“Words are more powerful than weapons.” หนึ่งในวลียอดฮิตที่ทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือความจริง ยิ่งถ้าเราลองเปิดบันทึกประวัติศาสตร์โลกดูจะพบว่าในเหตุการณ์สำคัญหลายเหตุการณ์ คำพูดหรือสปีชเพียงไม่กี่นาทีกลับพลิกประวัติศาสตร์จากหน้ามือเป็นหลังมือได้ นอกจากจะส่งผลต่อเรื่องราวในอดีตแล้ว ต่อให้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนสปีชที่ยิ่งใหญ่นั้นก็ไม่ตกยุค ยังร่วมสมัยและสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตของเราได้เสมอ ครั้งที่แล้วเราได้นำเสนอสปีชที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกให้ทุกคนได้เรียนรู้ถึงแนวคิดและสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ไปแล้วทั้งหมด 5 สปีช แต่สปีชที่ดีนั้นยังมีอีกมากมาย และเราเล็งเห็นว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับผู้อ่านทุกคน เราจึงคัดมาอีก 5 สปีช ให้ทุกคนได้เรียนรู้จากร่องรอยประวัติศาสตร์กันอีกครั้ง ส่วนใครที่ยังไม่ได้อ่านตอนแรก สามารถย้อนตามไปอ่านได้ที่ ‘5 SPEECH ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลก’เป็นข้อคิดและบทเรียนชั้นดีในการใช้ชีวิตของหนุ่ม ๆ I Have a Dream – Martin Luther King Jr. August 28, 1963, Washington, D.C. Martin Luther King Jr. คือหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลที่สุดต่อการเรียกร้องสิทธิให้กับพลเมืองผิวสีในสหรัฐอเมริกา แม้ในช่วงนั้น (ยุค 50-60) จะผ่านพ้นช่วงเลิกทาสมาแล้วนับ 100 ปี สิทธิพลเมืองผิวขาวและผิวสีเท่าเทียมกันในแง่ลายลักษณ์อักษรตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัตินั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง คนผิวดำยังโดนกีดกันในการเข้าถึงสิ่งต่าง ๆ รวมถึงมีการแบ่งแยกสถานที่สำหรับคนผิวดำอย่างชัดเจน
“หวามไหว” ดูไม่ใช่คำศัพท์ที่ผู้ชายอย่างเราจะยกมาใช้ได้บ่อยในชีวิตประจำวัน แต่ละเช้าเราตื่นมาเพื่อทำงานหนัก ตกเย็นสังสรรค์เพื่อพักผ่อน ก่อนจะกลับห้องเพื่อหลับไปแล้วตื่นมาทำกิจวัตรเดิม ๆ วนย้ำซ้ำเก่า “หวามไหว” จึงไม่ใช่คำที่เราจะได้ใช้และอาจถึงขั้นลืมไปแล้วว่าคำนี้มันมีความหมายแบบไหน ชวนให้รู้สึกอย่างไร UNLOCKMEN อาสากระตุกความวาบหวามในหัวใจ กระตุ้นความหวั่นไหวในร่างกายผู้ชายด้วยวรรณกรรมอีโรติก 7 เล่มสุดเย้ายวนรัญจวนใจที่เราชวนอ่านเพื่อเสพเรื่องราว ดื่มด่ำภาษาที่งดงามราวกับมีมนตร์สะกด ที่สำคัญเนื้อหาชวนสุขสมจนผู้ชายอ่านเมื่อไหร่เป็นต้องตื่นทั้งตัวและหัวใจ เนินนางวีนัส Anaïs Nin เนินนางวีนัส แปลจากหนังสือ: Delta of Venus ผู้เขียน: Anaïs Nin ผู้แปล: รังสิมา ตันสกุล สำนักพิมพ์: Library House เซ็กซ์สำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ ไม่ใช่เรื่องลึกลับดำมืดขนาดนั้น แต่จินตนาการดูสิว่าช่วงทศวรรษที่ 1940 ช่วงที่เรื่องราวเซ็กซี่ เย้ายวน ยังไม่ใช่เรื่องที่ใคร ๆ ก็พูดถึงได้ขนาดนั้น ความน่าค้นหามันจะยิ่งเพิ่มความรัญจวนเป็นกี่เท่า ? อนาอิส นิน นักเขียนหญิงสายเลือดสเปน ฝรั่งเศส และเดนมาร์ค เขียนเรื่องสั้นเล่มนี้ขึ้นในช่วงทศวรรษ 1940 โดย ณ
หลังจากที่เคยเป็นเมืองนำร่องในการผลักดันให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ จนเป็นต้นเหตุสำคัญนำมาสู่การกรุยทางใช้เพื่อสันทนาการเป็นวงกว้างในประเทศ ล่าสุดเมืองเดนเวอร์ (Denver) กำลังเดินหน้าสนับสนุนให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับ Magic Mushroom ซึ่งเป็นพืชสายหลอนอีกชนิดที่อยู่ในบัญชียาเสพติดกลางของประเทศ เพื่อลดหย่อนโทษให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น Psilocybin Mushroom AKA Magic Mushroom หรือในบ้านเราเรียกกันว่าเห็ดขี้ควาย คือเห็ดชนิดหนึ่งในวงศ์ Strophariaceae (เห็ดรา) ที่มีสาร Psilocybin ซึ่งออกฤทธิ์ทำให้เกิดอาการมึนเมาและเกิดภาพหลอนต่าง ๆ รวมถึงอาจส่งผลให้มีความคิดหรืออารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ลักษณะคล้ายกับการเสพ LSD ซึ่งถูกใช้กันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ก็ถือเป็นของผิดกฎหมายในเกือบทุกประเทศ แต่สำหรับในสหรัฐอเมริกามันถูกควบคุมภายใต้อนุสัญญาของสหประชาชาติ ว่าด้วยเรื่องวัตถุและสารที่ออกฤทธิ์ต่อประสาทปี 1971 โดยถูกกำหนดให้เป็นยาเสพติดที่อยู่ในระดับเดียวกันกับแอลเอสดีและเฮโรอีนเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคนลักลอบใช้มันรวมถึงซื้อขายอยู่ดี โดยให้เหตุผลว่า Magic Mushroom สามารถใช้เพื่อหลบหนีจากความเครียดไม่ต่างกับกัญชา รวมถึงไม่เคยมีเคสของการ Overdose เกิดขึ้นอีกด้วย ยกเว้นการใช้ร่วมกับแอลกอฮอล์ในบางกรณี ความเปลี่ยนแปลงล่าสุดในสหรัฐอเมริกาที่ตอนนี้เหล่านักเคลื่อนไหวและประชาชนในเมืองเดนเวอร์จัดแคมเปญที่เรียกว่า Decriminalize Denver ซึ่งสนับสนุนการยกเลิกบทลงโทษเกี่ยวกับ Magic Mushroom ด้วยการล่ารายชื่อกว่า 9,500 รายชื่อ เพื่อส่งคำร้องให้กับคณะกรรมการประชามติของเมือง ซึ่งจากการตรวจสอบจากสภาเมืองมีรายชื่อที่ถูกต้องตามลายเซ็น 4,726 รายชื่อเท่านั้น แต่ก็เพียงพอสำหรับการลงมติซึ่งจะมีการลงประชามติในช่วงเดือนพฤษภาคมของปีนี้ และถ้ามีมติโหวตผ่าน เมืองหลวงของรัฐโคโลราโดแห่งนี้จะกลายเป็นสถานที่แรกที่มีการปรับลดโทษที่เกี่ยวกับ Magic Mushroom
ผู้ชายไทยอย่างเรารู้ดีว่าปีนี้คือปีหมู แต่ใช่ว่าคนทั้งโลกจะรู้ไปกับเราด้วยเพราะชาติตะวันตกนั้นไม่ได้มีการนับปีตามปฏิทินนักษัตรเหมือนอย่างประเทศในทวีปเอเชียตะวันออก แต่ถ้าเป็นเรื่องของแฟชั่นนั้นย่อมไม่มีคำว่าขอบเขตหรือเชื้อชาติ เพราะ Gucci แบรนด์แฟชั่นระดับโลกก็อินกับปีหมูและออกคอลเลกชันเพื่อต้อนรับเทศกาลปีใหม่จีนด้วยการนำหมูมาอยู่ในงานดีไซน์ได้อย่างลงตัว Gucci ภายใต้การนำของ Alessandro Michele ดีไซเนอร์หนุ่มมากความสามารถที่มีแนวคิดไม่เหมือนใคร ได้หยิบตัวการ์ตูนชื่อดังตั้งแต่สมัย 1993 อย่าง Three Little Pigs หรือที่คนไทยรู้จักกันได้ในชื่อ ลูกหมูสามตัว จากค่ายการ์ตูนชื่อดังอย่าง Disney นิทานเก่าแก่ที่ยังคงอยู่ในทุกยุคทุกสมัยมาสร้างสรรค์เป็นผลงานแฟชั่นได้อย่างสนุกสนาน เพราะปีนี้คือปีหมู และ Alessandro Michele คือแฟนคลับตัวยงของ Disney เขาจึงไม่พลาดที่จะหยิบเรื่องราวของลูกหมูสามตัวที่บอกเล่าเรื่องราวของความขยันและขี้เกียจมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งโดยการนำลูกหมูทั้งสามตัวมาอยู่บนเสื้อผ้าในคอลเลกชั่น Ready-to-Wear ทั้งเสื้อผ้าสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีเพื่อต้อนรับเทศกาลปีใหม่จีนที่กำลังจะมาถึง สำหรับลายปัก Three Little Pigs หรือลูกหมูสามตัวจะถูกปักไว้บนไอเทมต่าง ๆ ของคอลเลกชันนี้ ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าสตางค์ กระเป๋าสะพาย แว่นกันแดด ผ้าพันคอ หมวก นาฬิกาข้อมือ หรือกระเป๋าสุดคูลที่ผู้ชายคอแฟชั่นควรมีอย่าง Beanie Tote Bag รวมไปถึงเสื้อผ้าที่ขนกันมาทุกแบบทุกสไตล์ ทั้งเสื้อโปโล เสื้อเชิ้ต รวมถึงเสื้อแจ๊คเก็ตที่ปัก และไฮไลต์อย่างรองเท้าสนีกเกอร์ยอดฮิตของแบรนด์อย่าง Ace ที่เปลี่ยนความเรียบง่ายให้เป็นความเท่เฉพาะตัวด้วยเจ้าลูกหมูสามตัวที่แปะทับลายสัญลักษณ์แถบสามสีของ
ในบางครั้งเราอาจรู้สึกโดดเดี่ยวและคิดว่ามีเพียงแค่เราเท่านั้นที่ไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกแย่และผิดหวังให้ออกไปจากใจได้ แต่แท้จริงแล้วในโลกใบนี้มีคนมากกมายกำลังเผชิญกับความรู้สึกด้านลบและพยายามกำลังจัดความรู้สึกแย่ ๆ ออกไปอยู่เช่นกัน ดังนั้น UNLOCKMEN จึงอยากตบบ่าแนะนำวิธีที่จะทำให้คนที่กำลังเผชิญหน้ากับความเครียด ความเศร้าและความรู้สึกแย่ ๆ ให้สามารถผ่านมันไปให้ได้ เพราะโลกไม่ได้มีเพียงเราแค่คนเดียวที่กำลังเครียด จากการสำรวจในงานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าชาวอเมริกันจำนวนกว่า 16 ล้านคน ไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกแย่ ๆ ได้ และจากความเครียดที่ต้องเผชิญจึงทำให้โรคซึมเศร้ากลายเป็นอาการทางจิตเวชที่พบมากเป็นอันดับหนึ่งในสหรัฐ ฯ บุคคลที่ทางการแพทย์ให้คำนิยามว่าเป็น โรคซึมเศร้า จะมีอาการหลายอย่างที่แสดงออกมาอย่างเช่น ความเครียด ความเศร้า ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก หรือลดความสนใจในกิจกรรมที่เคยชื่นชอบ ไม่อยากอาหาร รวมถึงนอนหลับไม่สนิท บางคนอาจจะยังไปไม่ถึงคำว่าโรคซึมเศร้า หากมีความเครียดอยู่ในหัวตลอดไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม การใช้ชีวิตในแต่ละวันจะมีความยากลำบากมากขึ้น อย่างเช่นการสะบัดผ้าห่มแล้วลุกออกจากเตียงอาจกลายเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และความเครียดจะก่อให้เกิดความรู้สึกว่าไม่พร้อมก้าวออกจากเตียงเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งต่าง ๆ ในแต่ละวัน เพราะมวลความเครียดที่กระจายอยู่ทั่ว ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสุขภาพจิตหลายคนจึงได้แบ่งปันเคล็ดลับที่จะทำให้ผู้ที่มีความเครียดหรือความกังวลใจสามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างราบรื่น วางแผนล่วงหน้าก่อนลุกจากเตียง หากวันไหนเริ่มรู้สึกว่ากลุ่มก้อนความสิ้นหวังกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ การสำรวจอารมณ์ของตัวเองในตอนเช้ารวมถึงวางแผนเตรียมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเจอเมื่อลุกจากเตียงคือการเริ่มต้นที่ดี เช่น การตั้งปลุกล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะตื่นขึ้นจริง ปกติเราอาจตื่นตอน 8 โมงเช้า ก็ให้เปลี่ยนไปตั้งปลุกเป็น 7 โมง และลุกออกจากเตียงอีกหนึ่งชั่วโมงให้หลัง Harben Bradford นักจิตวิทยาในรัฐจอร์เจียกล่าวว่า
หนุ่มโสดอย่างเรา กลับห้องมาก็เงียบเชียบมีเพียงตัวเองและเสียงเพลงอยู่เป็นเพื่อน เมื่อการหาใครสักคนมาอยู่ข้าง ๆ มันไม่ง่ายขนาดนั้น ครั้นจะเลี้ยงสัตว์สถานที่ก็ไม่เอื้ออำนวย (เงินในกระเป๋าก็เช่นกัน) พาลให้ต้องมารับผิดชอบอีกหนึ่งชีวิตอย่างจริงจัง ลองเปลี่ยนมาเป็นอะไรที่ง่ายกว่านั้นอย่างการปลูกต้นไม้ เพิ่มความสดชื่นด้วยสีเขียวชอุ่ม พักหลังนี้เทรนด์การปลูกต้นไม้ในห้องมาแรงอยู่ไม่น้อย หนุ่มเหงาลองเอาเจ้าเพื่อนสีเขียว (หมายถึงต้นไม้) มาเป็น Oasis หล่อเลี้ยงความรู้สึกยามก้าวเท้าเข้าห้องว่าอย่างน้อยก็ไม่ได้มีเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวในห้องนี้ สำหรับใครที่เริ่มสนใจอยากจะลองลงมือปลูกต้นไม้ในห้อง UNLOCKMEN ขอแนะนำสิ่งที่เราควรต้องรู้เพื่อเตรียมตัวและสถานที่ของเราให้พร้อม ก่อนที่เพื่อนสีเขียวของเราจะมาถึง เลือกต้นไม้ให้เหมาะกับห้อง ใช่ว่าต้นไม้ที่ปลูกในร่มได้ จะเอาไปวางตรงไหนก็ได้ เหมาะกับทุกห้องไปหมด ต้นไม้แต่ละชนิดมีความต้องการและต้องได้รับการดูแลที่แตกต่างกัน ถามคนขายหรือเสิร์ชข้อมูลให้ชัวร์ว่าชนิดนี้ต้องการการดูแลแบบไหน แล้วเลือกห้องให้เหมาะกับต้นไม้ชนิดนั้น อย่างห้องน้ำ เหมาะกับต้นไม้ที่ต้องการความชื้น ไม่ต้องการแดดมากนัก เพราะเป็นห้องที่แดดส่องไม่ค่อยถึง ส่วนต้นที่ต้องการแดด อากาศแห้ง แนะนำให้ไว้ที่ห้องนอน เพราะเป็นห้องที่แสงแดดส่องถึง หรือจะเอาเพื่อนสีเขียวไปนอนเล่นที่ระเบียง พบปะกับพระอาทิตย์บ้างบางวันก็ยังได้ ขณะที่บางห้องอาจไม่เหมาะกับการปลูกต้นไม้เลย อย่างห้องครัว หรือโรงจอดรถ เนื่องจากเป็นมุมอับที่แดดไม่มาเยี่ยมเยียน เราจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงโลเกชั่นเหล่านั้นไปก่อน เปลี่ยนกระถางเชย ๆ ในตอนแรกทิ้งไป เลือกต้นไม้ เลือกห้อง เลือกมุมเท่ ๆ กันไปแล้ว อย่าลืมเลือกภาชนะให้ชิกตามไปด้วย ในตอนที่ซื้อมาจากร้านเรามักจะได้กระถางพลาสติกสีดำเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด ลองมองหากระถางปูนเท่ ๆ เซรามิก
มาถึงตอนที่ 2 กันแล้วสำหรับซีรีส์ 2019 Oscars Predictions ของ UNLOCKMEN หลังจากตอนที่แล้วเราได้ฟันธงลงความเห็นไปแล้วว่านักแสดงนำชายที่จะคว้าตุ๊กตาทองไปนอนกอดในปีนี้คือ Christian Bale ที่ยอมลงทุนเพิ่มน้ำหนักหลายสิบปอนด์เพื่อรับบท Dick Cheney อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ใครที่ยังไม่ได้อ่านบทวิเคราะห์ของเราสามารถย้อนไปอ่านได้ที่ 2019 OSCARS PREDICTIONS: ช็อตต่อช็อต นักแสดงนำชายออสการ์ใครจะคว้าตุ๊กตาทองไปครอง ส่วนตอนนี้เราจะพูดถึงรางวัลนักแสดงนำหญิงกันบ้าง ด้วยข้อมูลที่มากขึ้น เพราะล่าสุด Golden Globe รางวัลที่เปรียบเสมือนออสการ์ของฝั่งอังกฤษได้ประกาศผลออกมาเรียบร้อยแล้ว ภาพของ 5 นักแสดงหญิงที่มีลุ้นเข้าชิงตุ๊กตาทองสาขานักแสดงนำหญิงจึงค่อนข้างชัดเจนขึ้น แต่จะมีใครกันบ้าง และใครจะเป็นผู้ชนะ ไปอ่านบทวิเคราะห์จากเราได้เลย Emily Blunt – Mary Poppins Returns นักแสดงสาวเจ้าบทบาทจาก The Devil Wears Prada และ Edge of Tomorrow ไม่ทำให้ผู้ชมผิดหวังกับการรับบทบาทเป็นตัวละครที่ทุกคนคิดถึงอย่าง Mary Poppins ในภาพยนตร์เรื่อง Mary Poppins Returns ซึ่งถือว่าเป็นภาคต่อจาก Mary Poppins ในปี 1964 ภาพยนตร์ระดับตำนานที่กวาดรายได้มหาศาลในยุคนั้น Emily Blunt สานความยอดเยี่ยมของ Julie Andrews Mary Poppins คนก่อนได้อย่างไร้รอยต่อ เธอแสดงให้เห็นว่าตัวละครพี่เลี้ยงผู้มีเวทมนตร์คนนี้เป็นตัวละครที่ไร้กาลเวลา เรียกว่าแทบจะแบกหนังทั้งเรื่องไว้บนบ่า เอาเป็นว่าทุกคนที่ได้ดู Mary
สายแล้ว ลืมตาตื่น เอื้อมมือกดปิดเสียงนาฬิกาปลุกที่แผดเสียงมาจากสมาร์ตโฟนที่วางอยู่บนหัวนอน เปิดม่าน … แวบแรกหลงคิดว่าหมอกเช้าแห่งเดือนมกราช่างน่าตื่นตาตื่นใจ ก่อนจะขยี้ตาซ้ำ ๆ อีกทีแล้วตระหนักได้ว่า “ฝุ่นเหี้ยอะไรเยอะแยะขาวโพลนขนาดนี้วะ!?” 2-3 วันนี้เราล้วนตื่นมาพร้อมความตื่นตระหนก เพราะแค่มองด้วยตาเปล่ายังสัมผัสได้ว่าปริมาณฝุ่นหนาแน่นมากกว่าปกติ แล้วไหนจะปริมาณที่ตามองไม่เห็นอีก นี่จึงเป็นอีกช่วงหนึ่งที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเรากำลังผจญวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามวิกฤตเรื่องฝุ่นไม่ได้มีแค่ไทยที่เผชิญมันอยู่เพียงลำพัง หลายประเทศก็กำลังเผชิญปัญหานี้ หลายประเทศผ่านมันมาได้แล้ว โดยรัฐบาลแต่ละประเทศต่างก็มีมาตรการ แนวทาง หรือนโยบายเด็ดขาดในแบบของตัวเองเพื่อแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศกันทั้งนั้น ในวันที่เราเองก็กำลังสูดฝุ่นเข้าปอดปริมาณมาก ๆ อยู่ UNLOCKMEN ชวนดูวิธีที่รัฐบาลประเทศอื่น ๆ แก้ปัญหากับวิกฤตฝุ่นในประเทศตัวเองในวันที่ฝุ่นพิษกำลังบุกฆ่าประชาชน เมื่อฝุ่นบุกเกาหลี: โรงไฟฟ้าฯ ลดการผลิต ประชาชนลดเวลาทำงานและเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง แดนกิมจิเองก็เป็นอีกประเทศที่ประสบวิกฤตฝุ่นพิษในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับเรา แต่ไม่ต้องอ้อยอิ่งรีรอทางการก็ออกมาตรการเร่งด่วนทั้งบู๊ ทั้งบุ๋น โดยทั้งแจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง กิจกรรมกลางแจ้งอย่างลานไอซ์สเก็ต หลายแห่งก็งดให้บริการ และออกตัวว่าจะคืนเงินให้ลูกค้าด้วย ส่วนกระทรวงสิ่งแวดล้อมก็ไม่นิ่งเฉยออกมาตรการเด็ดขาดกับภาคอุตสาหกรรมโดยสั่งให้โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนในพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานลดกำลังการผลิตลงมากว่า 80% เมื่อเทียบกับเวลาปกติ ไม่ใช่แค่นั้นภาครัฐยังสั่งการให้โรงงานและสถานที่ต่าง ๆ ของรัฐที่ปล่อยมลภาวะสู่อากาศลดเวลาทำงานลง โดยยึดมาตรการที่องค์กรของแต่ละท้องถิ่นแนะนำอย่างเคร่งครัด เมื่อฝุ่นบุกจีน: ตั้งตำรวจสิ่งแวดล้อม คอยบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง จีนเป็นอีกประเทศที่มีปัญหามลภาวะหนักหน่วงเข้าขั้นวิกฤต นายกเทศมนตรีกรุงปักกิ่งจึงผลักดัน “ตำรวจสิ่งแวดล้อม”ขึ้นมาเป็นหน่วยที่ดูแลบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งแวดล้อมและการสร้างมลภาวะโดยเฉพาะ
เอ่ยชื่อ Tim Burton ขึ้นมา ความดาร์กก็เข้าปกคลุม (เหมือนสภาพอากาศในตอนนี้ไม่มีผิด) ความแฟนตาซีของตัวละคร คาแร็กเตอร์อันแปลกประหลาด เข้ามาสร้างสีสันในฉากอันหม่นหมอง ทำให้ภาพยนตร์ของเขามัน Weird มากขึ้น จนเราติดภาพว่ามันเป็น Trademark ของเขาไปแล้ว ภายใต้ความแฟนตาซีแบบดาร์ก ๆ เหล่านั้น ยังมีเรื่องราวพลังบวกและข้อคิดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังอย่างแยบยล UNLOCKMEN ชวนหนุ่ม ๆ มาเสพความดาร์กของหนัง Tim Burton 5 เรื่องที่เราคัดมาให้ Big Fish (2003) Will Bloom (Billy Crudup) ผู้เบื่อหน่ายพ่อตัวเองเต็มที เพราะ Edward Bloom (Albert Finney/Ewan McGregor) ผู้เป็นพ่อนั้นชื่นชอบการเล่าเรื่องในวันวาน สมัยที่เขายังเป็นหนุ่มแน่น แต่เรื่องราวเหล่านั้นช่างแฟนตาซีจนเกินที่จะเชื่อว่ามันคือความจริง ผู้คนที่ได้ฟังต่าง Hype ไปกับเรื่องราวเหล่านั้นหมด ยกเว้นลูกชายอย่าง Will นี่แหละ ที่ไม่เคยเชื่อว่าพ่อของเขาจะมีชีวิตวันวานที่แฟนตาซีขนาดนั้น จนถึงขั้นที่อยากจะพิสูจน์ความจริงกับสิ่งที่พ่อเขาเล่าให้ฟัง เพราะอยากจะให้พ่อของเขาเลิกโม้เสียที มาดูกันว่าสุดท้ายแล้วไอ้ที่พ่อเขาโม้ ๆ ไว้นั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโม้กันแน่ Edward
Passion หรือ แรงบันดาลใจ คำพูดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเอามาใช้เป็นตัวชี้วัดถึงความตั้งใจของคนเรา ซึ่งบางครั้งถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือยจนหลายคนมองว่ามันก็เป็นแค่คำพูดเท่ ๆ ที่เอาไว้ใช้ตอบคำถามอย่างมีสไตล์ในกลุ่มคนที่ไม่เคยลงมือทำอะไรจริง ๆ จัง ๆ เท่านั้น แต่สำหรับบางคนแล้วคำว่า Passion มีอยู่จริงแถมยังเป็นเหมือนก้อนพลังงานชั้นดีที่คอยกระตุ้นให้พวกเขาฟันฝ่าอุปสรรค รวมไปถึงคำดูถูกที่เคยได้รับมา เช่นเดียวกับเหล่า Collector และ Creator ประจำปี 2018 ทั้ง 5 คนที่ UNLOCKMEN มีโอกาสได้พูดคุยรวมถึงรับฟังเรื่องราวของชีวิตที่ใช้ความหลงใหลเป็นแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อน สิ่งที่ทั้ง 5 คนมีเหมือนกันก็คือ พวกเขารู้ว่าตัวเองต้องการที่จะใช้ชีวิตอยู่กับอะไร จากนั้นจึงพลิกโจทย์ดังกล่าวมาเป็นแรงผลักดันจนในที่สุดก็สร้างชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้สำเร็จ มาย้อนฟังแนวความคิดและการใช้ชีวิตอันสุดโต่งจากกลุ่มคนที่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางที่เลือกด้วยตัวเอง หวังว่าจะเป็นพลังที่ส่งต่อให้ผู้ชายทุกคนกล้าออกไปเสี่ยงกับความฝันของตัวเองดูสักครั้ง ในปีต่อไปที่กำลังจะมาถึง หมอโดม DOGTOR GARAGE ความหลงใหลคือการได้คืนชีพรถคลาสสิกให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง มองภายนอกอาจดูเหมือนกับผู้ชายที่ชื่นชอบในรถยนต์ทั่วไป แต่สำหรับ หมอโดม สุทธิพงษ์ ธีติปริวัติร์ แห่ง Dogtor Garage เป็นอะไรที่มากกว่านั้น เริ่มจากความชื่นชอบรถคลาสสิกมาตั้งแต่จำความได้ ด้วยเหตุผลว่ารถทุกคันมีความแตกต่างของตัวมันเอง แต่ละคันล้วนมีเอกลักษณ์และเรื่องราวที่สะท้อนวัฒนธรรมของยุคสมัยนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี แต่แน่นอนว่าการใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่หลงใหลในทุกวัน ๆ


