดยสัญชาตญาณ เราจะประหลาดใจ เราจะฉงนฉงาย เราจะเกิดคำถามมากมายในหัว หรือถึงขั้นจ้องมองอย่างไม่เจตนา (หรือเจตนา) เราจะจำเธอไว้ ในฐานะความแปลกปลอม ความไม่คุ้นเคย ความไม่เข้าพวก หรือถึงขั้นมองว่าเธอละเมิดกฎเกณฑ์อันดีงามของสังคม ทำไม? ทำไมเราถึงตื่นตระหนกกับการที่ผู้หญิง No Bra ไม่สวมยกทรง ไม่ใส่เสื้อในได้ถึงขนาดนั้น? เราอาจไม่เคยถามคำถามนี้กับตัวเอง เพราะเราดันเกิดมาในยุคที่ผู้หญิงใส่เสื้อชั้นในเป็นเรื่องปกติ และผู้หญิงต้องเขินอาย ถ้าไม่ใส่มัน แต่ในวันที่โลกหมุนไป หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลง ผู้หญิงเริ่มกลับมาไม่ใส่เสื้อในอีกครั้ง UNLOCKMEN ชวนตั้งคำถามและสำรวจความเห็นไปพร้อม ๆ กันว่า “คุณคิดอย่างไรถ้าผู้หญิงไม่ใส่ยกทรง?” FREE THE NIPPLE! แม้ขบวนการสตรีนิยมในหลายประเทศจะพูดถึงสิทธิเสรีภาพเหนือเรือนร่างของผู้หญิงมาโดยตลอด จนถึงขั้นมีแคมเปญ Free the Nipple ที่พยายามบอกว่า “ที่หัวนมของพวกเรามันดูโป๊ ก็เพราะมีคนบอกว่ามันมีความหมายทางเพศไงล่ะ!?” แต่ถ้าพวกเราเปิดเปลือยให้เห็นเป็นปกติ
หากเอ่ยชื่อ ‘เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ’ หลายคนจดจำเขาในฐานะศิลปิน บ้างก็ในฐานะนักแสดง หรือหากติดตามกันมาอย่างยาวนาน คุณอาจจดจำเขาในฐานะ ‘เป้ Slur’ จากมือกีตาร์ขาเดฟหัวฟูในวันนั้น สู่ชายผู้เรียกได้ว่าหยิบจับมาแล้วแทบจะทุกอย่าง เป็นได้ทุกสิ่งที่วงการบันเทิงจะให้เขาเป็น แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีครั้งไหนที่เป้จะทอดทิ้งความรักที่มีต่อเสียงดนตรี เขายังคงเดินหน้าผลิตงานเพลงใหม่ ๆ และดำรงฐานะ ‘ศิลปิน’ ของตัวเองไว้โดยเสมอมา แม้การฉายเดี่ยวของเขาจะทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย และความตั้งใจก็ถูกจู่โจมด้วยความคิดเห็นเชิงลบ อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้เขาคนนี้ไม่ท้อ และไม่เคยถอดใจ? แม้ชีวิตจะของเป้ อารักษ์จะดำเนินไปในเส้นทางไหน ยาวไกลเพียงใด เขาก็พร้อมจะตีวงเลี้ยว เพื่อนำตัวเองกลับเข้าสู่ถนนสายดนตรีอยู่เสมอ วันนี้เราจะขอเชิญชาว UNLOCKMEN มารับฟังบทสนทนาสบาย ๆ ที่แสนตรงไปตรงมาจากปากผู้ชายคนนี้ไปพร้อม ๆ กัน ยินดีต้อนรับเป้สู่การทำเพลงอีกครั้ง! สำหรับชีวิตบนเส้นทางสายดนตรี เข้าปีที่เท่าไหร่แล้ว เป้: คิดว่าน่าจะราว ๆ 14 ปี ประมาณนั้น ถ้านับจากอัลบั้มที่ออกสู่สายตาประชาชนชุดแรก (ในฐานะมือกีตาร์ Slur ) ผมอายุ 21 แต่ถ้าเอาแบบเริ่มทำ Slur จริง ๆ ผมเพิ่งจะ 19-20
ในยุคนี้คงไม่มีใครสามารถหลบกระแสของ Hiphop ที่มาแรงได้ เพราะไม่ว่าจะกดโทรทัศน์ไปช่องไหน หรือฟังวิทยุคลื่นอะไรก็จะต้องได้ยินเพลงแรปหรือเพลง Hiphop ผ่านหูผ่านตาไปสักเพลงอย่างแน่นอน UNLOCKMEN มีโอกาสได้พูดคุยกับแรปเปอร์รุ่นเก๋าคนหนึ่งคือ “เวย์-ไทเทเนียม” หรือในอีกชื่อคือ “DABOYWAY” และทำให้เราได้เห็นแง่มุมของคนที่อยู่ในวงการ Hiphop มาอย่างยาวนาน ได้รู้ว่าพวกเขาคิดอะไร และรู้สึกดีแค่ไหนที่ได้เห็นเหล่าแรปเปอร์รุ่นใหม่กำลังพยายามก้าวตามความชอบและความฝันบนเส้นทางสาย Hiphop อย่างที่เวย์ได้เคยผ่านมาแล้ว เมื่อไม่สามารถหนีกระแส HIPHOP ให้พ้นได้ จึงนำมาสู่การกลายเป็นคนทำเพลง HIPHOP จุดเริ่มต้นที่ทำให้เวย์สนใจเพลง Hiphop มันเริ่มมาจากตรงไหน ? ตอนอยู่ที่อเมริกา เพื่อน ๆ ทุกคนในโรงเรียนฟังครับ ตั้งแต่ผมอายุ 6-7 ขวบ ฟังพวก MC Ren, Kris Kross, Dr. Dre, Snoop Dogg, Wu-Tang Clan, Nas และ Jay-Z ไล่มาเลย ช่วงนั้น Hiphop เป็นของใหม่ ดังแค่ในกลุ่ม underground แต่เวลาผ่านไปช่วงต้นยุค
สนีกเกอร์สีขาวถือเป็นสิ่งที่ไม่เคยตกยุคไปไหน ไม่ว่าเมื่อไหร่เรามักจะเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยสวมใส่สนีกเกอร์สีขาวกันเต็มไปหมด เพราะสีขาวคือความคลาสสิก ส่วนลวดลายสุดเฉพาะตัวอย่างหนังงูคือตัวแทนความหรูหรา ก็ยิ่งทำให้สนักเกอร์เรียบหรูและโดดเด่นไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ Nike ปล่อยสนีกเกอร์สุดวินเทจที่นำสีขาวและหนังงูมาเจอกัน แรงบันดาลใจจากความหรูหราที่ห่างหายกันไปพักใหญ่กับ Nike Blazer Mid Vintage หยิบแรงบันดาลใจจากรองเท้าของเหล่านักบาสเกตบอลจากยุค 70 ให้สนีกเกอร์เต็มไปด้วยดีไซน์สุดวินเทจที่เห็นเมื่อไหร่ก็ชวนให้ย้อนกลับไปสัมผัสความเท่ในวันเก่าก่อน แต่ตัดเย็บโดยคำนึกถึงความต้องการของนักบาสเกตบอลยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ Nike Blazer Mid Vintage ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนีกเกอร์สำหรับใส่เล่นบาสเกตบอลแต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ยังสามารถใส่ไปเล่นสเกตหรือใส่ไปเดินเที่ยวก็ได้ทั้งนั้น เพราะพื้นโฟมถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทก แถมยังมีน้ำหนักเบา คงไว้ด้วยสไตล์วินเทจแต่ก็ทันสมัยมีสไตล์ไปพร้อมกัน ในตอนนี้ Nike Blazer Mid Vintage ก็กลับมาอีกครั้งให้หายคิดถึงพร้อมกับลายงูสุดเท่ สัตว์ร้ายที่เต็มไปด้วยพิษสงที่จะส่งให้ลุคดูดีเรียบหรูเมื่อสวมใส่ สไตล์วินเทจและหนังงูมีเสน่ห์ดึงดูดด้วยการใช้สีขาวเป็นหลัก โดดเด่นจากหนังงูที่บริเวณ swoosh สัญลักษณ์อันแสนคุ้นตาของแบรนด์ ประกอบกับลายหนังงูที่พาดผ่านสนีกเกอร์มายังบริเวณส้นรองเท้าเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดีมีระดับ ที่เด็ดอยู่ที่คู่นี้เล่นสีเอิร์ธโทนของหนังงูที่นำมาวางบนพื้นสีขาวเพราะตามปกติหนังงูที่เราเคยเห็นมีหลายแนวหลายสี แต่ Nike ตั้งใจเลือกสีเอิร์ธโทน น้ำตาลอ่อน และน้ำตาลเข้ม เข้ากันได้ดีกับหนังสีขาวของบริเวณลิ้นรองเท้าที่แต้มสัญลักษณ์ swoosh ด้วยสีแดงสด ดีเทลจัดจ้านนี้มีส่วนทำให้เราเห็นรองเท้าคู่นี้มาแต่ไกล จากความใส่ใจที่น้อยแต่มาก คู่สีลงตัวทุกสัดส่วนอย่างนี้ ทำให้การหาเสื้อผ้ามาสวมเข้าชุดกันก็เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ชายเรา NIKE BLAZER MID VINTAGE


