เหตุการณ์วางระเบิดและบุกกราดยิงที่โรงแรม Dusit D2 ในเมืองไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยากลายเป็นข่าวดังครึกโครมไปทั่วโลก หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว กลุ่มก่อการร้าย Al-Shabaab อ้างว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์โจมตีในครั้งนี้ Al-Shabaab เป็นใคร? และพวกเขาทำแบบนี้ทำไม? Al-Shabaab หรือกลุ่มอัล-ชาบับ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2006 เป็นกลุ่มก่อการร้ายมุสลิมหัวรุนแรงที่เป็นผลผลิตจากความวุ่นวายทางการเมืองภายในประเทศที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลังจากโค่นล้มผู้นำเผด็จการซึ่งเป็นฐานอำนาจเดิม กลุ่มก่อการร้ายนี้มีฐานกำลังอยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐโซมาเลียบริเวณใกล้กับประเทศเคนยา หัวหน้ากลุ่มของ Al-Shabaab คือนาย Ahmad Umer วัย 47 ปี เขาคือชายที่ทางการสหรัฐฯ ต้องการตัวเป็นอย่างมากถึงกับตั้งค่าหัวให้ถึง 6 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยราว 190 ล้านบาท และเฝ้าจับตากลุ่มก่อการร้ายนี้เป็นพิเศษเนื่องจากกลุ่มก่อการร้าย Al-Shabaab นั้นมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้ายชื่อดังอย่างกลุ่ม Al-Qaeda แต่ภายหลังทั้งสองฝ่ายมีอุดมการณ์บางอย่างต่างกัน กลุ่มก่อการร้ายทั้งสองกลุ่มจึงแยกกันอย่างชัดเจน แม้จะเป็นกลุ่มก่อการร้ายชาวมุสลิมหัวรุนแรง แต่สมาชิกระดับสูงของกลุ่ม Al-Shabaab นั้นมีคนจากหลากหลายเชื้อชาติเข้าร่วมด้วย และคาดว่ามีสมาชิกราว 8,000-10,000 คน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือตั้งรัฐบาลอิสลามเคร่งจารีตให้สำเร็จ กลุ่มก่อการร้ายที่มีสมาชิกเกือบหมื่นคนหารายได้และอาวุธสงครามมาจากไหน? เหล่านักวิเคราะห์คาดว่าที่มาของรายได้หลักคือการดีลกับเจ้าหน้าที่ท่าเรือขนส่งสินค้าหลายแห่งในแถบแหลมแอฟริกา ในปี 2011 สหประชาชาติเคยประเมินรายได้ของกลุ่มก่อการร้าย Al-Shabaab ว่าสร้างรายได้กว่า
บ่อยครั้งที่ภาพยนตร์เลือกหยิบเรื่องราวเกี่ยวกับความทรงจำมาเล่าอย่างเหนือจริง ทั้งการถ่ายโอนความทรงจำของคนหนึ่งไปสู่อีกคน เมื่อโอนความทรงจำสำเร็จเราก็จะกลายเป็นคนคนนั้น เราจะมีลักษณะและบุคลิกที่เหมือนกันเพราะใช้ความทรงจำเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ดูเป็นสิ่งที่เป็นจริงได้แค่จินตนาการหรือหนังเท่านั้น แต่ UNLOCKMEN อยากจะบอกว่าการถ่ายโอนความทรงจำไม่ได้มีแค่ไหนหนัง Sci-fi อีกต่อไป เพราะนักวิทยาศาสตร์สามารถถ่ายโอนความทรงจำของสัตว์ได้แล้ว แม้จะยังไม่สามารถถ่ายโอนความทรงจำของมนุษย์ได้ แต่การถ่ายโอนความทรงจำของสัตว์สำเร็จถือเป็นความก้าวหน้าครั้งใหญ่ที่ทำให้วงการวิทยาศาสตร์พัฒนาไปอีกขั้น มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียหรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า UCLA ได้เริ่มทำการทดลอง Memory transplant เปลี่ยนถ่ายความทรงจำของหอยทากทะเล Aplysia californica ได้สำเร็จ ผลการวิจัยครั้งนี้ตีพิมพ์ลงวารสาร eNeuro รายงานถึงการฝึกให้หอยทากทะเลกลุ่มหนึ่งสร้างกลไกเพื่อป้องกันตัวเองจากอันตรายเมื่อโดนกระแสไฟอ่อน ๆ สัมผัสบริเวณส่วนหาง โดยสาเหตุที่เลือกใช้หอยทากทะเล Aplysia californica นั้นเป็นเพราะเซลล์ประสาทของหอยทากทะเลชนิดนี้มีระบบกลไกการทำงานที่คล้ายกันหลายอย่างกับเซลล์ประสาทของมนุษย์ ผลจากการฝึกให้หอยทากกลุ่มตัวอย่างมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าและรู้จักป้องกันตัว ในที่สุดหอยทากทะเลกลุ่มนี้ก็เรียนรู้ที่จะหดตัวกลับเข้าเปลือกเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องโดนกระแสไฟฟ้าช็อตอีกครั้ง และหลบอยู่ในเปลือกนานกว่า 50 วินาที ซึ่งถือว่าเป็นพฤติกรรมการหลบหนีที่นานกว่าหอยทากกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่เคยได้รับการฝึก เมื่อสอนให้หอยทากมีปฏิกิริยาตอบสนองแตกต่างจากหอยทากทั่วไปได้แล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้สกัด RNA ของหอยทากกลุ่มนี้ออกจากระบบประสาทและนำไปฉีดให้กับหอยทากทะเลอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่เคยถูกฝึกให้หลบหนีจากกระแสไฟฟ้าช็อต ผลลัพธ์ที่ออกมาน่าทึ่งเพราะหอยทากกลุ่มหลังที่ไม่เคยผ่านการฝึกมาก่อนมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบเดียวกับหอยทากที่ผ่านการฝึก โดยการถ่ายโอน RNA ไม่ทำให้หอยทากทะเลกลุ่มที่สองได้รับบาดเจ็บหรือสร้างความเสียหายทางกายภาพจากการทดลองครั้งนี้อีกด้วย กุญแจสำคัญของการถ่ายโอนความทรงจำอยู่ใน RNA ที่มีชื่อเรียกแบบเต็ม ๆ ว่ากรดไรโบนิวคลีอิก (Ribonucleic acid
หลังจากเมื่อปี 2016 แบรนด์เสื้อผ้ากีฬายักษ์ใหญ่อย่าง Nike ได้เปิดตัวรองเท้าผูกเชือกเองได้รุ่น Self-Lacing Hyperadapt 1.0 ไปแล้วในราคา 720 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สูงพอสมควร แต่ถ้าหากมองว่านี่คือเทคโนโลยีที่เราต้องรอนานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ที่ Back to The Future II ออกฉายเมื่อปี 1989 ก็นับว่าเกินคุ้ม และในปี 2019 นี้ Nike ได้นำรองเท้าอัจฉริยะกลับออกมาวางจำหน่ายอีกครั้งในราคาที่ถูกลงกว่าการจำหน่ายในปี 2016 โดยมีราคาอยู่ที่ 350 ดอลลาร์ และใช้ชื่อว่า Adapt BB รองเท้าสำหรับกีฬาบาสเก็ตบอลที่ปรับรูปทรงให้เข้ากับรูปเท้าที่แตกต่างกันของผู้สวมใส่ได้อย่างอัตโนมัติ พร้อมรูปทรงสุดเท่และแถบไฟสีฟ้าที่ให้ความรู้สึกล้ำสมัยกว่าใคร อย่างที่รู้กันดีว่า Nike คือแบรนด์รองเท้าบาสเก็ตบอลเบอร์ต้น ๆ ของโลกที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการบาสเก็ตบอลมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน อย่างเช่นการร่วมงานกับราชานักบอสอย่าง Michael Jordan ที่ร่วมกันออกรองเท้าสำหรับผู้ชื่นชอบกีฬาบาสเก็ตบอลใน Air Jordan เมื่อ 30 ปีที่แล้ว จึงทำให้ Nike สามารถครองใจเหล่านักกีฬารวมถึงผู้ชื่นชอบ Sneaker
ตกกลางคืนทีไร แทนที่ร่างกายจะได้จมดิ่งลงห้วงแห่งการนอน แต่กลับมีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ ไม่ว่าจะข้างห้องกินเหล้า รอดูบอลทีมรัก งานที่ตามหลอกหลอนถึงที่บ้าน หรือแม้แต่นอนไม่หลับเองก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร การนอนไม่หลับหรือไม่มีเวลานอน มันช่างบั่นทอนสุขภาพและอารมณ์สำหรับวันต่อไป แต่เมื่อปัจจัยมันบังคับ UNLOCKMEN ขอแนะนำทางลงให้กับคนนอนน้อย ด้วยวิธีง่ายแสนง่ายอย่าง “การหายใจเข้าลึก ๆ” ก็สามารถทำให้เราเข้าสู่ห้วงนิทราได้แบบไม่เปลืองแรง การนอนไม่เต็มอิ่ม มันสามารถสะสมหลาย ๆ คืนจนทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลียได้ ผลกระทบที่มันสะสมต่อเนื่อง นานเข้ามันไม่ได้ส่งผลแค่กับร่างกายหรือใต้ตาที่ดำคล้ำเพียงอย่างเดียว มันยังส่งผลกับสมองของเราอีกต่างหาก ทำให้รู้สึกเหนื่อยง่าย โฟกัสกับอะไร หรือคิดไอเดียใหม่ ๆ ไม่ราบรื่นเอาซะเลย แม้วิธีการพาเราเข้าสู่ห้วงนิทรามีสารพัดวิธีที่จะขับกล่อมตัวเองยามหัวถึงหมอน ไม่ว่าจะกลิ่นอโรมา การฟังเพลง แต่เรามีวิธีที่ง่ายกว่านั้น ง่ายและใกล้ตัวจนเราอาจมองข้ามไปอย่าง “การสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ” ปกติแล้วการเลือกสูดลมหายใจลึก ๆ เป็นจังหวะ เรามักจะทำตอนที่อารมณ์ของเราพุ่งไปแบบฉุดไม่อยู่ ไม่ว่าจะโกรธ กลัว ตื่นเต้น เพราะช่วยบรรเทาความรู้สึกนั้น ผ่อนคลายความเครียด ความกังวล และปัดเป่าอารมณ์ขุ่นมัวให้ลดลง แต่วันนี้เราจะใช้ประโยชน์จากมันนำมาช่วยให้เรานอนหลับง่าย หลับได้ลึก จากการหายใจเหมือนกันนี่แหละ โดยผู้วิจัยอย่าง Christophe Andre ได้ทดลองฝึกการหายใจให้ลึกและเป็นจังหวะ จนเป็นเหมือนการออกกำลังกายด้วยลมหายใจ ซึ่งไม่เพียงได้ผลตรงตามที่บอกว่าแค่ช่วยลดความเครียด ทว่ามันช่วยเรื่องการนอนของเราได้
ลองนึกถึงอะไรสักอย่างในภาพยนตร์ที่ทำให้เราจับตาดูซีนนั้นอย่างจดจ่อ ความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง การแสดงที่สะกดสายตา CG ตระการตา อีกอย่างที่สร้างเสียงฮือฮาและทำให้คนดูเฝ้าคอยคือฉาก Long Take เทคนิคการถ่ายแบบไม่คัต ใช้กล้องเดิม Run ไปเรื่อย ๆ หรือใช้เทคนิคการตัดต่อเข้ามาช่วยให้การเปลี่ยนฉากนั้นลื่นไหลยิ่งขึ้น UNLOCKMEN ชวนหนุ่ม ๆ มาดื่มด่ำเทคนิคนี้กับ 5 หนังที่มีฉาก Long Take ให้เราได้ตื่นตาตื่นใจกับภาพที่ลื่นไหลไม่มีสะดุดจนอยากตามติดไปจนถึงจุดสิ้นสุดของซีนนั้น ๆ ให้ได้เลยเชียว แต่เราจะเฉลยไม่ได้ว่าฉาก Long Take นั้นอยู่ช่วงไหนของเรื่อง เพราะประเด็นสปอยล์หรือไม่สปอยล์มันช่างอ่อนไหวเหลือเกิน ก่อนจะไปดูทั้ง 5 เรื่อง ทำความเข้าใจกันก่อนว่า WATCHLIST เป็นคอนเทนต์แบ่งหนังกันดู เหมือนเพื่อนแชร์กัน ไม่ใช่เป็นการจัดอันดับหนังดีในดวงใจ ไม่จำเป็นต้องน้อยใจหากหนังโปรดในใจของคุณไม่อยู่ในลิสต์นี้ Children of Men (2006) Director : Alfonso Cuarón โรคระบาดในปี 2027 ที่คร่าชีวิตทารกทั่วโลกและทำให้ผู้หญิงกลายเป็นหมันกันหมด นั่นหมายความว่าโลกใบนี้จะไม่มีทารกอีกต่อไป ท่ามกลางความวุ่นวายของการเมือง สภาพสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมจนไม่อาจกู้คืนได้ ประเทศอังกฤษเป็นประเทศเดียวที่ยังคงยืนหยัดกับปัญหาเหล่านี้ได้ จนทำให้เหล่าผู้ลี้ภัยแห่แหนกันมาที่นี่ แต่พวกเขากลับไม่ได้รับการปฏิบัติที่ดีนัก ชีวิตของพวกเขาเป็นเพียงผักปลา จนเกิดกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลที่นำทีมโดย Julian
ถึงแม้จะมีงานรัดตัวแค่ไหนก็ตาม แต่สุดยอดดีไซเนอร์ชื่อดังแห่งยุคอย่าง Virgil Abloh ก็ไม่เคยหยุดพัก เพราะตอนนี้เขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับโปรเจกต์พิเศษที่จะมาสร้างความตื่นเต้นให้กับเหล่าคอแฟชั่นอีกครั้ง ด้วยการประกาศตัวว่าจะก้าวเข้าสู่วงการจิวเวลรี่อย่างเป็นทางการ ปัจจุบัน Virgil Abloh ดำรงตำแหน่งเป็น Artistic Director ให้กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง Louis Vuitton และแบรนด์เสื้อผ้าสตรีทสุดเท่ Off-White ที่กำลังยุ่งอยู่กับการจัดโชว์คอลเลกชันเสื้อผ้า Fall/Winter 2019 ของ Off-White ที่กำลังจะมีขึ้นที่ Paris Fashion Week อันใกล้นี้ แต่ถึงจะยุ่งเขาก็วางแผนและพร้อมส่งผลงานเดบิวต์ในวงการจิวเวลรี่เรียบร้อยแล้ว ไอเทมในคอลเลกชันจิวเวลรี่ของ Virgil จะมีทั้งสร้อยคอ ตุ้มหู รวมถึงเข็มกลัดหลากหลายรูปแบบ โดยทั้งหมดได้แรงบันดาลใจมาจากคลิปหนีบกระดาษที่เจอได้ทั่วไปตามสำนักงาน ถึงจะดูเป็นของใช้ในออฟฟิศธรรมดา ๆ แต่ Virgil พูดถึงโปรเจกต์นี้ว่าเขาใช้เวลากว่า 3 ปี ทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อให้คลิปหนีบกระดาษกลายเป็นเครื่องประดับที่ไม่ธรรมดา สำหรับการหยิบของใช้ทั่วไปในสำนักงานมาเปลี่ยนเป็นเครื่องประดับสุดเท่ ก่อนหน้านี้ก็เคยเห็นมาบ้างแล้วในวงการแฟชั่นที่นำคลิปหนีบกระดาษมาทำเป็นไอเทมแปลก ๆ อย่างหนุ่มแรปเปอร์ชื่อดังจากเกาหลีอย่าง G-Dragon ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ให้ทุกคนอึ้งด้วยการนำคลิปหนีบกระดาษมาเพิ่มลูกเล่นให้ผลงานของตัวเองภายใต้แบรนด์ PEACEMINUSONE รวมไปถึง Money Clip คลิปหนีบกระดาษสีเงินจากแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง Prada ที่ผลิตอย่างประณีต
เมื่ออาวุธเคมีที่มีคุณสมบัติทำลายล้างสูงอย่างแก๊สพิษไม่ได้ถูกใช้แค่ในสมรภูมิรบเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อทำลายล้างประชาชนทั่วไปด้วย ดังนั้นไม่ว่าใครต่างก็ต้องเตรียมรับมือกับอากาศปนเปื้อนที่พร้อมจะฆ่าเราได้ทุกเมื่อ ชีวิตที่ต้องใส่หน้ากากกันแก๊สพิษตลอดเวลาจะเป็นอย่างไร ? UNLOCKMEN จะพาย้อนเวลาไปสู่ยุคที่ทุกคนต่างก็ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน สงคราม ควันและแก๊สเป็นสิ่งที่ถูกใช้งานคู่กันมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว โดยการใช้ควันไฟไล่ต้อนศัตรูคู่ตรงข้ามให้ออกมาจากถ้ำ และในบางครั้งก็เพิ่มสารหนูลงไปในวัตถุดิบที่ใช้เผาไหม้ก็จะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อมีแก๊สพิษจึงทำให้มีหน้ากากกันแก๊ส จุดเริ่มต้นของสังคมหน้ากากจึงเริ่มต้นขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่นับเป็นการนำ Chemical weapons หรืออาวุธเคมีมาใช้อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นแก๊สน้ำตาที่เป็นอาวุธเคมีรุ่นแรกจากคลังแสงที่กลุ่มทหารฝรั่งเศสนำมาเริ่มใช้ในปีค.ศ. 1914 เมื่อทหารฝ่ายตรงข้ามสูดดมเข้าไปจะทำให้เยื่อบุโพรงจมูกระคายเคือง ส่งผลต่อหลอดลม ปอด รวมถึงดวงตา นอกจากแก๊สน้ำตาแล้วยังมีคลอรีนของฝ่ายกองทัพเยอรมัน เมื่อสูดดมเข้าไปจะส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและระบบการมองเห็น ทำให้ร่างกายเกิดสภาวะ Asphyxia หรือที่เรียกว่าภาวะร่างกายขาดออกซิเจนเฉียบพลัน มีอาการเจ็บหน้าอก อาเจียน และเสียชีวิตภายใน 2-3 นาที รวมไปถึงอาวุธเคมีชนิดอื่น ๆ อย่าง ฟอสจีน และ มัสตาร์ด จึงเรียกได้ว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นช่วงที่ต่างฝ่ายต่างก็งัดอาวุธเคมีขึ้นมาสู้กันอย่างดุเดือด เมื่ออาวุธเคมีทวีความร้ายกาจมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างต้องเร่งผลิตหน้ากากกันแก๊สพิษขึ้นมาใช้อย่างจริงจัง แต่หน้ากากในช่วงแรกนั้นไม่สามารถต้านพิษจากสารเคมีที่ลอยอยู่ในอากาศได้ 100% จึงทำให้หน้ากากเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนเผาใบหน้าของผู้สวมใส่ และเมื่อถอดหน้ากากออกก็จะต้องสูดดมแก๊สพิษ ซึ่งไม่ว่าจะใส่หรือถอดก็แย่อยู่ดี อาวุธเคมีมีประสิทธิภาพอย่างมากในการลดจำนวนฝ่ายตรงข้ามจึงทำให้บางครั้งมีการทิ้งระเบิดเคมีลงในเมืองใหญ่ ประชาชนต้องสูดดมอากาศที่เป็นพิษ แต่ละฝ่ายจึงต้องเร่งหาวิธีเพื่อป้องกันการจู่โจมของประเทศฝ่ายตรงข้ามที่ไม่รู้ว่าจะปล่อยระเบิดเคมีเมื่อไหร่
ด้วยไลฟ์สไตล์คนเมืองและสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน เต็มไปด้วยปัจจัยมากมายที่พร้อมจะทำลายสุขภาพเราได้ตลอดเวลา ถึงเราจะรู้ดีว่าอะไรส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่เมื่อชีวิตต้องดำเนินต่อไป ต้องกิน ต้องใช้ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ถึงอย่างนั้นก็พอจะมีสิ่งที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่กระทบชีวิตประจำวันมากมาย นั่นก็คือ ‘พฤติกรรมการกิน’ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว แต่หนุ่ม ๆ อย่างเรากลับไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไร วันนี้เราจึงอยากเชิญชวนมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้ดีขึ้น ด้วยการแนะนำ 5 ร้าน Organic Food ที่การันตีว่าทุกจานปลอดภัยไร้สารพิษแน่นอน Organic Supply ถึงแม้ในบทเพลงจะเต็มไปด้วยความเศร้าหม่น แต่ตัวจริงเขาเป็นคนรักสุขภาพและสิ่งแวดล้อมไม่น้อยสำหรับ ‘คุณเล็ก’ แห่ง ‘Greasy Cafe’ ที่ได้ร่วมกับเพื่อน ๆ ก่อตั้งร้าน Organic Supply ขึ้นมาในย่านลาดพร้าว โดยตั้งใจจะให้เป็นที่พบปะพูดคุยของสังคมคนรัก Organic เพียงแค่เปิดประตูเข้าไปในร้าน ก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือร้าน Organic เนื่องจากการตกแต่งที่เน้นโทนเขียว-ขาว สบายตา ส่วนเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ก็เน้นใช้วัสดุจากไม้เป็นหลัก ทำให้คุณรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติง่าย ๆ แม้จะอยู่ในย่านที่รถติดที่สุดในประเทศก็ตาม ที่ Organic Supply มีผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากมายให้คุณได้เลือกจับจ่ายใช้สอย หรือถ้าอยากหาอะไรสบายท้องและปลอดภัยทาน ที่นี่ก็มีทั้งเบเกอรี่และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพไว้บริการ รับรองว่าทุกเมนูดีต่อสุขภาพแน่นอน หรือจะไม่ซื้อ ไม่ทานอะไร เข้ามาเพื่อพูดคุยเฉย
หนุ่ม ๆ ทุกคนคงมีสเปกในใจของตัวเองที่เห็นเป็นต้องแพ้ให้กับสาว ๆ แนวนี้ สาว ๆ เองเขาก็มีเหมือนกัน และสเปกมาแรงแซงโค้งชนะใจสาวในตอนนี้คือ “ลุคแด๊ดดี้” จนถึงขนาดมีแฮชแท็กยอดฮิต กับแฮชแท็ก #แด๊ดดี้ที่ไม่ได้แปลว่าพ่อ เพื่อแชร์หนุ่ม ๆ ลุคแด๊ดดี้ในใจของตัวเอง มาดูกันว่านอกเหนือจากเหตุผลนิสัยหล่อนิสัยรวย ทำไมภาพลักษณ์หนุ่มใหญ่ทำไมถึงชนะใจสาว ๆ ได้มากมาย แฮชแท็ก #แด๊ดดี้ที่ไม่ได้แปลว่าพ่อ หากใครเล่นทวิตเตอร์คงคุ้นตากับ แฮชแท็กนี้แน่นอน ซึ่งเจ้าแฮชแท็กนี้ดังมาจากทวิตเตอร์ ที่สาวน้อยสาวใหญ่ตั้งแฮชแท็กนี้มาเพื่อแชร์หนุ่มลุคแด๊ดดี้จากวงการบันเทิงไม่ว่าจะเป็น ฮอลลีวู้ด นักร้อง ทั้งฝั่งยุโรปและเอเชีย ซึ่งสาว ๆ ลงความเห็นไว้ว่า ลุคแด๊ดดี้ในแฮชแท็กเนี้ย ควรมีคุณสมบัติดังนี้ อายุ 30 ขึ้นไป, มีตีนกาเล็กน้อย, ผมขาวแซมกับผมดำ หนุ่มใหญ่ที่ติดโผในแฮชแท็กนี้ส่วนมากก็จะเป็น Johnny Depp, Tom Hiddleston, Chris Hemsworth, Keanu Reeves หรือจะเป็นหนุ่มไทยอย่าง พี่ติ๊ก เจษฎาภรณ์, เคน ธีรเดช, ก้อง
คุณเคยตื่นนอนมาแล้วรู้สึกป่วยมั้ย? เชื่อว่าทุกคนต้องเคยประสบแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม โดยเฉพาะใครที่เป็นภูมิแพ้น่าจะเข้าใจดี อาการเหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุมาจากเตียงนอนที่ไม่สะอาด มีแบคทีเรียและไรฝุ่น ยิ่งเป็นเตียงนอนตามโรงแรมยิ่งมีโอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้นไปอีก ด้วยเหตุนี้นักประดิษฐ์หัวใสจึงคิดค้น ‘Cleansebot’ หุ่นยนต์ทำความสะอาดอัจฉริยะขนาดจิ๋วขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว CleanseBot สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ในทุกพื้นผิวด้วยการใช้แสง UV-C นอกจากนั้น CleanseBot ยังผ่านการทดสอบมาแล้วว่าสามารถฆ่าเชื้อ E.Coli ได้ถึง 99.99% พื้นที่ไหนมีเชื้อโรคและแบคทีเรียมากที่สุดในบ้าน? จากการวิจัยของ University of Houston พบว่าพื้นที่ที่มีเชื้อโรคและแบคทีเรียมากที่สุด ได้แก่สวิตช์ไฟ รีโมททีวี และผ้าคลุมเตียง CleanseBot เป็นหุ่นยนต์อัจฉริยะสำหรับขนาดเล็กที่สามารถพกพาได้อย่างสะดวก ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่ในบ้านเท่านั้น แต่คุณสามารถนำเจ้า CleanseBot ไปทำความสะอาดได้ทุกที่ที่คุณต้องการ โดยเฉพาะห้องพักในโรงแรมที่ถือว่าเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าเชื้อโรคก็ไม่ใช่ปัญหาหนักใจอีกต่อไป CleanseBot มาพร้อมปัญญาประดิษฐ์และเซ็นเซอร์ 18 ตัว โดยใช้หลอด UV-C สี่หลอดเพื่อกำจัดเชื้อโรคและแบคทีเรียซึ่งได้ผลถึง 99.99% ในทุกสภาพพื้นผิว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเดินทางไปที่ใด ก่อนที่จะทิ้งตัวลงบนเตียง เพียงแค่ตั้งค่า CleanseBot และเปิดใช้งานเป็นเวลา 30-60 นาที ระหว่างนั้นคุณอาจจะไปแช่ตัวในอ่างน้ำอุ่น ๆ หรือออกไปทานอะไรอร่อย ๆ และเมื่อคุณกลับมาก็จะพบเตียงนอนที่สะอาดหมดจดพร้อมทิ้งตัวลงสู่ห้วงนิทรา ไม่ใช่แค่ความสะอาดบนเตียงเท่านั้น แต่แสง UV-C ของ


