14,922 กิโลเมตร คือระยะทางระหว่างเม็กซิโกกับประเทศไทย เรียกว่าห่างไกลกันคนละซีกโลก แต่ดูเหมือนว่านั่นจะไม่ใช่อุปสรรคต่อการเดินทางของวัฒนธรรมแต่อย่างใด เพราะคนไทยค่อนข้างรู้จักดินแดน ‘จังโก้’ แห่งนี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวด้านบันเทิง กีฬา หรือแม้กระทั่งอาหาร ที่ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าในบ้านเราจะมีร้านอาหารเม็กซิกันเกิดขึ้นมากมาย เราสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะรสชาติของอาหารที่ไม่แตกต่างกันมากนัก มีความจัดจ้านเหมือนกัน ‘อยากทานอาหารเม็กซิกันจังเลย แต่ไม่รู้จะหาทานได้ที่ไหน’ ใครกำลังประสบปัญหานี้ วันนี้เรามีร้านอาหารเม็กซิกันรสชาติเลิศ บรรยากาศเยี่ยม มาแนะนำด้วยกันทั้งหมด 5 ร้าน The Missing Burro ร้านอาหารเม็กซิกันพันธุ์แท้ย่านทองหล่อ ที่กล้าบอกว่าพันธุ์แท้เนื่องจาก The Missing Burro ก่อตั้งโดยพี่น้องชาวเม็กซิกันที่ย้ายมาอาศัยในประเทศไทยเป็นเวลานาน ดังนั้นรสชาติที่ The Missing Burro นำมาเสิร์ฟจะเป็นรสชาติสไตล์เม็กซิกันแท้ ๆ ไร้การฟิวส์ชั่นใด ๆ ทั้งสิ้น ตัวร้านเป็นตู้คอนเทนเนอร์ตั้งอยู่ท่ามกลางบรรยากาศสบาย ๆ ในย่านทองหล่อ ซึ่งเราว่ามันดูเหมาะสมกับวิถีชีวิตของชาวเม็กซิกันที่เป็นคนสบาย ๆ เน้นความสนุกสนานเป็นหลัก เรียกว่าเมื่อได้หย่อนตัวนั่งแล้วแทบไม่อยากลุกเลยทีเดียว อาหารที่นี่ก็มีครบครัน เรียกว่ายกแผ่นดินจังโก้มาตั้งในทองหล่อเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นนาโช, ทาโก้, เบอริโต้, Carnitas และอีกมากมาย เลือกสั่งได้เต็มที่เลย ใครอยากนั่งทานอาหารเม็กซิกันแท้ ๆ ในบรรยากาศสบาย ๆ The
แม้เป็นเรื่องยากจะยอมรับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเหล่าพ่อค้ายานั้นมีอิทธิพลทั้งในธุรกิจบนดินและใต้ดิน แถมยังมีส่วนในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่บางครั้งกฎหมายก็ยากที่จะต้านทานอำนาจของเม็ดเงินที่เหล่าพ่อค้ายามี แต่ความราบรื่นก็ไม่ได้เป็นของทุกคนที่ทำอาชีพนี้ มีน้อยคนนักที่จะร่ำรวยมหาศาล จำนวนมากต้องล้มตายหรือจบชีวิตลงในคุก UNLOCKMEN จึงจะพาไปทำความรู้จักกับเหล่าพ่อค้ายาที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ว่าเขาได้เงินเหล่านั้นมาจากไหน และเอาเงินเหล่านั้นไปทำอะไรบ้าง 5. KHUN SA ทรัพย์สินราว 5 พันล้านเหรียญ ขุนส่า หรือ จางชีฟูที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ จันทร์ จางตระกูล ราชายาเฮโรอีนผู้ล่วงลับที่ครอบครองเขตพื้นที่แถบสามเหลี่ยมทองคำทางภาคเหนือของไทยและใช้เป็นฐานการผลิตยาเสพติด ได้รับการจัดอันดับให้เป็นพ่อค้ายาที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอันดับ 5 ด้วยเม็ดเงินที่ได้มาจากการค้าฝิ่น เฮโรอีน รวมถึงธุรกิจใต้ดินต่าง ๆ ขุนส่ามีอิทธิพลมากต่อระบบการเมืองของพม่าเพราะเขาคือผู้นำกองทัพเมิงไตที่ร่วมต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชให้กับชนกลุ่มน้อยชาวไทใหญ่ในประเทศพม่า จนกระทั่งลุกลามเป็นสงครามฝิ่น ค.ศ. 1967 ถึงแม้ว่าจะมีรายได้มากมายจากการค้ายา แต่ขุนส่าได้กล่าวถึงธุรกิจของตัวเองว่าที่ทำไปทั้งหมดเพราะต้องการจะปลดแอกตัวเองจากการกดขี่ของกองทัพพม่าตั้งแต่ปี 1947 และเฮโรอีนคือหนทางทำเงินที่รวดเร็วที่สุดเพื่อนำเงินทั้งหมดทุ่มไปกับการซื้ออาวุธสงครามเพื่อต่อสู้ 4. Jorge Luis Ochoa Vásquez ทรัพย์สินราว 6 พันล้านเหรียญ สามพี่น้องตระกูล Ochoa นำโดย Jorge Luis
ชีวิตวัยรุ่นของแต่ละคนอาจมีรสชาติที่แตกต่างกันไป อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนตอนนี้สักนิดก็ได้ บางคนเป็นเด็กเนิร์ดไม่สนใจใคร บางคนเป็นเด็กแสบซ่า หัวโจกของกลุ่มเพื่อน บางคนเป็นหนุ่มฮ็อตที่สาว ๆ พร้อมใจกันเข้าหาแบบไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มแบบไหนมาก่อน ลองกลับไปสัมผัสชีวิตวัยคะนองไปพร้อมเราใน 5 ซีรีส์ชีวิตวายป่วงของชาว TEENAGER ที่จะกลับมาปลุกความทรงจำของเราในสมัยกางเกงขาสั้นแบบครบทุกรสชาติ ทั้งหนุ่มเนิร์ด หนุ่มแสบ หนุ่มฮ็อต มีพร้อมให้ได้เลือกดูตามความชอบหรือตามคาแร็กเตอร์ของตัวเองในสมัยวัยกระเตาะ อาจไม่เชิงเป็น Coming Of Age แบบเต็มตัวนัก แต่รับประกันความวายป่วงของแต่ละเรื่องที่เราคัดมาให้ ว่าเด็กเหล่านี้แสบไม่แพ้เราในสมัยวัยรุ่นเช่นกัน American Vandal เปิดซีซั่นแรกด้วยเจ้าโลกแบบเต็มตา แต่เป็นเจ้าโลกที่ถูกพ่นอยู่บนรถของอาจารย์โรงเรียนมัธยม Hanover คันแล้วคันเล่าที่โดนประทับตราเจ้าโลกสีแดงเด่นเต็ม ๆ คัน ต้องมีใครสักคนที่รับผิดชอบเรื่องราวน่าขายหน้านี้ และทุกอย่างก็ชี้มาที่ Dylan Maxwell เด็กแสบประจำโรงเรียน ที่แสบทั้งผลการเรียนและพฤติกรรม ผลคือเจ้าหนูโดนเด้งออกจากโรงเรียนไป แต่กลับมีกลุ่มนักเรียนที่เชื่อว่าทุกอย่างมันช่างเหมาะเหม็ง เจาะจงลงไปที่ Dylan แบบผิดสังเกต จึงสวมวิญญาณนักสืบ หาต้นตอความผิดปกติของเรื่องนี้และเพื่อพิสูจน์ว่าไอ้เด็กแสบ Dylan กลายเป็นแพะแบบเต็ม ๆ Elite คอซีรีส์ไฮสกูลอย่าได้พลาดเรื่องนี้ เรื่องราวโรงเรียนไฮโซของสังคมชั้นสูงอย่าง Las Encinas จะได้เห็นเรื่องราวเสียดสีของสังคมคนรวย การเหยียดชนชั้น หรือแม้แต่เชื้อชาติ ครบรสชีวิตวัยรุ่นเลือดร้อน
จบลงไปแล้วสำหรับงานประกาศผลรางวัล Golden Globes Awards 2019 ซึ่งผลที่ออกมาก็อาจถูกใจหลายคนโดยเฉพาะแฟนของวง Queens และภาพยนตร์ Bohemian Rhapsody ที่คว้ารางวัลใหญ่อย่าง Best Motion Picture ไปครอง รวมถึงพระเอกอย่าง Rami Malek ที่คว้ารางวัลในสาขา Best Performance by an Actor in a Motion Picture – Drama มาด้วยเช่นกัน แต่นอกจากฝีมือการแสดงอันยอดเยี่ยมที่มีแล้ว Rami Malek ยังถือเป็นผู้ชายที่มีสไตล์การแต่งตัวจัดจ้านอีกคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น ลุค Smart Casual และแนว Formal เพื่อออกงาน นอกจากนี้ตัวเขายังเป็นหนุ่มผิวสองสีที่มาพร้อมกับส่วนสูง 170 เซนติเมตรบวกกับอีกนิดหน่อย ซึ่งเราเชื่อว่ารูปแบบการแต่งตัวของเขาจะสามารถนำมาปรับใช้กับหนุ่มไทยได้เป็นอย่างดี แต่จะมีสไตล์ไหนบ้างมาดูกันเลย Denim Mania เรามักจะเห็น Rami Malek ปรากฏตัวในชุดทางการอยู่บ่อยครั้ง แต่นอกเวลาออกงานเขามักปรากฏตัวในลุค Casual สบาย ๆ พร้อมกับ Denim
เวลาเราซุ่มทำบางอย่าง กลั่นกรองความคิดให้มันตกตะกอนออกมาเป็นไอเดียที่เข้าท่า ลงมือทำด้วยทักษะที่เรามี แต่พอถึงเวลาที่ต้องงัดของมาเรียกแขก มักมองไม่เห็นลู่ทางที่ชัดเจนหรือแตกต่างจากสิ่งเดิม ๆ มากนัก ได้แต่เดินทางเดิม ตามสิ่งที่คนอื่นเคยทำมาแล้ว จนของที่เราตั้งใจทำกลายเป็นของที่จมอยู่ท่ามกลางของชิ้นอื่น ไม่มีวี่แววที่จะโดดเด่นขึ้นมาได้ แต่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับ “คุณวิน – วินัย กิจเจริญจิรานนท์” ที่มองลู่ทางในการนำเสนอผลงานของตัวเองในรูปแบบอื่น ๆ ในคติที่ว่า “กล้าทำก็กล้าขาย” กับผลงานเพลง Nerd Pop ของเขาในชื่อ “The Dumbs” เมื่อทุกอย่างที่สร้างมาด้วยสมอง ทำไมเราถึงไม่กล้าขายด้วยสองมือของเรา พูดคุยกับเขาในประเด็นการมองหาโอกาสและลงมือทำในสิ่งที่รักในตอนที่ยังมีเวลา เห็นชื่อ Garage มาอาจมองหาเรื่องราวดนตรีเน้น ๆ แต่ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องราวการทำเพลงเพียงเท่านั้น เพิ่มโฟกัสเรื่องความพยายามในการทำเพลงแบบไม่มีค่าย หรือแม้แต่ทำการตลาดด้วยตัวเองด้วย คุณวิน ทำงานเป็น Content Creator เพจ TypeThai ไม่ได้มีดนตรีเป็นอาชีพหลักมาตั้งแต่แรก เป็นเพียงแค่งานอดิเรก แต่เขาเลือกที่จะทำมันในตอนที่เขายังมีโอกาส เขาลงมือทำสิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจอย่างดนตรี ออกมาเป็น “The Dumbs” ที่มี 5 แทร็กออกมาให้เราได้ฟังกัน จากคนฟังเปลี่ยนเป็นคนทำดนตรี ตอนทำเพลงเองคนเดียวเนี่ย ส่วนมากได้แรงบันดาลใจจากไหน ? “โดยส่วนตัวชอบดนตรีอยู่แล้ว แต่ส่วนมากจะเป็นคนฟัง บวกกับเล่นดนตรีได้นิดหน่อย
เมื่อโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งประกาศทดลองให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวทมาเรียนสัปดาห์ละหนึ่งวันเป็นเวลาหนึ่งภาคเรียนก็กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าที่ใครหลายคนร่วมแสดงความคิดเห็นและถกเถียงกันจนไฟลุกท่วมโซเชียลมีเดีย มีทั้งคนที่ไม่เห็นด้วยกับการใส่ชุดไปรเวทไปเรียนโดยบอกว่าจะทำให้เกิดความไม่เป็นระเบียบวินัย ผู้เรียนจะสนใจการแต่งตัวมากกว่าการเรียน ที่สำคัญคือความเหลื่อมล้ำจากชุดที่ใส่มาแตกต่างกัน ในขณะที่ฝ่ายเห็นด้วยกับการใส่ชุดอะไรก็ได้ไปเรียนกลับบอกว่าความเหลื่อมล้ำมันมีอยู่จริงและมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ต่อให้แต่งเครื่องแบบเหมือน ๆ กัน แต่กระเป๋า กล่องดินสอ ยี่ห้อปากกา นาฬิกาที่ใส่ ฯลฯ มันก็เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำอยู่แล้ว แทนที่จะซุกความเหลื่อมล้ำไว้ใต้พรมด้วยเครื่องแบบเหมือน ๆ กัน ควรสอนให้รู้จักความเหลื่อมล้ำและหลากหลาย รวมถึงสอนให้เคารพคนไม่ว่าจะต่างกับเราแค่ไหนดีกว่า สารพัดความคิดเห็นและเหตุผล UNLOCKMEN จะไม่ชี้ชัดตัดสินว่าแบบไหนผิดหรือถูก เพราะเราเชื่อในการถกเถียงกันอย่างสุภาพและมีเหตุผล การที่เราได้อ่าน ได้ฟังความคิดเห็นของคนที่ต่างจากเราโดยไม่ได้ต้องการแค่เอาชนะ จะนำมาซึ่งการใช้ตรรกะและเหตุผลในการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม วันนี้ UNLOCKMEN ชวนอ่านความคิดเห็นอันหลากหลายทั้งจากคนที่ยังเรียนอยู่ คนที่เรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยที่บังคับให้ใส่เครื่องแบบไปเรียนทุกวัน คนที่เรียนจบมาจากมหาวิทยาลัยที่บังคับให้ใส่เครื่องแบบแต่แหกขนบไม่ยอมใส่ รวมถึงมหาวิทยาลัยที่ให้เสรีภาพในการเลือกจะใส่หรือไม่ใส่ชุดนักศึกษาก็ได้ และที่พลาดไม่ได้ความคิดเห็นจากศิษย์เก่าจากโรงเรียนเอกชนชื่อดังที่กำลังเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้! เครื่องแบบทำให้เราประหยัดเวลา เริ่มต้นกันที่ความคิดเห็นของอดีตนิสิต คณะมนุษยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่คนคิดว่าต้องเรียนทำนาปลูกข้าวเท่านั้น (เดาไม่ออกก็ต้องเดาออกแล้วล่ะ) โดยมหาวิทยาลัยแห่งนี้ให้นิสิตสวมเครื่องแบบไปเรียนทุกวัน “เราเป็นคนหนึ่งที่ใส่ชุดนิสิตกับกระโปรงพีทตลอด 4 ปี ทั้งที่ปี 2 เขาก็ปล่อยให้ใส่สอบได้แล้ว ข้อดีคือไม่ต้องมานั่งเลือกเสื้อผ้ารองเท้าเวลาออกจากบ้าน อีกอย่างคือเวลาเกิดเหตุอะไรขึ้น การแบ่งชัดเจนว่าเราคือนักเรียนนักศึกษาทำให้เราได้รับการช่วยเหลือก่อน แต่ถ้าใส่ไปรเวทคนมักจะระวังตัว มันก็ไม่แย่หรอกถ้ามีประโยชน์กับตัวเรา” ชุดไม่ใช่สาเหตุความเหลื่อมล้ำ แต่ความเหลื่อมล้ำมันมีอยู่แล้วในประเทศนี้! ในขณะที่อดีตนักศึกษาคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยสีเขียวอมฟ้า วิทยาเขตติดวังพูดถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำไว้อย่างน่าสนใจว่า
ทำมากี่ปีดีดักก็ยังอยู่ที่เดิม หัวหน้าที่ดีแต่สั่งให้เราทำโน่นทำนี่เอาเข้าจริงก็ไม่เห็นว่าจะเจ๋งกว่าเราสักอย่าง กูนี่แหละมดงานหาเงินเข้าบริษัท นี่เป็นเรื่องที่คุยกันเสมอนอกฤดูโปรโมตตำแหน่งและยิ่งใกล้ช่วงโบนัส เรื่องนี้ยิ่งเดือดระอุขึ้นกว่าเดิม เพื่อไขปัญหาโลกแตกให้กระจ่างว่าทำไมเราทำดีไม่ได้ดี หรือบอสจะตาบอดมองไม่เห็นความสามารถของเราถึงไม่ได้เลื่อนขั้นให้ แต่ดันไปเลือกคนอื่นแทน UNLOCKMEN ได้รวบรวมข้อมูลคลายสงสัยมาแบ่งปันแล้ว ลองดูว่านอกจากการเป็นเจ้าพ่อเทพด้านสกิลการทำงานแล้ว คุณสมบัติเหล่านี้คุณขาดมันอยู่ไหม เพราะถ้าคุณเป็นคนแบบเดียวคำอธิบายด้านล่าง นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้เจ้านายไม่เลื่อนให้คุณเป็นหัวหน้ากับเขาสักที ขาด DNA องค์กร เรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ง่ายเอาเสียเลยคือคุณไม่ค่อยมีลมหายใจแบบเดียวกับองค์กรเท่าไหร่ ใส่ใจแต่งานที่ตัวเองทำมากเกินไป ทำให้ต่อให้ผลงานโคตรเด่นแค่ไหนก็ไม่มีวันโตได้มากกว่าเดิม เพราะเจ้านายคิดว่าถ้าเขาโปรโมตคุณขึ้นมา เมล็ดพันธ์ุต่าง ๆ ในองค์กรคงไม่ได้ดอกผลในทางเดียวกันแน่ ๆ เนื่องจากคุณดันไม่เข้าใจวิธีคิดขององค์กร กำไร การวางแผน เป้าหมาย สภาพแวดล้อมที่มีอยู่สักนิด ลองคิดสภาพว่าถ้าองค์กรเป็นคนหนึ่งคน คุณคือ Head ของบริษัท เราให้คุณเป็นส่วนหัวที่กระจายหน้าที่ไปส่วนอื่น แต่คุณดันทำผลงานโดดเด่นเฉพาะของตัวเองเท่านั้น หัวก็จะโตเอา ๆ แต่ตัวด้านล่างลีบเพราะการเติบโตไม่กระจายไปส่วนอื่นเลย มันก็ไม่ต่างจากการทำให้องค์กรเป็นโปลิโอ ขาลีบก็เดินไปไม่ได้ แขนลีบก็หยิบจับอะไรไม่ได้อยู่ดี สู้เขาเอาคนที่ไม่ต้องเก่งเท่าคุณแต่ทำให้องค์กรเติบโตมาทำ ยังไงมันก็ดีกว่าเห็น ๆ สื่อสาร 0 คะแนน ส่วนใหญ่คุณเห็นใช่ไหมว่าผู้นำดีแต่พูด ทว่าทำไม่เก่งเท่าที่คิด เหตุผลเพราะมันคือคุณสมบัติที่ต้องมี
ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่านิยมการใช้ยาเสพติดคู่กับการมีเซ็กซ์นั้นเป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนาน ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่เป็นทั่วทั้งโลก นับวันก็ยิ่งได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเราจึงอยากนำบทความนี้จาก Rooster Magazine มาเผยแพร่ให้ทุกคนได้ทราบ เราไม่ได้ส่งเสริมสนับสนุนความวิเศษของยาเสพติดเมื่อใช้คู่กับเซ็กซ์ แต่เป็นการให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อที่ทุกคนได้รู้เท่าทันพิษภัยของมันและไม่หลงตกเป็นทาสของความสุขสุดขีดแค่เพียงชั่วคราวเหล่านี้ Ecstasy Ecstasy หรือที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีในชื่อ ‘ยาอี’ เป็นยาเสพติดที่ออกฤทธิ์ทั้งกระตุ้นและหลอนประสาท มีสูตรโครงสร้างคล้ายกับ เมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า แต่มีฤทธิ์ที่รุนแรงกว่าถึง 10 เท่า เสพโดยการรับประทาน บ้างนิยมเคี้ยวให้ละเอียดก่อนกลืน ในรูปแบบเม็ดหรือแคปซูล จัดอยู่ในกลุ่มยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 “ปัญหาสำคัญของการมีเซ็กซ์ในขณะเสพยาอีนั้น ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิง การจะถึงจุดสุดยอดนั้นเป็นเรื่องยาก อาจจะต้องใช้เวลามากกว่าปกติหลายเท่า ไม่ว่าในขณะนั้นอารมณ์ทางเพศจะพลุ่งพล่านแค่ไหน ดังนั้นทางที่ดีอาจจะต้องจัดการช่วยตัวเองก่อน ให้อวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ ก่อนจะลงสู่สนามจริง” – ชายหนุ่มวัย 27 “สำหรับผม ยาอีมีส่วนช่วยให้อารมณ์ทางเพศเพิ่มขึ้นพอสมควร แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสนุกสนาน หัวใจเต้นเร็ว จนในบางครั้งก็ยากที่จะโฟกัสกับเซ็กซ์ตรงหน้า และแน่นอนว่าการจะเสร็จสมอารมณ์หมายนั้นเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร บางครั้งอาจใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว” – ชายหนุ่มวัย 23 โคเคน โคเคน หรือในภาษานักเสพมักนิยมเรียกว่า ‘โค้ก’
“วันนี้ทำงานพลาดว่ะ” คือหนึ่งใน Topic ที่ทำให้เพื่อนที่ไม่ค่อยได้คุย ไม่ได้รวมตัวกันมานานกลับมาคุยกันเพื่อระบายอารมณ์ และไม่ว่าเพื่อนฝูงจะอยู่ระดับไหนของบริษัท เป็นคนตัวเล็กหรือใหญ่ขององค์กรประเด็นนี้ก็จะทยอยมาให้ได้ยินเหมือนกันเสมอ “เป็นลูกน้องที่โดนลูกค้าด่า เป็นเจ้านายที่บริหารงานไม่ดี เป็นเจ้าของที่ไม่สร้างกำไร ฯลฯ” แต่สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการนั่งขยายว่าไปทำผิดอะไรมา หรือสิ่งที่พวกมันต้องจ่ายเพื่อรับผิดชอบความผิดเหล่านั้นตามขนาดความเล็กใหญ่ของเรื่องที่เจอ กลับเป็นเรื่องผลกระทบทางอารมณ์ของพวกมันมากกว่า เพราะบางคนเฟลนาน เฟลไม่จบไม่สิ้น ถึงงานนั้นจะผ่านไปจนเริ่มโปรเจกต์ใหม่ก็ไม่หายจนสุดท้ายต้องล้มเหลวจริงจากการจับจด ขณะที่บางคนแค่บ่น ยอมรับและก้าวต่อไปก็ทำงานได้ดีขึ้น เรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงปรัชญาญี่ปุ่นที่เรียกว่า 侘寂 (wabi-sabi) “วาบิ-ซาบิ” หรือการมองเห็นความงามที่ไม่สมบูรณ์แบบของญี่ปุ่น ซึ่งมาจากการรวม 2 คำ ได้แก่ Wabi (侘び) ที่แปลว่า ความเรียบง่าย สมถะ และ Sabi (寂び) ที่แปลว่า ความเงียบสงัด สภาพจิตใจที่สงบนิ่ง และสูงส่ง ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้คือส่วนผสมที่ลงตัวที่ทำให้เราเห็นแง่มุมของการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไม่ซับซ้อน และไม่เจ็บปวด ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะสร้างบาดแผลให้เราไว้มากแค่ไหนก็ตาม เพราะสรรพสิ่งล้วนไม่สมบูรณ์ และทุกความผิดพลาดต่างมีความสวยงาม สูงสุดจากสามัญ Zero be Hero ที่มาของ Wabi-Sabi หรือการมองเห็นความสวยงามจากสิ่งไม่จีรังหลายคนคงเปรยว่าคล้ายกันกับ “อนัตตา” ของศาสนาพุทธเหลือเกิน บอกได้เลยว่า
ดูเหมือนปี 2019 จะกลายเป็นปีที่ดุเดือดแน่นอนสำหรับตลาดของคอมพิวเตอร์พกพาหรือแล็ปท็อป เพราะล่าสุดในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ด้านเทคโนโลยีอย่าง Consumer Technology Association (CES) ได้รวบรวมบรรดา Gadgets ที่น่าสนใจเอาใจมากมายและหนึ่งในนั้นคือ ZenBook S13 แล็ปท็อปรุ่นบางเฉียบซึ่งส่งเข้าประกวดโดยค่าย ASUS การแข่งขันในตลาดเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพายังคงร้อนระอุ เมื่อผู้ผลิตค่ายต่าง ๆ ทยอยพัฒนาและเปิดตัวแล็ปท็อปสเปคโคตรโหดในรูปลักษณ์ที่เพรียวบางและกะทัดรัดยิ่งขึ้น ซึ่งล่าสุดเป็นคิวของ ASUS ในการเปิดตัวแล็ปท็อปรุ่นล่าสุดของค่ายกับ ZenBook S13 ซึ่งมากับความโดดเด่นทั้งงานดีไซน์และสเปคเครื่องที่รองรับการใช้งานได้อย่างหลากหลาย Asus ZenBook S13 มาพร้อมตัวเครื่องที่ทำจากอะลูมิเนียมทั้งชิ้นเรียกว่า CNC-Milled chassis ทนทานสุดในตระกูล ZenBook เท่าที่เคยมีการผลิตมา พร้อมจอแสดงผลขนาด 13.9 นิ้ว พร้อมความบางที่ 2.5 มิลลิเมตรซึ่ง Asus เคลมว่ามีขนาดเล็กลงจากรุ่นก่อนหน้า 12.5 เปอร์เซ็นต์และบางสุดในโลกในตอนนี้ โดยเป็นจอความละเอียด Full-HD 1080p กินพื้นที่ 97 เปอร์เซ็นต์ของขนาดเครื่อง ซึ่งจะรับประกันว่าจะได้มุมมองใช้งานที่สบายตามากขึ้นพร้อมความสวยงามของกราฟิกรับประกันโดย NVIDIA GeForce MX150 สามารถรองรับงานออกแบบได้สบายๆ รวมถึงระบบประมวลผลเป็น 8th Gen


